คิดถึงพี่เนอะ a Tale from Sydney

ผมนั่งหายใจทิ้งอยู่ในร้านกาแฟชื่อดังแห่งหนึ่งย่าน Darling Harbour หรือแปลเป็นไทยให้เน่าไปเลย คือ “ท่าเรือสุดที่รัก” มาสองชั่วโมงแล้ว นอกจากเปิดโน้ตบุ๊คดูโน่นดูนี่แก้เขิน ผมก็ไม่มีอะไรทำนอกจากสังเกตความเคลื่อนไหวของชาวบ้านตามประสาคนอยากรู้อยากเห็น

บนสะพานเปียร์ม้องท์ (Pyrmont Bridge) ที่ทอดข้ามอ่าวค้อกเคิล (Cockle Bay) ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของอ่าวเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินไปมาน่าเวียนหัว ไกลออกไปทางด้านหลังมีสวนสนุกเล็ก ๆ เด็ก ๆ กำลังสนุกสนานอยู่บนม้าหมุน โดยมีพ่อแม่คอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ (โดยมากจะเป็นแม่ ส่วนพ่อน่ะนั่งซัดเบียร์ดูอยู่ห่าง ๆ)

ใครมาซิดนีย์ราวสิบห้าปีก่อนอาจไม่เชื่อสายตาว่า Darling Harbour จะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ จากท่าเรือโทรม ๆ คลังสินค้าเก่า ๆ บัดนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์การแสดงสินค้านานาชาติ ที่ผู้มาเยือนนครซิดนีย์มิควรพลาด กลุ่มอาคารหลักด้านตะวันตกที่เรียกว่า ฮาเบอร์ไซด์ เฟสติวัล มาร์เก็ตเพลส (Harbourside Festival Marketplace) เป็นที่ตั้งของภัตตาคาร ร้านไอศกรีม ร้านกาแฟและร้านขายของที่ระลึกซึ่งมีให้เลือกจับจ่ายหลายชนิด ตั้งแต่บูมเมอแรงอันเล็ก ๆ ราคาไม่กี่เหรียญจนถึงหนังจิงโจ้ผืนใหญ่ราคาเป็นหมื่น

ฝนโปรยปราย ถึงเวลาโรแมนติกอีกแล้ว ผมปรับตัวดั่งกิ้งก่าด้วยการทำหน้าตาหงอย ๆ เศร้าสร้อยให้เข้ากับบรรยากาศ จิบกาแฟที่เย็นชืดไปนานแล้วด้วยท่าทีเก๋ ๆ ส่งความคิดถึงล่องลอยไปหาเธอ ซึ่งคงกำลังพักผ่อนอยู่ที่ไหนซักแห่งในกลุ่มตึกสูงเบื้องหน้า

ผมไม่แน่ใจว่าเธอให้ความสำคัญกับคำว่า “คิดถึงพี่เนอะ” ที่ส่งถึงผมผ่าน msn มากแค่ไหน แต่มันก็ทำให้สจ๊วตเฒ่าอย่างผมสดชื่นและมีความสุข

“คำว่าคิดถึงไม่ต่างจากคำทักทายลอย ๆ ที่ไม่มีความหมายจริงจังอะไร

ใครบางคนเคยบอกผมอย่างนั้น แต่ผิดหรือที่ผมจะคิดเข้าข้างตัวเอง อย่างน้อยเธอก็ไม่เคยส่งสัญญาณว่า “มีใจ” ให้ผมมาก่อน แต่ให้ตายเถอะ ผมก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดี ว่าเธอหมายความตามที่พิมพ์ส่งมาหรือเปล่า

…ผมจึงต้องมาถามคุณอยู่นี่ไงว่า คุณจริงจังกับคำว่า “คิดถึง” แค่ไหน

หลอกตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก แต่ประสบการณ์สี่สิบเอ็ดฝนทำให้ผมไม่ปล่อย “หัวใจ” ให้เชื่ออะไรง่าย ๆ คำว่า “คิดถึงเพียงครึ่งใจ” อาจนำมาใช้ได้ในกรณีนี้ แม้ผมไม่อายที่จะบอกความจริงว่า ผมคิดถึงเธอมากแค่ไหน แต่มันจะมีประโยชน์อะไร ผมอาจไม่ใช่คนในแบบที่เธอชอบ

