Sorekara “And Then” | Natsume Sōseki

review by Kukee

Sorekara “And Then” | Natsume Sōseki

คนเรามักลืมหน้าตาตัวเองเวลายุ่ง หลังจากเขียนซันชิโรจบ โซเซกิเผยว่าหนังสือเล่มใหม่จะใช้ชื่อ And Then (1909) พูดถึงชีวิตวัยหนุ่ม และเล่มปิดท้าย The Gate (1910) ชีวิตหลังแต่งงาน

ทั้งสามเล่มเป็นไตรภาคที่พูดถึงการเติบโตของมนุษย์ ซึ่งเเม้ตัวละครต่างกัน แต่มีความเชื่อมโยงในองค์ประกอบ และสภาพสังคมในยุคเมจิที่เปลี่ยนแปลงจากระบบศักดินาโชกุนเดิม สู่การสร้างประเทศให้ทัดเทียมกับฝั่งตะวันตก เมจิใช้เวลาเพียงสี่สิบปีในการสลายเอโดะทึ่ยาวนานถึงสองร้อยกว่าปี

ซันชิโรเป็นคนเรียบง่าย ไร้เดียงสา ไดสุเกะตัวละครเอกเล่มนี้กลับเป็นแกะพเนจรไร้ทิศทาง (มรดกแกะพเนจรมาจากมิเนโกะในเล่มแรก) ไดสุเกะเป็นคนโดดเดี่ยว ซับซ้อน แปลกแยกจากสังคมและครอบครัว ทั้งที่ชีวิตแสนสบายแต่ดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย

หนังสือเปิดฉากที่ดอกคามีเลียสีแดงร่วงพื้น โซเซกิบรรยายว่าดอกไม้หล่นมากองเท่าหัวเด็ก ไดสุเกะสะดุ้งตื่น เขาได้ยินเสียงดอกไม้ร่วงในความเงียบสงัดของราตรี เขาเอามือจับหัวใจในความมืด ใจเต้นใต้มือทำให้ตระหนักถึงชีวิต ดอกคามีเลียเป็นสัญลักษณ์ที่ชาวซามูไรไม่ค่อยชอบเท่าไร เวลาร่วงมักตกลงทั้งดอก ไม่ใช่ทีละกลีบแบบดอกไม้ชนิดอื่น ซามูไรจึงมองว่าเหมือนหัวที่หลุดจากบ่า

ไดสุเกะมีการศึกษาดี พ่อเป็นพ่อค้าผู้ร่ำรวยคอยส่งเงินดูแลเขา ไดสุเกะแยกออกมาอยู่บ้านเอง อยู่กับเด็กรับใช้และแม่บ้าน เขาเลือกที่จะไม่ทำงาน หน้าที่ของเขาคือใช้ความคิด เสพหนังสือ ศิลปะ เดินเล่น ปลูกต้นไม้ จัดแจกัน มีอารมณ์สุนทรีย์กับสรรพสิ่งดั่งศิลปิน

ไดสุเกะมีปัญหากับสังคม เขารู้สึกว่าคนรอบตัวเข้าใจเขาผิดหมด โดยเฉพาะพ่อซึ่งคอยแต่บังคับ บงการ พยายามจับเขาแต่งงานแบบพี่ชาย จนยื่นคำขาดว่าถ้าไม่แต่งจะไม่ช่วยเหลือแล้ว ตรรกะของไดสุเกะแต่ละเรื่องพิลึกดี สิ่งนี้ยิ่งทำให้เขาหนีห่างผู้คน จนบางครั้งแสงแดดในวันฟ้าสดใสเขายังทนไม่ได้

จนวันหนึ่งฮิราโอกะกับมิชิโยกลับมาอยู่ที่โตเกียว สามีภรรยาคู่นี้เคยเป็นเพื่อนสนิทสมัยเรียน ไดสุเกะกลับไปพัวพันกับอดีต แต่จะเป็นอดีตอย่างไร ต้องเผชิญกับชะตากรรมแบบดอกคามีเลียหรือไม่ ต้องลองติดตาม ชีวิตในหนังสือสะท้อนวิถีแห่งความล้มเหลวในรูปแบบต่าง ๆ นานา เพราะต่างก็สร้างปัญหาให้ตัวเอง และไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลง