คุณเบื่อมั้ยกับการลางาน แต่งตัว ทำผมครบเซทออกจากบ้านซ้ำๆ ซากๆ อ๊ะๆ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า TV Direct จะมาเสนอเครื่องกำจัดไขมันส่วนเกินหรือเข็มขัดรัดหน้าท้องเสริมความมั่นใจ เกริ่นมานี่ก็แค่อยากจะบอกว่า เราเองก็เป็นคนนึงที่เคยรู้สึกเหนื่อย ท้อ เบื่อ ร้องไห้ ดีใจ เสียใจ อดอาหาร เจริญอาหาร หลากอารมณ์มากๆ กับประสบการณ์ทั้ง 7 ครั้งในการสมัครแอร์ คุณไม่ได้อ่านผิดค่ะ 7 ครั้ง ย้ำว่า 7 ครั้ง ไม่มากไม่น้อย แต่ก็เอ็นจอยสุดๆ ค่ะรับรอง
ย้อนกลับไปที่ท่าพระจันทร์ มีเด็กละครคนนึงที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการเป็นแอร์ จนวันนึงเพื่อนเลิฟก็มาชวนไปลงเรียนด้วยเหตุที่ว่าครูใจดี เรียนสนุก แล้วใครล่ะจะกล้าปฏิเสธเกรด A ที่ลอยมาปะทะจังๆ อย่างนี้ จากนั้นความฝันของเด็กตาดำๆ ก็ถูกจุดประกายขึ้นในคลาสเรียนนี้เอง ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเบื้องหลังของเจ้านกยักษ์ที่ลอยอยู่บนปุยเมฆมันจะมีอะไรที่น่าเรียนรู้ขนาดนี้ แต่หลังจากจบคลาสไปแล้ว เด็กปี 3 อย่างเราก็เก็บความประทับใจกับอาชีพนี้ไว้ในลิ้นชักอย่างดี
เมื่อเรียนจบ ก็ลองมาทบทวนตัวเองว่าเราอยากทำอะไรกันแน่ ละครเข้าวินมาเป็นอันดับแรก งานสื่อมวลชนก็ตามมาติดๆ ก็กวาดสมัครงานมันทั้ง 2 สายอาชีพ แต่ไฉนไม่มีเสียงใดตอบกลับมาให้หายห่อเหี่ยวเลย จนวันนึงเพื่อนสมัยมัธยมก็กริ๊งกร๊างมาว่าชั้นได้เป็นแอร์ JALways เว้ย นาทีนั้นเหมือนมีกุญแจบางอย่างที่ไขเปิดลิ้นชักความทรงจำของเราขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง
ไม่รอช้า เรารีบจัดแจงเตรียมใบสมัคร, ถ่ายรูป, สอบโทอิค พร้อมมองหาว่ามีสายการบินไหนที่เปิดรับอยู่ในตอนนั้น แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด คุณๆ คงจำเหตุการณ์นั้นได้ เครื่องบินพุ่งชนตึก World Trade นั่นส่งผลให้ธุรกิจการบินซบเซาลงทันที
เอาวะ ทำไงได้ ก้าวขามาข้างนึงแล้ว จะถอยกลับก็เสียเชิงสาวไทยใจสามวา ระหว่างนั้นก็ลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพนี้ ศึกษาให้จริงจังกว่าที่ได้รับในชั่วโมงเรียน ค้นไปค้นมาก็มาปักหลักที่ thaicabincrew.com นี่แหละ อ่านมันทุกหน้า หาอะไรทำไปพลางๆ จะได้ไม่สำลักฝุ่นตายไปก่อน
แล้วประสบการณ์หฤโหดครั้งแรกของเราก็เริ่มขึ้นเมื่อมีเสียงโทรศัพท์เจื้อยแจ้วต้นสายจาก....

ประสบการณ์บทที่ 1 กับบางกอกแอร์
คุณ LaLaR คะ โทรจากบางกอกแอร์นะคะ จากที่คุณได้ส่งจดหมายมาสมัครงานในตำแหน่ง Cabin Crew ทางเราจะขอเชิญคุณเข้า... ...เหมือนหูอื้อไปชั่วขณะ แต่ยังพอมีสติคว้าปากกาใกล้ตัวมาจดรายละเอียด หลังจากวางหูไป ทำได้ดีฟะ ไปวันแรกเค้าทำอะไรมั่งเนี่ย โอยๆ แย่แล้ว รีบเข้าเว็บบอร์ด TCC เป็นการด่วน
ถึงวันนัดหมาย วันแรกเป็นการเช็ค Grooming เป็นด่านแรก โดนติล้านแปดเลย กระโปรงยาวไปนะ ลิปสติกอ่อนไป เล็บก็สีอ่อนไป แก้มก็อ่อนไป ผมด้านหน้าต้องเก็บขึ้นให้หมดนะ น้ำหนักก็ต้องลดลงอีกนะ (อันนี้ยากที่สุด) ฯลฯ ถึงกับเดินคอตกกลับบ้าน ทำไมมันโหดร้ายนักเนี่ย หมดหวังแหงมเลยอิชั้น
กลับบ้านก็ทำใจไว้อย่างเศร้าๆ ว่าคงไม่รอดแน่ๆ แต่ไม่กี่วันหลังจากนั้นก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น คุณ LaLar ไปสอบข้อเขียนด้วยนะคะ หา !!!!!! มีสอบข้อเขียนด้วยเรอะ พระเจ้ายอด ทำไมมันจอร์จขนาดนี้ -_-