ผมเดินกลับโรงแรมผ่านย่านไชน่าทาวน์ ใจอยากแวะร้านป้าจุกเพื่อรำลึกบรรยากาศเก่า ๆ ระหว่างผมกับเธอ แต่ผมเลือกที่จะลืมมันมากกว่า (และร้านป้าจุกก็ไม่มีอะไรโรแมนติกชวนถวิลหาขนาดนั้น)

ไชน่าทาวน์ในมหานครซิดนีย์คึกคักกว่าท่าเรือสุดที่รักหลายเท่า ลูกเรือไทยที่ใช้ชีวิตง่าย ๆ หากไม่กินเฝอที่ร้าน Pasteur ก็มักนัดพบกันที่ร้าน Super Bowl ริมตรอก Dixon ซึ่งมีดีที่ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาและโจ๊กชามใหญ่เท่าบ้าน ส่วนผม… มักเลี่ยงไปกินอาหารไทยที่ร้านอาหาร Crocodile ริมถนน George

ไม่รู้สิ… ผมว่ามันอร่อยกว่าอาหารญวนหรืออาหารจีนหลายเท่า

ผมมีตารางบินมาซิดนีย์เฉลี่ยเดือนละครั้ง หากไม่นอนจำศีลอยู่ในห้องเพราะความเหนื่อยหน่ายกับชีวิต ก็อาจเดินไปไกลถึงเซอร์คูล่าคีย์ (Circular Quay) เพลิดเพลินกับการแสดงของศิลปินริมถนน ถ่ายรูปโอเปร่าเฮาส์ เดินเล่นในสวนสาธารณะขนาดใหญ่ริมน้ำ (Sydney Botanic Garden) หากหิวขึ้นมาอาจกินสเต็กชิ้นโตที่ร้าน Phillip’s Foote ย่าน The Rock และดื่มไวน์ซักขวดพอให้กรึ่มๆ

ขากลับหากยังพอมีสติ ผมอาจแวะร้านหนังสือเจ้าประจำที่ขายไกด์บุ๊คมือสองสภาพดีราคาถูก ที่ขาดไม่ได้คือแวะซื้อน้ำเต้าหู้ที่ไชน่าทาวน์เผื่อไว้กินตอนเช้า หากอารมณ์ดี (และยังไหว) อาจซื้อไวน์ติดไม้ติดมือไปอีกซักขวด…และเมื่อความมืดย่างกราย ได้เวลา… ผมมักนั่งดื่มไวน์เหงา ๆ อ่านหนังสือเรื่อยเปื่อย และออนไลน์ msn พูดคุยกับเพื่อน ๆ และรออย่างลม ๆ แล้ง ๆ ให้คนที่ผมรัก (ก็คนเดียวกับที่บอกผมว่า “คิดถึงพี่เนอะ” นั่นล่ะ) เข้ามาทักทายผมบ้าง

“คิดถึงพี่เนอะ”
“คิดถึงพี่เนอะ”
“คิดถึงพี่เนอะ

เธอออนไลน์เข้ามาแว่บนึง พร้อมกับกระหน่ำส่งคำว่า “คิดถึงพี่เนอะ” มาสามครั้งรวด จากนั้นก็ Appear offline ไร้ร่องรอย…

…เธอรู้ว่าผมอยู่ซิดนีย์ ตามดิสเพลย์ที่โชว์อยู่นั่นแหละ และเธอก็คงออนไลน์คอยส่งคำว่า “คิดถึงพี่เนอะ” ให้ใครต่อใคร (รวมทั้งผมด้วย) จากที่ไหนซักแห่งในกลุ่มตึกสูงเบื้องหน้า

หรือคำว่า “คิดถึงพี่เนอะ” ของเธอจะไม่มีความหมายอะไรเลยจริง ๆ

cr: ภาพจาก internet