ก่อนอื่นต้องขออภัยเพื่อนๆ นะคะถ้าเขียนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ .... คือคิดอยู่นานว่าจะมาเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้คนอื่นฟังดีไหม ... แต่ก็แอบหวังว่าเรื่องของเราจะเป็นประโยชน์หรือเป็นแรงฮึดให้กับใครอีกหลายๆ คน

จริงๆ แล้วเราใฝ่ฝันที่จะขึ้นไปทำงานบนฟ้ามาตั้งแต่เด็กๆ แล้วล่ะค่ะ หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ก็ยังไม่มีโอกาสสมัครจนอายุ 24 เลยคิดลองดูสักตั้ง เพราะภาษาเราก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร (อิอิ แอบชมตัวเอง) เราเลยไปสมัครสายการบินแจลเป็นที่แรก ตอนนั้นได้ทำ group discussion แต่ก็ไม่ผ่านค่ะ อิอิ ทำเอาเราเศร้าและท้อไม่อยากไปสมัครที่ไหนอีกเลย ยิ่งฟังหลายๆ คนพูดเกี่ยวกับตัวเรา ว่าห้าวไปบ้าง เดินไม่สวยบ้าง เตี้ยบ้างยิ่งทำให้เราหมดกำลังใจ และที่สำคัญหมอดูที่ไหนเค้าก็บอกว่ายาก ถึงขนาดที่เราเลิกล้มความตั้งใจไปเลยเพราะคิดว่าตัวเองมีแต่ข้อเสีย ถ้าไปสมัครอีกยังไงก็ไม่ได้แน่ๆ ... หลังจากนั้นเราก็ไม่เคยสนใจสมัครงานสายการบินอีกเลย

จนกระทั่งอายุประมาณ 26 เราก็ได้งานใหม่ และได้คุยกับเพื่อนคนนึงที่เคยเป็นแอร์มาก่อน (แต่เค้าลาออกเพราะมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพหู) เค้าก็ให้กำลังใจเราว่าเป็นแอร์ได้อยู่แล้วแต่ต้องปรับเปลี่ยนเรื่องบุคลิกภาพนิดหน่อย ส่วนตัวเราก็คิดว่าเราแก่แล้วนะ จะมีสายการบินไหนรับคนอายุขนาดนี้อีกเหรอ หลังจากนั้นเราก็ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเพราะยังสนุกกับงานที่ทำจนเพื่อนในบริษัทลาออกเพราะได้งานที่เอมิเรตส์ พอเรารู้แค่นั้นล่ะ เหมือนมีอะไรวิ่งเข้าสู่สมองว่าเราลืมอะไรไปหรือเปล่า เราเคยฝันอยากเป็นแอร์แล้วทำไมถึงปล่อยเวลาให้ผ่านมาขนาดนี้ เราก็เลยมานั่งคุยกับเพื่อนคนเดิม เค้าก็แนะนำอะไรหลายๆ อย่างจนทำให้เราฮึดสู้อีกครั้ง เพื่อนก็แนะนำให้เข้ามาหาข้อมูลที่ thaicabincrew.com เราจึงได้รับรู้ข้อมูลที่มีประโยชน์มากมาย

เราจึงเริ่มภารกิจอีกครั้ง ....

กลับมาคราวนี้เราพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ เราเริ่มส่งจดหมายสมัครออนไลน์ไปหลายที่ จนสายการบิน GULF AIR เชิญเราไปสัมภาษณ์ (ถ้าใครจำได้ที่เปิดเมื่อปลายปี 47) คราวนี้เราเตรียมตัวอย่างดี พยายามหาข้อมูลให้ได้มากที่สุด (ก็จากในเว็บอีกล่ะค่ะ) จำได้ว่าวันนั้นตื่นเช้ามากเพื่อที่จะออกไปทำผมให้ดูดีไว้ก่อน เพราะมันก็เป็น First Impression ด้วย (อันนี้เพื่อนบอกว่ามันก็มีส่วนกับการตัดสินใจของกรรมการอีกเหมือนกัน) พอแต่งหน้าทำผมเสร็จก็ออกจากบ้านไปที่โรงแรมด้วยความตื่นเต้น 9 โมงกรรมการก็เรียกเข้าห้อง และให้แนะนำตัวเองทีละคนโดยให้เวลาประมาณ 5-10 นาที ตอนที่เราออกไปก็พยายามยิ้มจนรู้สึกได้ว่าฝืนเพราะตื่นเต้นมาก และรู้สึกว่าตัวเองพูดไม่เป็นธรรมชาติเลย ผลลัพธ์ก็คือตกรอบกลับบ้านค่ะ

