The Road to Wigan Pier (1937) | George Orwell

review by Kukee

การล้มล้างความแตกต่างทางชนชั้นคือการกำจัดส่วนหนึ่งในตัวคุณ

ความจนในยุคทุนนิยมมักรายล้อมด้วยวัตถุแต่ร่ำรวยหนี้สิน ต่างจากความจนยุคเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ของโลกหลังปี 1929 ที่ความแตกต่างทางชนชั้นขับสังคมให้แสวงหาระบบการปกครองรูปแบบใหม่

The Road to Wigan Pier เป็นสารคดีสองภาค ภาคแรกออร์เวลล์พาสัมผัสชีวิตชนชั้นแรงงาน ชาวเหมืองที่อังกฤษตอนเหนือ อุตสาหกรรมถ่านหินเป็นแหล่งผลิตเชื้อเพลิงขับเคลื่อนชีวิตศิวิไลซ์ โลกแห่งแสงแดดเบื้องบน ชุมชนชาวเหมืองอยู่ในเมืองเขม่าดำ อัดแน่นกันเต็มบ้านเช่า นอนห้องละสี่ห้าคนสลับตามเวลาเข้ากะหรือซุกหัวนอนตามพื้น ภายในสกปรกเลอะเทอะ เหม็นคลุ้ง กินขนมปังกลั้วมาการีนเป็นหลัก ไม่มีห้องน้ำในบ้าน ส่วนห้องน้ำด้านนอกคิวยาวเหยียด สภาพไร้อนามัยจนออร์เวลล์บอกว่าเขายังแทบทนไม่ไหว

งานของพวกเขาคือลงเหมืองใต้ดินตั้งแต่หกโมงเช้า ทำงานเจ็ดชั่วโมงครึ่งไม่รวมเวลาเดินทาง เราคงสงสัยเดินทางอะไรมากมายไม่ไช่ชีวิตรถไฟฟ้าในเมืองใหญ่ เดินตามหลังออร์เวลล์เข้ากรงกระเช้าเลื่อนสู่โลกมืดมิด อากาศน้อย มีเพียงแสงไฟริบหรี่จากตะเกียงเลือนลาง เมื่อถึงพื้นล่าง (ลึกประมาณสามร้อยเมตรสูงราวภูเขา) ลำเลียงคนต่อด้วยรถรางขนของ

ออร์เวลล์เริ่มนึกถึงขุมนรก มวลอากาศหนาทึบ (เกิดจากการสะสมก๊าซที่ไวต่อการติดไฟ) ร้อน เสียงดัง มืด เลวร้ายสุดคือพื้นที่แคบไม่เหลือช่องว่างให้ยืดตัวตรง การเดินทางไม่สิ้นสุด เมื่อสุดรางรถต้องเดินต่อไปบริเวณหน้างานขุดถ่านหิน ระยะใกล้สุดหนึ่งกิโลจนถึงห้ากิโลเมตรในขาเดียว แถมต้องเดินก้มต่ำบางครั้งคลาน เนื่องจากความสูงเพดานไม่เกิน 1.50 เมตร มีคานหินค้ำเพดานต้องคอยหลบ ประตูระบายลมถ่ายเทอากาศวิ่งสู่ด้านบน ฝุ่นถ่านกระจายฟุ้งทุกอณู

ออร์เวลล์เดินได้ไม่ถึงกิโล เริ่มปวดคอ เข่า ก้าวช้าลงเรื่อยๆ พอเจอพื้นที่โล่งให้ยืดตัวเห็นสวรรค์เลยเชียว สักพักก้มอีกชาวเหมืองคอยปลอบใจว่าอีกไม่ไกล การทำงานในบรรยากาศนี้หนักหนาสาหัสมาก นั่งขุดเจาะตอกถ่านก่อนขนขึ้นสายพานตลอดเจ็ดชั่วโมง

