Down and Out in Paris and London (1933) | George Orwell

review by Kukee

Down and Out in Paris and London (1933) | George Orwell

นี่คือโลกที่รอคุณอยู่ หากคุณไม่มีสตังค์สักแดงเดียว

เดินจากโบสถ์โนเตรอดามบนเกาะกลางน้ำอีลเดอลาซิเต ข้ามมายังฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซน (ฝั่งขวาเป็นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์) เป็นที่ตั้งของร้านเชคสเปียร์แอนด์คอมปานี ร้านหนังสือในตำนานโลก

หากเลี้ยวซ้ายเข้าถนนแซงค์ฌาคส์เขตมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ ถิ่นนี้เรียกการ์ตีเย ลาแตง (Latin Quarter) แหล่งวิชาการ ร้านหนังสือและคาเฟ่น่านั่ง ในช่วงทศวรรษ 1920 เป็นย่านศิลปิน นักเขียน ผู้อพยพต่างแดนต่างมาอาศัย ภาพอาจมองสวยงาม แต่จริง ๆ แล้วออร์เวลล์ใช้คำว่า”สลัมแห่งปารีส” ย่านแห่งความยากจน ในตอนเช้ามีเสียงทะเลาะ ตะโกนโหวกเหวกไปมา เสียงเด็กวิ่งเตะเปลือกส้มบนถนนแคบ ๆ บ้านช่องเป็นตึกซอมซอสูงราวห้าชั้นยืนเอียงแอบแนบพิงเหมือนกลัวจะล้มระเนระนาด

ออร์เวลล์พำนักอยู่ในโรงแรมที่มีสภาพโสโครกอัดแน่นด้วยห้องขนาดเล็กมีเพียงไม้บาง ๆ กั้นระหว่างห้อง บนเพดานผนังแมลงไต่ยั้วเยี้ยเป็นกองทัพ ต้องตื่นตอนดึกมาเผากำมะถันขับไล่แมลงไปห้องข้าง ๆ ขณะที่ผู้เช่าคนอื่นต่างก็รมกำมะถันจนกลิ่นคลุ้ง ละแวกนั้นคนส่วนใหญ่เป็นชนต่างชาติที่มาหางานทำ ผู้คนมีบุคลิกพฤติกรรมแปลกประหลาด เพราะความยากจนผลักไสให้มีวิถีชีวิตโดดเดี่ยว ใกล้บ้า พอตกกลางคืนเมาหัวราน้ำในร้านบิสโตร (ร้านอาหารขนาดเล็ก) กลางวันไปทำงานต่อ ถ้าตกงานก็นอนเบื่ออยู่กับห้อง ประทังชีวิตด้วยขนมปังกลั้วไวน์ (ที่ปารีสกินไวน์แทนน้ำ)

เอาข้าวของไปจำนำหมดกระทั่งเสื้อผ้า ต้องอดอาหารหลายวันจนกว่าจะหางานได้ ออร์เวลล์เขียนถึงความจนเพราะเขาเองได้สัมผัสความยากลำบากไม่ต่างจากคนอื่น เขาบรรยายจนเห็นภาพ ความจนทำให้หลอกตัวเองด้วยคำโกหกสวยหรู เสื้อผ้าเริ่มไม่ส่งซัก จดหมายไม่ตอบเพราะสแตมป์แพง ออกเดินดูนกพิราบในสวนให้หายหิว

ขนมปังก้อนน้อย สบู่หมด หนวดไม่ได้โกนจนไม่ได้อาบน้ำเป็นเวลานาน ว่ากันว่าบางคนไม่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นปี พอสิ้นเนื้อประดาตัวเข้าจริง ๆ กลับทำให้เขาโล่งอก ยินดี คลายกังวลเพราะเขายังรอดมาได้หลายอาทิตย์ถึงจะทรมานบ้าง

ออร์เวลล์ได้งานล้างจานหรือเด็กในครัวที่โรงแรม เป็นตำแหน่งล่างสุดเปรียบดั่งทาสที่ทำทุกอย่าง เขาเล่าถึงชนชั้นและเชื้อชาติในห้องครัวอย่างแสบสันต์ บรรยากาศก่นด่า สกปรก และต้องทำงานแข่งกับเวลา เป็นงานหนักยาวนานกว่าสิบสามชั่วโมง แต่เขารู้สึกยินดีที่ไม่ต้องอดยาก มีเงินจับจ่ายของจำเป็น จนเขาย้ายมาทำงานในร้านอาหารเปิดใหม่ตำแหน่งเดิม คราวนี้ต้องทำงาน 17 ชั่วโมง นรกชัดๆ

ส่วนอาหารชั้นดีที่ลูกค้ายอมจ่ายแพงเบื้องหลังนั้นชวนขยะแขยง กินไม่ลงเลยทีเดียว หลังจากอยู่ปารีสมาปีกว่า ออร์เวลล์วานเพื่อนช่วยหางานให้ในกรุงลอนดอน เมื่อกลับมางานถูกเลื่อนออกไป ออร์เวลล์จำต้องใช้ชีวิตขัดสนต่อ เพราะเขาไม่อยากยืมเงินใคร และช่วงนั้นยังไม่มีผลงานเขียนหลังกลับจากพม่า (เล่มนี้เป็นเล่มแรก ส่วนนวนิยาย Burmese Days ออกในปีถัดมา 1934) ครานี้เขาไปใช้ชีวิตคนเร่ร่อนคือเร่ร่อนจริง ๆ

คนไร้งานมักใช้ชีวิตตามบ้านพักราคาถูก กฎหมายอังกฤษห้ามคนเร่ร่อนอยู่ซ้ำที่ภายในเดือนหนึ่ง นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องหาที่พักวันต่อวัน คนเข้าคิวเป็นร้อย อาหารหลักเป็นขนมปังกับน้ำชา นอนเบียดเสียดหายใจรดหน้า ตื่นเช้ามารับคูปองอาหาร ซึ่งก็ซื้อได้แค่ขนมปังกับชา และกฎหมายยังพิลึกห้ามไม่ให้นั่งหรือนอนในที่สาธารณะ

ออร์เวลล์รำพึงว่าถ้าอยู่ในปารีส เหนื่อยนักก็ยังทรุดตัวลงกับพื้น หรือแอบนอนตามที่ต่าง ๆ แต่ที่นี้ต้องยืนสถานเดียว เมื่องานไม่มี ขอเงินก็โดนจับ คนเร่ร่อนเหล่านี้เลยทำงานตามท้องถนน วาดศิลปะบนพื้น เล่นดนตรี ขายของเล็กน้อย

ออร์เวลล์วิพากษ์ถึงการบริหารจัดการของรัฐ การแบ่งชนชั้น สะท้อนสังคมในยุคเกรทดีเพลสชั่นที่เศรษฐกิจในโลกถดถอยครั้งใหญ่ หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกความทรงจำของออร์เวลล์ ไม่มีตัวละครจากจินตนาการ เรื่องราวหลากชีวิตในโลกแร้นแค้นที่ความยากจนเป็นตัวกำหนดชะตากรรม

เป็นหนังสือคลาสสิกอีกเล่มที่ไม่ควรพลาด