ถ้าพูดถึงสายการบิน Royal Jordanian คงจะมีหลายคนที่ไม่รู้จัก รวมทั้งตัวเราเองด้วย (ก่อนจะสมัครน่ะ อิอิ) ตอนนั้นมีเพื่อนส่งประกาศรับสมัครในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post มาให้ดู ก็เพื่อนที่รู้จักในเว็บนี้แหละค่ะ ก็เลยลองไปสมัครดู เอาApplication letter, Resume ,Transcript ,สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน แล้วก็รูปถ่ายสองนิ้วกับเต็มตัว ไปที่ออฟฟิศของสายการบินตรงตึกซีพีทาวเวอร์ชั้นสาม

หลังจากนั้นประมาณอาทิตย์เดียว ก็ได้รับโทรศัพท์ให้ไปสัมภาษณ์ ที่โรงแรมโซฟิเทล เป็นการสัมภาษณ์เดี่ยวค่ะ มีกรรมการสี่ท่าน Head of Human Resources, Head of Inflight Services, Grooming Manager และ Bangkok Station Manager ตำแหน่งใหญ่ทั้งนั้นเลยค่ะ ตอนแรกก็จะเป็นการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง แล้วก็ให้ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก จากนั้นก็เดินให้กรรมการดู รวมทั้งขอดูมือและแขนด้วยค่ะ แล้วเค้าก็จะเชิญให้นั่งตรงเก้าอี้ที่ตั้งไว้ตรงกลางห้อง

จากนั้นก็เป็นการสัมภาษณ์ แต่ละคนก็โดนถามแตกต่างกันไป ถ้าใครผ่านรอบนี้ เค้าก็จะให้แฟ้มเอกสารเป็นตัวอย่างสัญญาว่าจ้าง ข้อมูลคร่าวๆของประเทศจอร์แดนรวมทั้งรายละเอียดของการเทรน และต้องมาสอบข้อเขียนภาษาอังกฤษในวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้นเค้าก็ให้คนที่ผ่านสอบข้อเขียน ดูวิดีโอ และแจกแฟ้มเอกสารเกี่ยวกับประเทศจอร์แดน แล้วต้องไปเตรียมเอกสารต่างๆ เช่นเอาสูติบัตรและทะเบียนบ้านไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ ใครที่ยังไม่มีพาสปอร์ตก็ต้องรีบไปทำตอนนี้ ต่อจากนั้นประมาณหนึ่งเดือน ก็ได้รับตั๋วเครื่องบินแล้วก็เดินทางไปยังจอร์แดน

พอมาถึง ทางสายการบินก็ให้พวกเราพักที่โรงแรมตลอดช่วงเทรน นอนพักกันคืนนึง วันรุ่งขึ้นเค้าก็มารับพวกเราไปทัวร์เมืองอัมมาน วันต่อมาก็ไปตรวจร่างกาย แล้วก็รับประทานอาหารร่วมกับ President & C.E.O. หลังจากนั้นก็เริ่มไปเทรนโดยที่นี่จะแบ่งการเทรนเป็นสองช่วง ช่วงแรกคือ Service Training ก็เทรนเกี่ยวกับการบริการผู้โดยสาร ฯลฯ มีการฝึกกันจริงๆ ในห้อง mock-up พอเทรนช่วงนี้จบ ก็จะได้ขึ้นบินเป็น Service Trainee ไปไฟลท์ละหนึ่งคน รับผิดชอบเฉพาะ service จะไม่ได้ cover emergency position (อย่างเวลานั่ง jump seat ก็จะไม่ได้นั่งคนเดียว ไม่นั่งริมประตู หรือไม่ก็ไปนั่งที่ท้ายเครื่องใน galley ไปเลย ถ้าเป็นเครื่อง Airbus A340)

