ร้านเนื้อประหลาดของแอร์สาวอะไรนั่น

ร้านเนื้อประหลาดของแอร์สาวอะไรนั่น

“ทำไมตื่นแล้วมันถึงอยากกินเหล้ากินเบียร์วะ กูตื่นแล้วอยากนอนต่อมากกว่า” ดีคิดเจ็บแค้นผู้โดยสารฝรั่งซำเหมา backpacker ที่มักมีนิสัยอย่างนี้เหมือนกันหมด ไม่ว่าชาติไหน…

ดีหยุดอยู่บ้านไม่ได้บินมา 3 วันแล้ว ใครว่าหยุดนาน ๆ เหมือนเติมพลัง คนอื่นไม่รู้ แต่ดีหยุดนาน ๆ แล้วยิ่งขี้เกียจ ดีจำอารมณ์นี้ได้อย่างดีโดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องหยุดติดต่อกัน 2 สัปดาห์ช่วงผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินเมื่อปีที่ผ่านมา คนเราก็แปลก บินเยอะก็บ่นว่าเหนื่อย บินน้อยก็บ่นว่าไม่มีตังค์ซื้อข้าวสารกรอกหม้อ สแตนบายโดนเรียกไปบินบ่อย ๆ ก็โกรธ ไม่โดนเรียกบินก็ไม่ชอบหาว่าโอดีลำเอียง สรุปว่าอยากอยู่เฉย ๆ แต่ได้ตังค์ว่างั้น ดีเลียนแบบความคิดของแอร์หลาย ๆ คน

“กริ๊ง ๆๆๆ” เสียงกริ่งโทรศัพท์ปลุกให้ดีตื่นจากภวังค์ ทำลายความคิดปัญญาอ่อนไร้ตรรกะเมื่อครู่
“ดีเหรอ วันนี้คุณว่างหรือเปล่า” เสียงลุง myold แว่วมาจากปลายสาย
“ว่างครับลุง พรุ่งนี้ผมหยุดอีกวัน”
“เคยไปแดกร้านเนื้อแถวสุขุมวิทไม๊ ร้านเนื้อประหลาดอะไรซักอย่างที่แอร์สาวสายการบินไรนั่นเป็นเจ้าของน่ะ”
“ไม่เคยไป แต่เคยได้ยินชื่อ เค้าว่าดีแต่มันออกจะแปลก ๆ ซักหน่อย” ดีตอบเท่าที่รู้ ชื่อร้านยาวเด่นขนาดนั้นใครจะจำไม่ได้ ที่สำคัญ ร้านนี้ exclusive สุด ๆ ตรงที่มีข่าวว่าเจ้าของมันเป็นคนบ้าและแนวสุด ๆ รถเก๋งไม่มี โทรศัพท์มือถือไม่ใช้ และพร้อมจะให้บริการคนบ้าคล้าย ๆ กันเท่านั้น
“งั้นวันนี้คุณไปแดกแล้วมารายงานด้วยเป็นไงบ้าง” ลุง myold สั่งการ
“ลุงก็ไปดิ หยุดเหมือนกันนี่”
“เออ ก็ได้ เดี๋ยวทาสีประตูบ้านเสร็จจะโทรไปหา”

ดีขยับปากจะคุยต่อแต่ลุง myold ชิงวางหูไปแล้ว ดีอดคิดไม่ได้ว่าลุง myold นี่แกเป็นสจ๊วตภาษาอะไร ช่างไร้มารยาทจริง ๆ

ดีนอนเล่นสลับกับอ่านเว็บบอร์ดของลูกเรือตลอดช่วงเช้า พักนี้มีในบอร์ดมีแต่ข่าวเรื่องลูกเรือจะรวมตัวกันไปเรียกร้องเรื่องคืนขีด ไปบินทีไรก็ได้ยินคนคุยกันแต่เรื่องนี้ ต่างจากเมื่อก่อนที่มักจะมีคนคุยหรือถามกันว่า มีไฟล์ทนี้จะไปแลกกับไฟล์ทนั้นเค้าจะเอาไหม คนตอบก็ตอบกันไปตามมารยาท เออ ออ คะขากันไป อืมมช่างเป็นสังคมแสร้งจริตอย่างที่ลุง myold แกเคยพูดไว้จริง ๆ

