Underground (2000) | Haruki Murakami

review by Kukee

Underground (2000) | Haruki Murakami

It was a wonderful clear day, but everything was dark.

วันแรกฤดูใบไม้ผลิ มีนาคม 1995 ชายห้าคนถือถุงพลาสติกคล้ายถุงน้ำเกลือ ห่อหุ้มด้วยหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ ขึ้นรถไฟสามสายแน่นขนัดสู่ใจกลางกรุงโตเกียว พวกเขานั่งใกล้ประตู วางถุงลงกับพื้น ก่อนใช้ร่มปลายแหลมกระทุ้งถุงจนแตกแล้วรีบขึ้นสถานีที่ผู้ร่วมก่อการจอดรถรอ แก๊สซารินระเหยตามช่องว่างอากาศ พิษอาวุธเคมีชนิดนี้สามารถฆ่าคนตายในเวลาฉับพลัน ม่านตาหดตัวเหลือแต่ความมืดมิด ส่งผลกระทบภายหลังต่อชีวิตมหาศาล เหตุการณ์นี้มีคนตาย 12 คน บาดเจ็บหลายร้อยและมีชีวิตไม่ปกติอีกหลายพัน เป็นวินาศกรรมเรียบง่ายไม่ซับซ้อน คำถามคือลึก ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นในสังคมญี่ปุ่น เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับใครที่ไหนก็ได้ มูราคามิลงมือหาคำตอบ

หนังสือแบ่งเป็นสองภาคเรียงลำดับเวลา ภาคแรกบันทึกถอดบทสัมภาษณ์ของผู้ประสบเหตุและนายสถานีโดยให้ชีวิตพวกเขาเล่าเรื่อง ครอบครัว ความเป็นมา อาชีพการงานจนถึงวันเกิดเหตุ คนเหล่านี้ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยยกเว้นความต้องการทำงาน อ่านแล้วสะเทือนใจเหมือนเราเองเดินในเช้าวันนั้น ส่วนภาคสอง ดินแดนในคำสัญญา สัมภาษณ์คนที่อยู่หรือเคยอยู่ในลัทธิแม้ไม่ใช่ผู้ก่อการโดยตรง

ความไม่พร้อมรับมือเป็นเรื่องปกติในสถานการณ์โกลาหล นอกเหนือความคาดคิด เหตุไม่เคยเกิดมาก่อนมักเป็นข้อสรุปแรกในตำราความล้มเหลว รถพยาบาลไม่มา มาช้า โรงพยาบาลไม่รู้วิธีปฎิบัติเกี่ยวกับแก๊สซาริน ผู้ประสบเหตุล้มผลุบ น้ำลายฟูมปาก ตัวสั่นนอนกอง น้อยคนอยากช่วยอยากแตะตัว ต่างทะยอยเดินอย่างสงบแม้ได้ยินนายสถานีตะโกนให้รีบ ทุกคนคาดไม่ถึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ม่านสังคมปกคลุมสัญชาตญาณจนไม่สามารถฉุดตนให้ข้ามพ้น วิถีเมืองใหญ่ทำให้ผู้คนห่างไกล โดดเดี่ยวเดียวดายแม้จะยืนติดกัน

ฉากหนึ่งวนในหัว รถไฟสายสีแดงมารุโนอุชิวิ่งจากต้นทางอิเคะบุคุโระไปโอกิคุโบะ ความยาว 25 สถานี แก๊สเจิ่งนองตั้งแต่สถานีที่ 5 แต่รถวิ่งจนสถานี 20 ในตู้ที่สามเหลือคนนั่งหมดสติ 2 คน นายสถานีช่วยกันพาออกจากรถ คนหนึ่งเสียชีวิต อีกคนกลายเป็นผัก รถขบวนนี้วิ่งสุดปลายทาง พนักงานรุมทำความสะอาดพื้น สองนาทีถัดมารถไฟย้อนจากโอกิคุโบะไปต่ออีกห้าสถานีจนคนขึ้นใหม่ล้มป่วยก่อนรถไฟจะยอมหยุดทำการ ชวนสยองจริงทั้งที่รู้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นหลายสายหลายสถานี ภาพเหมือนอยู่ตรงทุกคนยึดกิจวัตรเข้มงวด เป๊ะไม่มีแตกแถว มนุษย์เงินเดือนใจคิดถึงแต่งาน นั่งต่อยังไงต้องไปให้ถึง เลือกนั่งรถตู้เดิมที่นั่งเดิมทุกเช้า รถไฟเองต้องวิ่งตรงเวลาห้ามหยุด ผู้ก่อการเองก็เลือกซื้อหนังสือพิมพ์ที่เคยอ่าน ไม่แปลกอะไรหากพวกเขาจะดำเนินการลุล่วง

หนังสือไม่ได้เล่าละเอียดโอมชินริเกียวที่นำแนวคิดหลายศาสนาดัดแปลงปนกัน แต่ก็มีรูปแบบเดิม ๆ เริ่มจากเจ้าสำนัก โชโกะ อาซาฮาร่ามีอิทธิฤทธิ์ดั่งพระเจ้า หลงใหลเรื่องโลกาวินาศ โลกย่อมสิ้นสุดมีเพียงโอมเท่านั้นอยู่รอด อาซาฮาร่ามีพลังปลดเปลื้องบาปและสิ่งเลวร้ายแก่เหล่าสมาชิกให้หลุดพ้น ขอให้เชื่อคำสั่งไม่ว่าจะผิดเพี้ยนอย่างไร ผู้ก่อการเป็นคนระดับหัวกระทิ หมอ นักวิทยาศาสตร์ นักธุรกิจ อาณาจักรนี้ร่ำรวยสร้างทุกอย่างของตนเองรวมทั้งอาวุธเคมี สมาชิกส่วนใหญ่ไม่รู้เบื้องลึกหรือบางคนสงสัยแต่ทำเป็นมองไม่เห็น ช่องว่างในใจกับโลกภายนอกว่างโหวง การยึดมั่นจึงเป็นสิ่งเดียวที่จิตใจพอจะมีสุข เรื่องแบบนี้ฟังคุ้น ๆ ไหม

โอมชินริเกียวหาทางลัดสู่โลกาวินาศด้วยการก่อการร้าย ปัจจุบันลัทธิคงอยู่แต่เปลี่ยนชื่อใหม่ อาซาฮาร่าเองโดนตัดสินประหารชีวิตเมื่อปี 2004 เขายังนอนคุกรอวันสิ้นสุดโลก

หมายเหตุ ต้นฉบับญี่ปุ่นแยกคนละเล่ม ฉบับอังกฤษนำสองเล่มตัดทอนรวมกัน