
จากแอร์ JAL สู่ บก. นิตยสาร Take Off
ในโลกที่เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล บางทีเวทมนต์อาจแวดล้อมเราอยู่โดยที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน โลก...ที่เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์เหนือจินตนาการ... ใช่แล้ว ! การออกไปเตร็ดเตร่ข้างนอกต้องเจออะไรดีๆ มาฝากเพื่อนๆ สมาชิก thaicabincrew แน่ๆ เลย ลั่นลันล้า ลัลล้า...ไปดีก่า
กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง แต่เอ...เดินแบบนี้นี่สบายจริงๆ จะเดิน จะกระโดด หรือแม้แต่จะลอดรั้วไปไหนก็สบายอุราเชียว แต่...บรื้อ ! ที่น่ากลัวก็หมานี่แหละ เห็นทีไรเป็นต้องไล่งับทุกทีซิน้า โอมเพี้ยง ! ขออย่าให้เจอเลยเจ้าประคู้ณ
เฮ้อ ! เดินมาพักใหญ่ๆ พักเหนื่อยหน่อยดีกว่าเรา แผล็บ แผล็บๆๆ ล้างหน้าดีกว่า วันนี้ร้อนชะมัดยาด แต่เอ๋ ! นั่นบ้านใครน่ะ ? ต้นไม้เยอะจังผิดกับหลังอื่นลิบลับเลย น่าสนใจแล้วซี ลองเข้าไปดูใกล้ๆ ดีกว่า กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง ฟุดฟิดๆ โครม ! อุ้ยตายแมวที่ไหนเนี่ย ขอโทษนะจ๊ะ เจ็บมั๊ย ? เมี๊ยว (ไม่เป็นไรฮ่ะ อู๊...ย) เข้ามาทานนมก่อนซิ หิวมาใช่ม้า ... ว้าว ! ไม่ใช่บ้านนิ เป็น office นี่นา หนังสือกองเต็มไปหมดเลย แต่เอ ! นี่มันนิตยสาร Take Off นี่ ! ว้าว ! สิ่งที่น่าสนใจเริ่มต้นแล้ว ตื่นเต๊น ตื่นเต้น ได้การละ ชะแว๊บ !
หวัดดีค่ะพี่สาว เอ๋ !!! น้องเป็นใครจ้ะ แล้วเจ้าเหมียวตัวเล็กๆ หายไปไหนแล้วล่ะพี่หันหลังไปแป๊บเดียวเอง ??? มันไปแล้วค่ะ แถมฝากลาพี่สาวด้วย นมอร่อยมากเลย ขอบคุณนะคะ !!! เอ่อ...งานพี่สาวดูน่าสนใจแล้วก็น่าหนุกจัง ขอคุยกับพี่สาวหน่อยได้มั๊ยคะ อืม...ได้ซิ พี่กำลังว่างอยู่เชียว เพิ่งปิดเล่มเสร็จน่ะ พี่ชื่อนิดนะ เป็นบก.นิตยสาร Take Off แล้วก็เคยเป็นแอร์มาก่อนด้วยจ้ะ (ว้าว ! เสร็จเหมียวล่ะ โฮะ โฮะ โฮะ)
ไปไงมาไงพี่นิดถึงคิดมาเป็นแอร์ล่ะคะ
ไอ้อยากเป็นแอร์เนี่ยะ พี่จำได้เลย มันก็คล้ายๆ กับบุกตะลุยฯ ที่พี่เขียนน่ะ pocket book ของพี่เอง (แหม ! หน้าบานเชียว) ตั้งแต่ตอนมัธยมพี่พอจะรู้จักอาชีพนี้มาบ้าง มีแอร์โฮสเตสนะ ทำงานแบบนี้ๆ ก็จะรู้สึกว่า ก็น่าเป็นเนอะ เพราะเธอสวย แต่งตัวน่ารัก พอเปิดหนังสือพิมพ์ก็จะมี อู๋ ! รับสมัครแอร์ หน้าตาน่ารักจังเลย ของ JALways พี่ก็เห็นมาตั้งแต่เด็กๆ มีรับสมัคร อุ้ย ! ใส่หมวก เก๋ไก๋ จะคิดแค่เนี่ยะ ตอนที่เรียนอยู่เราก็ยังสมัครไม่ได้ เพราะเรายังเรียนไม่จบ พอพี่เข้ามหา ' ลัยปึ๊บ ก็จะเห็นเพื่อนที่เค้ามีพี่ชายเป็นสจ๊วต พี่มันบินมาเชียงใหม่ ก็ชวนเราไป ก็แบบ...ไปรับพี่ ไปซื้อข้าวให้พี่ พาพี่ไปเที่ยวเชียงใหม่ อะไรอย่างเงี้ย ก็จะเจอพี่ๆ แอร์ลากกระเป๋าลงมาจากรถตู้ รับซองเบี้ยเลี้ยง โห ! ดีจังเลย แบบว่า...มาถึงโรงแรมก็ได้ตังค์เลย ได้เที่ยว ได้นอนพักที่โรงแรมเชียงใหม่ แล้วเวลาไป airport โห ! พี่แอร์ลากกระเป๋าดูดี๊ดูดี คนไหนไม่สวยมันก็ยังดูดีอ่ะ ในความรู้สึกพี่นะ คนนี้หน้าตาธรรมดา แต่เป็นแอร์แล้วดูดีมากเลย ก็จะมองแต่ภาพภายนอกอะค่ะ แบบเด็กๆ อื้อ ! ก็จะรู้สึกว่าอาชีพนี้ ดีนะ ดูดี เงินเยอะ เพราะพี่ชายเพื่อนพี่ได้เงินเยอะ โห ! ได้ 5 ถึง 60,000 ภาพพจน์ดี เงินเดือนดี ตอนนั้นจะมองแค่เนี้ยะ ไปต่างประเทศก็โอเคเลย
แล้วพอใกล้จะจบพี่ก็เลยคิดว่าเป็นแอร์เลยก็แล้วกัน อย่างคณะพี่ก็ยกคณะไปสมัครเลย พี่ก็...ถ้ามีสายการบินไหนเปิดก็ไปสมัคร พอตอนนั้นเทอมสุดท้ายก็จะเริ่มเปิด Bangkok Post กับ The Nation ทุกวัน เข้าห้องสมุดก็จะเปิด รับรึยัง แต่ก่อน internet เพิ่งเข้ามาตอนพี่อยู่ปี 1 แล้วก็ยังไม่มีการสมัคร online ไม่มีเว็บไซต์ thaicabincrew.com ไม่มีอะไรทั้งสิ้น หาข่าวคราวอะไรไม่ได้เลย แต่พี่ก็เคยเข้าเว๊บไซต์ของต่างประเทศมานะ (ขวนขวายจังเลย) แล้วก็ได้ trick ได้อะไรมาบ้างตามที่เคยเขียนในบุกตะลุยฯ ก็มี trick ในการตอบคำถาม ช่วยได้นิดหน่อย ตอนนั้นในเมืองไทยยังไม่มีเว็บนี้เลย แล้วก็ยังไม่แพร่หลายเท่าทุกวันนี้อะนะ ก็เปิดหนังสือพิมพ์อย่างเดียวจ้ะ
พี่นิดเคยสมัครสายการบินไหนมาบ้างคะ
อันแรกที่ไปสมัครก็เป็น Emirates เข้าเว็บไซต์ของเค้า ก่อนหน้านี้ไม่มีการสมัครออนไลน์นะ แต่เค้าให้ดาวน์โหลดใบสมัครแล้วปริ้นท์ออกมา แล้วก็กรอก แล้วก็เตรียมเอกสาร แล้วก็ส่งไปรษณีย์ไป พอส่งไปซัก 2 อาทิตย์อะ มีจดหมายกลับมาว่า ยูน่าสนใจมากเลย อย่างงั้นอย่างงี้ แต่ยูอายุขาดไป 1 ปี ไว้คราวหน้ายูส่งมาใหม่นะ พี่ก็แบบ...อยากเป็นมากมั้งเลยลืมดูว่าเค้ารับอายุเท่าไหร่ เพราะพี่คิดว่า Emirates เค้ารับแค่ม. 6 แต่พี่จบปริญญาตรีเลยมาตั้ง 4 ปี แล้ว อายุจึงไม่น่าจะใช่ปัญหา ด้วยความสะเพร่า อาจจะด้วยความลืมดูอายุมั้ง ก็เลยไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็เปิดอันอื่นอีก
แล้วมีสายการบินอื่นอีกมั๊ยคะ
ก็มีการบินไทยเปิด พี่สูง 158 ซม. พี่ขาดไป 2 ซม. พี่ก็รู้อยู่แล้ว ใช่ปะ แต่ว่าอีพี่ชายเพื่อนแล้วก็อีคนอื่นก็จะบอกว่า ไปเหอะ (ยุกันใหญ่) เผื่อเจอคนใจดีแล้วเค้าให้ผ่านไง เราก็เด็กไปก็ไป อยากเป็นแอร์ด้วย แล้วก็แบบ...แอบเชื่อเค้าด้วยว่า เดี๋ยวมันก็ต้องเจอคนใจดีให้เราเข้ามั้งแหละ ก็ไปวัด วันแรกไปใช่ปะ พี่รอเพื่อนเลยไปสายเลย คือ...ส่วนใหญ่เค้าก็จะไปตี 5 ตี 6 กันใช่มั๊ย จะได้คิวต้นๆ พี่ก็ไปนู้น 10 โมง อีเพื่อนกว่าจะแต่งตัวเสร็จอะไรเงี้ยะ พอไปก็ได้คิวที่ 800 กว่า พี่มาจากเชียงใหม่นะ แทนที่พี่จะได้กลับเครื่องบินเย็นวันนั้นเลยก็กลับกลายเป็นว่า พี่ก็ยังกลับไม่ได้ เลยกลับไปบ้านที่เมืองชล อุ้ยตายแล้ว ! ทำไมมันรัดทนอย่างงี้ ก็เลยมาสมัครใหม่วันรุ่งขึ้น
พี่นิดว่า ตอนนั้นบรรยากาศการรับสมัครแอร์เป็นไงบ้างคะ
คนเยอะตื่นตาตื่นใจเต็มโรงแรมเลย (นี่ขนาดเมื่อ 5 ปีที่แล้วนะเนี่ย) พี่ว่ามันฮิตมาตั้งแต่สมัยคุณแม่ยังสาวแล้วล่ะ แต่ก่อนเด็กไทยภาษาอังกฤษไม่เก่งเท่านี้ ไม่เปิดเท่านี้ อีกอย่างสายการบินมีไม่เยอะเท่าทุกวันนี้ มันก็เลยเหมือนกับว่าคนอยากเป็นเยอะ แต่ว่ามันมีให้เป็นน้อย แต่ว่าทุกวันนี้คนอยากเป็นก็ยังเยอะอยู่ แต่ก็มีเปิดรับเยอะกว่าในอดีต เป็นอาชีพที่ได้เงินเดือนเยอะ ใครๆ ก็อยากทำ
หลังจากที่ไปสมัครการบินไทยแล้วเป็นไงต่อคะ
พอพี่มาวันที่สองใช่ปะ พี่ก็มาวัดส่วนสูง ก็ไม่ผ่าน ดูดิ แล้วพี่มาทำอะไรเนี่ย ลงมาจากเชียงใหม่แล้วก็กลับไปนอนบ้าน ไปวัดก็ไม่ได้ เราก็อึ้งๆ อยู่ตรงนั้น ก็บอกเค้าด้วยนะ ช่วยหน่อยไม่ได้เหรอคะ คิดว่าเป็น purser เป็นผู้หญิง ผู้ชาย หน้าเหี้ยมมากเลย เค้าก็บอกว่า ถ้าช่วยคุณก็ต้องช่วยคนอื่นด้วย ก็เข้าใจนะ แฟร์ๆ ให้เราหันกลับไปดูส่วนสูงตัวเองด้วยนะ อึ้ง ! ไม่ถึง 160 ซม. ก็เลยออกมา ออกมาจากห้องใหญ่ คนเค้าก็จะมองเราเยอะมาก นี่ ! มีคนไม่ผ่านส่วนสูงด้วย ก็ไม่มีอะไร ให้แม่ไปส่งที่ดอนเมืองก็นั่งเครื่องบินกลับเชียงใหม่
รู้สึกไงบ้างคะที่โดนการบินไทยปฎิเสธ
พี่ไปร้องไห้ที่เชียงใหม่นะ มันจะเซ็งๆ ว่าแบบ...อุ้ยทำไม ? เหมือนกับว่า คืออันนี้มันจะเป็นปัญหาของคนตัวเตี้ยเยอะ ที่ว่า เรามีความสามารถใช่มั๊ยคะ เราภาษาอังกฤษดี เราบุคลิกดี เราไอ้นู้นไอ้นั่นดี ที่คิดว่าเราดี แต่ทำไมแค่ส่วนสูง ซึ่งตอนนั้นพี่จะรู้สึกว่าเสียดาย เสียดายมากกว่า
แล้วตอนพลาด Emirates ไม่เสียใจเหรอพี่นิด