เข้าห้องสอบด้วยสมองอันกลวงเปล่า เปิดข้อสอบเท่านั้นแหละ นี่มันข้อสอบอะไรเนี่ย ชั้นทำแบบทดสอบในหนังสือคู่สร้างคู่สมอยู่รึเปล่า มันเป็นแบบทดสอบทางอารมณ์ ซึ่งเราก็เป็นพวกเพี้ยนๆ อยู่แล้ว ซวยสิคะ แล้วเค้าจะรู้มั้ยเนี่ยว่าชั้นบ้า กลับบ้านด้วยใจที่ห่อเหี่ยวเหมือนเดิม
คิดในใจว่าทำไมการสมัครแอร์มันลำบากขนาดนี้ งานที่อื่นเค้าสัมภาษณ์กันวันสองวันก็รู้ผลแล้ว แต่นี่ยังต้องเจออะไรอีกบ้างก็ยังไม่รู้ชะตากรรมเลย จิตตกไปพลางๆ ระหว่างรอลุ้นผลทางโทรศัพท์ ไม่นานนักโทรศัพท์เครื่องเก่าก็ดังขึ้น พร้อมกับนัดหมายวันสัมภาษณ์ เฮ้ย ! แสดงว่าชั้นผ่านข้อเขียนอ่ะดิ งั้นชั้นก็ไม่บ้าใช่มั้ยย 555 บ้าบอได้ไม่นานก็ต้องเตรียมความพร้อมซักหน่อย แล้วต้องเตรียมไรบ้างล่ะ ลองสืบๆ จากกระทู้ในบอร์ด TCC ก็พอรู้ว่าต้องเตรียมตัวเองเกี่ยวกับประวัติสายการบิน ข่าวสารอะไรเทือกๆ นี้ ทั้งปริ๊นท์ ทั้งซีร็อกซ์ แทบจะแปะฝาบ้านกันเลยล่ะ
ถึงวันสัมภาษณ์ ตื่นเต้นเป็นที่สุด แล้วผลพวงจากการถูกสั่งลดน้ำหนัก ทำให้เรารู้สึกโหวงมากๆ เมื่อเข้าห้องสัมภาษณ์ ปกติในห้องจะมีกรรมการประมาณ 5 คน แล้วกรรมอะไรของเดี๊ยนที่อยู่ดีๆ กรรมการอีก 4 คนกลับรู้สึกหิวข้าวหิวน้ำกันตอนนั้น ชั้นเข้าห้องกรรมการก็ออก ชั้นนั่งสัมภาษณ์กรรมการก็เข้ามาใหม่ สมาธิกับ สติสัมปชัญญะเริ่มร่อยหรอ รู้มั้ยใครเป็นเจ้าของสายการบิน อันนี้เตรียมมาใครจะพลาด บินไปที่ไหนมั่ง เตรียมมาเหมือนกัน แต่ใจสั่นๆ ทำให้ตอบวนไปวนมา ปากเริ่มสั่น ใจเริ่มเสีย และเริ่มตอบแย่ลงๆ นับจากนั้น
เดินคอตกอย่างหมดหวังเป็นที่สุด ตรงดิ่งกลับบ้านพร้อมกับความเครียดเป็นที่สุด จากนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ไม่ดังอีกเลย...
ประสบการณ์บทที่ 2 กับ Asiana
หลังจากกินแห้วไปหนึ่งสวนกับบางกอกแอร์ ก็เหมือนฟ้ายังเห็นใจที่ให้เราได้งานทำในตำแหน่ง Web editor ของเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นก็ยังตั้งหน้าตั้งตาร่อนใบสมัครไปยังสายการบินต่างๆ จน 10 โมงวันอังคาร เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ฮัลโหล คุณ LaLaR ใช่มั้ยคะ โทรจาก Asiana นะคะ คุณมีสัมภาษณ์ตำแหน่ง F/A กับเราวันนี้ตอน 11 โมงนะคะ หา...วันนี้ นี่ก็อยู่ออฟฟิศแล้ว เสื้อผ้าหน้าผมก็ไม่พร้อมเลยซักอย่าง
LaLaR: เอ่อ คือตอนนี้มัน 10 โมงแล้วนะคะ สัมภาษณ์ 11 โมงคงไปไม่ทันจริงๆ
Asiana: ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะที่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เพราะเราเพิ่งทราบว่ายังไม่มีเจ้าหน้าที่โทรนัดหมายกับคุณ LaLaR เราเอะใจเลยลองโทรเช็คกับทางคุณอีกที ถ้ามาไม่ทัน 11 โมงก็มาช่วงบ่ายๆ ก็ได้นะคะ อยากให้มาจริงๆ
เอาก็เอาวะ โอกาสลอยมาแล้ว ไม่คว้าแล้วจะเจ็บใจทีหลัง ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินก้มหน้างุดๆ ไปบอกหัวหน้าว่าขอลางานครึ่งวัน แล้วบึ่งกลับบ้านทันที เอ๊ะ ! แล้วชั้นไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสายการบินนี้เลยนี่นา ทำไงดีล่ะเนี่ย ถึงโรงแรมก็ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง แล้วนั่งรอเข้าห้องเชือด
ที่นี่จะเป็นสัมภาษณ์กลุ่ม คือเข้าทีละหลายๆ คน แล้วกรรมการชาวเกาหลีจะไล่ถามทีละคนๆ เป็นคำถามสบายๆ เช่นถ้าเจอผู้โดยสารลวนลามจะทำไง ทำไมถึงอยากทำงานกับสายการบินนี้ รู้สึกว่าตัวเองไม่กดดันนะคะ แต่ตอบไม่ค่อยดี เพราะตัวเราไม่พร้อมเลย เหนื่อยมากกับการวิ่งกลับไปกลับมาหลายๆ ที่ในวันเดียว ทำให้ต้องนั่งกินหมูกระทะเมืองไทยแก้ช้ำใจไปอีกรอบค่ะ