ลุง myold โทรหาดีอีกทีตอนบ่ายโมงกว่า นัดหมายเจอกันที่ร้านเนื้อตอนสี่โมงเย็น บ้านดีอยู่แถวสุขุมวิทอยู่แล้วจึงไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมาก ใกล้ 4 โมง ดีโทรหาลุง myold จึงรู้ว่าลุง myold เลี้ยวรถเข้าซอยมาแล้ว

“หวัดดีลุง หายากหรือเปล่า” ดีทักหลังรถซิตี้เก่า ๆ เครื่อง 1300 ของลุงจอดพรื่ดเรียบร้อยคร่อมทางเท้าหน้าร้าน เหตุที่ต้องถามเพราะลุง myold ชอบออกตัวว่าไม่ถนัดการขับรถเข้าเมือง ใคร ๆ ที่อยากกินเหล้ากับแกจึงต้องยอมลำบากขับรถไปกินร้านใกล้บ้านแกเสมอ นี่คงเป็นโอกาสพิเศษจริง ๆ แกถึงอุตส่าห์ลงทุนขับรถมาถึงนี่

“ก็ไม่ยากนี่ แค่หาซอยสุขุมวิท 36 ที่อยู่เยื้องกับซอยทองหล่อ จากนั้นเลี้ยวเข้าซอย ขับมากลางซอย เจอมินิมาร์ทซึ่งมีอยู่ร้านเดียวก็เลี้ยวขวาเข้าซอยแคบ ๆ เข้ามาสุดซอยก็ถึงร้านแล้ว” ลุง myold อธิบายทางได้กระจ่าง เข้าใจง่ายและเนียนกว่าบทความแฝงโฆษณาในเว็บของแกเสียอีก

ร้านเนื้อที่ว่าเป็นห้องเล็ก ๆ ตั้งอยู่บนคอนโดสิบกว่าชั้นที่ดีเองก็จำชื่อไม่ได้ ไม่มีชื่อร้านให้จดจำ ซ้ำไม่มีเวลาเปิดปิดแน่นอน เรียกว่าเจ้าของอยากจะเปิดเมื่อไหร่ก็เปิด ลมเพลมพัดตามอารมณ์สาวเจ้าของร้านวัยสามสิบต้น ๆ ที่ว่ากันว่าเป็นอดีตแอร์สายการบินไหนก็ไม่รู้ ปัจจุบันเธอทำงานให้บริษัทเกี่ยวกับการสื่อสารแห่งหนึ่งซึ่งดีก็จำไม่ได้อีกนั่นแหละว่าที่ไหน

เหตุที่เธอต้องเกษียณตัวเองจากอาชีพแอร์โฮสเตสเพราะอาการปวดหลัง ไม่ใช่ต้องยกกระเป๋าขึ้นเก็บบน Bin ให้ผู้โดยสารเหมือนแอร์สายการบินอื่นหรอกนะ แต่เป็นอาการปวดหลังที่เกิดจากการโค้งแล้วโค้งอีกให้ผู้โดยสารตัวเตี้ย ๆ นับร้อยนับพันคนมาตลอด 2-3 ปีที่ทำงานให้กับสายการบินแห่งนั้น

สายการบินไรหว่า… เอ้าช่วยเดากันหน่อย…

ร้านเนื้อประหลาดนี้มีดีน่าลองตรงที่เจ้าของร้านหยิ่งชิบหาย ไม่รับจองโต๊ะกระทั่งเก้าอี้ เจ้าของบอกดีภายหลังว่า First come first serve มาก่อนแดกก่อนเพราะมีแค่ 4 โต๊ะนั่งได้ประมาณ 10 คน เมนูไม่วุ่นวายสั่งแล้วได้กินทันทีเพราะทั้งร้านมีเมนูเดียว หากอยากกินเหล้าเบียร์ต้องซื้อหากันมาเอง ไม่คิดค่าเปิด ส่วนทางร้านยังดีที่มีโซดา น้ำ และน้ำแข็งบริการ ดีได้ยินมาอย่างนั้น

ลุง myold ฟังดีอธิบายจบแล้วสบถสั้น ๆ เป็นวรรคทองของวันนี้ “นี่มันร้านอาหารส้นตีนอะไรของมัน”

ด่าแล้วก็กดลิฟท์ขึ้นสู่ชั้นบนของคอนโดดังว่า เดินเข้าไปในร้าน

“เฮ้ยถอดรองเท้าก่อนลุง” ดีกระซิบข้างหูลุง myold
“ตกลงมันร้านอาหารหรือโบสถ์กันแน่วะเนี่ย”