ตอน Emirates ก็แบบว่า...อ้าวเหรออายุไม่ถึง ก็ยังรู้สึกว่าไม่เป็นไร อุ๋ย ! นี่ขนาดเราอายุไม่ถึงเค้ายังตอบจดหมายกลับมาเลยว่า ให้เราไปสมัครใหม่ แสดงว่าเค้าคงต้องชอบเรา เข้าข้างตัวเองไปเรื่อย อะไรอย่างเงี้ย
แล้วพี่นิดคิดยังไงกับสายการบินที่เค้าต้องการคนที่สูงเท่านั้นเท่านี้คะ
แต่พี่ก็เข้าใจนะ ว่าทำไมจะต้องถึง 160 ซม. โอเคว่า ยูต้องปิด compartment คือมันต้องมีเหตุและผลอะค่ะ มันไม่ใช่ว่าอยู่ๆ เค้าจะตั้งขึ้นมาว่า 160 ซม. ก็ 160 ซม. หรอก เราอย่ามองแบบ...บางครั้งเราอย่าเข้าข้างตัวเอง แต่บางเรื่องเราก็ต้องเข้าใจธรรมชาติด้วยว่า ก็เค้ากำหนดมา เราก็ต้องแฟร์ๆ กับกฎเกณฑ์ กฎเกณฑ์ต้องมีที่มาที่ไปอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่านึกอยากจะตั้งก็ตั้ง ก็ในเมื่อเค้าจะเอา 160 ซม. เราก็คิดว่า เนอะไอ้พวกเครื่องบินบางรุ่นมันสูง คนตัวเตี้ยก็จะปิดไม่ถึงจริงๆ นะ เออ..เราก็ต้องเข้าใจเค้า เค้าจะเอาแบบนี้นะ ก็ไม่ต้องไปซีเรียสกับเค้า เพราะมันไม่ใช่ the end of the world ไม่ได้ ก็คือ ไม่ได้ ก็แค่ว่าไปทำอย่างอื่นก็ได้ แหม ! มันไม่ได้มีงานนี้อย่างเดียว เพียงแต่ว่ามันก็ต้องเสียใจและเซ็งเป็นธรรมดา เพราะเราอุตส่าห์เดินทางลงไปแล้ว อะไรอย่างเงี้ย ก็พยายามปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร เป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปอะไรกับมันมาก เสียใจแป๊บเดียวพอ แค่ประมาณวันนึง เซ็งๆ

แล้วทำไมพี่นิดถึงมาตกล่องปล่องชิ้นกับ JALways ละคะ
พอผ่านไปซักพักนึง อีก 2-3 เดือนกำลังจะจบก็จะมี JALways เปิด คราวนี้ก็แค่ 156 ซม. เอง โอ้ย ! ได้แน่ๆ คราวนี้ก็ความสูงผ่านใช่ปะ ของพี่อยู่เชียงใหม่ก็ส่งเอกสารใบสมัครมาที่กรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันก็จะไม่มีการรับสมัครที่เชียงใหม่แล้ว แต่เมื่อก่อนก็จะรับ 2 ที่ เชียงใหม่กับ กรุงเทพฯ ก็ส่งไป เค้าก็จะมาประกาศผล นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่สมัคร JALways แต่ระหว่างนั้นพี่ก็สมัครอย่างอื่นทิ้งไว้ด้วยนะ หมายถึงว่า พี่ก็จะเปิดหนังสือพิมพ์เพื่อดูว่า มีตำแหน่งอะไรที่พอจะสมัครได้บ้าง พี่ก็สมัครพวก admin พวกอะไรอย่างเงี้ยที่มันใช้ภาษาอังกฤษเยอะๆ ก็จะสมัคร ก็ทิ้งใบสมัครไว้ แล้วก็ไปสอบแอร์
บอกน้องๆ หน่อยซิคะว่าตอนที่พี่นิดสอบแอร์ JALways เป็นไงบ้าง
รอบแรกสัมภาษณ์กลุ่มก็ผ่าน พอสัมภาษณ์เสร็จวันนั้นเค้าก็จะบอกตอนเย็นเลยว่าพรุ่งนี้ให้มากี่โมงๆ คัดเหลือ 40 คน วันรุ่งขึ้นก็มาสัมภาษณ์ แล้วก็ประมาณ 2-3 อาทิตย์ ก็ประกาศรายชื่อ ก็ได้ พอได้ก็แบบ...โอ้ย ! ดีใจ ได้เป็นแอร์แล้ว
JALways ตรวจร่างกายซีเรียสมั๊ยคะ
อย่าง JALways เงี้ย เค้าก็จะตรวจละเอียด อย่างตรวจร่างกายเนี่ยะ ทุกอย่าง เค้าจะดูว่าคุณเหมาะกับอาชีพที่ต้องใช้แรงกายมั๊ย คือเค้าไม่ได้ตรวจเล่นๆ เค้าตรวจละเอียดมาก เค้าจะรู้ว่าโรคที่ลูกเรือเป็นบ่อยๆ คืออะไร ดังนั้นเค้าก็จะเลือกคนที่หลังแข็งแรง สุขภาพจิตดี อะไรอย่างเงี้ยะ นี่คือ เหตุผลของการคัดเลือกแอร์กับสจ๊วต มันถึงไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นได้ไง ต้องเลือกคนที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นและเป็นได้นานหน่อย ไม่ใช่เป็นเดือนเดียวแล้วก็ลาออก อย่างงั้นก็ไม่คุ้มกับการที่คัดมา ใช่ม้า นี่คือ เหตุผลว่าทำไมเค้าชอบคนสไตล์นี้แบบนี้ก็เพราะมันมีที่มาที่ไป

พี่นิดว่า ทำไม JALways ถึงเลือกพี่นิดไปเป็นแอร์สายการบินเค้าละคะ
อาจจะเป็นเพราะสไตล์พี่เหมาะกับ JALways ด้วย บอกตามตรงเลย สายการบินเนี้ยะ...เค้าเลือกคุณเข้าไป เค้าจะดูเลยว่า คุณทำงานกับสังคมของสายการบินเค้าได้มั๊ย ทำงานกับผู้โดยสารเค้าได้มั๊ย เอ่อ...หลายๆ คนอาจคิดว่า JALways ต้องติ๋ม ต้องอ่อนน้อม ต้องแบบ...ทำตัวไม่พูด สัมภาษณ์ต้องอย่าพูด ต้องอะไรอย่างเงี้ย จริงๆ แล้วไม่ใช่ คือ คุณเป็นตัวของตัวเองไปเหอะ คือ ตอนนั้นพี่ก็ไม่ใช่เป็นคนที่ไม่พูดอะไรนะ พี่ก็เป็นตัวของพี่เอง คือว่า...ถ้าอยากจะเป็นแอร์ของสายการบินไหน ให้แสดงความเป็นตัวเรา โชว์ yourself ว่าเราเป็นคนอย่างงี้นะ อย่างงี้ๆ ไม่ต้องไป fake ไม่ต้องไปดัดอะไรทั้งสิ้น เพื่อเค้าจะได้คัดคนที่ใช่จริงๆ ไปทำงาน เพราะอะไร สมมติว่าเราไป fake ว่าเราติ๋ม เราไป fake ว่าเรามั่น สมมตินะ อาจจะเป็นสายการบินฝรั่ง แต่พอเราเข้าไปทำจริงแล้วเราไม่ใช่คนอย่างงั้น เราจะอยู่อย่างไม่มีความสุข เพราะว่าเค้าจะคัดคนที่เค้าเห็นวันนั้นหน่ะเข้าไป เพราะสังคมแต่ละสายการบินก็ไม่เหมือนกัน เออ...ผู้โดยสารแต่ละประเทศก็ยิ่งต่างกัน
คนญี่ปุ่นเค้าค่อนข้างเรียบร้อย ค่อนข้างให้เกียรตินะคะ ค่อนข้างมีวินัย เค้าก็จำเป็นต้องเลือกคนสไตล์เนี้ยเข้าไป treat ไปบริการคนญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นแล้วเนี้ย ก็ต้องเป็นตัวของเราเอง ตอนนั้นพี่ก็ไม่ได้ไปปรุงแต่งอะไรมาก เราเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น เค้าถามอะไร คิดยังไงก็ตอบไป เพียงแต่ว่าเราก็ต้องรู้ไว้ว่า อันนี้เราสมัครงานบริการนะ จะตอบอะไรแต่ละที่เนี้ยะ แต่เราก็ไม่ใช่บ้าเป็นตัวเอง เราต้องรู้ว่าอันนี้เราสมัครตำแหน่งอะไร flight attendant ต้องศึกษามาบ้าง โอเค ตอนนั้นพี่ก็ดูเว็บต่างประเทศแหล่ะ โอเคก็ในเรื่อง safety and service พี่ก็จะจำมา แล้วก็มานั่งคิดเอง safety จะเป็นอะไรน้า service เป็นอะไรน้า...เราก็คิดของเรา เว็บข้างนอกก็บอกอีกว่า เวลาสัมภาษณ์เราควรจะทำตัวยังไง เออ...ทำตัวเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นะ ไม่ใช่ยูเป็นผู้นำ เป็น leader มากเกินไป เพราะยูทำงานบริการนี่ ก็เอาตรงนั้นมาเป็นประโยชน์บ้างนิดหน่อย แต่ที่เหลือเราก็จะเป็นแบบว่า งานบริการควรจะเป็นยังไง คิดตามที่ใจเราคิดอ่ะ แล้วถ้าใจเราคิดยังไงแล้วตอบเป็นใจเราไป เค้าจะเห็นว่าเราเป็นคนแบบนี้ ใช่...เราเหมาะกับสายการบินเค้ารึเปล่า อะไรอย่างเงี้ย พี่ก็เชื่อว่า ต่อให้พี่ไปสมัครการบินไทยได้ถึงรอบสัมภาษณ์ Emirates ได้ถึงรอบสัมภาษณ์ พี่ก็เป็นอย่างเงี้ย พี่ก็จะไม่แบบ...โอ้ย ! ...ไปการบินไทยจะต้องเป็นอย่างงั้น ไป Emirates จะต้องเป็นอย่างงี้ คือเราเป็นตัวเราดีกว่า อย่าทำให้เราทุกข์ในวันข้างหน้า ไม่งั้นเดี๋ยวมันจา...ทุกข์โดยที่เราไม่รู้ตัว ตอนนั้นเราก็จะคิดแค่ว่าลองไปสัมภาษณ์ดู จะไม่คิดแบบแผนอะไรมาก ว่าเราจะต้องสัมภาษณ์แบบนี้ ตอบแบบนี้ อะไรอย่างเงี้ย ซึ่งกรรมการมองออกหมด ถ้าเราเตรียมไปมากๆ มองออกหมด ท่องไปนี่ยิ่งมองออกเลย
อย่างเวลาเราไปเห็นน้องๆ เงี้ย กลุ่มนี้อยากเป็นแอร์ เราสามารถดูได้เลยว่า คนนี้บุคลิกได้ หน้าตาได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องพูดภาษาอังกฤษด้วยกันอีกทีนึง พูดรู้เรื่องมั๊ย แล้วก็ทัศนคติ แต่ถ้าให้มองรูปภายนอกเนี้ยะ ทักได้เลยว่าคนนี้มีสิทธิ์มาก เพราะบางคนเค้ามีบุญวาสนาอยู่แล้วใช่ปะ หน้าตาดีรูปร่างดี มันจะ Attract อยู่แล้ว คือแบบ...แอร์ทำไมถึงต้องสวย ก็เพราะความสวยมันเด่นมั๊ยหล่ะ พอมันเด่น พอมันเห็นแล้วมันก็ชื่นตาชื่นใจเป็นธรรมดา ใครเห็นคนสวยคนน่ารักก็ต้องรู้สึกดี ใช่มั๊ย รู้สึกสดชื่นเป็นธรรมดา ใช่ม้า...เพราะฉะนั้นคนพวกนี้ก็จะมีคะแนน เป็นเหมือนกับว่าติดมากับตัวเค้าอ่ะ ซึ่งของอย่างงี้มันก็ต้องดูข้างในอีกทีนึง เออ...ซึ่งพวกคนหน้าตาดีเนี่ยนะ พัฒนาตัวเองซะหน่อย พี่เชื่อว่า อาชีพนี้ก็ไม่ยาก นอกเสียจากว่ามันพัฒนาไม่ขึ้น มันก็อีกเรื่องนึง อื้ม...