ประสบการณ์บทที่ 3 กับ JALways
กริ๊งงงงงงง ฮัลโหล ไอ้ LaLaR เร๋อ แกๆ JAL จะเปิดรับแล้วนะ แกสมัครดิจะได้มาบินกะชั้น เพื่อนสาวนางฟ้า JAL ที่เอ่ยถึงตอนต้นโทรมา เออ เมื่อไหร่ล่ะ พร้อมกับจดรายละเอียดต่างๆ ไว้ และเม้าท์กับเพื่อนสาวต่อ
ถึงวันรับสมัคร ล๊อบบี้โรงแรมเต็มไปด้วยสาวงาม คนนู้นก็งาม คนนี้ก็จิ้มลิ้ม เอ้ย อย่ามัวแต่ดูเพลินรีบไปยื่นหลักฐาน แล้ววัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนักก่อน ไม่นานนักขั้นตอนวันแรกก็เสร็จสิ้น เราก็เหลือเวลาให้ยืนชื่นชมความงามของเพื่อนๆ ผู้สมัครไปพลางๆ ก่อนย่ำต๊อกกลับบ้าน
วันประกาศผล ที่นี่เค้าจะแปะผลไว้ที่ตึก JAL (ถนนรัชดา) ติดกับโรงแรม Grand นั่นละค่ะ เอ้ย มีชื่อเราด้วย ผ่านเข้ารอบสัมภาษณ์แล้ว กลับไปเตรียมตัวดีกว่า หลังจากขอคำแนะนำจากเพื่อนเลิฟ ควบคู่กับตำราออนไลน์ TCC แล้วก็พร้อมเข้าสู่สนามรบอีกครั้ง สัมภาษณ์รอบนี้เป็นแบบกลุ่มค่ะ เข้าไปก็จะให้แนะนำตัวต่อกรรมการ 3 ท่าน มีทั้งชาวไทยและญี่ปุ่น จากนั้นก็ทำ group discussion หัวข้อ แฟชั่น ก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า ไม่ได้พูดเยอะ เพราะชิงพูดไม่ค่อยทันคนอื่น จบการ discussion แบบงงๆ จากนั้นกรรมการก็จะถามคำถามอีกคนละ4-5 คำถาม แล้วก็ปิดด้วยคำถามภาษาญี่ปุ่น ทำนองเช็คว่ามีใครฟังออกมั้ย สรุปก็อึ้งกันถ้วนหน้า เพราะหนูฟังไม่ออกเจ้าค่า
รอลุ้นตึ้กๆ จนถึงวันประกาศผลที่หน้าตึกเช่นเคย ที่รักก็อุตส่าห์พาไปดูผล แต่แล้วก็แทบหัวใจสลายอีกครั้ง ครั้งนี้รู้สึกเจ็บๆ ยังไงก็ไม่รู้ ยืนดูผลหน้าตึกแบบใจเต้นสุดๆ หาชื่อตัวเองไม่เจอ มองแล้วมองเล่า ชื่อเราหายไปไหน เดินคอตกขึ้นรถเก็บความรู้สึกสุดๆ แต่พอถูกถามผลเท่านั้นแหละ ต่อมน้ำตาแตกทันที ก้มหน้าร้องไห้ด้วยความรู้สึกว่าชั้นกินแห้วอีกแล้วเหรอ นี่ครั้งที่ 3 แล้วนะ นี่ชั้นคนนี้จะต้องชีช้ำไปอีกกี่ครั้งเนี่ย
พักรักษาแผลใจอยู่นานกว่าจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับ...
ประสบการณ์บทที่ 4 กับการบินไทย
ในที่สุดสายการบินแห่งชาติที่ใครๆ ใฝ่ฝันก็เปิดรับสมัครซะที ตื่นเต้นมากๆ พอถึงวันรับสมัครที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ก็รีบออกจากบ้านแต่เช้า แต่พอถึงโรงแรมเท่านั้นแหละ โอ้โห ไม่เคยเห็นคนในเครื่องแบบ (สมัครแอร์ สจ๊วต) เยอะขนาดนี้มาก่อน คนล้านแปดแน่นเอี้ยด แถวยาวเฟื้อยยยยย (ขอเน้นค่ะว่ายาวจริงๆ) ก็เดินไปหยิบบัตรคิว แต่ก็มีประกาศว่าหมายเลขหลังจาก xxx กรุณากลับมาอีกครั้งตอนบ่าย
เอาก็เอา ไหนๆ ก็แต่งตัวออกจากบ้านแล้ว ก็เลยชวนที่รักไปเดินเล่นเจ๊เล้งฆ่าเวลา กลับมาอีกทีตอนบ่าย ไม่นานนักก็มีเสียงประกาศอีกครั้งว่า หมายเลขหลังจาก xxx วันนี้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถรับสมัครได้จริงๆ กรุณากลับมาใหม่วันพรุ่งนี้
หา !!!! อะไรจะขนาดนั้น แต่ทำไงได้ เพื่ออาชีพ และสายการบินที่ใฝ่ฝันก็ต้องยอมกลับมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น และก็ได้สมัครสมใจหมาย การยื่นเอกสาร ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ก็ต้องกลับบ้านมารอฟังประกาศผลในรอบแรก
