การมาถึงของ uniform ลูกเรือใหม่กำลังเป็น Talk of the Town ที่ไม่ว่าใครก็ต้องพูดถึง เนื่องจากมันจะต้องอยู่กับเราไปอย่างต่ำก็สิบปี แต่ที่แน่ๆ คนออกแบบคงต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่วันละหลายหน เพราะได้ข่าวว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งหลายคราจนคนออกแบบออกอาการถอดใจ เนื่องจากการออกแบบชุดให้ "เหมาะสม" และดูดีถูกใจลูกเรือกว่า 5,000 คนออกจะเป็นเรื่องยากและก่อนที่จะไม่ได้เห็น uniform แบบนี้อีกแล้วในอนาคตอันสั้น เรามาทำความรู้จักกันก่อนจะไม่ได้เห็นอีกแล้วครับ
เครื่องแบบพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแบบที่เห็นในปัจจุบันใช้กันมาตั้งแต่ปี 1988 ตัวผมเองยังเห็นว่าสวยแต่เป็นเพราะเห็นกันมานานเลยพาลน่าเบื่อในที่สุด ได้ข่าวว่าขณะนี้ฝ่ายบริหารของบริษัทมีดำริจะเปลี่ยนเครื่องแบบใหม่ให้พนักงานทั้งหมด ผมได้แต่ภาวนาให้โครงการดังกล่าวสำเร็จลงด้วยเทอญ
เครื่องแบบพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแบ่งตามลักษณะการใช้งานได้สองประเภทคือ หนึ่งขณะอยู่บนพื้น และสองเมื่อให้บริการบนเครื่องบิน แอร์โฮสเตสมีเสื้อให้เลือกใส่สองแบบ คือ Short-sleeved Blouse หรือที่เรียกว่าเสื้อลายดอกคอจีนมีกระดุมด้านหน้า ก่อนผมเข้าทำงานการบินไทยก็งงๆ ว่าคนไหนเป็นแอร์คนไหนเป็นกราวด์ ตอนนี้ทุกท่านคงสามารถแยกแยะได้แล้วนะครับ แอร์จะใส่เสื้อลายดอกคอจีนในขณะที่พนักงานส่วนอื่นของการบินไทยใส่เสื้อลายดอกคอปกธรรมดา ลายกล้วยไม้นั้นคล้ายคลึงกันแต่แตกต่างกันบ้างในรายละเอียด
![]()
ตัวอย่างเสื้อคอจีนลายดอกหรือ Short-sleeved blouse
บัตรประจำตัวพนักงาน ถ้าไม่เหน็บตรงกระเป๋าก็เหน็บตรงสาบเสื้ออย่างที่เห็น
นี่ล่ะเสื้อทูนิค ใส่แล้วสวยดแบบที่สองคือเสื้อทูนิค ลักษณะเป็นเสื้อสีม่วงคอกลม เป็นผ้าสีเดียวและชนิดเดียวกับกระโปรง แอร์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบใส่เพราะให้เหตุผลว่ามันหนาและร้อน นอกจากนั้นชายเสื้อจะสั้นจึงไม่สะดวกในการเอื้อมปิดเปิดฝาช่องเก็บของเหนือศรีษะบนเครื่องบิน
เสื้อทั้งสองแบบจะต้องใส่คู่กับกระโปรงสีม่วงของบริษัทเท่านั้น (แล้วจะเอาไปใส่กับอะไรเล่า)
มีกฏเหล็กของบริษัทว่าต้องติดบัตรประจำตัวพนักงานบนกระเป๋าเสื้อตามแบบที่เห็นเท่านั้น และต้องติดปีกเหนือกระเป๋าเสื้อ กระโปรงนั้นต้องยาวคลุมเข่า หรือยาวเลยเข่าลงไปหนึ่งนิ้ว รอยผ่าด้านหลังควรยาวประมาณ 5-6 นิ้ว เพื่อความคล่องตัวเมื่อเคลื่อนไหว
![]()
