เรานะแต่อ้อนแต่ออกก็เป็นคนต่างจังหวัด ไม่เคยฝันหรือคิดที่จะอยากรู้เกี่ยวกับอาชีพบนฟ้าเลยซักนิด ตอนแรกก็อยากเป็นหมอฟัน แต่พอเรียนสายวิทย์ก็ไม่ชอบชีวะหรือวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์ เข้ามหาวิทยาลัยเลยตัดสินใจเรียนด้านบัญชี ตอนนั้นคิดว่าเลือกเรียนทางนี้จะเป็นผลดีเผื่อกลับไปช่วยกิจการที่บ้าน

แต่พอเห็นเครื่องบินบินผ่านเศียรทุกวี่วัน กลับเกิดเเรงบันดาลใจที่จะขึ้นไปทำงานบนนั้นให้ได้

เราก็เริ่มที่จะไขว่คว้า หาความรู้ด้านนี้ใส่ตัว จนมาเจอเว็บ Thaicabincrew ซึ่งทำให้เราได้อะไรหลายๆ อย่างทั้งการเตรียมตัวสมัครและอีกหลายเรื่อง เริ่มแรกเราก็รอเวลาที่เหมาะสม คือเรียนให้จบปริญญาตรีก่อน

เผื่อไม่ประสบความสำเร็จในการสมัครแอร์จะได้ประกอบอาชีพอื่นได้ ช่วงใกล้เรียนจบก็เริ่มจัดการเรื่องหลักฐานการสมัคร เริ่มอ่านหนังสือเมื่อรู้ว่าต้องใช้ผลสอบโทอิกเป็นหลักฐาน เราสอบโทอิกตั้งสามครั้งกว่าจะได้ 600 ครั้งแรกที่ไปสอบก็ต้องการจะสมัคร Jalways ตอนที่เค้าประกาศรับเรายังเรียนปี 4 อยู่เลย แต่เข้าไปได้แค่ขั้นตอน Group Discussion แล้วก็ตกรอบไปตามระเบียบ แห้วรับประทานเลยพี่ โชคยังดีที่เพื่อนชวนไปทำร้านเสื้อผ้า เลยได้งานทำหลังเรียนจบไม่ต้องนั่งอยู่เฉยๆ ที่บ้าน

จากนั้นก็รอว่าจะมีสายการบินไหนเปิดบ้าง เช็คข่าวสมัครงานจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ทุกวัน ตอนแรกสายการบิน Royal Jordanian เปิดรับ เราก็ไปกับเค้าเหมือนกัน แต่ก็เงียบไป ช่วงรอสมัครงานก็ได้งานทำไปก่อน ไม่นานก็มีข่าวลือว่าจะมีการเปิดรับสมัครแอร์ของการบินไทยในเดือนตุลาคม 2545 เราก็แอบดีใจว่าไม่ต้องทนทำงานน่าเบื่ออีกต่อไป และแล้ววันเวลาผ่านไปจนข้ามปีก็ยังคงเป็นข่าวลือ จนถึงเดือนมีนาคม 2546 นั่นแหละจึงประกาศรับจริงๆ ดีใจมากๆ เลย เราก็เตรียมตัวเลยที่นี้ เตรียมทุกอย่าง ทั้งเรื่องการแต่งตัว ถ่ายรูป เอกสารการสมัคร เราวางแผนเลยว่าจะสมัครวันแรก เพราะ มีพี่ๆ ที่รู้จักหลายคนบอกว่าเค้าจะเรียงลำดับการเทรนตามหมายเลขที่สมัคร

วันสมัครวันแรก เราตื่นตั้งแต่ตี 3 ไปถึงโรงแรมก่อน 6 โมงเช้าด้วยซ้ำ แต่พอไปถึงแทบช็อคเลยพี่ คนเยอะมากๆ ประมาณว่าเป็นร้อยๆ ยืนเข้าคิวกันแบบงงว่าหางแถวอยู่ไหนจนเจ้าหน้าที่มาเเจกบัตรคิว เราได้ลำดับที่ 505 สุดท้ายพอตอนเย็นเจ้าหน้าที่ก็ประกาศว่า "วันนี้รับได้แค่ 500 คนเท่านั้น" เรานะเหี่ยวไปเลย หิวก็หิว นั่งรอคนเดียวอีกต่างหาก ต้องลางานมาสมัครใหม่ในวันพรุ่งนี้