กด refresh หน้าเว็บจนมือหงิก แล้วก็ได้หายใจทั่วท้องเมื่อเห็นชื่อตัวเองอยู่ในกลุ่มผู้ผ่านเข้าสู่การสอบข้อเขียน ....ใช่แล้วค่ะ สอบข้อเขียน 4 วิชา คือภาษาอังกฤษ, ความรู้รอบตัว, Aptitude Test และ Attitude Test ตายละสิ หลังจากเรียนจบมา สมองก็ไม่ได้รับวิชาการใดๆ เพิ่มมาเป็นเวลานานแล้ว ต้องปัดฝุ่นจัดระเบียบตัวเองครั้งใหญ่เลยเรา แล้วจะเริ่มอ่านอะไรดีล่ะ นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว อีก 3 วิชา ไม่รู้จะเก็งข้อสอบยังไงดี เฮ้อออ ความรู้รอบตัว จะมาอาศัยความรู้รอบโต๊ะแบบสมัยมหาลัยก็ไม่ได้แล้ว ทำไงดีล่ะ ก็ได้แต่หมั่นอัพเดทข้อมูลจาก TCC ไปเรื่อยๆ เก็บเกี่ยวตักตวงแนวทางต่างๆ ที่เพื่อนๆ มาบอกเล่า จนถึงวันเข้าห้องสอบ
วันนั้นใช้เวลาทั้งวันในการทำข้อสอบ เหนื่อยสุดๆ ไม่มั่นใจในคำตอบเลย ยิ่งแบบทดสอบความถนัด หรือแม้แต่ความรู้รอบตัวด้วยแล้ว ขอบอกว่ามึนสุดๆ แต่เอาเหอะ เพราะจากที่ได้คุยกับเพื่อนๆ แต่ละคนก็มึนไม่แพ้กัน เพราะเป็นแบบทดสอบมหาหินที่ออกโดยมหาลัยมหิดล
ลุ้นกันต่อว่าจะผ่านแบบทดสอบสุดโหดประหนึ่งเอ็นทรานซ์นี้ได้หรือไม่ ก็ยังแอบหวังแอบลุ้นอยู่บ้าง แล้ววันประกาศผลก็มาถึง โอย หัวใจจะหยุดเต้น ชั้นผ่านแล้วโว้ยยยยย เป็นไปได้ไง แสดงว่าแอบมีความรู้เหมือนกันนี่นา ถ้าไม่งั้นก็คงมั่วถูกนั่นแหละ มีเวลาให้ดีใจไม่นานก็ต้องเตรียมตัวสำหรับด่านสุดหินต่อไปคือการสัมภาษณ์ ซุ่มอ่านๆๆ ท่องๆๆ อย่างหนักหน่วง ไหนๆ ก็ผ่านมาถึงรอบลึกๆ แล้วก็อยากทำให้ดีที่สุด แถมเรากับที่บ้านก็ค่อนข้างตั้งความหวังไว้ค่อนข้างสูงกับการสมัครครั้งนี้
วันสัมภาษณ์ ตื่นเต้นสุดๆ หายใจไม่ทั่วท้องเลยแฮะ ยิ่งรู้ว่าเป็นการสัมภาษณ์เดี่ยว แถมมีกรรมการตั้ง 5 คน ยิ่งกดดันสุดๆ เข้าไปในห้องปุ๊บ ใช่เลย ความประหม่าประดังมาใส่ สายตา 5 คู่จ้องมาที่เราจุดเดียว ทำตัวไม่ถูกเลย ก็ยกมือสวัสดี แล้วได้รับเชิญให้นั่งตามระเบียบ ทีนี้ก็ไม่รู้จะเอามือไม้วางไว้ตรงไหนแล้ว ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมมันถึงล่กขนาดนี้ แม้แต่กรรมการยังดูออก จนกรรมการท่านหนึ่งถามขึ้นมาว่า ตื่นเต้นเหรอคะ โอยยย แน่นอนค่ะมือไม้สั่นขนาดนี้ ไม่ตื่นเต้นก็คงเป็นอาการของคนอยากเหล้าแล้วล่ะค่ะ
คำถามในการสัมภาษณ์จะเน้นไปที่เรื่องส่วนตัวมากกว่า
จบจากที่ไหน
คณบดีชื่ออะไร
ตอนเรียนเคยทำกิจกรรมอะไรบ้าง
ทำไมถึงคิดมาเป็นแอร์
ที่บ้านมีกิจการอะไร
ชอบบทละครเรื่องอะไรมากที่สุด เล่าเรื่องย่อให้ฟังหน่อย
จากนั้นกรรมการก็จะให้เดินไปตามจุดที่กำหนด แล้วกรรมการผู้หญิงก็ขอดูมือกับเล็บค่ะ แล้วการสัมภาษณ์อันแสนอึดอัดก็จบสิ้นลง รู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรเลย ทำไมต้องตื่นเต้นขนาดนี้ก็ไม่รู้ แต่เอาเหอะทำดีที่สุดแล้ว แก้ไขอะไรก็คงไม่ได้แล้ว ก็ได้แต่รอลุ้นประกาศผลต่อไป
ค่ะ ในที่สุดก็ประกาศผล เหมือนเดิมค่ะ LaLaR รับประทานแห้วอีกครั้ง ครั้งนี้ร้องไห้หนักมาก เสียใจ บวกกับผิดหวัง เหนื่อยด้วย ท้อด้วย ความรู้สึกแย่ๆ มันถาโถมมาใส่คนๆ นึง จนในวินาทีนั้นก็ตัดสินใจว่า ไม่เอาแล้ว ไม่อยากสมัครอีกต่อไปแล้ว และก็เป็นอย่างนั้น คือหลังจากนั้น เราก็ก้มหน้าก้มตาทำงานออฟฟิศใช้ชีวิตกับคอมพิวเตอร์ไปเรื่อยๆ และพยายามจะลบความใฝ่ฝันนี้ออกไปจากชีวิต
