A Moveable Feast (1964) | Earnest Hemingway

review by Kukee

A Moveable Feast (1964) | Earnest Hemingway

ถ้าคุณโชคดีได้ใช้ชีวิตวัยหนุ่มในปารีส ต่อจากนี้จะไปแห่งหนใด เมืองนี้จะอยู่กับคุณ เพราะปารีสแปรเปลี่ยนตามกาลเวลา

แถวกาตีเย ลาแตง หากเดินลงมาด้านล่างจากถนนปอตเดอเฟอร์ ห้องเช่าของจอร์จ ออร์เวลล์ เป็นถนนมูฟตาร์ ตลาดนัดคนเดินท่ามกลางน้ำพุที่เฮมิงเวย์เริ่มต้นบันทึกความทรงจำ เฮมิงเวย์มาใช้ชีวิตกับภรรยาคนแรก แฮดลีย์ ริชาร์ดสันช่วงต้นทศวรรษ 1920 เป็นเวลาหกปี

ตอนนั้นเขายังไม่มีผลงานเป็นของตนเอง อายุเพียงยี่สิบสอง แฮดลีย์เป็นรักแรกที่เขาสารภาพว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เขาจะแต่งงานด้วย เฮมิงเวย์เขียนถึงห้องเช่าเล็กมากที่ตื่นเช้าไปทำงานหนังสือ หรือนั่งคิดเขียนตามคาเฟ่มองชีวิตคนปารีส

ด้วยความเป็นนักเขียนหน้าใหม่ เขาจึงรู้จักนักเขียนมากมาย หนึ่งในนั้นคือเกอร์ทรูด สไตน์ (ผู้ประพันธ์ The Autobiography of Alice B. Toklas เจ้าของประโยค “Rose is a rose is a rose is a rose”) ที่เฮมิงเวย์ยกให้เป็นครู

เกอร์ทรูดร่ำรวยและมีสตูดิโอส่วนตัว จึงชวนสองสามีภรรยาคู่นี้มาบ้านบ่อย ๆ มีครั้งหนึ่งเออร์เนสต์เล่าว่าถ้าคุณเอ่ยชื่อเจมส์ จอยซ์สองครั้ง เขาจะไม่เชิญคุณมาอีกเลย หลังจากนั้นเฮมิงเวย์ได้รู้จักจอยซ์ เอซรา พาวน์ด ซิลเวีย บีชเจ้าของร้านหนังสือเชคสเปียร์ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์กับเซลด้า ภรรยา (ผู้เขียน The Great Gastby)

บทที่เล่าการเดินทางไปตะลุยเอารถหรูของแกสบี้นั้นสนุกมาก เป็นการนินทานักเขียนระดับโลกเลยเชียว เฮมิงเวย์เขียนหน้าสุดท้ายว่าจบปารีสตอนที่หนึ่ง ผมรักเธอ ไม่เคยรักใครอย่างนี้ ปารีสไม่มีวันสิ้นสุดที่ถึงเราจะจนแต่ก็มีความสุขมาก

*The Sun Also Rises (1926) หนังสือเล่มแรกอุทิศให้แฮดลีย์