แต่เราก็ได้ข้อคิดหลายอย่างจากการสัมภาษณ์ครั้งนี้นะคะ อย่างแรกคือความตื่นเต้นและก็ความหิว ถ้าเราไม่สามารถควบคุมมันได้ มันอาจทำให้ทุกๆ อย่างล้มเหลวได้ในพริบตาเลยค่ะ

การตกรอบครั้งนี้ทำให้เรายิ่งฮึดสู้ เราเดินหน้าสมัครต่อไปจนกระทั่งรู้ข่าวจากในเว็บว่าสายการบินเอมิเรตส์เปิดให้ walk in ที่ภูเก็ต เราตัดสินไปสมัครเพราะเป็นช่วงที่เราหยุดพอดีไม่ต้องลางาน คราวนี้เราไปด้วยความมั่นใจผิดกับคราวก่อนๆ เราได้ผ่านจากรอบสกรีนเข้าไปสัมภาษณ์แต่ก็ตกรอบกลับมาอีก …. เหตุผลคือเอื้อมแตะไม่ถึงขาดไปเยอะเหมือนกัน กลับที่พักเราก็ร้องไห้น้อยใจในโชคชะตา แล้วก็โทรหาเพื่อน เพื่อนก็แนะนำวิธีการยืนให้ใหม่ เราก็ลองเลยนะคะ เอื้อมแบบที่ 1 ขาดไปเยอะมาก ส่วนเอื้อมแบบที่ 2 เราแตะถึงพอดี เราจึงคิดว่าอีก 6 เดือนเจอกันใหม่นะจ๊ะ EK พอกลับมากรุงเทพก็รู้ข่าวว่า Qatar เปิด walk in เราไม่พลาดที่จะไปแน่ๆ เพราะแม้จะตกรอบกลับมาก็ยังสมัครได้เรื่อยๆ เพราะทั้ง 2 ที่นี้ไม่กำหนดเพดานอายุของผู้สมัครค่ะ

ถึงวันสมัคร Qatar เราไปกับเพื่อนพร้อมความมั่นใจแบบ สบายๆ ไม่ซีเรียส เรายื่นใบสมัครแล้วกรรมการก็บอกว่าให้กลับบ้านรอรับโทรศัพท์ (ตอนยื่นใบสมัครเราได้คุยกับกรรมการนิดหน่อย ยิ้มเยอะๆ และเป็นตัวเองมากๆ ไม่ตื่นเต้นและชวนเค้าคุยประมาณ 1-2 คำถาม) ในที่สุด .... สี่โมงเย็นวันนั้น เราก็ได้รับโทรศัพท์เรียกให้ไปสัมภาษณ์ในวันรุ่งขึ้น คืนนั้นนอนหลับอย่างมีความสุขและตื่นมาพร้อมกับความสดใสและจิตใจสบายๆ เดินหน้าสู่สนามรบด้วยความพร้อม

กระบวนการในวันนั้นกินเวลาตั้งแต่สิบโมงเช้ายันบ่ายสองครึ่งค่ะ ขั้นแรกก็ไปรับป้ายชื่อมาติดแล้วก็เข้าไปนั่งในห้อง จากนั้นกรรมการจะอธิบายว่าในวันนี้มีขั้นตอนอะไรบ้าง เริ่มต้นจากมีข้อสอบ choice มาให้นั่งทำ ระหว่างนั้นกรรมการก็จะเรียกไปวัดส่วนสูง เราไม่รู้นะว่าที่นี่กดส่วนสูงหรือป่าวเพราะตัวเราเองก็ดูเหมือนเตี้ยลง เคยวัดได้ 159 ซม.แต่วันนี้ได้ 157.5 ฉิวเฉียดมากๆ ส่วนบางคนก็บอกว่าสูงขึ้น น้ำหนักมากขึ้น น้ำหนักน้อยลง 555 อ้อ ! ลืมบอกไปว่ามีเวลาให้ทำข้อสอบประมาณ 1 ชั่วโมง ข้อสอบไม่ยากเลยค่ะไม่ต้องกังวล ทำข้อสอบเสร็จก็ออกมารอนอกห้อง ประมาณ 15 นาทีก็ถูกเรียกเข้าห้องอีกครั้ง เราว่ากรรมการที่นี่ใจดีมากๆ ก่อนที่จะทำ group ตอนแรกเรานึกว่าจะมีการคัดออกเหมือน EK แต่เปล่าเลย กรรมการยังบอกพวกเราทุกคนว่า จริงๆ แล้วมีบางคนทำข้อสอบได้ไม่ดี แต่จะดูจากตอนทำ group อีกที เพราะบางคนอาจจะมีทักษะทางการพูดดีกว่าทักษะทางการเขียนก็เป็นได้