ผ่านไปเกือบ 2 ปี วันนึงมีเพื่อนโทรมาบอกว่าการบินไทยจะเปิดรับสมัครอีกแล้วนะ ในใจตอนนั้นคิดว่าอีกแล้วเหรอ คงไม่เอาแล้วล่ะ เหนื่อยจะตาย รู้ว่าสมัครไปก็แห้วอีก กลัวด้วย คือความกลัวมันทำให้เราไม่กล้าที่จะเดินตามความรู้สึกของเรา แถมโทอิคก็หมดอายุไปตั้งนานแล้ว นี่อีกอาทิตย์เดียวเองนะ สอบใหม่ก็ไม่ทันหรอกมั้ง แต่โชคดีที่เรามีครอบครัวที่ดี แฟนเราก็ให้กำลังใจ ระหว่าง 2 ปีนี้เค้าพยายามเตือนให้เราไปลองสมัครอีก ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร และครั้งนี้ก็เช่นกัน มีเค้านี่แหละเป็นกำลังสำคัญให้เรากล้า ที่จะกลับไปไล่ตามความฝันของเราอีกครั้ง ก็นั่งนอนคิดอยู่หลายตลบ รู้สึกว่า 2 ปีมานี้เราก็โตขึ้นนะ ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบ และสังคมทำให้เราเข้มแข็งและกล้าที่จะยอมรับความจริงและความผิดหวังมากขึ้น ซึ่งนี่ทำให้เราเดินหน้าต่อไปกับประสบการณ์บทที่ 5 กับการบินไทยอีกเป็นครั้งที่ 2
ประสบการณ์บทที่ 5 กับการบินไทย (ครั้งที่ 2)
หันมาไล่ล่าความฝันยังกับนักล่าฝัน Academy Fantasia อีกครั้ง หลังจากหลบไปรักษาแผลใจอยู่นาน กินแห้ว แกล้มน้ำใบบัวบกจนหายดีก็ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง ชาร์จไปเต็มและก็ลุยกันต่อกับการบินไทยครั้งที่ 2 การสมัครครั้งนี้ค่อนข้างต่างจากครั้งก่อน เพราะเป็นการสมัครงานกับการบินไทย by สยามราชธานี
หลายๆ ท่านก็คงทราบกันแล้วว่าพนักงานที่รับในครั้งนี้จะขึ้นกับสยามราชธานี ไม่ใช่การบินไทยเหมือนรุ่นก่อนๆ แต่เราไม่ซีเรียสนะ อะไรก็ได้ ไม่ใช่ว่าตัวเองมีตัวเลือกเยอะซะหน่อย งานต่างหากที่เลือกคน น้อยคนนักที่มีสิทธ์เลือกงาน
บรรยากาศวันสมัครแตกต่างจาก 2 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง ผู้สมัครบางตากว่าครั้งก่อนมาก ทำให้วันยื่นใบสมัครใช้เวลาไม่นานนัก ยื่นใบสมัคร ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และ pre-screening ทุกขั้นตอนใช้เวลาแป๊บเดียวค่ะ จากนั้นก็กลับมารอประกาศผลทางหน้าเว็บเช่นเคย
ผ่านรอบแรกแล้ว ต่อไปเป็นการสอบข้อเขียน คิดว่าข้อสอบไม่น่าจะต่างจากครั้งก่อนนัก จากที่เคยลองสนามมาแล้ว คิดว่าการทำข้อสอบครั้งนี้คงไม่เป็นปัญหา แต่เพื่อความปลอดภัยก็ต้องกลับมาปัดฝุ่นตำราติวเข้มกันอีกครั้ง แต่ที่น่าหนักใจก็คือ ข้อสอบ Service Marketing เด็กละครอย่างดั๊นจะไปเข้าถึงการตลาดได้อย่างไร เก็งข้อสอบจนตัวเกร็งก็ไม่ได้ผล ก็ลุยเข้าห้องสอบซะกลวงๆ อย่างนั้น ผลปรากฏว่ายากสุดๆ ยากเหมือนจะคัดคนไปทำงาน marketing อย่างงั้นเลย วิชาอื่นก็ไม่ยากมาก พอถูไถไปได้ แล้วก็มีชื่อผ่านเข้าสู่รอบสัมภาษณ์จนได้ คะแนนคงถูไถสุดๆ
บรรยากาศวันสัมภาษณ์แตกต่างจากครั้งที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง กรรมการมีเพียง 2 ท่าน บรรยากาศไม่กดดันแม้แต่น้อย พูดคุยสบายๆ ส่วนมากจะเป็นเรื่องส่วนตัว เดินออกจากห้องแบบไม่กดดัน เพราะถือว่าทำดีที่สุดแล้ว ตั้งใจไว้แล้วว่าถ้าพลาดคราวนี้อีกจะไม่ร้องไห้แม้แต่แอะเดียว ผลปรากฏว่าเราก็แห้วอีกรอบ ทุกคนเป็นห่วงเรามาก พ่อแม่ แฟน กลัวเราเศร้าเหมือนครั้งก่อน แต่เราโตขึ้นแล้วล่ะ ไม่ร้องไห้เลย รู้สึกดีมากๆ ที่ไม่ต้องทำให้คนอื่นเครียดไปกับเราด้วย ถามว่าเสียใจมั้ย ก็ต้องมีบ้างแหละ แต่เอาน่า คิดซะว่าโอกาสยังมาไม่ถึง ก็ต้องสู้กันต่อไป
ประสบการณ์บทที่ 6 กับ Air Asia
ตั้งใจไว้แล้วว่าต่อไปมีสายการบินอะไรเปิดข้าพเจ้าจะลองมันให้หมด พอรู้ข่าวว่านกแดงเปิดรับสมาชิกก็ไม่ลังเล ไปถึงตึกชินวัตรตรงเวลาเผง คนไม่เยอะมาก ต่อคิววัดส่วนสูงแค่อย่างเดียว ไม่มีการชั่งน้ำหนักแต่อย่างใด จากนั้นก็ไปกรอกใบสมัคร และรอยื่นเอกสาร แล้วก็นั่งจุ้มปุ๊กรอเรียกคิว เป็นการรอคอยที่แสนยาวนาน เพราะแต่ละคนต้องนั่งรอเข้าสัมภาษณ์คนละประมาณครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ กว่าจะได้เข้าสัมภาษณ์ก็เกือบบ่าย 3 มีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีก 2 คน ต่อกรรมการ 1 ท่าน จากนั้นทุกคนก็ได้รับแจกบทความให้อ่านคนละ 1 ย่อหน้า ไม่ยากนะแต่ล่กๆ บ้างตามธรรมชาติ ระหว่างเพื่อนๆ พูดก็พยายามจับใจความไว้ เผื่อกรรมการจะถาม พออ่านจบปุ๊บกรรมการก็เริ่มถามทันที แต่ไม่เกี่ยวกับบทความแล้วก็องค์กรเลยนะ เป็นคำถามส่วนตัวแล้วก็ดูทัศนคติของเราเท่านั้น บรรยากาศการสัมภาษณ์ก็สบายๆ ไม่ซีเรียส สรุปคำถามได้ใจความประมาณนี้
