Lolita (1955) | Vladimir Nabokov

review by Kukee

Lolita (1955) | Vladimir Nabokov

“It was love at first sight, at last sight, at ever and ever sight.”

โลลิต้าเป็นวรรณกรรมคลาสสิกติดอันดับหนังสือดีร้อยเล่มของโลกทุกสำนัก แต่ก็เป็นหนังสือน่าสงสารเพราะนักอ่านมักมองข้าม ใครจะอยากอ่านเรื่องรักระหว่างชายแก่กับเด็กสาวซึ่งผิดศีลธรรม ผิดกฎหมาย แหกระเบียบสังคมทุกข้อ

นาโบคอฟเขียนติดตลกว่าเคยคิดอยากเผาฉบับร่างโลลิต้าแต่ชะงักทัน เมื่อนึกถึงผีหนังสือจะตามมาหลอกหลอนชั่วชีวิต หากใครติดภาพจากหนังหรือจินตนาการว่าโลลิต้านั้นลามกอนาจาร ไม่มีคำหรือฉากใดสาธยายเรื่องดังกล่าว

หนังสือนาโบคอฟลึกซึ้ง รื่นรมย์ในภาษา มีศิลปะแห่งการประพันธ์ชั้นยอด โลลิต้าสร้างอารมณ์การอ่านหลากหลาย ทั้งรักทั้งชัง น่ารังเกียจแต่แฝงอารมณ์ขันร้ายกาจ ความซื่อตรง ความโหดร้ายของฮัมเบิร์ต เกิดจากการฝันเฟื่องโลลิต้าในหัวอย่างบ้าคลั่ง งดงามกว่าตัวจริงเสียอีก

ฮัมเบิร์ต ฮัมเบิร์ต ชายวัยสามสิบเจ็ด เขียนคำสารภาพในคุก ไม่ได้เขียนเพื่อแก้ตัวอยากพ้นโทษ แค่อยากให้เห็นมุมมองเขา เขาบอกว่าถ้าบันทึกฉบับนี้จะพิมพ์ได้ก็ต้องให้โลลิต้ากับเขาลาโลกก่อน

กรอบของเรื่องมีว่าฮัมเบิร์ตหลงรักนางฟ้าตัวน้อย ซึ่งเขาอธิบายวิทยาศาสตร์มากถึงขั้นบรรยายกายภาพใส่จุดทศนิยม ความยาวของขา แขน อายุ อ่านแล้วตลกเพราะหมอนี่โรคจิตจริง ๆ มีการอ้างประวัติศาสตร์หลงเด็ก ดังเต้ (ผู้เขียน The Divine Comedy ในศตวรรษที่สิบสี่ ภาคแรกอินเฟอโนที่พาไปเที่ยวนรก) ยังหลงรักเบียทริซอายุเก้าขวบ

เปตรากหลงรักลอรีนวัยสิบสอง ฮัมเบิร์ตเขียนแบบคนมีความรู้ เพราะเขาเป็นอาจารย์อพยพมาจากยุโรป ฮัมเบิร์ตไม่ได้หลงรักหรือชอบเด็กไปหมด เขาเฝ้าแต่รอนางฟ้าน้อยจากภาพฝันเลิศเลอ นาโบคอฟเขียนโลลิต้าในภาษาอังกฤษและเป็นภาษาที่ฮัมเบิร์ตใช้ในเรื่อง จึงมีศัพท์อังกฤษหรูหราแบบชาวยูโรเปียนที่ฝรั่งอ่านเองคงต้องเปิดดิก (ซึ่งเป็นภาษาเขียนสไตล์นาโบคอฟ)

มีฉากหนึ่งฮัมเบิร์ตกำลังพูดอยู่นานสองนาน โลลิต้ารำคาญเลยตะโกนว่าช่วยพูดภาษาอังกฤษด้วย หัวเราะจนน้ำตาไหล ฮัมเบิร์ตโหดร้ายกับโลลิต้ายังไง นาโบคอฟโหดร้ายกับฮัมเบิร์ตสองเท่า แม้ทราบอารมณ์และความรู้สึกผิดของฮัมเบิร์ต แต่ไม่รู้สึกเห็นใจในความผิดนั้น หากสงสารก็เพราะสัมผัสได้ถึงความรักนี้

ฮัมเบิร์ตร้องไห้โฮตอนเจอโลลิต้าในภายหลัง เขาขับรถจากมาด้วยน้ำตานองหน้าท่ามกลางสายฝน ที่ปัดน้ำฝนเองไม่สามารถปัดน้ำตาเขาได้เลย โดโลเรส เฮซหรือโลลิต้ามีชีวิตชีวา เป็นเด็กแก่น ดื้อ ฉลาด ตัวละครอีกหนึ่งชวนประทับใจคือชาร์ลอตต์ แม่ของโลลิต้า ทุกครั้งที่ปรากฎตัว ฮัมเบิร์ตบรรยายเสียขำ

การพัฒนาเรื่องมีชั้นเชิงเนื้อหามีมากกว่ากรอบเรื่อง แต่ไม่อยากเผยให้เสียอรรถรส นาโบคอฟเขียนตอนท้ายว่าโลลิต้ามีที่มาตอนปลายปี 1939 ที่ปารีส เขาเกิดอาการปวดประสาทระหว่างซี่โครงรุนแรงและได้อ่านข่าวลิงในสวนพฤกษศาสตร์ที่ถูกนักวิทยาศาตร์ฝึกหนักหลายเดือน ลิงวาดภาพแรกออกมาเป็นภาพซี่กรงที่ขังมัน

แรงบันดาลใจนี้ผสมผสานกับขบวนความคิด ผลิตออกมาเป็นเรื่องสั้นสามสิบหน้าซึ่งเป็นที่มาของโลลิต้าในอเมริกา เขาเล่าถึงการถูกปฎิเสธจากสำนักพิมพ์สี่แห่งอย่างสนุกสนาน สำนักพิมพ์ที่สี่ตอบว่าหากพิมพ์เล่มนี้ ทั้งคุณและผมคงได้เข้าคุก โลลิต้าจึงตีพิมพ์ครั้งแรกในปารีสและแน่นอนว่าโดนแบนในหลายประเทศ

สำหรับนาโบคอฟแล้วนวนิยายคือรูปแบบแห่งความสุขสุนทรีย์แห่งศิลปะ คำลงท้ายในคำนำเขียนไว้ว่า โลลิต้าเสมือนเครื่องเตือนใจพ่อแม่ นักสังคมสงเคราะห์ นักวิชาการให้ระมัดระวังและมีวิสัยทัศน์ในการเลี้ยงเด็กให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนรุ่นใหม่ที่ดีกว่าในโลกที่ปลอดภัย และคำกล่าวนี้ยังคงร่วมปัจจุบันสมัยในโลกที่โหดร้ายขึ้นทุกวัน