การทำ group discussion จึงเริ่มขึ้นโดยรอบเรามีทั้งหมด 42 คน กรรมการจะขานหมายเลขแบบสุ่มแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ให้เข้าไปทำทีละ 2 กลุ่ม 2 หัวข้อ เราว่าตอนนี้กรรมการคงดูภาพรวมของเราทั้งหมดและก็รวมไปถึงภาษาด้วย คนที่เคยผ่านการทำ group discussion มาบ้างคงพอทราบนะคะ แต่เราก็มีคำแนะนำมาบอกเพื่อนๆ ชาว tcc (อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะคะ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน อิอิ) ว่าการทำ group discussion นี่เราควรเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด แต่ก็ยังควรคงความ smart ไว้ด้วย ยิ้มเยอะๆ เวลาที่เพื่อนในกลุ่มพูดเราก็ควรมองหน้าเพื่อนและพยักหน้ารับฟังสิ่งที่เพื่อนพูดด้วย และถ้าถึงเวลาที่เราพูดก็ไม่ควรพูดยาวหรือสั้นจนเกินไป เราควรมีไกด์คำตอบไว้บ้างในใจและควรส่งให้คนที่ยังไม่ได้พูดได้พูดบ้าง ไม่จำเป็นต้องส่งให้คนนั่งข้างๆ หรอกนะคะ ลองดูเองว่าควรจะช่วยและส่งให้ใคร อ้อ! เวลาส่งให้เพื่อนถ้าพูดชื่อเค้าด้วยจะดีมากๆ เพราะเราว่ามันทำให้ดูว่าเราเป็นคนที่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

และการตอบคำถามมันไม่มีถูกหรือผิดหรอกนะคะ เราจึงควรตอบไปตามความคิดของเรา ถ้าคำตอบมันเป็นข้อเสียเราก็ควรหาเหตุผลและหาวิธีการแก้ไขไว้ด้วย พูดให้คำตอบนั้นออกมาเป็นข้อดีให้ได้ และเราก็มีสิทธ์ที่จะไม่เห็นด้วยกับคนอื่น แต่เราควรมีคำตอบที่ดีว่าทำไมจึงไม่เห็นด้วยกับความคิดนั้นๆ และถ้ามีคนไม่เห็นด้วยกับเรา หากเราจะตอบ เราก็ควรขอบคุณเค้าก่อนจะบอกเหตุผลของเรา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ควรทำให้ดูเป็นการเถียงกันนะคะ อย่าคิดว่าเค้าเป็นคู่แข่งของเรา จงคิดว่าเค้าเป็นเพื่อนร่วมงานของเรา การทำ group ควรเป็นไปด้วยความยิ้มแย้มไม่ใช่เผลอหลุดอารมณ์บูดออกมานะคะ นี่ก็เป็นข้อคิดเล็กน้อยๆ ค่ะ

หลังจากทำกรุ๊ปเสร็จก็ออกมารอนอกห้อง ประมาณ 15 นาทีกรรมการก็เรียกเข้าห้องและเริ่มประกาศหมายเลขผู้ที่ผ่าน ในที่สุดเราก็ได้ยินหมายเลขตัวเอง วินาทีนั้นอึ้งมากๆได้แต่คิดว่าเราได้เหรอ เราได้ยินเลขผิดป่าว เมื่อกรรมการประกาศหมายเลขจนครบแล้ว คนที่ไม่ผ่านก็กลับบ้านอ่ะค่ะ ส่วนพวกที่เหลือก็นั่งอยู่ในห้องแล้ว recheck อีกทีโดยเรียกทั้งชื่อและหมายเลข กรรมการจะบอกรายละเอียดว่าพรุ่งนี้ต้องมายังไง รูปของใครไม่ผ่านก็ให้ไปถ่ายมาใหม่ และก็แจกใบ appliction ตัวจริงมาให้กรอก และก็ให้พวกเราเลือกลงเวลากันเอง เค้าจะมีเขียนไว้แล้วเค้าให้เพื่อนหนึ่งในนั้นเป็นคนเขียนชื่อและหมายเลขลงไป มาถึงตอนนี้ก็ดูชุลมุนนิดหน่อยแต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ หลังจากนั้นก็กลับบ้านมาผักผ่อน เรากลับมานี่ก็พักจริงๆ นะคะไม่เตรียมอะไรแล้วทำใจให้สบายๆ อย่างเดียวเพราะบางครั้งเตรียมข้อมูลไปมากก็ทำให้เครียดได้ค่ะ