ทำไมถึงอยากทำงานนี้
คิดว่าเราเหมาะสมอย่างไรกับงานตำแหน่งนี้
พูดถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของเรา
เล่าถึงงานที่ทำอยู่ แล้วเกี่ยวข้องกับตำแหน่งนี้ยังไง
ทำไมถึงอยากร่วมงานกับแอร์เอเชีย
ถ้ามีปัญหากับเพื่อนร่วมงานเราจะทำอย่างไร
ถ้าเกิดปัญหาบนเครื่อง หรือผู้โดยสาร โดยที่เรามีข้อมูลน้อยมากเกี่ยวกับผู้โดยสาร เราจะทำอย่างไร
ถ้าเราไม่ผ่านการสัมภาษณ์ครั้งนี้เราจะทำอย่างไร
แล้วประสบการณ์กับแอร์เอเชียของเราก็หยุดอยู่ที่รอบนี้ เพราะหลังจากนั้นไม่กี่วันเราก็ต้องเตรียมตัวสัมภาษณ์กับ Qatar Airways ที่ส่งเมล์มาล่วงหน้าหลายอาทิตย์แล้ว

ประสบการณ์บทที่ 7 กับ Qatar Airways
เป็นครั้งแรกของเรากับสายการบินแถบตะวันออกกลาง จากที่ค้นข้อมูลจากบอร์ด TCC ก็รู้ว่าขั้นตอนต่างๆ ค่อนข้างโหดพอสมควร แต่ละคนที่ผ่านด่านอรหันต์ไปได้ต้องหน้าใสกิ๊ก ไร้สิวฝ้าราคี ....แล้วอย่างเราจะมีหวังเร้ออออ ลังเลสุดๆ ว่าจะไปให้เสียเที่ยวอีกครั้งดีมั้ยเนี่ยเรา เอาเหอะไหนๆ ก็ได้เมล์ละ ลองอีกทีละกัน ไหนๆ ก็สัมภาษณ์วันหยุด ไม่ต้องยกแม่น้ำสารพัดสายมาเป็นเหตุผลลางานด้วย
ไปถึงโรมแรมอมารี เอเทรี่ยม เพชรบุรีตัดใหม่ เดินทางสะดวก แถมวันหยุดรถไม่ติด ประตูแท็กซี่เปิดปุ๊บก็มีเสียงเจื้อยแจ้วจากพนักงานโรงแรมว่า เชิญชั้น 2 ค่ะ ขอให้โชคดีนะคะ หุหุ รู้ได้ไงเนี่ยว่าชั้นมาสัมภาษณ์แอร์
ขึ้นไปนั่งรอคิวก็เจอเพื่อนๆ ส่วนนึงมานั่งรอกันอยู่แล้ว ก็พูดคุยกันจะได้หายตื่นเต้น จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ออกมาขานชื่อ แล้วเอาสติ๊กเกอร์ชื่อแต่ละคนมาให้แปะไว้ที่หน้าอก แล้วก็ต่อคิวกันเข้าห้องไพลิน ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดเกิดขึ้นในห้องๆ นี้แหละค่ะ
จากนั้นกรรมการทั้ง 4 ท่าน (ริชกา,โซเฟีย, จูนานธา, ลินเซ่) ก็แนะนำตัวเองเพื่อลดบรรยากาศความตึงเครียด รู้สึกเป็นกันเอง แล้วก็คลายเครียดไปเยอะเลยค่ะ จากนั้นก็มีการแนะนำสายการบิน จริงๆ แล้วต้องฉายวีดีโอให้ดูแต่เกิดขัดข้องทางเทคนิคเล็กน้อย คุณโซเฟียเลยบรรยายปากเปล่าเกี่ยวกับ Qatar Airways และผลประโยชน์ต่างๆ ที่เราจะได้รับให้พวกเราได้รับทราบ จากนั้นเป็นการสอบข้อเขียนค่ะ ข้อสอบเป็นแบบตัวเลือกมีทั้งหมด 50 ข้อ ไม่ยากค่ะ เพราะจะเป็นประโยคและคำศัพท์ที่เราเจอกันบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน ระหว่างที่ทำข้อสอบจะมีการขานชื่อทีละคนเพื่อไปวัดส่วนสูงและชั่งน้ำหนักที่มุมหนึ่งของห้อง แปลกใจตรงที่เค้าไม่ได้ซีเรียสเรื่อง grooming เหมือนคำร่ำลือ ไม่มีการจ้องหน้าให้เสีย self ไม่มีการตรวจหาแผลเป็นหรือรอยด่างดำใดๆ เลย เพราะฉะนั้นเพื่อนๆ ที่ตั้งใจจะสมัครในครั้งต่อๆ ไปก็ไม่ต้องกังวลจนเสียความมั่นใจไปนะคะ