ออร์เวลล์สังเกตว่าชาวเหมืองมีรูปร่างกำยำ เตี้ย ทรหด ไม่มีใครอ้วนเพราะทำให้ก้มลำบาก หน้าดำเสมอกันเดาอายุไม่ออก เคี้ยวยาสูบแก้กระหายน้ำ สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาฉงนเมื่อบวกการเดินทางอย่างน้อยหนึ่งถึงสามชั่วโมง เป็นงานซุเปอร์แมนเท่านั้น ชนชั้นแรงงานได้รับค่าแรงต่อสัปดาห์น้อยสุดในสังคม ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ไร้บ้านไม่มีแม้แต่ห้องน้ำชำระกาย ทำได้แค่เอาน้ำลูบหน้าลูบตัว หาเลี้ยงหลายปากท้อง กินอย่างอัตคัคขัดสนและเสี่ยงอันตรายโรคร้ายถึงแก่ชีวิต เป็นชีวิตบัดซบท่ามกองภูเขาถ่านแท้ๆ แถมระบบสังคมไม่เห็นการมีอยู่ของพวกเขา

ผู้เขียนบอกว่าหยาดเหงื่อของชนชั้นนี้มีไว้ให้คนที่เหนือกว่าได้รู้สึกเหนือกว่า ซึ่งรวมถึงตัวเขาเอง

ภาคสองชำแหละระบบชนชั้นในอังกฤษ ออร์เวลล์ตำหนิชนชั้นกลางที่สอนให้มีอคติตั้งแต่เด็ก เขาเล่าประวัติครอบครัว ชนชั้นกลางหมายถึงคนมีรายได้ระหว่าง 400 ถึง 2,000 ปอนด์ต่อปี (แรงงาน 115 ปอนด์โดยเฉลี่ย) ทำงานทหาร ตำรวจ รับราชการ หมอ หนาย คนเหล่านี้ได้รับการอบรมศึกษา มารยาทดี รู้จักเข้าสังคม เล่นกีฬา ล่าสัตว์ เป็นสุภาพบุรุษตามนิยมสมัย เขาเอ่ยถึงคนที่ไปอยู่อินเดียนั้นไม่ได้ทำงานเพื่อหาเงิน แต่หาความสำราญแบบสุภาพบุรุษ มีม้าขี่ ล่าสัตว์และคนรับใช้ส่วนตัว

พวกเขามองชนชั้นแรงงานเป็นเพียงคล้ายมนุษย์ กร้าน หยาบคาย สถุล ไม่ซื่อสัตย์ ขี้เมา ขี้เกียจ ออร์เวลล์บอกความเกลียดชังรุนแรงมากก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แม้แต่คนพื้นถิ่นในพม่ายังเทียบไม่ได้กับการที่คนอังกฤษรังเกียจกันเองจนกดขี่คนชั้นแรงงาน และหัวใจแห่งความเกลียดชังนี้ในตะวันตกคือการปลูกฝังประโยคว่าชนชั้นล่างมีกลิ่น เมื่อเริ่มต้นฝังหัวเช่นนี้ ความเสียหายย่อมบังเกิดทันที

เขาวิเคราะห์ชนชั้นกลางเพื่อให้เห็นถึงสภาพแท้จริงของสังคม และทำไมถึงสนับสนุนระบบสังคมนิยม ต้องขยายความในยุคนั้นการเข้ามาของฟาสซิสต์ ลัทธิชาติและอำนาจนิยมแบบฮิตเลอร์และมุสโสลินีแผ่กระจายรุนแรงในยุโรป สังคมนิยมจึงเป็นทางออกเดียวที่จะต่อสู้กับฟาสซิสต์ ทุนนิยมกับคอมมิวนิสต์ ออร์เวลล์เอ่ยถึงแค่เล็กน้อย อาจเพราะเขาไม่มีโอกาสเห็นพัฒนาการแท้จริงของมันในโลกอนาคต