โต๊ะหมายเลข 1

ห้องนั้นมืด… แต่ยังพอมีแสงสว่างส่องให้เห็นโต๊ะและเก้าอี้ลาง ๆ ตั้งอยู่มุมโน้นมุมนี้ ลุง myold และดียืนนิ่งปรับสายตาอยู่หน้าร้านเกือบครึ่งนาที ไม่มีใครต้อนรับ ไม่มีแม้แต่เสียงเพลง ไม่มีเสียงทักทาย ช่างหยิ่งยโสอย่างที่เค้าบอกต่อกันมาจริง ๆ

เมื่อชินกับความมืดดีแล้ว นั่นไง… ดีชี้ไปที่เจ้าของร้าน เธอกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนกระดิกตีนเล่นเกมส์ PSP อยู่บนโซฟา Greyhound ราคาเฉียดแสน (เธอมาโม้ให้ฟังภายหลัง) เราทั้งคู่กล่าวสวัสดีทักทายเจ้าของและขออนุญาตนั่งลงบนเก้าอี้-โต๊ะตัวที่ชิดติดผนัง มึน ๆ ซักแป๊บก็สั่งอาหารที่มีอยู่อย่างเดียวพร้อมน้ำแข็งและโซดา

ไม่เสียค่าเปิดแน่นะคุณ กูว่าร้านนี้บรรยากาศมันแปลก ๆ” ได้รับการคอนเฟิร์มแน่แล้วลุง myold แกก็ควักบรั่นดีเก๊ที่ซื้อติดมา 2 แบนขึ้นมาตวงเหล้าใส่แก้วผสมโซดา ดื่มกันไปคนละ 2 แก้วมิช้ามินาน หญิงสาวอดีตแอร์ซึ่งทำหน้าที่ทุกอย่างในร้านก็ยกหม้อหญิงใหญ่หน้าตาคุ้นเคย ภายในหม้อบรรจุน้ำแกงสีคล้ำ กลิ่นเนื้อตุ๋นและรากผักชีโชยหอมกรุ่น ตามมาด้วยผักบุ้ง เห็ดเข็มทองและเนื้อสไลด์ที่เรียงกันมาในจานที่ไม่สวยงามเท่าไหร่

“นี่มันร้านไรของมัน จะจัดจานมาให้สวยหน่อยก็ไม่ได้” ลุง myold สบถเป็นครั้งที่สองทันทีที่หญิงสาวอดีตแอร์สายการบินไรนั่นผละไปจากโต๊ะ

“ยูเรก้า!! มันคือเนื้อจุ่มในน้ำแกงก๋วยเตี๋ยวเนื้อนั่นเอง” ลุง myold เพิ่งนึกออกเมื่อเห็นอาหารที่ถูกยกมาวางตรงหน้า
“เนื้อนิ่มทีเดียว” ดีชมหลังจากตักเนื้อคำแรกเข้าปาก เคี้ยวกร้วม ๆ

จัดร้านจัดโต๊ะแบบง่าย ๆ หรือจะเรียกมักง่ายอย่างมีสไตล์ก็คงได้ เธอว่างั้น

ว่าก็ว่าเหอะ เนื้อสไลด์ร้านนี้มีดีที่ใช้เนื้อ TF ไทย-ฝรั่งเศส และใช้เนื้อส่วนที่เรียกว่าสันหน้า ซึ่งเราทั้งคู่ก็ไม่รู้ว่ามันคือส่วนไหนของวัวกันแน่ แต่ร้านนี้ก็ตะบี้ตะบันขายแต่เนื้อส่วนนี้อย่างเดียวนัยว่าเป็นการดัดสันดานลูกค้าเรื่องมากประเภทจะเอาโน่นเอานี่ นอกนั้นน่ะเหรอ ผักบุ้งและเห็ดเข็มทองจานละ 20 บาท เนื้อสันหน้าสไลด์จานละ 100 บาท กินได้ 20 กว่าคำ โซดาและน้ำเปล่าขวดละ 10 บาท น้ำแข็งกระติกละ 5 บาท ส่วนน้ำจิ้มฟรีมี 2 ชนิดคือน้ำจิ้มเต้าหู้ยี้แนวสุกี้และน้ำส้มพริกดอง ส่วนน้ำซุปเติมได้เรื่อย ๆ (ถ้าเจ้าของจอมหยิ่งทำเผื่อไว้)