เช้าวันรุ่งขึ้นที่นี้ไป 7.30 เรากังวลเรื่องส่วนสูงเพราะสูงแค่ 161 ซม. และก็กลัวเค้าจะกดอย่างที่เค้าเมาท์ๆ กัน ก่อนวัดส่วนสูง กรรมการก็เกริ่นว่าถ้าจับได้ว่าใครส่อทุจริต เช่นพกเหรียญไว้ในกระเป๋าเพื่อเพิ่มน้ำหนัก หรือใส่ยางลบไว้บนศีรษะเพื่อเพิ่มความสูงให้นำออกมา ถ้าจับได้หมดสิทธิสมัครครั้งนี้ไปเลย เรานะยิ่งตื่นเต้นไปใหญ่ พอวัดจริง คงเป็นโชคดีที่เจอกรรมการใจดีมากๆ ท่านถามเราว่าปกติวัดส่วนสูงได้เท่าไร เราก็ตอบว่า 161 กรรมการเลยบอกว่า งั้น 160 แล้วกัน มาถึงชั่งน้ำหนัก ตามหลักแล้วเค้าจะให้เอาส่วนสูงลบด้วย 110 + - 5 น้ำหนักเราก็ดันแค่ 44 กิโล แต่กรรมการก็ให้ผ่านมาได้

โล่งอกไปได้นิดนึง ก็มานั่งลุ้นต่อว่าจะมีสิทธิ์สอบอีกหรือเปล่า ผ่านพ้นไปด้วยอาการ งงว่าข้อสอบไรหว่า ไม่รู้เรื่องเลย พอสอบเสร็จปวดหัวตึ้บเลยพี่ แล้วก็ต้องลุ้นต่อไปจนถึงวันประกาศผลผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ ก็ลุ้นจนตัวโก่ง พอดีเราไม่ได้ไปดูที่บอร์ด เช็คจากเว็บการบินไทยเอา ซึ่งเป็นอะไรที่ Error ตลอด เนตที่ออฟฟิศก็ช้า เลยให้พี่สาวช่วยเช็ค เมื่อรู้ว่าผ่านก็เตรียมสัมภาษณ์ใหญ่เลยเรา สอบถามพี่ที่เป็นแอร์ว่าเค้าทำอะไรกันบ้างจะได้เตรียมตัวถูก

ถึงวันสัมภาษณ์ ก็ไปคนเดียวเลย เหมือนจะกล้านะ แต่ในใจนี่ไหว้พระแล้วไหว้อีก พระพรหมที่สำนักงานใหญ่การบินไทยก็ไหว้หลายรอบเลย การสัมภาษณ์ผ่านพ้นไปด้วยดี กรรมการแต่ละท่านไม่ดุอย่างที่คิด สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเอง แต่แบบนี้แหละน่ากลัว เพราะเราจะไม่รู้เลยว่าเราผิดพลาดตรงไหน ก็กลับมานั่งกังวลกันอีกว่าผลจะเป็นยังไง

2 เดือนเต็มๆ กว่าผลจะออก วันประกาศผลมาถึงก็ลุ้นจนไม่มีกะจิตกะใจทำงาน เพื่อนที่ไปดูให้โทรมาบอกว่าเราได้ ดีใจมากนั่งบ้ายิ้มอยู่คนเดียวเลย บอกแม่ พี่น้อง ป้า น้า อา ให้รู้ทั้งบ้าน หลังจากนั้นก็เตรียมตัวสอบว่ายน้ำ เราก็ซ้อมว่ายน้ำตั้งแต่วันนั้นเลย กลัวว่าร่างกายจะไม่อึดพอค่ะ เรื่องของหนูก็มีแค่นี้แหละค่ะ ไว้เทรนเมื่อไหร่จะกลับมาเล่าให้พี่ฟังอีกนะคะ

 


โดย ปราง ©2003 All Rights Reserved
01Sep03