พี่นิดว่า ที่พี่นิดได้เป็นแอร์เพราะพี่นิดเป็นเด็กที่เรียนทางด้านภาษามาโดยตรงรึเปล่าคะ
ไม่ใช่ว่าคนจบทางด้านภาษาจะเป็นได้อย่างเดียวนะ ไม่ใช่ว่าต้องจบ eng ต้องจบญี่ปุ่น ต้องจบฝรั่งเศส แต่เพราะตอนมัธยมพี่ฟิตภาษาอังกฤษมาก แถมพี่เป็นเด็กต่างจังหวัดด้วยนะ พี่เป็นเด็กชลบุรี แต่ก็ยังเป็นได้เลย

พี่นิดพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเองยังไงคะ เผื่อน้องๆ จะได้เอาไปใช้บ้าง
พี่ดู MTV นะ ตอนนั้นพี่ก็จะรู้สึกว่า อือ...เราพูดไม่เหมือนฝรั่งเนอะ นี่ทำไมเค้าพูดภาษาอังกฤษที่เราไม่ได้เรียนกันในห้องนะ ส่วน MTV ก็เป็น MTV สิงคโปร์ ใช่ปะ พอดูใน MTV เออ...พี่ก็เลยคิดว่า ทำไมคนอินโดฯ กับคนสิงคโปร์ถึงพูดภาษาอังกฤษได้ ทำไมชัดจัง ทำไมเราพูดประหลาดๆ พี่เลยฝึกจาก MTV พวกนี้อ่ะแหละ แล้วมันก็ได้โดยไม่รู้ตัว คือไม่ได้ฝึกแบบซีเรียสบ้าคลั่งเลยนะ ก็แค่อยากพูดได้เท่านั้นเอง เออ...แล้วพอเราพูดได้นะ ไปพูดหน้าห้องแล้ว พูดตรงๆ เลยว่า เราต้องกระแดะเป็นเด็กนอกนิดนึง แต่ตอนนั้นก็ไม่คิดว่ามันกระแดะนะ แค่อยากพูดให้ได้แบบที่คนต่างชาติเค้าพูด เพราะรู้สึกว่า ถ้าพูดได้แบบนั้นฝรั่งน่าจะเข้าใจในสิ่งที่เราพูดนะ ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก เออ...เพราะตอนนั้นภาษาอังกฤษก็ไม่ได้บูมอะไร ดังนั้นพี่ก็เลยจะพยายามดู MTV ฟัง แล้วพี่ก็จะหัดพูด เป็นอย่างงี้มาตั้งแต่มัธยม หัดพูดกับกระจกใช่ปะ พูดภาษาอังกฤษ พยายามเลียนสำเนียงพวก MTV พวกหนัง แต่หนังเนี้ยะพี่ไม่ค่อยได้ดู เพราะหนังสมัยก่อนเป็นม้วน VDO แล้วบ้านเราก็จะไม่ฮิต soundtrack จะเป็นพากษ์ไทยซะมากกว่า พี่ก็เลยดู MTV ไม่ใช่ว่าชอบดูเพราะเพื่อพูดภาษาอังกฤษอย่างเดียวนะ แต่พี่ก็ชอบฟังเพลงด้วยเหมือนกัน พี่เลยชอบดู MTV มาก เพราะมันจะมี music VDO แต่ก่อนบ้านเราก็ไม่ค่อยมีช่องแบบนี้ ไม่มีพวก UBC, MTV ด้วยความว่าเราหัดเอง พี่ไม่ได้ไปเรียนโรงเรียนสอนภาษาเลยนะ ก็ใช้เนี่ยะ...ดูโทรทัศน์ เวลาฟังวิทยุก็ใช้คลื่นภาษาอังกฤษ ซึ่งถามว่าตอนนั้นถ้าเทียบกับเพื่อนๆ สำเนียงดี ใช่...แต่พอไปเข้ามช.นะ...เทียบกับเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกันเนี่ย...พี่ก็ไม่ได้ดีมาก พี่ก็ต้องไปฝึกปรือที่มช.อีก ประมาณขึ้นปี 2 ถึงจะโอเค เห็นได้ชัดนั่นแหละ (พยายามจนเห็นผลเลยนะคะ)
พี่นิดว่า ภาษาอังกฤษมีประโยชน์ต่อพวกเรายังไงบ้างคะ
พี่คิดว่าภาษาอังกฤษมันสำคัญกับทุกๆ อาชีพแหละ คือ น้องๆ บางคนอาจจะคิดว่า ถ้าไม่ได้เป็นแอร์ก็จะไม่ฝึกแล้ว มันไม่ใช่ อยากให้ภาษาอังกฤษติดตัวไปเถอะ ทำงานไหนมันก็สบาย พอเจอ text ภาษาอังกฤษ คือ อ่านออกเลยใช่ปะ ไม่ต้องไปพึ่งคนอื่นว่า แปลให้หน่อยดิ ไม่ต้องเปิด dic สามารถพึ่งตัวเองได้ พี่เชื่อว่าเด็กสมัยใหม่ภาษาอังกฤษน่าจะเก่งนะ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เด็กสมัยใหม่เค้าเรียนกันยังไง แต่พี่คิดว่าน่าจะเก่งกว่ารุ่นพี่นะ

พี่นิดคิดยังไงกับโรงเรียนสอนภาษาและเทรนเพื่อสมัครแอร์โดยเฉพาะคะ
ในความคิดพี่นิดนะ...คือถ้าเป็นตัวพี่นิดเอง เก่งภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เป็นมนุษย์ eng เอกอักษร ที่เรียนภาษาอังกฤษวันนึงเยอะอยู่แล้ว หรือถ้าคุณมีภาษาต่างประเทศ ภาษาที่สามอยู่แล้วเนี่ย ถ้าเป็นพี่นิด พี่นิดก็จะไม่เรียน นะคะ เพราะอะไร...เพราะเราได้ภาษาอยู่แล้ว นี่หมายถึงคอร์สภาษาอังกฤษก่อนนะ ทุกวันพี่ก็ได้พูดกับ professor ทุกวันอยู่แล้ว ได้ฝึกภาษาอังกฤษทุกวันอยู่แล้ว พูดมาฟังออก อะไรอย่างเงี้ย พี่ก็จะไม่เรียนคอร์สภาษาอังกฤษเพิ่ม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพี่จะลองไปสมัครสอบ TOEIC ดูก่อนว่าได้เท่าไหร่ ถ้าพี่ลองไปสอบแล้วได้ 500 เงี้ย พี่จะไปเรียนเพิ่ม อือ...บางทีมันจะมีเกณฑ์ขั้นต่ำ 550 หรือ 600 ถ้าพี่สอบแล้วพี่ได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่เค้าให้ พี่อาจจะไปเรียนเพิ่มหรืออาจจะขยันเองถ้าพี่เป็นเด็กที่ไม่ค่อยมีเงิน ใช่มั๊ยคะ มันแล้วแต่ แล้วแต่ว่าเราจะเลือกเสียเงินหรือไม่เสียเงิน ใช่มะ...ลองคิดด้วยตัวเองดู (อืม...)
ส่วนคอร์สเทรนเพื่อเป็นแอร์โดยเฉพาะ ทั้งแต่งตัว สัมภาษณ์ อะไรประมาณนี้ คือถ้า...ในความรู้สึกพี่นะ...ถ้าเป็นเด็กที่มีความมั่นใจอยู่แล้ว บุคลิดดีอยู่แล้ว หน้าตาหนูก็ดีอยู่แล้ว แบบที่ไม่ต้องขัดเกลา อาจจะไม่จำเป็นต้องเรียน แต่เด็กบางคนที่แบบ...ดูมีแนวโน้มยาก หน้าตาธรรมดา ภาษาอังกฤษธรรมดา บุคลิกยังไม่มีอะไรดีเท่าไหร่ การเรียนพวกนี้ก็มีประโยชน์ในความรู้สึกพี่นะ แต่สำหรับเด็กบางคนที่เก่งอยู่แล้ว เค้าก็จะรู้สึกว่า การเรียนพวกนี้ไม่เป็นประโยชน์หรอก ถูกมั๊ยคะ ก็เอ้ย...เราก็พูดอังกฤษได้ บุคลิกฉันก็ดี ฉันก็ดูดีในมหาวิทยาลัย เค้าอาจจะไม่อยากเรียน แต่เด็กบางคนที่เค้าไม่มีความมั่นใจ ไม่กล้าพูด ไม่กล้าทำอะไรเลย แต่อยากป็นแอร์เงี้ย สถาบันพวกนี้มันก็จะช่วยส่งเสริมให้เค้ากล้าที่จะพูดมากขึ้น บางทีพวกเทคนิคต่างๆ ก็อาจจะช่วยได้ เพราะอย่าลืมว่าเด็กมีหลายระดับ เราอย่าเอาคนอื่นไปวัดว่าเค้าเท่าเรา สมมติเราเป็นคนเก่ง แต่อย่าคิดว่าเค้าจะเก่งเหมือนเรา หรือถ้าเราเป็นคนโง่ก็อย่าคิดว่าเค้าโง่เหมือนเรา ให้คิดว่าคนเรามีหลายแบบ สถาบันพวกนี้ในความรู้สึกของพี่มีมาเพื่อคนที่เค้าไม่พร้อม ถ้าคุณพร้อม คุณก็ไม่ต้องไปเรียน แต่ถ้าคุณไม่พร้อมก็ไปเรียนซะ พี่กลางๆ เพราะถ้าเป็นพี่นะ ตอนนั้นเหรอ...ถ้ามีให้เรียนนะ พี่คงไม่เรียนภาษาหรืออะไร พี่อาจจะเรียนพวกเออ...บุคลิกภาพ อย่างงี้ได้ ตอนนั้นมันไม่มีใครสอน พี่ก็เลยไม่เรียน ก็เป็นตัวของตัวเอง เดินเทิ้งๆ ไปอย่างงั้นเลย (แต่ก็เป็นจนได้นะเนี่ย) ที่สำคัญที่สุด ต้องรู้ตัวเองแล้วอย่าโกหกตัวเองนะ ต้องรู้ว่าเอ้ย...เราฟังฝรั่งพูดแล้วเราตอบได้เลยมั๊ย โอเค ถ้าตอบได้เลยเราก็จะรู้ตัวเองว่าเราเก่งอะไร ไม่เก่งอะไรนะในความรู้สึกพี่
บางทีมันก็เป็นอะไรที่แบบ...คิดเองได้เลย บางคนก็คิดไม่ได้ อย่างที่บอกคนเรามันไม่เหมือนกัน คนเรามีระดับปัญญาแตกต่างกัน แล้วก็ระดับความคิดที่ต่างกันมาก เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่พร้อมหรือเราไม่รู้ก็อย่าไป force ตัวเองมาก คือเราบังคับให้ตัวเองขยันตั้งใจได้ แต่ไม่ต้องบังคับจนแบบ...โอ้ย...โลกจะแตก อะไรเงี้ย ไม่ใช่ the end of the world เอาทางสายกลางอะ แค่นั้นเอง ง่าย...ไม่ยากหรอก (ลองดูนะน้องๆ)

มี flight ที่จำได้แม่นบ้างมั๊ยคะ
พี่จำ flight แรกที่พี่บินได้ ครั้งแรก มันจะไม่รู้เลย คือที่เราเรียนมาเนี่ยะ โห ! เราเรียนจากใน mock up อย่างหนักหน่วง ใช่ม้า แต่พอขึ้นบนเครื่องจริงๆ แล้ว มันแบบ...มันยาวมันมีหลายครัว ครัวมันเยอะ แล้วนี่เค้าจะให้เราทำแบบ...งง พี่ก็หาของไม่เจอ เราก็จะไม่รู้หรอกว่าเค้าเก็บไว้ที่ไหน พี่ก็จะหาอะไรไม่เจอเลย มันอยู่ไหน เปิดไป 5 นาที 10 นาที มันก็หาไม่เจอ บางอย่างมันก็มีที่ลับเฉพาะเก็บของมันเลย
แล้วตอนที่ผู้โดยสารเต็มนะ พี่ทำครัวระเบิดเลย ก็จะมีแต่ถาดๆ กองเต็มไปหมด ไม่ไหวแล้ว พี่ก็เก็บไม่ทัน ใครๆ ก็ต้องมาช่วย เราก็จะรู้สึกว่า ทำไมเราเบอะๆ ขนาดนี้ แล้วพี่บางคนที่เค้าเข้าใจ เค้าก็จะมาช่วยเรา พี่ๆ เค้าก็น่ารักทั้งนั้นแหละ มาช่วยกันใหญ่เลย (กิ้ว กิ้ว โกะจังเลยพี่นิด)
ผ่านไป 3 เดือนแล้ว พี่ยังทำครัวเละอยู่เลย พูดไม่อายนะเนี่ย พอดีช่วงที่พี่เริ่มบินใหม่ๆ เป็นช่วงหลัง 911 พอดี คนน้อยมาก ดังนั้นกว่าพี่จะคล่องก็ปาเข้าไป 6 เดือนแล้ว
อีกอันนึงตอนนั้นที่มีสงครามซัดดัม เด็ดมาก ตอนนั้นเค้าจะไปบุกอเมริกา พวกลอบวางระเบิด พี่ก็แบบ...แต่ตอนนั้นเค้ายังไม่วางนะ ตอนนั้นพี่ไปเสริฟ cockpit ใช่ปะ pilot ก็เรียกพี่เข้าไป เนี่ย ! แล้วยูเอากระดาษนี้ไปนะ เอาไปให้ purser พี่ก็อ่าน the war starts กรี๊ด ! เหมือนในหนังเลย ฉันได้เป็นแอร์ มีสงครามเกิดขึ้นอยู่ข้างล่าง แล้วฉันอยู่ข้างบน พี่ก็ดีใจรีบเอาไปให้ chief purser แล้วก็บอกว่า นักบินเอามาให้ยู purser ก็หน้าเครียด แล้วก็บอกยูอย่าไปบอกผู้โดยสารนะ เดี๋ยวเค้าตกใจแล้วก็จบ ดูดิ ! พี่ก็คิกว่า พี่จะได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานครั้งนี้ โห ! ดูเท่ห์จะตายไป เราก็นึกว่าเราจะได้เป็นตัวเด่น พี่ก็คิดว่า จะต้องได้ประกาศอย่างงั้นอย่างงี้ ไม่เลย ไม่มีอะไรเลยแล้วก็จบ พี่ก็แบบ...อ้าว ! พี่ก็นึกว่าจะมีเรื่องสนุกเกิดขึ้นซะอีก นึกว่ากัปตันจะสั่งให้เราทำอะไรเป็นความลับ ไปสอดแนม เงียบ (ฉี่) ไม่หนุกเลย เราก็หวังว่าเราจะเจออะไรเด็ดๆ มาเล่าให้คนที่บ้านฟัง ไม่มีอ่ะ พอได้ใบนั้นมาก็จบ (ตะลึงตึ่งโป๊ะ) ลงไปก็กดโทรทัศน์ที่โรงแรม อุ้ย ! มันทิ้งระเบิดแล้วจริงๆ ด้วย (โห ! น่าหนุกมั่กๆ สยองมากกว่านะพี่นะ)
ที่พี่เคยได้ยินมา อย่างรุ่นพี่ที่เจอ 911 นะ เครื่องเค้าจะไปแลนด์ที่ฮาวายเงี้ย เหมือนกับว่าให้แลนด์ไม่ได้ เพราะฮาวายมันจะเป็น Pearl Harbor ใช่ปะ เค้าก็จะมี F-16 ประกบเครื่องบิน อะไรอย่างเงี้ย พี่ก็นึกว่าพี่จะได้อย่างงั้นบ้างนิ แต่แบบ...ไม่มี พี่ก็เลยเซ็ง ขำๆ ตัวเองเหมือนกัน (สาธู๊ ดีแล้วเจ้าค่ะ)