ประมาณหนึ่งเดือนหลังจากนั้นก็กลับมาเทรนช่วงที่สองก็คือ Emergency Training รวมทั้ง First-Aid ด้วย เรียนเกี่ยวกับเครื่องบินรุ่นต่างๆ ที่บริษัทใช้ มีอุปกรณ์สำคัญๆ อยู่ตรงไหนบ้าง และมีการฝึกปฏิบัติใน Simulator มีการอพยพผู้โดยสาร การโดดสไลด์ การดับไฟ ฯ รวมถึงการเป่าปาก ช่วยหายใจ ประมาณนี้อะค่ะ พอเรียนจบเรื่องนึงก็มีสอบทีนึง สอบบ่อยมาก แต่ทุกคนก็ผ่านกันมาได้ค่ะ แล้วก็ต้องหาบ้าน ที่นี่ต้องเช่าบ้านเองนะคะ แต่ก็ดีตรงที่เราได้อยู่กับเพื่อนๆ คนไทย อยู่กันกี่คนก็ได้ และมีรถรับส่งจากที่พัก ไปยัง crew center ให้ด้วย หลังจากนี้ทางบริษัทก็ให้กลับบ้าน เป็น Baggage Leave ให้กลับไปเจอครอบครัว ไปขนข้าวของมาอีกรอบ

กลับมาก็บินเป็น Safety Trainee เวลาไปบินทุกไฟลท์ จะมีการ Evaluate โดย Supervisor หรือ QCI (Quality Control Inspector) ถามเกี่ยวกับเรื่อง Emergency และประเมินว่าผ่านหรือไม่ ก่อนจะไปบินก็ต้องอ่านหนังสือ ทบทวน ต้องจำให้ได้ทุกอย่าง นับจากวันที่ sign contract ครบหกเดือน ทางบริษัทก็จะจัดการให้ไปทำ US Visa หลังจากนี้เราก็จะได้บินไปอเมริกา พอครบหนึ่งปี ก็จะได้ไปเทรน First Class Course

ถ้าถามว่าที่นี่ดีไหม ก็ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของแต่ละคนนะคะ แต่สำหรับตัวเองแล้วโอเคนะ ได้ไฟลท์กลับบ้านประมาณเดือนละครั้ง เพื่อนๆ และรุ่นพี่ทุกคนก็น่ารัก เมืองก็เงียบสงบ อากาศไม่ร้อนเท่าประเทศแถบกัลฟ์ แต่หน้าหนาวอากาศหนาวมากๆ มีหิมะตกด้วยล่ะ


เมืองแขกก็มีหิมะตกเหมือนกันแฮะ

แล้วได้บินไปหลายที่ มีทั้งที่เป็น roundtrip (ไปแล้วกลับเลย) และที่ไปค้างเช่น London ,Paris ,Amsterdam ,Madrid ,Shannon ,Dubai ,Doha ,Abu Dhabi ,Jeddah ,Beirut ,Casablanca ,Colombo ,Delhi ,Kuala Lampu ,Bangkok ,New York ,Chicago แต่ขอบอกว่าเหนื่อยมาก บางทีบินติดกันทุกวัน เพิ่งจะลงจากไฟลท์ตอนกลางคืน สี่ ห้าทุ่ม พรุ่งนี้ก็ต้องไปอีกแล้ว หรือถ้าไป ชิคาโก ก็บินเกือบ14 ชั่วโมง ผู้โดยสารเต็มตลอด เด็กก็เยอะ ลงจากไฟลท์ทีแทบหมดแรง และช่วงพิธีฮัจญ์ที่จะมีชาวมุสลิมทั่วโลกเดินทางไปยังประเทศซาอุดิอาระเบีย เอ้อเฮอ... แต่ทุกที่ก็ต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสียแหละค่ะ ว่าแล้วก็ตั้งใจทำงานเก็บเงินต่อไปดีกว่านะ

มีอะไรเพิ่มเติมจะมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังอีกนะคะ ตอนนี้บ๊ายบายก่อนค่ะ



โดย Tidty © 2003 All Rights Reserved