“ร้านอาหารไรวะข้าวเปล่าแม่งก็ไม่มี” ลุง myold สบถเป็นประโยคที่สามหลังจากกินเนื้อไปแล้ว 6 จาน
“เค้าขายตามอารมณ์ ไม่คิดจะรวยเพราะขี้เกียจทำ วัน ๆ นึงมีลูกค้าหน้าโง่อย่างเราเข้ามากินสองโต๊ะ เดือนนึงกำไรสามสี่หมื่นก็พอใจแล้ว” ดีก็อปปี้คำพูดมาเล่าให้ลุง myold ฟัง หลังจากหลอกถามเจ้าของร้าน ตอนเดินไปเข้าห้องน้ำที่แคบจนแทบหมุนตัวไม่ได้

“คุณเข้าไปฉี่หรือเข้าไปเต้นระบำ ถึงจะต้องไปหมุนตัวให้ส้วม” ลุง myold ด่าดียิ้ม ๆ อือไม่น่าพลาดให้แกด่าเลยจริง ๆ

โฉมหน้าลุง myold ที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น (และใครก็ไม่อยากเห็น)

“ที่จอดรถไม่มี แม่งกูต้องจอดบนทางเท้า ร้านจะเปิดปิดวันไหนก็ไม่รู้ เผลอมาก็วัดดวงกันว่าวันนี้ร้านมันจะเปิดหรือเปล่า ดีที่ร้านสะอาด เนื้อดี แต่น้ำแกงหวานไปหน่อย ไอ้น้ำจิ้มน่ะไม่ต้องพูดถึงเพราะแม่งเล่นซื้อเป็นขวดจากซุบเปอร์ทั่วไป เออ ๆ คุณอย่าเถียงกู กูเห็นยี่ห้อพันท้ายฯ วางอยู่ในครัว ไม่เชื่อคุณเข้าไปดูเลย ฯลฯ โซดาแช่เย็นนี่ถือเป็นทีเด็ด ราคาเกือบจะแพง รวม ๆ แล้วอย่างนี้กูให้ 7.5 จาก 10 คะแนน” ลุง myold กดคะแนน ทำหน้าที่แทนจานชวาลที่ไม่ว่างมาด้วย

โฉมหน้า “ดี” ต้องคาดหน้าคาดตาไว้ซะหน่อยเดี๋ยวไปเหยียบร้านเค้าไม่ได้อีก

“อ้อ ถ้าแอร์เจ้าของร้านมันยิ้มซะหน่อยกูจะให้ 9 คะแนน แล้วถ้ามันมีเนื้อส่วนอื่นมาให้กินบ้างเอาไปเลย 10 คะแนน” ลุง myold เอ่ยก่อนจะเรียกแอร์สาวสายการบินอะไรนั่นมาเช็คบิลเคลียร์ค่าเสียหาย แต่ลุงไม่ได้จ่ายหรอก เพราะวันนี้ดีถือโอกาสรับเกียรตินั้นจ่ายไปเต็ม ๆ เฉียดพัน

ก็น่าสงสารลุง myold แกอยู่เหมือนกัน อิ่มปลิ้นกันดีแล้ว ก็เหมือนผู้สูงอายุทั่วไปที่มักจะล้างปากด้วยผลไม้หรือไอสครีมกระทิซักถ้วย แต่นั่นแหละเมนูทั้งร้านมีแต่จานเนื้อและผักบุ้งจะไปหาให้ลุงกินจากไหน ลุง myold จึงผิดหวังและแยกย้ายกับดีราวสองทุ่ม กินเร็วเลิกเร็วเป็นคติของแกที่มักเอามาอ้าง ซึ่งดีรู้ดีว่าที่จริงแล้วแกตื่นเต้นรีบกลับไปเก็บกระเป๋าไปนอนค้างคูเวตครั้งแรกในชีวิตของแกในวันพรุ่งนี้ต่างหาก

อย่าถามว่า “ร้านเนื้อประหลาดของแอร์สาวอะไรนั่น” มันอยู่ที่ไหน เพราะเช็คบิลออกจากร้านแล้วเราทั้งคู่ต่างเมามายและมึนงงเหมือนเพิ่งหลุดออกมาจาก matrix ดีเดินกลับบ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านเนื้อประหลาดนั่นเท่าไหร่นัก ส่วนลุง myold ป่านนี้ขับรถกลับถึงบ้านหรือยังก็ไม่รู้…