ตอนที่บินพี่ก็ไม่ค่อยเจออะไร ส่วนใหญ่ก็จะเจอผู้โดยสารเมา อาละวาด อะไรประมาณนี้ ส่วนใหญ่จะประทับใจพี่ๆ ที่คิดว่าไม่น่าจะช่วยเราเลย แต่ก็ช่วย

แล้วกับผู้โดยสารละคะ เป็นยังไงบ้าง
กับผู้โดยสารพี่ก็จะประทับใจผู้โดยสารที่เค้ารักกัน รักกันจนแก่เลยนะ คนญี่ปุ่นรุ่นเก่าๆ เค้าก็จะรักกัน take care กัน ช่วยเหลือกัน บางทีผู้ชายแก่มากแล้ว คุณยายก็จะช่วยคุณตาตลอด ทำอะไรหนักๆ แทนให้ได้ อุ้มเอิ้ม เราเห็นแล้วก็จะแบบ...มันเป็นอะไรที่หายากมาก โดยเฉพาะคู่ที่อยู่กันจนแก่แล้วผู้หญิงทำให้ผู้ชายมากมายขนาดนี้ ส่วนใหญ่จะประทับคนแก่ (แหม ! ตาหวานฉ่ำเชียวนะ)
พี่นิดเป็นสาว JALways นานมั๊ยคะ ก่อนจะยักย้ายส่ายสะโพกมาเป็นบก. Take Off
พี่เป็นแอร์ JALways มา 2 ปี 9 เดือน เกือบๆ 3 ปีจ้ะ (โอ้ว ! แม่นจริงๆ เลยแม่นาง)

พี่นิดได้อะไรบ้างจากการอยู่ในวงการบิน
ในสายตาพี่นิด ทุกอาชีพมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่มีอะไรดีหมดหรอก ใช่มั๊ยคะ หรือไม่มีอะไรแย่ไปหมดหรอก ข้อดีของการเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องนะ ข้อแรกเลย สำหรับพี่นะ พี่คิดว่า...มันให้...ขอคิดก่อนนะจะได้เป็นคำตอบที่ดีๆ พี่คิดว่า ที่ดีจริงๆ น่าจะเป็น มันเป็นอาชีพที่ให้เราเป็นผู้ใหญ่ คือเราต้องยอมรับว่า เราจบจากมหาวิทยาลัย เรายังเป็นเด็ก แล้วก็พอเรามาทำงานเนี่ยะ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรมันจะให้ความเป็นผู้ใหญ่กับเรามากขึ้น และอาชีพนี้ก็เป็นอีกอาชีพนึงที่ให้ความเป็นผู้ใหญ่ ให้ยังไง...คือมันเป็นอาชีพที่ต้องอดทน อดทนทั้งเพื่อนร่วมงาน อดทนทั้งผู้โดยสาร เพื่อนร่วมงานดีก็ดีไป เพื่อนร่วมงานบางทีไม่ค่อยดี เราก็ต้องอดทน มันต้องอดทนทั้งกาย วาจา ใจ อะคะ กายคืออะไร ก็อย่างที่เราอยู่ต่างประเทศอะเนอะ เลือกไม่ได้ว่าจะไปประเทศนั้นประเทศนี้ กายเราก็ต้องพร้อมตลอด บางทีไปอยู่เมืองหนาว แต่บางทีก็ไปอยู่เมืองร้อนอย่างเงี้ย เราก็จะไม่ได้นอน ต้องบินตอนกลางคืน เราต้องแข็งแรง เราต้องยกนั่นยกนี่ ยิ่ง JALways ก็รู้ๆ อยู่ มีแต่ผู้หญิง กายต้องพร้อมมากๆ มันทำให้เราอดทนเรื่องกาย มันจะทำให้เราต้อง safe ร่างกายเราไว้ ต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงถึงจะทำงานนี้ได้ มันทำให้เราอดทนตรงที่ว่า อะไรที่เราไม่เคย โห ! ทำไมฉันจะต้องเดินไกลขนาดนี้ ต้องเอื้อมหยิบอะไรขนาดนี้ เราก็ต้องอดทน เพราะมันเป็นงานของเรา คือ งานนี้มันแปลกอย่างที่ว่า มันเป็นงานที่ทำทั้งกายทั้งบริการ ใช่มั๊ยคะ คือง่ายๆ ทั้งกายและใจนั่นแหละ ง่ายๆ เลย คือ กายก็ต้องทำ มันไม่ใช่งานที่นั่งโต๊ะ เซ็นเอกสาร เสร็จ มันเป็นงานที่ได้เงินเดือน มันต้องทุ่มน้ำเหงื่อออกไปด้วย มันเหมือนจะเป็นคนที่ทำงานใช้แรงกายนิดๆ นะคะ เพราะฉะนั้นกายก็ต้องอดทน ส่วนใจก็ต้องอดทนเจอเพื่อนร่วมงาน ผู้โดยสารที่แตกต่างกัน บางคนพูดจาแตกต่างกัน บางคนจิตใจแตกต่างกัน เราก็ต้องอดทน
วาจาใช่มั๊ยคะ มีอะไร ไม่ใช่ว่าฉันโกรธปุ๊ป ฉันจะต้องพูดเลยหรือว่าฉันต้องด่าเลย หรือฉันต้องวีนเลย ก็ต้องอดทน ในที่นี้ก็คือ ทั้งกาย วาจา และใจนั่นแหละ เพราะเรา deal กับผู้โดยสารที่เค้ามีความต้องการการบริการ บางคนสูง บางคนต่ำ แต่คือ เราทำงานบริการ เออ...บางอาชีพมันก็ต้องใช้ความอดทนเหมือนกัน แต่มันจะไม่เหมือนเราตรงที่ว่า เราอยู่บนฟ้าใช่ม้า บางอย่างเค้าขอมา มันไม่มีจริงๆ ไม่สามารถเปิดประตูแล้วไปหยิบหรือโทรเรียกบริษัทให้เอามาให้ทันที มันไม่ได้ มันก็ต้องเอาแค่ที่มีในเครื่องบิน มีอะไรก็ต้องให้อย่างงั้น ใช่มั๊ยคะ มันจะมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันในแต่ละอาชีพ เพราะฉะนั้นมันจะทำให้เราอดทน อย่างเราเรียนในมหาวิทยาลัย สำหรับเด็กไทยจะเรียนกันแบบสบายๆ พ่อแม่ส่งให้เรียน งานพิเศษก็ไม่ต้องทำ อย่างมากก็ทำงานพิเศษอะไรเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งพี่ว่าดีนะ เด็กดี๋ยวนี้ทำงานพิเศษกันเยอะ พี่ว่าเค้าเหมาะที่จะไปเป็นแอร์สจ๊วตกัน เพราะอย่างที่ว่า ล่าสุดพี่ไปห้างเสาร์อาทิตย์ พี่เห็นน้องยุ่งอยู่ในครัว ทำไอติม พี่นึกถึงตอนที่เป็นแอร์นะ เออ...น้องพวกนี้เค้าได้หัดทำงานพิเศษพวกนี้ ดีนะ วันหลังเค้าไปเป็นแอร์ไปเป็นสจ๊วต เค้าคงไม่รู้สึกเหนื่อยเหมือนที่พี่รู้สึก เค้าคงไม่รู้สึกว่า โอ้ย ! ทำไมมันยุ่งอย่างงี้ เค้าคงไม่รู้สึกอย่างงั้น พี่ก็เลยรู้สึก เออนะ ใช่เลย เพราะฉะนั้นเนี่ยะที่ได้มากๆ ก็ความอดทนกาย วาจา ใจ แต่ที่พี่ว่าได้มากที่สุด คือ กายนะ จริงๆ เพราะแบบ...เอ้อ...กายนี่แบบว่าถึกสุดๆ เลย นอนไม่หลับก็ต้องนอนนิ่งๆ ไม่ให้เสียพลังงาน เพราะตอนเช้าจะได้ทำงานได้ แล้วเป็นอะไรที่ต้องอดทนเรื่องกายเยอะมากๆ เพราะว่าเราเลือกไม่ได้ ไม่สามารถเลือกได้ว่าฉันจะไป flight นี้ จะบินประเทศนั้นประเทศนี้ มีคนเลือกให้อยู่แล้ว อื้อ...เพราะฉะนั้นจึงต้องอดทน เป็นข้อดีของอาชีพนี้เลย ที่แบบ...มันเป็นสถานการณ์บังคับอ่ะ
ส่วนข้อดีอีกอย่าง...อืม...มันทำให้เราเป็นคนเนี้ยบนะ แต่วันนี้พี่อาจจะดูไม่เนี้ยบนะ เพราะอยู่ใน office พี่ไง (ยอมค่ะ...ยอม) มันทำให้เราเป็นคนเนี้ยบ เวลาที่เราออกสู่สายตาประชาชนทีไร (โห ! เหมือนนางงามเลยพี่) มันจะทำให้เรารู้จักกาละเทศะ ไม่ใช่ว่าฉันทำไป เพราะฉันสวย ไม่ใช่ แต่เราทำไปเพราะเรารู้กาละเทศะ เราควรให้เกียรติเจ้าของงานเจ้าของสถานที่ เอ่อ...อย่างเวลาที่แต่ก่อนเราจบใหม่ๆ ใช่ม้า...เราอาจจะเป็นอะไรที่เด็ก ติสท์มาก ฉันเป็นตัวฉันเอง independent indy สุดๆ ก็ว่าไป แต่พอมาทำงานนี้แล้วเราจะรู้ว่า คนเรามันต้องรู้จักกาละเทศะ มีความเนี้ยบนิดนึง จะไปไหนต้องแต่งตัวให้มันดูให้ความเคารพกับเค้า ไม่ใช่ต้องใช้ของแพงหรือว่าไม่จำเป็นต้องแต่งสวยเลอเลิศ คือ คุณต้องแต่งให้มันถูกกาละเทศะ ก็..ให้เค้าเห็นแล้วเค้ารู้สึกว่า เออ...คุณเป็นคนที่มีความคิดน่ะ ไม่ใช่แบบ...อยากใส่อะไรก็ใส่ไป จริงๆ แล้วมันเป็นแค่วัตถุภายนอก ใช่ บางครั้งเราอยู่สังคมใช่มะ มันก็ต้องทำให้เค้ารู้สึกว่า เราให้เกียรติเค้าจริงๆ อะไรอย่างเงี้ย อันนี้คือความเนี้ยบ
และอีกอย่างที่พี่ได้คือ มันทำให้เราเป็นคนมี manner manner คืออะไร คือทำให้เราเป็นคนมีมารยาท สังเกตถ้าเราไปคุยกับแอร์สจ๊วตที่ไหน อย่างพี่เนี่ยจะติดมาเลยคำว่า ขอโทษค่ะ ขอบคุณค่ะ เชิญค่ะ พี่ก็จะติดมาเลย ยิ่งตอนบินอยู่ ตอนลงมาข้างล่างยิ่งติดเลย เดี๋ยวนี้อาจจะยังไม่ค่อยมาก แต่ก็ยังเอามาใช้ประโยชน์ในชีวิตได้เรื่อยๆ คือ เราจะเป็นคนที่ว่า ยิ้มแย้มทักทายคนอื่นได้ก่อน เออ...เราจะมี manner ในสังคมที่แบบยิ้มแย้มทักทายได้ ซึ่งบางทีบางคนจะอึ้งๆ จริงๆ นะ อย่างพี่อยู่ข้างล่างมา 2 ปี พี่รู้เลยบางคนหน่ะ เราไปทักทายเค้าก่อน เค้าจะทำหน้าเหวอๆ นิดนึง พี่เข้าใจว่า เค้าอยู่ เค้าทำงาน office หรือข้างล่างเค้าอาจจะไม่เคยเจอคนอย่างงี้ เพราะเราพร้อมเสมอที่จะยิ้มและบริการให้คุณ เพราะพี่เป็นคนยิ้มเก่ง จริงๆ แต่ก่อนพี่ยิ้มเก่งกว่านี้ สมัยจบใหม่ๆ เราไม่มีความเครียดอะไรกับชีวิตมาก ยิ้มจนบินผ่านไป 2 ปี เพิ่งรู้สึกว่าตีนกาขึ้นเลยยิ้มน้อยลงเท่านั้นเอง (คิดมากน่าพี่ ยังสวยอยู่ค่ะ) เออ...จริงๆ นะ เราจะกลายเป็นคนร่าเริง แล้วก็ยิ้มต้อนรับกับทุกๆ คน บางทีเราไปตลาดบางทีก็พูด เชิญค่ะ เราจะติดเป็นมารยาท เราจะรู้ว่าเมื่อไหร่เราควรจะให้ใครก่อนใครหลัง เราควรจะรอ เราควรจะอะไร อาชีพนี้ให้ประโยชน์ตรงนี้ เพราะเราทำงานบริการ ค่อนข้างเนี้ยบกับผู้โดยสาร ในความเนี้ยบนั้นก็จะกลับคืนมาหาเรา มันจะกลายเป็นนิสัย เป็นการขัดเกลาเรา มันจะยิ่งทำให้เรารู้ว่าอะไรควรไม่ควร ยิ่งเราไปทำงานบริการเนี่ยะ เราจะยกย่องผู้โดยสารให้อยู่เหนือเรา เราจะไม่ทำตัวให้เสมอกับผู้โดยสาร สำหรับสไตล์คนญี่ปุ่นนะคะ
อย่างเราเสริฟเราต้องใช้ภาษาราชาศัพท์กับผู้โดยสารเลย แล้วเราใช้ภาษาต่ำต้อยเป็นการยกย่องผู้โดยสารให้อยู่ข้างบนซึ่งมันอาจจะดูแบบ...ทำไมต้องเจ้าขุนมูลนายขนาดนั้น แต่ในความรู้สึกพี่ พี่ค่อนข้างนิยมชมชอบธรรมเนียมคนญี่ปุ่นในเรื่องการบริการเรื่องนึง อีกเรื่องคือ พี่ได้วัฒนธรรมดีๆ จากคนญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเค้าทำงานบริการแบบ...โอ้โห ! ด้วยใจมากๆ พี่ไปห้างไปซื้อผ้าเช็ดหน้าผืนละ 500 เยน คุณป้าคนที่เป็นพนักงานก็ห่อให้พี่อย่างดี แล้วก็พูดกับพี่แบบที่พี่เคยพูดกับผู้โดยสารอ่ะ ทุกคำเลย พี่แบบ...โอ้โห ! แล้วคุณป้าคนนั้นก็ 60 จะเป็นคุณยายได้อยู่แล้ว แต่ถ้าแก่มากกว่านี้เค้าก็จะไม่ให้ทำงานในห้างแล้ว แบบพวกแผนกขายของ เค้าจะได้งานพวกทำความสะอาดแทน คุณป้าคุยกับพี่แบบอื้อหือ...มันทำให้เราเห็นภาพเลยนะตอนที่เราไปเสริฟกับผู้โดยสาร คุณป้าบริการเราดีมากเลย ซื้อแค่ 500 เยนนะ ตอนนั้นก็ประมาณ 100 กว่าบาท คุณป้าบริการดีมาก ทำให้พี่เห็นว่า ไม่ใช่แค่บนเครื่องบินนะที่เราบริการนิสัยดีเลิศอย่างนี้ คิดว่าคุณป้าคงได้เงินเดือนน้อยกว่าเรานะ เค้ายังบริการแบบสุดยอดอ่ะ ญี่ปุ่นเนี่ย...พี่ชื่นชมตรงนี้เค้าจริงๆ เค้าจะเป็นคนขยันทำงาน บ้างาน ซึ่งจริงๆ แล้วเค้าอาจจะบ้าไป แต่ถ้าเป็นคนไทย คนไทยจะยืดหยุ่นไง เราก็ไม่ต้องไปบ้างานขนาดเค้า แต่ต้องรักงานที่เราทำ ถึงแม้งานเราจะเหนื่อย จะเสริฟจนเหงื่อแตก เราต้องรักงานที่เราทำ เพราะเราเลือกแล้ว ใช่มั๊ยคะ...ในเมื่อเราเลือกแล้วเนี่ย เราต้องรู้ว่า บริษัทต้องการให้อะไรกับผู้โดยสาร เราก็ต้องให้ในสิ่งที่เค้าต้องการ อย่าไปแบบ...โอ้ย ! ทำไมบริษัทต้องเป็นอย่างงั้นต้องเป็นอย่างงี้ ตอนที่บินใหม่ๆ พี่ก็คิดบ้าง (ฮั่นแน่) แต่พอเราทำงานซักพักนึงเราจะรู้แล้วว่า เออ...เราจะเข้าใจ แล้วยิ่งมาเห็นวัฒนธรรมคนญี่ปุ่นเราจะยิ่งเข้าใจ แล้วพอมาทำหนังสือเนี่ยะ เข้าใจเลย พอเรามาเป็นนายทุนเอง ทำหนังสือแล้วจะรู้ ทำไมบริษัทต้องประหยัดขนาดนั้น เราจะรู้ว่า อ๋อ...ก็เพราะว่าเค้าต้องประหยัดเพื่ออะไร เพื่อได้กำไร มาจุนเจือให้เงินเดือนพนักงาน จ่ายค่าน้ำค่าไฟ แล้วไหนจะเครื่องบินเนี่ย cost มันเยอะมาก มันทำให้เรา เออ...เข้าใจมากขึ้น นี่คือข้อดีที่พี่ได้มา มันยังมีข้อดีอีกเยอะมากเลยนะ แต่อันนี้คือเด่นๆ อืม...ที่ได้