นี่ล่ะครับเสื้อแจ๊คเก็ต ใครจะผูกผ้าพันคอแบบไหนก็ว่ากันไปนอกจากชุดดังกล่าว แอร์ยังมีชุดที่เรียกว่า Full Uniform เป็น แจ๊คเกตสีม่วงใส่ทับชุดปกติ โดยกำหนดให้ใส่ในเที่ยวบินระหว่างทวีป (ไฟลท์ที่ขึ้นต้นด้วยเลข 7 และ 9) ) ในทุกฤดูและสำหรับเที่ยวบินที่ขึ้นต้นด้วยเลข 5 (ย่านตะวันออกกลาง) และ 6 (ย่านจีน ญี่ปุ่น เกาหลี) เฉพาะใน Winter TPI และเมื่อใส่แจ๊กเกตต้องนำปีกและบัตรประจำตัวพนักงานมาติดเหนือกระเป๋าของแจ็คเก็ตด้วย
นี่ล่ะครับ Apron
In Flight Uniform สำหรับแอร์โฮสเตสก็มีหลากหลายน่าสับสนสำหรับผู้ไม่คุ้ยเคย ผ้ากันเปื้อน (Apron) ใช้ใส่เมื่อให้บริการเส้นทางภายในประเทศ หรือในเส้นทางที่มีชั่วโมงการบินน้อยกว่า 1.30 ชั่วโมง แต่หากคุณเห็นแอร์คนอื่นๆ เค้าใส่ชุดไทยกันโครมๆ แต่ยังมีแอร์บางคนใส่ Apron ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่านั่นคือแอร์ต่างชาติ ซึ่งไม่ต้องเปลี่ยนใส่ชุดไทยครับ
สองภาพซ้ายมือน่ะชุดไทยเอ ส่วนรูปขวาสุดไม่มีสไบ
ไม่น่าเชื่อว่าในคลังรูปผมจะมีรูปแอร์ใส่ชุดไทยบีแค่รูปนี้รูปเดียวสำหรับเส้นทางระหว่างประเทศที่มีชั่วโมงการบินน้อยกว่า 1.30 ชั่วโมง แอร์โฮสเตสต้องใส่ชุดไทยซึ่งแบ่งออกเป็นสองแบบ คือชุด A และ ชุด B ชุดเอคือชุดไทยที่มีสไบ ส่วนชุดบีก็คือชุดไม่มีสไบ
แอร์โฮสเตสที่ถูกมอบหมายให้ทำงานด้านซ้ายของเครื่องบินเฉพาะเที่ยวที่ออกจากรุงเทพต้องใส่ชุดมีสไบ ส่วนผู้ที่ทำงานด้านขวาต้องใส่ชุดที่ไม่มีสไบ ส่วนขากลับนี่ตัวใครตัวมันใครอยู่ด้านไหนจะใส่ชุดแบบไหนก็ว่ากันไป (ตามปกติแอร์ต้องนำชุดไทยติดตัวไปสองชุด คือชุดเอและชุดบี ดังนั้น หากขาไปใส่ชุดเอ ขากลับก็ควรใส่ชุดบี แต่นั่นแหละ ใครใส่ซ้ำใครจะว่า) ส่วนในเที่ยวบินที่มีชั่วโมงบินมากกว่าห้าชั่วโมงและต้องเสริฟสองมื้อ ลูกเรือต้องเปลี่ยนจากชุดไทยใส่ผ้ากันเปื้อน (Apron) ก่อนที่จะเสริฟอาหารมื้อที่สองมีข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับชุดไทยคือห้ามใช้ผ้าไหมสีดำเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ กระโปรงและสไบ
มีข้อยกเว้นบางประการที่แอร์ไม่ต้องใส่ชุดไทยคือเที่ยวบินที่บินผ่านสถานีในประเทศ เช่น เที่ยวบิน 616 จากกรุงเทพแวะเชียงใหม่ไปสู่สถานีปลายทางคุนหมิง รวมทั้งเที่ยวบินที่บินในย่านอินโดไชน่ารองเท้าแอร์ต้องเป็นหนังสีดำสนิทขัดมัน (Plain Black Leather) หนังกลับหนังนิ่มห้ามใส่ และมีความสูงอย่างน้อยสองนิ้วครึ่งแต่ไม่เกินสามนิ้ว (คงกระย่องกระแย่งกันน่าดู) รองเท้าสำหรับใส่ให้บริการบนเครื่องต้องเป็นหนังสีดำเช่นกัน และต้องใส่หลังเครื่องขึ้นบิน (Take Off) และต้องเปลี่ยนเป็นส้นสูงก่อนเครื่องลงจอด (Landing) ถุงมือกันหนาวอนุญาตให้ใส่ในฤดูหนาวเท่านั้น (ใครจะใส่ถุงมือกันหนาวในฤดูร้อน?)