เมื่อส่งข้อสอบครบแล้ว กรรมการก็ขอตัวออกไปตรวจข้อสอบ แล้วให้เรานั่งดูวีดีโอแนะนำสายการบิน (เจ้าหน้าที่โรงแรมมาช่วยจัดแจงให้ค่ะ) ไม่นานนัก ริชกาก็กลับมาประกาศรายชื่อว่าใครจะอยู่กลุ่มไหน เพื่อทำ Group discussion โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม เข้าห้องทีละ 2 กลุ่ม กลุ่มละ 2 หัวข้อ กลุ่มเราคือ 1. ถ้าคุณสามารถเลือกรูมเมทได้ คุณจะเลือก 3 ชาติไหนมาเป็นรูมเมทของคุณ แล้ว 3 ชาติไหนที่คุณไม่อยากเลือก 2. ถ้าคุณมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงโลกได้ 5 อย่างคุณจะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
การ Discuss ของกลุ่มเราสนุกสนานมากเลยค่ะ หัวเราะครึกครื้นสุดๆ ทำให้แต่ละคนไม่เกร็งที่จะออกความเห็น แล้วก็ไม่เครียดเลยค่ะ จากนั้นเค้าก็จะประกาศรายชื่อคนที่ได้รับคัดเลือกเพื่อที่จะมาทำ final interview กลุ่มเราผ่านเข้ารอบหลายคนเลยค่ะ ที่สำคัญคือมีเราด้วย ฟังริชกาขานหมายเลขรอบแรกไม่แน่ใจถึงกับต้องก้มลงมาเช็คเบอร์ตัวเองอีกรอบ เย้ๆ ล้างอาถรรพ์การตกรอบสัมภาษณ์สำเร็จแล้ว ก็ต้องมารอลุ้นอีกทีกับ final interview มะรืนนี้
ได้รับคำแนะนำจากริชกาว่า พวกยูไม่ต้องอ่านหรือท่องอะไรมาหรอกนะ เพราะเราจะไม่ถามอะไรเกี่ยวกับสายการบินหรอก เราแค่อยากจะพูดคุยกับคุณมากขึ้นเท่านั้น รีแล็กซ์ให้มากๆ เพราะเราไม่อยากให้คุณเตรียมตัวหรือท่องจำอะไรมาเลย อยากให้คุณเป็นตัวของคุณเองเท่านั้น
ดังนั้นการเตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์ของเราก็คือการออกไปเดินเล่น ดูหนัง ผ่อนคลายสุดๆ กับ Star Wars Episode III กลับบ้านก็เข้านอนแต่หัวค่ำ ทำใจให้สบาย ไม่เครียดไม่กดดัน (แอบมีตื่นเต้นบ้างแหละ เรื่องปกติ) ที่ไหนได้เหมือนสวรรค์กลั่นแกล้ง สั่งเทฝนลงมาหยั่งกับฟ้ารั่ว ทั้งฟ้าผ่าจนหน้าต่างบ้านสั่น แถมแถวบ้านดั๊นไฟไหม้อีก รถหวอวิ่งสวนไปมา ใครจะหลับลง ต้องตื่นตลอดเพื่อให้มั่นใจว่าถ้ามันลามมาแถวนี้จะได้อุ้มโอ่งมังกรออกจากบ้านทัน เสียงรถหวอเริ่มเงียบ แต่ความซวยยังไม่หมดแค่นั้น เพราะไฟฟ้าเจ้ากรรมดันมาดับเอาตอนตี 4 แอร์ตัด พัดลมก็ไม่ติดแล้วใครจะหลับลง สุดท้ายก็ตาสว่างจนถึงรุ่งเช้า เลยนอนอ่านหนังสือพี่หม่ำมุขแป้ก ให้สดชื่นคลายเครียดกันหน่อย
ไปถึงโรงแรมอมารี เอเทรี่ยมก่อนเวลาประมาณชั่วโมงนึง เพราะนัดกับเพื่อนๆ เอาไว้ ไปถึงยังไม่มีใครเข้าสัมภาษณ์เลยนั่งเม้าท์กันซะให้หายเครียด ถึงเวลาคนแรกเข้าห้องเชือด เฮ้ย ทำไมออกมาแล้วหน้าเครียดอย่างนั้นล่ะแก ไหนว่าจะคุยขำๆ ไง ไมผิดคาดอย่างนี้ คนต่อไปเริ่มใจเสีย แต่ไม่นานเธอก็เดินออกมาพร้อมรอยยิ้ม อ่าว ทำไมบรรยากาศมันต่างกันงี้ล่ะ ก็รีบถามไถ่อัพเดทกันใหญ่ เม้าท์กันเหมือนติวเข้ม Intensive interview course แบบรุ่นต่อรุ่น บรรยกาศเริ่มดีขึ้น เพื่อนๆ เริ่มหายจิตตกกันไปบ้าง ถึงคิวเราแล้ว เดินเข้าห้องไปพบกับริชกาและจูนานธาที่นั่งรออยู่
Good morning! How are you? ริชกาเริ่มแย็บ
Fine thanks! I tried to relax as you recommended
ชวนเค้าพูดคุยเรื่อยเปื่อย ก่อนกรรมการทั้งคู่จะตั้งสติได้ เอ้ย ไอ้นี่มันพาเราออกนอกเรื่อง ริชกาเลยวกเข้าหาสาระ ถามไถ่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน จบจากไหน อ๋อ Drama เอ๊ะ แล้วงานที่ทำอยู่เกี่ยวกับ IT นี่ แล้วจะเป็นแอร์เนี่ยนะ โอ้ว ซาร่า เธอคิดได้ไงอ่ะ ก็อธิบายไปค่ะว่าเราเป็นคนชอบทำงานท้าทาย ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ได้เข้ามาทำงานเกี่ยวกับ IT เพราะมีโอกาสได้เข้ามาลอง ก็เลยพยายามทำให้ดีที่สุด สาธยายไปเรื่อย