ทำไมพี่นิดออกจากวงการบินๆ ละจ๊ะ
เสียสุขภาพเป็นสาเหตุที่ทำให้พี่ออก ถึงพี่บินมา 3 ปี แต่พี่ก็รู้ว่างานนี้ทำให้พี่เสียสุขภาพ ไม่ต้องรอให้บินถึง 10 ปี มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงขนาดจากหน้าตึงเป็นหน้าเหี่ยวหรอก ไม่ใช่หรอกค่ะ พี่กลับมานอนตอนกลางคืนไม่เคยเกิน 2 ชั่วโมงเลยอ่ะ แล้วคิดดูดิ บินข้าม time zone มาแล้วนะ แต่มันก็นอนไม่ถึง 2 ชั่วโมง แล้วก็ต้องไปอยู่บนเครื่องอีกเป็น 10 ชั่วโมง หรือไม่ก็ 7-8 ชั่วโมงนะ แบบว่า...เอาง่ายๆ ใหม่ๆ เราก็ไม่ได้นอนอะ แล้วต้องทำงานอีกตั้ง 10 กว่าชั่วโมง เรารู้อยู่แล้วว่ามันไม่ดีสำหรับร่างกายเรา แต่ด้วยความว่าเราบินใหม่ๆ เราก็คิดว่า เอ้ย ! เราบินไปนานๆ เราอาจจะปรับตัวได้ ใช่มั๊ยคะ แล้วเราก็ยังคิดว่างานนี้มันดีนะ มันได้เงินเดือนเยอะ แล้วมันก็อย่างงู้นอย่างงี้ มันให้อะไรเราตั้งเยอะ เราก็อดทน พอพี่บินมาได้ 2 ปีกว่า 3 ปี มันก็ยังนอนไม่หลับอ่ะ (หู ! น่าเห็นใจจัง) จริงๆ มันแบบ...เอ้อ ! เราก็จะเริ่มเห็นแล้วว่ามันไม่ใช่อยู่ที่การปรับตัวของเราแล้วนะ คือ...ร่างกายมันคงไม่ปรับของมันเอง มันนอนไม่ลง คือ ถ้าพี่นอนเที่ยงคืนพี่ก็จะตื่นราวๆ ตี 2 แล้วก็ไม่หลับจนถึง 8-9 โมงก็แต่งตัวไปทำงาน คิดดูดิ พี่ก็เลยต้องหาหมอกินยา ซึ่งมันก็ทำให้หลับ แต่ถ้าถามว่าพี่อยากกินยาไปจน 5 ปี 10 มั๊ย พี่ก็ไม่อยาก โอ้ย ! ถามว่าทำไมดู healthy รักษาสุขภาพจัง คือ ในความรู้สึกพี่คือ ในเมื่อเรานอนไม่หลับแล้วเราต้องกินยาอย่างเงี้ย ถึงแม้จะแค่เดือนละ 2-3 ครั้ง พี่ก็รู้สึกว่า พี่ไม่ได้ happy กับตรงนี้ ที่พี่ต้องนอนไม่หลับกินยา พอตื่นขึ้นมาพี่ก็ต้องทำงาน โอเค มันทำให้เราไม่เพลียเหมือนเมื่อก่อน แต่ถามว่า พี่อยากจะทำอย่างงี้มั๊ย ก็ไม่อยาก มีความรู้สึกว่า เราไม่เห็นต้องมาทำอะไรอย่างเงี้ยเพื่อตรงนี้เท่าไหร่ คือ ในความรู้สึกพี่สุขภาพสำคัญนะ ยิ่งเราอายุเยอะขึ้นเนี่ย เราจะยิ่งเห็นว่าสุขภาพสำคัญ ตอนเราวัยรุ่นอยู่มหา ' ลัยเราไม่เห็นหรอก เพราะว่าร่างกายเรากำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต มันไม่มีโรคภัยมาแทรกซ้อน แต่พอโตขึ้นเนี่ยะ บินไปปีนึงมันก็ยังโอเค 2 ปี 3 ปี มันเห็นความแตกต่างนะ เห็นยังไง พอบินกลับมาเมืองไทยจะผอมอ่ะ คือจะรู้เลยเสื้อผ้ากระโปรงจะหลวม พออยู่เมืองไทย 2-3 วัน ก็จะกินๆๆ เที่ยวๆๆ มันก็จะอ้วน มันจะเป็นผอมๆ อ้วนๆ อยู่อย่างเงี้ยะ แล้วเราก็จะแบบมันเป็นอะไร มันผอมลงเพราะมันโทรม ไม่ใช่เพราะเราน้ำหนักลง แต่มันผอมเพราะมันโทรม เออ...แต่พี่ก็ไม่ได้ mind เรื่องอ้วนผอมอะไรมาก แต่พี่ดันนอนไม่หลับ เราก็ต้องมาบังคับให้หลับ แล้ววันไหนที่เราไม่ได้เอายาไป ไม่ต้องคิดเลยว่าจะหลับ (น่าสงสารจัง)
อีกอย่างนึงที่อยากจะบอกน้องๆ คือ เรื่องปวดหลัง ใหม่ๆ พี่ก็คิดว่าไว้เราเข็นนู้นเข็นนี่ไปนานๆ มันก็หายเองใช่ปะ เหมือนกับเราหันวิ่งใหม่ๆ อ่ะ วันแรกปวด วันต่อไปก็หาย ไม่ใช่อะ ขอบอกว่าต้องไปบริหารหลังให้แข็งแรงพอมีกล้ามเนื้อเข็นอะไรมันจะได้ใช้กล้ามเนื้อส่วนที่แข็งแรง เพราะทุกวันนี้เราไม่เคยบริหารกล้ามเนื้อหลังเลย พอทำงานมันก็ปวด อักเสบ พี่ก็เริ่มทำท่าบริหารตามที่คุณหมอบอก แล้วมันก็หายจริงๆ นะ (ว้าว ! จริงเหรอคะจอร์จ) ปวดหลังก็หายไปเลย (ฝึกบริหารกันไว้นะเด็กๆ) เรื่องนอนหลับเป็นอย่างเดียวที่ทำให้พี่ออกจากงานนี้ จริงๆ นะ แค่เรารู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับเราก็ไม่จำเป็นต้องฝืนอ่ะ เราต้องรู้ตัวเองว่าร่างกายเราพร้อมหรือไม่พร้อมกับการเจอสถานการณ์อย่างงี้ จริงๆ พี่จะบินต่ออีก 5 ปี 10 ปี พี่ก็ทำได้ แต่ด้วยความที่ช่วงนั้นเหมือนมันเป็นช่วงชีวิตของพี่อีกนั่นแหละ บางคนเจอปัญหาตั้งหลายอย่างแต่ก็ยังเป็นแอร์อยู่ก็มี พี่ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจไม่ใช่อยู่ที่กายเค้าหรอก ใจมันอยากจะทำมันก็ทำ ต่อให้กายเป็นยังไงก็เถอะนะ
แล้วพี่ออกก็ไม่ได้ออกเพราะเรื่องเงิน พี่ออกเพราะว่าตัวพี่เอง พี่อยากออก ไม่ได้ออกเพราะแบบ อุ้ย ได้เงินเดือนน้อย หรือว่า ไม่ได้คิดว่า เราออกไปแล้วไม่ได้เงินเดือนขนาดนี้แล้วนะ ไม่ได้คิดอย่างนั้น คิดแค่ว่าอยากทำความฝันของตัวเอง คิดแบบเด็กๆ เด็กจริงๆ ก่อนออกมาเพื่อมาทำหนังสือ คิดแบบเด็กจริงๆ แล้วก็ตาสว่างก็ตอนมาทำนี่แหละ แต่ก็ทำให้เรามีประสบการณ์ แต่ถ้าเป็นแอร์ ป่านนี้พี่ก็คงเหมือนเดิม โอเค แบบว่ารู้ว่าชีวิตนี้ต้องทำงาน ได้เงิน เหนื่อย แต่พี่จะเป็นคนที่เรารู้อยู่แล้วว่า ได้เงินเดือนเยอะ ใช่ม้า เราก็รู้อยู่แล้วว่าเรามั่นคง อย่างน้อยเงินเดือนก็ไม่ต่ำกว่า 30,000 แน่นอน ปกติอยู่ JALways ประมาณ 5-60,000 ใช่ปะ หรือมากกว่านี้นิดหน่อย แต่ถ้าเดือนไหนบินน้อยมันจะตกอยู่ที่ 35,000 หรือ 30,000 กว่า ๆ หรือมากกว่านี้นิดหน่อย คือเรารู้อยู่แล้วว่าต่อให้ฉันบินน้อยขนาดไหนฉันก็ได้ประมาณเนี้ยะ เราก็จะเป็นคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ได้เงินเดือนเยอะอยู่แล้ว เราจะไม่ค่อยเห็นอีกมุมนึงที่ต่างออกไป อย่างน้อยประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้เราโตขึ้น แบบว่าคุ้มค่า ถึงแม้ว่าการทำหนังสือจะเครียดมาก จะเหนื่อยมาก ดูสิวดิ (ยังสวยอยู่คะ อย่าคิดมาก) เพราะว่ามันเป็นการลงทุนเยอะ แต่ก็คิดว่า ก็ไม่เป็นไร เงินหาเมื่อไหร่ก็ได้ อย่าไปคิดว่าเงินเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต คิดว่ามันเป็นอะไรที่มาเลี้ยงร่างกายเรา เลี้ยงคนในครอบครัวเรา ทำให้เราได้ซื้อของอะไรฟุ่มเฟือยได้ แต่มันไม่ใช่จุดสุดยอดของชีวิต จุดสุดยอดของชีวิตมากกว่านั้นเยอะ เงินเป็นแค่จุดเริ่มต้นของเด็กจบใหม่ที่อยากได้เงินแต่ถ้าคุณโตขึ้นเรื่อยๆ คุณก็จะรู้ว่ามันไม่ใช่เงิน เป็นอย่างอื่น เพียงแต่ว่าใช่ เงินก็สำคัญ เรามีเงินถึงจะซื้อนู้นซื้อนี่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ที่สำคัญที่สุดสำหรับพี่ มันอาจจะดูแบบว่า โห ! เน่า คิดอะไรอ่ะ พูดง่าย อะไรเงี่ยะ แต่จริง ๆ แล้ว เงินสำคัญจริง ๆ สำหรับกิจการนิตยสาร เดือนนึงพี่ต้องออกค่าพิมพ์เป็นแสนเป็นล้าน แต่ก็คือ ถามว่าแล้วทำไมยังทำทั้งๆ ที่ขาดทุนอย่างเนี้ยะ ก็เพราะว่าเงินมันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดไง เออ ! อันนั้นคือ เหตุผล แต่ถามว่าอยากกำไรมั้ย พี่ว่าทุกคนก็อยากกำไรอยู่แล้ว ทำหนังสือ ทำกิจการอะไรก็ตาม ขายข้าวแกงก็ยังอยากกำไรต่อวัน อะไรอย่างเงี้ย เพียงแต่ว่าพี่รู้สึกว่า ตอนนี้กำลังเรียนรู้ในสิ่งที่ควรจะเก็บไว้ ควรจะเอาบทเรียนจากตรงนี้มาใส่ชีวิตไว้ เอ้อ ! เพราะถ้าเราไม่รู้จักทุกข์นะ เราก็จะเป็นคนมองแบบสุขตลอดเวลา จริง ๆ ตอนเป็นแอร์มันไม่ค่อยทุกข์เท่าไหร่หรอก ทุกข์ก็แบบเหงา ทุกข์แบบเด็กๆ โอ้ย ! เหงา โอ้ย ! เซ็ง โอ้ย ! เบื่อ อะไรยังไง ทำไมบริษัทต้องบังคับ แต่ถ้าคุณต้องมาทำงานที่เป็นธุรกิจของตัวเองจะเป็นอะไรที่ทุกข์กว่าแอร์เยอะ มันจะทุกข์อีกแบบนึง ถ้าเราเห็นทุกข์อันนี้แล้วเราจะเรียนรู้จากทุกข์ มันจะทำให้เราไม่รู้สึกว่ามันทุกข์ ให้มองเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่แต่ก่อนเป็นแอร์อาจจะรู้สึกว่า โอ้โห ! มันทุกข์มาก แต่ตอนนี้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา เออ ! ใช่ ! มันต้องใช้เวลาแล้วก็ประสบการณ์ด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นแอร์ บิน ๆ แล้วจะได้เห็นอย่างนี้ หรือว่าทำงานอื่นแล้วจะรู้ มันต้องได้ลอง ได้มีประสบการณ์หน่ะ (เฮ้อ ! เหนื่อยแทนเลยพี่นิด)
ด้วยบุคลิกพี่ก็ชอบทำอะไรใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ด้วยแหละ พอได้เป็นแล้ว รู้แล้ว ก็เปลี่ยนด้วยมั๊ง ชอบทำนู้นทำนี่ มันก็เหมือนกับว่าอันนี้พี่รู้พอแล้ว มีความสุขเต็มที่กับมันแล้ว พี่ก็เลยอยากไปทำอย่างอื่นแทน อาจเป็นเพราะบุคลิกพี่ด้วย เพราะอย่างที่บอก บางคนก็เป็นได้นาน บางคนเป็นได้แค่เดือนเดียวก็มี มันแล้วแต่สไตล์คนหน่ะ มันไม่ใช่อยู่ที่อาชีพหรอก มันอยู่ที่ตัวคนว่าเค้าจะเหมาะกับอาชีพนี้รึป่าว อืม...