วันรุ่งขึ้นเราออกจากที่ทำงานไปแต่งหน้าทำผมแล้วเดินทางสู่โรงแรม ไปถึงก็นั่งรอเกือบ 45 นาทีเพราะคนก่อนเรายังไม่ได้เข้าไปอีก 2 คน ตอนเข้าไปในห้อง กรรมการที่เดินออกมาเรียกดีมากๆ ค่ะ เค้ามาจับมือทักทายและก็เอาของและกระเป๋าที่เราสะพายไปวางให้บนโต๊ะด้วย แล้วเค้าก็บอกให้เรานั่งสบายๆ นั่งพิงไปเลยไม่ต้องนั่งตัวตรงก็ได้ 555 เค้าก็บอกไม่ต้องเครียด คิดว่ามานั่งคุยไม่ใช่มาสัมภาษณ์.... กรรมการจะนั่งเก้าอี้ตรงข้ามทั้งสองท่าน ไม่มีโต๊ะกั้นที่จะทำให้เราดูเครียด บรรยากาศเป็นไปอย่างสบายๆ ตามที่เค้าบอกจริงๆ ค่ะ คำถามส่วนใหญ่ถ้าเป็นคนที่ทำงานแล้วก็จะเกี่ยวกับเรื่องงาน ส่วนใหญ่จะเน้นการแก้ไขปัญหา ถ้าใครทำงานบริการมาก่อนอาจจะโดนถามเกี่ยวกับเรื่องการบริการด้วย ข้อแนะนำคือขอให้พูดไปตามความจริง และถ้าน้องๆ คนไหนไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อนก็มักจะถูกถามประสบการณ์ระหว่างเรียน อาจจะถามว่าตอนเรียนมีปัญหาอะไรกับใครไม๊ หรือเคยเกิดเรื่องอะไรที่เราต้องแก้ไขบ้าง มันคงเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมคะที่เราจะไม่เคยมีปัญหากับใครเลย ตอนนี้ต้องทำตัวให้เป็นคนมีปัญหาบ้างนะคะ เพราะถ้าเราบอกว่าไม่เคยมีปัญหาเลย กรรมการก็คงตัดสินใจไม่ได้ว่าถ้าคุณอยู่บนเครื่องแล้วคุณจะแก้ไขปัญหาได้ไหมประมาณนี้ค่ะ แล้วการคุยกับกรรมการในวันนั้นก็จบลง....

2 อาทิตย์ต่อมาเราก็ได้รับอีเมล์จาก Qatar ว่าเราเป็นหนึ่งใน 27 คน (อ้อ ! จริงๆ แล้วรู้จาก tcc ก่อนน่ะค่ะมีเพื่อนมาโพสต์บอกไว้) ณ วินาทีนั้นเราอึ้งมากรีบโทรไปบอกที่บ้านก่อนเลย และเราก็ไปทำตามขั้นตอนที่เค้าบอกมา คือไปตรวจสุขภาพและก็รอผลตอบกลับค่ะ หลังจากนั้นก็เซ็นสัญญา แล้วก็มานั่งรอเมล์อีกฉบับจากกาต้าร์ คิดว่าน่าจะเป็นเกี่ยวกับวีซ่า มาถึงขั้นตอนนี้แล้วเราคงได้ติดปีกสมใจแล้วล่ะค่ะ

เพื่อนๆ น้องๆ ชาว TCC ทั้งหลายคะ เราขอบอกเลยนะคะว่าอย่ายอมแพ้ ประโยคที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ยังใช้ได้อยู่นะคะ ดูอย่างเราเป็นตัวอย่างสิ แม้วันนี้เราจะอายุ 29 แล้วแต่ก็ยังได้ทำตามความฝันของตัวเอง ไม่มีคำว่าแก่หรือสายเกินไปค่ะ

ขอขอบคุณเว็บไซต์ thaicabincrew.com สำหรับข้อมูลดีๆ มากมาย ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ทนนั่งอ่านไดอารี่ ขอบคุณเพื่อนบุ๋มและพี่เบนที่ให้กำลังใจมาตลอด ขอบคุณพี่อ้อม (สุทธาสินี) กับหน้าสวยๆ ของเรา ขอบคุณเพื่อน พี่ น้องทั้งหลายในเว็บที่น่ารักทุกๆ คน ขอบคุณพี่เกดและพี่ส้ม (Flying Kas) สำหรับคำแนะนำดีๆ ขอบคุณคนใกล้ชิดที่ให้กำลังใจอีกแรง และสุดท้าย ขอขอบคุณพ่อแม่ที่ทำให้เราเมีวันนี้และพี่น้องที่น่ารักของเราทุกคนด้วยจริงๆ นะคะ วันนี้ขอลาไปก่อนค่ะ ถ้าได้ไป Doha แล้วจะเก็บเรื่องราวต่างๆ มาฝากทุกคนในเว็บ TCC นี้ได้อ่านอีกนะคะ เราสัญญาว่าจะไม่มีวันลืม www.thaicabincrew.com ค่ะ เรารัก TCC มากที่สุดเลย เย้ๆ


 


โดย jenny 2005 All Rights Reserved
09jan06