ริชกาเริ่มแย็บหนัก แล้วยูเคยมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานมั้ย เช่นกับเพื่อนร่วมงานงี่เง่า เจ้าอารมณ์ โอ๊ย ไม่ยากเลยค่ะ ประสบการณ์ตรง ก็ว่าไปพยายามหา Solution ที่ดีที่สุดแล้วเล่าให้เค้าฟัง เราว่าจุดประสงค์ที่เค้าถามอย่างนี้ก็เพราะจะดูทัศนคติของเราในการทำงาน เค้าจะได้มั่นใจว่า ถ้าเราไปเจอผู้โดยสารงี่เง่าเราจะไม่เอาถาดไปสัมผัสผิวหน้าของท่านๆ เพื่อดับแค้น
จากที่พูดคุย (นั่งเม้าท์) กับเพื่อนๆ ก็จะเจอสถานการณ์สมมติประมาณนี้แหละค่ะ แต่ถ้าใครเป็นลูกเรือมาก่อนก็จะถูกยกสถานการณ์บนเครื่องจริงๆ ซึ่งก็หินกว่าคนไม่มีประสบการณ์อย่างเราๆ ค่ะ
บรรยากาศการสัมภาษณ์ไม่ซีเรียสค่ะ จะมีปัญหาบ้างตรงที่กรรมการ (ริชกา) พูดเร็วมากๆ ได้ยินไม่ครบหรอกค่ะ ทั้งเงี่ยหู ดูปาก ก็จับใจความสำคัญของคำถามพอได้บ้างแค่นั้นเอง ซึ่งก็เพียงพอในการนั่งเทียนของเราแล้ว จบสถานการณ์สมมติ จูนานธาก็ถามว่า ถ้าคุณได้งานนี้ คุณพร้อมจะเริ่มงานเมื่อไหร่ เราก็ตอบไปกลางๆ ว่า 1 เดือน เพราะเราจำเป็นต้องมอบหมายงานให้คนอื่น และลาออกจากที่ทำงานเก่าให้เรียบร้อยก่อน
แล้วเค้าก็จะถามถึงไฝฝ้าราคีต่างๆ เค้าบอกว่าถามไว้ เผื่อว่ามีสึนามิเข้า เราจะได้ identify ถูกว่าคุณคือคนไหน สิ้นสุดกระบวนการสัมภาษณ์แล้ว สบายใจที่สุดเท่าที่เคยสัมภาษณ์มา รู้สึกว่านี่แหละคือตัวเราจริงๆ ภาษาไม่ดีไม่ว่า เน้นฮาเอาไว้ก่อน ออกมาจากห้องก็มานั่งเม้าท์ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ถ่ายทอดวิชาแบบติวเข้มให้กับเพื่อนๆ รอบต่อไป
ตอนออกมามันสบายใจอยู่หรอก แต่ผ่านไปหลายวัน ความกังวลเริ่มมาเยี่ยมเยียน เมื่อไหร่จะประกาศผลล่ะเนี่ย ไหนบอก 7-10 วัน นี่อาทิตย์นึงแล้วนะ บางคนได้ Regret mail แล้ว แต่ชั้นไม่ได้เมล์ ก็ไม่ได้หมายความว่าชั้นผ่านนี่นา เมล์อาจตกหล่นอยู่ที่ไหนก็ได้ อาการจิตตกเริ่มครอบงำ ผีโดฮาเริ่มเข้าสิง วันๆ นั่งเปิดมันอยู่ 2 เว็บ คือ yahoo กับ TCC กด refresh มันอยู่นั่นแหละ เหมือนคนโรคจิตไงไม่รู้
ถึงวันที่รอคอย เห็นกระทู้ใน TCC ผลกาต้าร์ออกแล้ว รีบเปิดเข้าไปดู ไล่ดูเมล์ใน list เฮ้ยยยยย มีเมล์เราด้วย ตะโกนลั่นห้อง วิ่งล่กทั่วบ้าน ผ่านแล้วโว้ยยยย ป๊าม๊า เฮีย เจ้ อากง อาม่า อั๊วผ่านแล้ววววววว ทำอะไรไม่ถูกโทรหาเพื่อนๆ แจ้งให้รู้กันถ้วยหน้า ใครไม่อยู่หน้าคอมไม่เป็นไร อาสาตรวจให้แบบออนไลน์ เย้ ผ่านกันเกือบหมด ต้องรีบไปแก้บนกันซะแล้ว
ในเนื้อเมล์ระบุว่าต้องส่งผลตรวจร่างกายภายใน 1 อาทิตย์ มีเวลาไม่นานนัก หลังจากนี้ก็ต้องเดินสายทำฟัน เจาะเลือด ฉีดยาให้ครบ เพื่อจะได้ส่งผลทัน
และในที่สุดสถิติของเราก็หยุดอยู่ที่เลข 7 ถ้าเราหยุดไปตั้งแต่ครั้งที่ 4 เราก็จะไม่มีครั้งที่ 7 นี้แน่นอน เลยอยากบอกเพื่อนๆ ที่กำลังท้อใจอยู่ ไม่ว่าคุณจะผิดหวังมาน้อยหรือมากครั้งกว่าเรา อย่าเพิ่งยอมแพ้นะคะ เราเชื่อว่าความพยายามคือสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ อย่ามัวตัดพ้อโชคชะตาที่เล่นตลกกับเรา ลุกขึ้นแล้วก้าวเดินต่อไปเถอะค่ะ ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราจะเดินไปถึงจุดนั้นหรือเปล่า เราก็ยังไม่เคยคิดเลยว่าเราจะหยุดอยู่ที่ครั้งที่ 7 แต่เรามั่นใจว่าถึงเราพลาดครั้งนี้ เราก็จะมีครั้งที่ 8 ครั้งที่ 9 ต่อไปจนกว่าอายุมันจะเกิน จะไม่มัวมานั่งเฉย ๆ แล้วมองความฝันให้หลุดลอยไปเหมือนเมื่อ 2 ปีก่อนแน่นอนค่ะ
printable version คลิกตรงนี้
แวะเยี่ยมเยือน LaLar's Diary Online คลิกที่นี่

โดย LaLar for www.thaicabincrew.com
© 2005 All Rights Reserved 31jul05