พี่นิดทำใจยากมั๊ยก่อนจะออกจาก JALways
เราต้องหาเหตุผลให้ตัวเราเอง จะได้ไม่เสียใจ อย่าลืมว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่เราอยากทำเอง เพราะพี่เห็นว่ามันดีอย่างงั้นมันดีอย่างงี้ ใช่มั๊ยคะ ถามว่าเสียดายมั๊ยก็เสียดายนะ ได้เงินเดือนตั้งเยอะ 5-60,000 ใช้สบายๆ เลย ออกไปแล้วจะไปทำอะไรที่มันได้เท่านี้มันไม่มีหรอก ปริญญาตรีเพิ่งจบมาปี 2 ปี ไม่มีหรอก หาไม่ได้หรอก ในความรู้สึกพี่เพราะตอนนั้นพี่เด็กด้วยแหล่ะ ก็เลยหุนหันพลันแล่นตัดสินใจ พอรู้สึกอย่างงั้นก็อยากจะออก คือ ถ้าตอนนั้นพี่เป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ เคยทำงานอย่างอื่นมาก่อนที่มันลำบ๊าก ลำบากแถมเสียสุขภาพเหมือนกัน อาจจะรู้สึก เออเน๊าะก็ดีออก เสียสุขภาพเหมือนกัน แต่นี่ได้เงินเดือนเยอะกว่าตั้งเยอะ แต่ด้วยความที่พี่นิดไม่เคยผ่านงานอะไรมาเลย พอเจอปัญหาก็เลยเป็นอย่างงี้แหละ
สำหรับน้องๆ ควรจะลองดูก่อนว่า เราอยู่กับมันได้มั๊ย ควรให้เวลากับมันจนแน่ใจเสียก่อนถึงจะตัดสินใจดีกว่านะ (จริงด้วยจ้ะ)
แล้วพี่คนอื่นๆ เค้ามีปัญหาเหมือนพี่นิดบ้างมั๊ยคะ
บางคนเค้าไม่มีปัญหาเรื่องนอนกันเลยนะ ไปถึงเค้าก็หลับ บางคนเค้าจะหลับอีกก็หลับได้ พี่ก็เห็นเค้าหลับๆ กัน แต่บางคนเค้าก็โชคดีแบบว่า... born to be อาชีพนี้จริงๆ นะ ไม่เจอปัญหาอะไรเลย นอนหลับ ไม่ปวดหลัง ไม่อะไรเลย เค้าก็ทำได้ (โห ! น่าอิจฉามั่กๆ)
แล้วน้องๆ จะรู้ได้ยังไงคะว่าเหมาะกับตัวเองรึป่าว
พี่ก็เชื่อว่า ถ้าได้ลองเป็นก็จะรู้ว่ามันเหมาะกับตัวเองรึป่าว จริงๆ นะ อย่าเพิ่งเห็นข้อเสียแล้วคิดไปก่อน ถ้าคิดว่าอยากลองก็ไปลองเลย แล้วก็ลองซะให้ได้ ให้เป็นแอร์จริงๆ ซะ จะได้รู้ว่าใช่หรือไม่ใช่ (ลองเลยน้อง จะได้รู้กันไปเลย สู้ สู้) บางคนพี่ก็เห็นออกจากสายการบินนี้แล้วก็ไปสมัครสายการบินใหม่ หมดสัญญาก็ย้ายไปเรื่อยๆ ดูเค้าก็ happy ดี (โอะโยะโย๋ ! น่าหมั่นไส้จังเยย)เวลาที่ใครมาถามพี่ก็จะแบบ...ไปสมัครให้ได้เลย ไปเป็นเลย ทำให้รู้เลยว่ามันเป็นยังไง ใช่ ! อย่าไปฟังคนอื่นมาก เพราะว่าแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน (จริงด้วยน้องๆ) เพื่อนพี่บางคน happy มากๆ ก็มี บางคน happy จนโอเว่อร์จนเน๊าะ...มันเหมาะ มันแล้วแต่คนมากกว่านะ
น้องๆ ที่กำลังจะติดปีกกับ JALways ควรวางตัวยังไงกับอาชีพนี้ดีคะ
ควรจะ... instructor บอกยังไงก็ควรจะทำอย่างนั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าหูลู่นะ แต่ว่าเราใหม่ รับฟังไว้ก่อน อย่างเพิ่ง anti เปิดใจให้รับฟังแล้วเอามาคิด คิดแบบเป็นกลาง อย่าคิดเข้าข้างตัวเอง open mind ไว้ก่อน ใช้วิจารณญาณด้วย ทำตัวให้เป็นพวกใจดี รับฟัง เข้าใจ ทำตัวให้เป็นแบบนั้นเลย ให้คิดว่าเค้าจ้างให้เรามาทำงาน ทุกๆ ที่แหล่ะ อย่างน้อยคนอื่นๆ ก็จะ open mind ให้เราบ้าง บางอย่างพี่เพิ่งคิดออกก็มี (ฮั่นแน่) เราได้แอร์ไม่ใช่เพราะเราเก่ง แต่เพราะว่าเราเหมาะสม แค่นั้นเอง
ฝากอะไรถึงน้องๆ ที่รอ JALways บ้างคะ รอกันตาละห้อยเชียว
น้องๆ ที่รอ JALways ระหว่างรอก็เตรียมตัวเยอะๆ อย่าคิดว่าเตรียมตัวเพื่อ JALways อย่างเดียว เราจะจบปริญญาตรีอยู่แล้วต้องเตรียมตัวให้พร้อม อย่าไปคิดว่าอยากจะเป็นแอร์สจ๊วตอย่างเดียว คิดก็คิดได้นะ แต่ถ้าเกิดไม่ได้ขึ้นมาก็ต้องมองหาอย่างอื่นไว้ ซึ่งการที่เราเตรียมตัวสำหรับการเป็นแอร์สจ๊วตเนี่ย มันก็ค่อนข้างครอบคลุมนะในความรู้สึกพี่ เพราะคุณต้องเตรียมตัวภาษาอังกฤษใช่มะ อย่างอื่นก็ต้องการภาษาอังกฤษเหมือนกัน แล้วก็เตรียมคำถาม หัดคิดว่าเค้าจะถามอะไร ในเว็บก็จะมีอยู่แล้ว ดูแล้วก็คิดว่าถ้าเป็นตัวเองจะตอบอะไร ทั้งนี้ทั้งนั้นคำตอบมันก็ต้องสร้างสรรค์ อย่าเป็นคำตอบที่แบบ...ทื่อๆ แต่ถ้าเราปิ๊ง อุ้ย ! คำตอบนี้มันไฉไลจริงๆ เลย มันก็จะได้ ฝึกเยอะๆ ฝึกพูดภาษาอังกฤษไปเลย ฝึกพูดตลอด คนที่พูดเก่งอยู่แล้วก็ให้พยายามพูดให้คล่อง คนที่ไม่เก่งก็ยิ่งต้องฝึก ยิ่งถ้าเค้าเลื่อนรับสมัครไปก็ยิ่งต้องฝึกเยอะๆ เอ้ย ! อย่าคิดว่าสายการบินญี่ปุ่นไม่ต้องเก่งภาษาอังกฤษ ยิ่งถ้าคุณไม่ได้ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษยิ่งต้องเนี้ยบ เพราะอะไร อย่างน้อยภาษาอังกฤษจะได้คะแนนเยอะๆ คนที่ได้ญี่ปุ่นเค้าจะมีคะแนนญี่ปุ่นให้อีก ถูกมะ ถ้าเกิดเราเจอคนที่พูดอังกฤษพอๆ กับเรา แล้วเค้าดันได้ญี่ปุ่นด้วยเนี่ยะ เราก็จะได้คะเนนน้อยกว่าเค้า แล้วคะแนนทุกข้อก็ต้องมารวมกัน แล้วก็ไปตัดเอากี่คนแรก อะไรอย่างเงี้ยอ่ะค่ะ อยากบอกว่า JALways ให้คะแนนละเอียดมาก ความสวยก็ให้ ความพยามก็ให้ ภาษาก็ให้ บุคลิกก็ให้ ให้ทุอย่าง เพราะฉะนั้นเตรียมตัวให้พร้อม แล้วก็ไม่ต้องไปเกร็งมาก เป็นตัวของตัวเอง เพื่อที่ว่าจะได้ทำงานในที่ที่อยากทำ (และเหมาะสม) ถ้าไม่ได้ JALways อาจจะไปได้ที่อื่นก็ได้ เราก็ต้องมีสติว่าถ้าไม่ได้เราจะทำยังไงต่อไป เราก็ไปสมัครสายการบินอื่น แต่ถ้าไม่มีเราก็ต้องมองอนาคตตัวเองไว้เหมือนกัน ต้องวางแผน ทำอะไรอย่าเข้าข้างตัวเองมาก ถ้ารู้ว่าไม่เก่งอะไรก็พัฒนาให้เก่ง อย่าคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว ถ้าได้ภาษาญี่ปุ่นก็ดีมาก ได้เป็นคะแนนพลัส แต่ก็มีคะแนนอย่างอื่นด้วยนะ ถึงบอกไงว่านี่ก็มีคะแนน นั่นก็มีคะแนน ถึงบอกว่าอย่าเกร็ง ไม่งั้นหัวฟูแย่เลย ใช่ปะ เป็นตัวของตัวเองง่ายสุด อันไหนที่ปรับปรุงได้ก็ปรับปรุงซะ
ถ้าเราเป็นคนร่าเริงก็ยิ้มซะ แค่นั้นเอง ไปแบบเป็นตัวเอง แล้วก็มารยาทสังคมไปฝึกมาด้วย เอื้อเฟื้อบ้าง ไม่ใช่มาฆ่าฟันกัน อย่าไปฟังข่าวลือมาก คิดซะว่าได้ก็ได้ ถ้าไม่ได้ก็ไปเป็นอย่างอื่นซะ ถ้าเราจะได้เป็นเราก็จะได้เป็น ของๆ เราก็คือของๆ เรา เราอย่าเลือกงาน เราเลือกจะเป็นแอร์สจ๊วตได้ แต่สุดท้ายแล้วถ้าไม่มีให้เลือกก็อย่าเลือก ทำอะไรไปก่อนก็ได้ ไว้โตขึ้นจะมีโอกาสเลือกมากขึ้น
ที่สำคัญ งานบริการอย่าสักแต่ว่าดูดีเงินเดือนเยอะ เราต้องพยายามทำให้บรรลุจุดประสงค์ของงานบริการ คือ บริการผู้โดยสารให้ดีที่สุดแล้วก็รักษาความปลอดภัย บริษัทเค้าอยากให้ concern อะไรก็ต้องทำ เพราะบริษัทเค้าคิดคำนวณมาดีแล้ว เพราะฉะนั้นเค้าต้องรู้ดีกว่าเราที่เพิ่งมาทำ จริงปะ ไปอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม ใช่ปะ เค้ามีกฎมีเกณฑ์ยังไงก็ต้องทำ ให้รู้ด้วยว่าเรามาทำงาน ไม่ใช่ชีวิตในมหาวิทยาลัยอีกแล้ว ต้องพร้อมเสมอที่จะเจออะไรก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ต้องซีเรียสมาก ใช้ชีวิตให้ปกติสุขอ่ะคะ ทางสายกลางเป็นจุดที่ทำให้ชีวิตสมดุล พี่ว่าถ้าเตรียมพร้อมก็น่าจะได้ ถ้าพร้อมแล้วไม่ได้ก็ไม่ต้องเสียใจ ก็ต้องทำใจ ง่ายสุด
เพื่อนพี่สมัครไปครั้งที่ 5 แล้วถึงได้ เค้าจะมีคะแนนความพยายามด้วยนะ (อุ้ย ! ตาโตเชียว) แต่ก็มีคะแนนการปรับปรุงตัวเช่นกัน ทุกอย่างมันมีเหตุมีผล อย่าไปตีโพยตีพาย แล้วงานนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะได้ทุกคน กรรมการเป็นคนตัดสินแล้วก็เลือกแล้วว่า คนนี้เป็นคนที่มีประสิทธิภาพ สามารถสั่งสอนให้ไปทำงานบริการได้ ต้องไปขัดเกลา บ่มเพาะอะไรอีกเยอะ เพราะฉะนั้นให้เตรียมความพร้อมไว้เสมอแล้วก็อยู่ในโลกของความเป็นจริง

ทำไมพี่นิดออกจาก JALways แล้วถึงไปจับงานนิตยสารละคะ