ที่เห็นใส่เสื้อสูทสีฟ้าคือเพอร์เซอร์ สูทสีแดงคือ Inflight Manager สุภาพสตรีที่อยู่ในตำแหน่งดังกล่าวจะใส่กระโปรงสีดำแทนสีม่วง![]()
มาว่ากันถึงเครื่องแต่งกายของผู้ชายกันบ้าง เครื่องแต่งกายขณะอยู่ภาคพื้นของสจ๊วต เพอร์เซอร์และ Inflight Manager ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่นัก สังเกตง่ายๆ คือ สจ๊วตมีขีดเล็กๆ บนบ่าหนึ่งขีด สจ๊วตที่เป็นครูสอนหนังสือด้วยจะมีขีดครึ่ง เพอร์เซอร์มีสองขีด ถ้าเป็นเพอร์เซอร์ที่เป็นครูหรือเพอร์เซอร์ที่เป็น Technician ด้วยมีสองขีดครึ่ง ไอเอ็มหรือ Inflight Manager มีขีดเล็กๆ สามขีด เสื้อเชิร์ตของลูกเรือต้องติดกระดุมทุกเม็ดรวมไปถึงกระดุมข้อมือ ใน Psm (Passenger Service Manual ) ยังกำหนดไว้ด้วยว่าห้ามใส่ซองบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อ (อ้าว แล้วจะให้ใส่ที่ไหน) ส่วนกางเกงมีสองแบบให้เลือกตัดคือแบบไม่มีกลีบและมีกลีบด้านหน้า
อันนี้ก็ไล่กันมาตามอายุเลยครับ ซ้ายสุดนั่นน้องใหม่หมาดก็ใส่สีเทา ลุงคนกลางสีฟ้านี่ก็เพอร์เซอร ์
และปู่เสื้อแดงนั่นก็ Inflight Manager
ขณะทำงานบนเครื่อง สจ๊วตต้องสวมแจ็คเก็ตสีเทา เพอร์เซอร์สีฟ้า ส่วนไอเอ็มสีแดงเลือดนก โดยบนแจ็คเก็ตต้องมีป้ายชื่อโลหะติดอยู่ให้ผู้โดยสารเห็นชื่อชัดเจน เนคไทและเข็มขัดต้องใช้ของบริษัทเท่านั้น เข็มกลัดเนคไทต้องมีขนาดพอสมควรไม่ประดับประดาใหญ่โตจนเกินงาม นอกจากนั้น สจ๊วตก็มีแจ๊คเก็ตใช้ใส่ใน Intercontinental Flights และเที่ยวบินที่มีเลขขึ้นต้นด้วย 5 และ 6 เช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ Pilot In Command ว่าควรจะใส่หรือไม่ (เออตลกดี นักบินร้อนไม่ได้หมายความว่าลูกเรือต้องร้อนด้วยนี่) ส่วนถุงเท้าต้องเป็นสีดำหรือสีกรมท่า มีลายมียี่ห้อไม่ได้เรื่องของเรื่องมีเท่านี้แหละครับ
โดย กำแหง@หาญ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2546
Revised 20Jan04 ©2003-2004 All Rights Reserved
ี้