พี่ออกจากแอร์ไม่ใช่ว่าพี่สุขภาพไม่ดีแล้วออกเลย ไม่ใช่นะ ตอนที่สุขภาพพี่ไม่ดีพี่ก็คิดไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า จะออกไปทำงานอะไร ทำงาน office ทำร้านเสื้อผ้า ทำ spa แต่มันไม่มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้ คิดไปเรื่อยๆ จนวันนึงพี่เห็นนิตยสารแอร์ในแอร์พอร์ตที่ญี่ปุ่น พี่เห็นมาตั้งนานแล้ว แต่ตอนบินใหม่ๆ ก็ไม่ได้สนใจอะไร ตอนนั้นพี่ก็คิดว่าทำไมไม่มีนิตยสารอย่างนี้บ้างที่เมืองไทย เออ...ก็เลยคิดว่าน่าทำนะ แล้วตอนนั้นนิตยสารแบบนี้ที่บ้านเราก็ยังไม่มีด้วย จะมีก็แบบทหารๆ อ่ะที่มีมาตั้งนานแล้ว จะเป็นพวกเครื่องบินทหาร พี่ก็เลยมีความรู้สึกว่าในบ้านเรามีคนตั้งเยอะที่อยากเป็นแอร์ แอร์ในเมืองไทย สจ๊วต นักบินมีตั้งเยอะ หนังสืออย่างงี้น่าจะทำที่เมืองไทยได้ พี่ก็มีความรู้สึกว่าเมืองไทยยังไม่มีหนังสือแบบนี้ แล้วตอนที่พี่สมัครแอร์ก็แทบจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสายการบินอะ เออ...ถ้าทำคนมันต้องอ่านเยอะแน่เลย เพราะตอนนั้นนะคนไทยก็จะรู้ว่ามีสายการบินนี้นะ แต่ลึกกว่านั้นคนไทยไม่รู้อะไรเลย ค่อนข้างจะห่างเหินมากในความรู้สึกของพี่นะ ก็เลยคิดว่า ทำหนังสือแบบนี้ดีกว่านะ ทั้งๆ ที่ทำหนังสือไม่เป็นนะ นิตยสารเล่มนึงทำยังไงพี่ก็ไม่รู้ เออ...แล้วก็ได้ยินมาว่ามันทำยาก พี่ทำไม่เป็นแล้วพี่ก็ดู อือ ! มีโฆษณานะ คงจะให้เค้ามาลงโฆษณาต่อเล่มนะ เป็นรายได้ มีราคา นี่คือรายได้ พี่ไม่รู้เลยว่ามันมีอะไรบ้าง แต่ก็ศึกษาเองไปเรื่อยๆ เปิดๆ ดู อ๋อ ! มีผู้แทนจำหน่าย อ๋อ ! มีโรงพิมพ์ เราก็จะแบบ...อ๋อ ! มีแบบนี้ แล้วเราจะต้องจ้างใครบ้างนะ แล้วก็ list เหมือนเรียนด้วยตัวเองมั๊ง จะให้หาคนที่ทำนิตยสารเราก็ไม่รู้จักอ่ะ ก็เหมือนอยากเป็นแอร์เงี้ย อยู่ๆ เราจะหาคนที่เป็นแอร์มา มันก็ไม่ได้หาได้ง่ายๆ นะ แล้วพี่ก็ไม่ได้เป็นคนในแวดวงหนังสือ จะถามคนนั้นคนนี้ก็ไม่ได้ แล้วพี่ก็ต้องบินด้วย เวลามีไม่มากเท่าไหร่ เวลาที่บินพี่ก็จะคิด หนังสือของเรา theme จะเป็นยังไงนะก็จะ list ไปเรื่อยๆ จดไว้ theme ควรจะเป็นอย่างงี้นะ ปกควรจะเป็นอย่างงี้นะ ก็จดๆ ไว้ มีนั่นมีนี่นะ พอคิดได้ทั้งเล่มแล้วเราก็จะคิดว่ามันคงจะทำได้นะ เออ...น่าจะได้นะ พี่ก็จะวาดฝันอีกแล้ว เด็กอ่ะ วาดฝันเห็นแต่ข้อดีสไตล์เดิม เหมือนตอนที่อยากเป็นแอร์ ข้อเสียนี่ไม่เคยเห็น ไม่เคยคิดในหัวเลย แล้วพอมาทำ คิดว่ามีสายการบินทั่วโลก ต้องมีบ้างหล่ะที่มาลง ad กับเรา อุ้ย ! อย่างงั้นอย่างงี้ คิดแต่ข้อดีให้กับตัวเอง แล้วพี่ก็หาโรงพิมพ์ นั่นๆ นี่ๆ ไปเรื่อยๆ ทุกอย่างก็ศึกษาตอนที่ได้ทำจริงทั้งนั้นเลย ติงต๊องมากเลย มันจะต้องมีฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ (เอ้า ! ขำใหญ่เลย พี่นิด)
ตอนแรกพี่ออกมาทำ Take Off เพราะออกจากงานแอร์แล้วอยากมีงานรองรับ แล้วก็อยากให้คนไทยรู้ว่า สายการบินเป็นยังไง คนจะคิดแต่ว่าแอร์ สจ๊วต นักบิน จบ จริงๆ แล้วธุรกิจการบินเป็นอะไรที่ซับซ้อนมาก มีเรื่องราวเคลื่อนไหวเยอะ พี่คิดว่า หนังสือแนวนี้ คือ 1. คนอ่านได้ประโยชน์ 2. คนในแวดวงก็ได้ประโยชน์ และ 3. คนที่อยากเข้ามาก็จะได้ประโยชน์ อย่างน้องเนี้ย ถ้าน้องๆ รู้ข่าวว่าสายการบินมีความคืบหน้าอะไร อย่างน้อยไปสัมภาษณ์ก็ยังตอบได้ เช่น ทำไมอยากทำกับสายการบิน A เพราะสายการบิน A มั่นคงและมีชื่อเสียงค่ะ แต่ถ้าเราได้รู้ข่าวว่าสายการบิน A เคยแจกทุนการศึกษาให้เด็ก, สายการบิน A เคยพาเด็กไปขึ้นเครื่องบิน, สายการบิน A เคยทำกิจกรรมเพื่อคนพิการ เราสามารถเอาตรงนี้มาตอบตอนสัมภาษณ์ได้ว่า ชอบสายการบินนี้เพราะ...มี campaign เกี่ยวกับเด็กๆ ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสังคมด้วย ไม่ใช่แค่ธุรกิจอย่างเดียว ซึ่งพี่เชื่อว่าเป็นคำตอบที่ดูดีกว่า เป็นคนที่ดูมีความรู้ เพราะพี่เชื่อว่า ณ ตอนที่พี่สัมภาษณ์คำถามนี้พี่ก็เจอตอนสัมภาษณ์ JALways เหมือนกัน พี่ก็ตอบไป คือเราก็ต้องยายามติดตามข่าวเค้าบ้าง ต้องมีการเตรียมตัว พี่เคยเห็น JALways จัดกลอนไฮกุคอนเทสต์ พี่ก็ตอบไปเนี่ยะ พี่เคยอ่านเจอในหนังสือพิมพ์ให้เชิญชวนเด็กไทยเขียนกลอนไฮกุ พี่เลยตอบว่า พี่ชอบที่สายการบินนี้มีการ concern เกี่ยวกับ children campaign ไม่ใช่แต่ business only โห ! กรรมการยิ้มหน้าบาน พี่เลยรู้ว่าพี่ได้ จริงๆ ถ้าเกิดว่าเราเตรียมตัวมาดี เรารู้เลยว่ากรรมการชอบหรือไม่ชอบ พี่ก็เลยคิดว่านี่เป็นประโยชน์อย่างนึงที่น้องๆ น่าจะได้รับ ไม่ใช่เฉพาะที่จะเป็นแอร์สจ๊วต จะทำงานใน airline หรืออะไรก็ตาม คุณต้องมีความรู้มาบ้าง ไม่ต้องรู้ทุกอย่าง แต่ให้รู้บ้างให้ตอบคำถามแล้วออกมาในเชิงสร้างสรรค์ ให้ตอบออกมาฟังแล้ว อืม !... คนๆ นี้มีการเตรียมความพร้อมมาบ้าง แต่ไม่ใช่การท่องนะ พี่ก็เลยคิดว่าหนังสือนี้น่าจะเป็นประโยชน์
แล้วตอนนั้นพี่ก็อายุยังน้อยพี่เลยไม่คิดอะไรมากมั๊ง ตอนนั้นเงินเก็บก็น้อยนะ ยังไม่พอค่าพิมพ์เลย ไม่รู้เหมือนมันอยากทำอ่ะ ตื่นนอนมาก็คิดเรื่องหนังสืออยู่ในหัว เหมือนเป็นช่วงชีวิตเราที่จะต้องเปลี่ยนงานแล้วเราต้องทำงานเนี้ยะอ่ะ มันเหมือนมีคนกำหนดให้เราเป็น พี่คิดมาตลอดเลยว่า เราต้องทำหนังสือให้ได้ ยากแค่ไหนพี่ก็จะดิ้นรนฟันฝ่านะ พี่ก็เลยได้เริ่มเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ได้เริ่มทำ ไปๆ มาๆ หลายคนคิดว่า การทำนิตยสารกับการเป็นแอร์ยังอยู่ในวงการเดียวกัน แต่จริง ๆ ต่างกันมากเลย มันเป็นคนละด้านมากกว่า
พี่นิดรู้ข่าวคราวพวกสายการบินแล้วเอามาลง Take Off ได้ยัไงคะ เก่งจัง เป็นอับดุลเหรอคะ
ข่าวคราวตอนแรกๆ ก็มาจากการที่พี่ส่งจดหมายขอเข้าไปสัมภาษณ์เลย เช่น ผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน ซึ่งแทบจะไม่มีใครรู้จักเลยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ขอสัมภาษณ์ฝ่าย ticketing ของ Emirates เนื้อหาก็ประมาณงานเค้าที่มาที่ไป คิดดูดิ จดหมายพี่ก็ใส่ซองติดแสตมป์ ติงต๊องมากเลย (ขำอีกละ) แต่จริงๆ มันควรจะแฟ็กซ์เข้าไปมากกว่า เพราะพี่เป็นแอร์หลังจากเรียนจบ พี่เลยไม่รู้สายงาน office ว่าจริงๆ แล้วต้องทำแบบนั้นแบบนี้ ตอนนั้นพี่ก็สัมภาษณ์เองเลย ค่อนข้างสมบุกสมบัน คิดอะไรก็ทำ เรียนรู้ด้วยตัวเองมากๆ แรกๆ พี่ก็ทำคอร์ลั่มทิ้งเอาไว้ก่อน ไม่ได้ปรึกษาใครเท่าไหร่แล้วเราก็ไม่รู้จักใคร ก็เลยต้องลองผิดลองถูกเอาเอง ตอนแรกยังไม่มี office เลยด้วยซ้ำ
จริงๆ แล้วการทำนิตยสารเค้าก็จะทำไว้ล่วงหน้า 4-5 เดือน เชื่อมั๊ย ! พี่ทำเล่มแรกเสร็จก็จะออกเลย พี่ก็ไม่รู้อะไรเลย ในความรู้สึกพี่ พี่ไม่รู้เลยว่านิตยสารต้องเป็นแบบนี้ พี่นึกภาพไม่ออก พี่เองเป็นคนสร้างภาพขึ้นมาเองด้วยซ้ำว่า นิตยสารต้องอย่างงี้ๆ แล้วพี่ก็ลอง พี่เลยทำไปเล่มนึงแล้วก็ออกเลย แล้วไหนจะปกอีก ปกแรกเป็นการบินไทย พี่ก็ทำเรื่องไปขออีก เค้าก็งงอีก หนังสือคุณแนวไหนเหรอ แล้วก็ให้พี่ส่งรายละเอียดทุกอย่างของหนังสือไป พี่ก็ส่งไป แล้วก็ไม่รู้อีท่าไหน เค้าก็ให้มาลงปก แล้วพี่ก็คิดว่าคนไทยก็รู้จักแต่การบินไทยอ่ะก็เลยคิดว่า คนน่าจะ get idea ว่าหนังสือนี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับ airlines แต่พอจริงๆ แล้วคนกลับไป get ว่าเป็นหนังสือสวัสดี (เวรกรรม) เออ ! ก็ปวดหัวอีก แต่ไม่เป็นไรมีหัว take off คนก็เริ่มทำความเข้าใจว่า ไม่ได้ทำให้เฉพาะการบินไทย พี่เป็นนิตยสารเอกชน ลงให้ทุกๆ สายการบิน
ส่วนเรื่องข่าวคราวความเคลื่อนไหวของสายการบินเนี้ย ทำใหม่ๆ เราก็ต้องโทรไป มีข่าวอะไรมั๊ยคะ อย่างงั้นอย่างงี้ ตอนแรกก็โทรไป ก็พยายามโทรถามหลายที่ มีอะไรอยากจะ promote ส่งมาได้นะคะ แรกๆ ลำบากมาก เพราะเค้ายังไม่รู้จักเรา ยังไม่ get idea ว่าเราทำหนังสือแนวไหน แต่เค้าก็จะยังงงว่าเราทำให้ใคร ทำเพื่ออะไร เราก็ต้องมาอธิบายว่าเป็นอย่างงี้ๆ จนออกไปซัก 2 เล่ม เล่มแรกคนก็เริ่มส่งข่าวมาให้แล้ว เริ่มมีข่าว แต่พอทำไปนานๆ เค้าก็จะเริ่มส่งข่าวมาให้ แฟ็กซ์มาให้ ทุกวันนี้ก็จะเริ่มมีจดหมายให้ไปงานนู้นงานนี้ พี่ก็จะรับจดหมายเยอะมาก เพราะว่าเราก็พยายามสร้างขึ้นมา เราเป็นหนังสือ independent นะ คุณก็จะเห็นว่าทุก airline สามารถมาลงปกกับเราได้นะ แล้วก็...เค้าก็จะรับรู้ว่าเราเป็นแนวไหน เพียงแต่ว่า...คือ เวลาทำสนุก แต่ว่าเงินทุนในการพิมพ์เยอะมาก แต่ก็สนุกดี เครียดๆ ดี (ซาดิสก์เหรอคะพี่นิด)
พี่นิดหานักเขียนมาได้ไงคะ
นักเขียนก็เริ่มต้นจากการจ้างคอลัมนิสต์ก่อน เป็นเพื่อนพี่เอง แต่ไม่ได้เป็นแอร์ พี่ก็พยายาม brief ให้พวกเค้าฟัง
ทำไมพี่นิดไม่ชวนเพื่อนๆ ที่เป็นแอร์มาช่วยเขียนละคะ
เพราะพี่รู้ life style ของเค้าไงคะ พวกแอร์เค้าจะไม่ค่อยอยู่เมืองไทย แล้วพวกแอร์ กลับมาเมืองไทยทีไรก็ต้องไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ บัตรเครดิต ไหนจะให้เวลาครอบครัว เวลาแฟนอีก มันไม่มีเวลามาช่วยพี่หรอก คือ มันเป็นบางธุรกิจเท่านั้นที่บินไปด้วยทำไปด้วยได้ แต่ในส่วนของนิตยสารเราต้องทุ่มเทกับมัน เพราะพี่กว่าจะสร้างมันให้คนรู้จักก็ไม่ใช่ง่ายๆ ก็อย่างที่เล่าให้ฟัง จากที่พี่ไม่รู้อะไรเลย พี่ก็พยายามเรียนรู้ เริ่มจากลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ อย่างน้อยพี่ก็เชื่อ มันก็สนุกดีอ่ะ ได้อีกแบบนึงที่มันๆไม่เหมือนแอร์เลย อะไรอย่างเงี้ย มันเหนื่อยกว่าแอร์เยอะ และไม่ใช่ว่าหนังสือที่พี่ทำจะต้องเป็นคนวงในมาทำเท่าไหร่ เวลามีงานแถลงข่าวสายการบินก็ไม่จำเป็นต้องเป็นวงในเสมอไปก็ได้ ใช่ปะ แค่เค้ามีเวลาทุ่มเทให้กับงานนิตยสารเต็มที่ดีกว่า ถูกมั๊ยคะ เอาเค้ามาอยู่ประจำแล้วทำคอร์ลั่มตามข่าวดีกว่า ส่วนพวกคนใน airlines เนี้ยะ จะให้มาเขียนคอร์ลั่มประจำส่งให้เราเดือนละครั้งก็พอ คุณไม่ต้องสละเวลามานั่ง office หรือวิ่งข่าว พี่ก็เลือกคนที่มีเวลา มีความรับผิดชอบมาเขียนคอร์ลั่มตรงนี้ให้ได้ แต่ต้องเอาคนที่เป็นผู้รู้นิดนึงเข้ามาเขียน หลายๆ คนจะเป็นคนที่เสนอตัวเข้ามาเขียนเองจะเยอะ เยอะมาก จนทุกวันนี้เค้ามาเขียนงานให้พี่ อยากบอกว่าคนที่สนใจงานทางด้านการบินมีเยอะมาก หรือว่าแวดวงการบินมีเยอะมาก ทำหนังสือแล้ว feedback ดีมาก (ดีจังเลย จะได้มีกำลังใจ)
อยากให้ใครอ่าน Take Off บ้างคะ
คนที่อ่านต้องเป็นคนที่ให้ความสนใจทางด้านนี้ ต้องเป็นแฟน ถ้าไม่ใช่คนในแวดวงก็ต้องเป็นคนที่อยากจะเข้ามาในแวดวงนี้ เพราะฉะนั้นมันมีข้อจำกัดเยอะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพี่ว่ามีคนสนใจเยอะนะ เพราะไม่งั้นคงไม่มีคนทำตามออกมา แต่พี่ว่าดีนะถ้าทำออกมาแล้วดี จะได้เป็นแรงผลักดันให้ทุกๆ เล่มพยายามพัฒนาเนื้อหาให้ดี พี่จะชอบ เพราะจะทำให้คนอ่านได้อะไรที่ดีที่สุด สำหรับพี่แล้วทำแล้วมันสนุก ทำให้รู้อะไรแปลกๆ ดี ถึงบางทีก็เซ็งบ้างเรื่องเงิน แต่มันก็เลยจุดที่ว่าทำเพื่อเงินมาแล้ว ตอนนี้คือเข้าใจหมดแล้วว่า จริงๆ มันคืออะไร รู้แล้วว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร ไม่ได้หลงทางเหมือนเมื่อก่อน กลายเป็นว่าตอนนี้พี่อยากทำหนังสือก็จบ ก็พบ จริงๆ นะ ถ้าเราได้ค้นพบตัวเองเมื่ออายุยังน้อย มันจะทำให้เราเดินทางไปในที่ที่เราอยากไป ไม่ทำให้เราหลงไปกับอะไรๆ ไม่อ้อมนัก มันก็แล้วแต่คนนะ แต่สำหรับพี่พี่รู้แล้วว่าต้องการอะไร ชีวิตนี้ต้องการอะไรแค่ไหน คือ พี่รู้หมดแล้ว เพราะว่าตอนเป็นแอร์พี่ก็พยายามดิ้นรนหาคำตอบ พอมาทำหนังสือพี่ก็ได้คำตอบมากขึ้น อือ...ก็เลยรู้แล้ว การที่เราเจอความทุกข์มาเยอะๆ มันก็จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น สิ่งที่อยากรู้ก็ต่อเมื่อลองทำไปแล้ว แล้ว feedback กลับมาดี กลุ่มคนอ่านกว้างมาก พี่ก็ต้องกลางๆ กับคนดูทุกกลุ่ม จะไปด้านใดด้านหนึ่งก็ไม่ได้ ต้องแฟร์กับทุกๆ คน ต้องกว้างเข้าไว้ ทุกๆ คนจะได้อ่านได้

คราวนี้ถึงคราวเป็นบก.บ้าง พี่นิดได้อะไรจากการทำ Take Off บ้างคะ
ที่พี่ทำมา 2 ปี พี่ก็ยังใช้เงินตัวเองพิมพ์มาตลอด แต่ว่าที่ยังทำอยู่ก็เพราะว่า ทำแล้วมันก็รักนะ เพราะมันเป็นของที่เราสร้างมากับมือ แบบว่า...ไม่มีใครทำแล้วอยากเลิกหรอก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพี่ก็คิดว่ามันน่าจะดีขึ้น พี่จึงยอมที่จะเอาเงินตัวเอง support ไปก่อน คือ ทำแล้วมันมีความสุขนะ มีคน mail มา ชอบหนังสือเรา มีคนโทรมาก็มี คือ มันมีทุกวันอะนะ โทรศัพท์ e-mail เนี่ยะ โทรศัพท์นี่ก็จะเยอะมาก ชอบอย่างงั้นอย่างงี้ ทำไอ้นี่ซิคะ เป็นอะไรที่แบบ...พอเราท้อๆ เราก็เอามาคิดได้ว่า มันก็มีคนที่ชอบหนังสือเรานะ แล้วยอดขายเราก็ดีขึ้นตลอด เราจะไปคิดอะไรมาก อย่างพี่เนี่ยะ ตอนแรกๆ พี่ทำหนังสือจนขาดทุน พี่ก็เคยคิดว่า เราจะทำทำไมเนี่ยะ คือแบบ...เพื่ออะไร เงินตั้งเยอะเราจะเอามาทำตรงนี้ทำไม เก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัวดีกว่านะ อย่างที่บอก มันก็แบบ...ผูกพัน มีคนโทรมา มีอะไรหลายๆ อย่าง ก็ลองทำไปเรื่อยๆ ก่อนก็ได้ คือ อาจจะใช้เงินตัวเองเยอะหน่อย ลอง support ด้วยตัวเอง แต่เราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ แล้วก็ได้ทำในสิ่งที่คิดว่า มันน่าจะเป็นประโยชน์ต่อใครอีกหลายๆ คน ก็ในเมื่อเราทำแล้วก็อย่าท้อแท้ง่ายๆ ในเมื่อเราเจอปัญหา อย่าคิดแต่ว่าไม่กำไร ไม่ทำแล้ว ไม่ดีอย่างงั้น ไม่ทำละ เราอย่าไปคิดอย่างงั้น เงินพี่ใช้ไปเยอะ แต่พี่ก็คิดว่า เงินจะหาเมื่อไหร่ก็หาได้ถ้าอยากจะหา เออ...แต่ว่าอย่างประสบการณ์ในการทำหนังสือก็ทำให้พี่ได้คิดอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ได้หาได้ง่ายๆ แล้วก็ทำไปมันก็มีความสุขดี ตอนทำมีความสุขมาก แต่ตอนจ่ายเงินนี่ปวดหัวสุดๆ เลย (ยาดมค่ะ ยาดม) ตอนนี้พี่ชิน ตอนแรกๆ พี่จะรู้สึกว่า เงินมันเยอะมากเลย ทำไมมันไม่ได้กำไรซักที ทำไมฉันต้องมาใช้เงินเก็บด้วยนิ ใจมันไปแล้ว มันอยากทำ มันไม่มีหนังสืออย่างนี้ในเมืองไทย พี่ไม่อยากให้มีแต่หนังสือแฟชั่น หนังสือดารา มันมีคนทำดีได้เยอะแล้ว แล้วมันก็เป็นธุรกิจที่ทำเงินให้ใครต่อใครหลายๆ คนเยอะแล้ว แต่หนังสืออย่างนี้ที่มีประโยชน์ต่อใครหลายๆ คนอีกจำนวนมากโดยเฉพาะน้องๆ เนี่ยะ พี่เชื่อว่ามีประโยชน์ ตอนแรกพี่ก็ไม่คาดคิดนะว่ามันจะมีประโยชน์ขนาดนี้ มีน้องๆ หลายคนนะที่ใช้หนังสือพี่เป็นแรงบันดาลใจในการเป็นลูกเรือ เป็นนักบิน ซึ่งพี่ค่อนข้างดีใจมาก ดีใจสุดๆ ที่ว่า เมื่อเวลาเค้าได้ไปถึงที่เค้าฝันเนี่ย มีเราเป็นส่วนหนึ่ง มันอาจจะดูน้ำเน่า แต่ความรู้สึกพี่อย่างน้อยเค้าก็เคยเห็นเราเป็นที่ที่หนึ่งที่ใช้เติมเต็มฝัน พอเค้าได้แล้วพี่มีความรู้สึกว่า ดีใจด้วยในความตั้งใจ ในความพยายาม เพราะพี่เคยสมัครเป็นแอร์ รู้ว่ามันต้องใช้ความพยายาม ความตั้งใจขนาดไหน ไม่มีหรอกที่ว่า ที่สมัครไปแล้วฟลุคแล้วได้เลย ไม่มี ที่หลายคนบอกว่าได้เพราะฟลุคไปดู background เค้าซิ เป็นเด็กเรียนดี เป็นเด็กบุคลิกภาพดี ไปดูเลยว่าภาษาอังกฤษเค้าดี ไม่มีใครอยู่ๆ แบบ no nothing แล้วได้ ไม่มีหรอกค่ะ อย่างน้อยเค้าก็ต้องมีพื้นฐานที่ดี แล้วที่พี่ไม่อยากเลิกก็เพราะเหตุผลนี้ด้วย ไม่รู้ซิ ลูกเรือก็อ่านเยอะ แล้วยิ่งนักบินก็ค่อนข้างเยอะ ถึงแม้เดี๋ยวนี้จะมีคู่แข่ง แต่ Take Off ก็คือ Take Off ถึงบางคนจะบอกว่าซื้อแล้วไม่คุ้มค่า แต่อย่างน้อยทุกเดือนมีคนโทรมา mail มา เพราะเค้ารู้สึกว่า คุ้มค่า บางทีเด็กๆ ความฝันเค้าค่อนข้างบริสุทธิ์ เค้าไม่เหมือนผู้ใหญ่ที่ปรุงแต่งเยอะ เค้าก็จะคิดในแง่ผลประโยชน์ แต่เด็กๆ เค้าไม่มีหรอก จริงๆ ยังมีเด็กบางคนเลยที่โทรมา แบบว่าไม่รู้อะไรเลย มีแม่โทรมาก็มีอยากให้ลูกเป็นแอร์ บางทีเราก็แบบว่าช่วยอะไรได้ก็ช่วย ก็จะทำมันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกว่าไม่อยากทำแล้ว พี่เป็นแอร์แล้วพี่มาทำหนังสือมันทำให้พี่เรียนรู้งานด้านอื่นๆ ของ airline มากขึ้น เหมือนจะเรียนรู้ไปกับคนอ่าน เพราะพี่ไม่ใช่กูรู รู้ทุกอย่างนะ (นึกว่าเป็นกูรูซะอีก) แล้วก็ทำเมื่อพร้อม ตอนนี้ก็รู้แล้วว่า อย่าผลีผลามเหมือนแต่ก่อน (สมัยยังสาวใช่ม้า)
ถามขำๆ นะคะ ถ้าเลือกได้พี่นิดอยากกลับไปเป็นแอร์อีกรึป่าวจ๊ะ
เฉยๆ นะ เคยเป็นแล้ว แล้วก็พี่ตัดสินใจออกมาแล้ว ก็อย่าไปโหยหา พี่เห็นอาชีพนี้มาหลายด้านแล้ว แต่มันก็เป็นกำไรชีวิตนะ กำไรสุดๆ ทำฝันให้เป็นจริงได้ ทำให้พี่สามารถทำหนังสือแนวนี้ได้ เพราะอาชีพนี้ไม่ใช่ว่าคนทั่วๆ ไปจะทำได้นะ ทุกวันนี้ทำงานหนังสือมีความสุขดี วันนี้ของพี่ดีกว่าเมื่อวาน ถ้าพร้อมก็ค่อยทำ แล้วถ้าทำก็ทำให้ออกมาดี แค่นั้นเอง (คมมาก ! บาดคอเลยคะ)
บทส่งท้าย
ว้า ! คงต้องลาพี่สาวแสนสวยใจดีคนนี้ซะที รบกวนพี่สาวมานานมากแล้ว ลานะค้า ขอบคุณมากๆ ที่สละเวลามาคุยด้วย เป็นพระคุณอย่างยิ่งคะ จ้ะ อย่าลืมแวะมาหาบ้างนะ เหมียว เหมียว คาบข่าวไปบอก myold ที่เคารพรักดีกว่า แถมน้องๆ ในเว๊บไซด์คงเอาไปใช้ประโยชน์ได้โขเลย ไม่มากก็น้อยแหล่ะ เพราะประสบการณ์ดีๆ จากคนที่เป็นแอร์แล้วผันตัวเองมาเป็นบก. ไม่ได้หากันง่ายๆ เนอะ อืม...เจ๋งเป้ง ! เป็นความคิดที่ดีมั่กๆ งั้นไว้เจอกันคราวหน้านะจ๊ะเด็กๆ กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง

เรื่องโดย แมวเด็ก for www.thaicabincrew.com
© 2006 All Rights Reserved 25apr06