"อุดม
ตันติประสงค์ชัย" กับธุรกิจสายการบินที่เลือกเอง
สู้ยิบตากว่า13ปีไม่เคยหยุดพัก
ชื่อ"แอร์ เอเชีย" แจ้งเกิดในธุรกิจสายการบิน เพราะทำสายการบินต้นทุนต่ำ
หรือคนไทยเริ่มคุ้นเคยเป็นอย่างดีว่า "โลว์คอส แอร์ไลน์"
(Low Cost Airline) ด้วยการขายตั๋วเครื่องบินถูกเท่ากับตั๋วรถทัวร์ปรับอากาศ
บขส. กรุงเทพ-พัทยา เพียง 99 บาท แต่ความจริงแล้ว โลว์คอส แอร์ไลน์
เจ้าแรกในประเทศไทย หาใช่ แอร์ เอเชีย ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดไม่
ก่อนหน้านี้ เมื่อปลายปี 2546 คนไทยได้สัมผัสถึงบริการ โลว์คอส
แอร์ไลน์แล้ว โดยการนำเสนอของบริษัท โอเรียนท์ไทย แอร์ไลน์ ในเส้นทางกรุงเทพ-เชียงใหม่
ด้วยราคาตั๋วเพียง 999 บาท ในชื่อ"วัน-ทู-โก" เป็นราคาที่กระชากใจผู้โดยสาร
เพราะแม้แต่ยักษ์ใหญ่ อย่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
ยังไม่กล้าจะหั่นราคามากขนาดนี้ สร้างประวัติศาสตร์ธุรกิจการบินไทยก็ว่าได้
เพราะผู้โดยสารรอเข้าคิดยาวเหยียดเพื่อรอซื้อตั๋ว!!
ความสำเร็จของโอเรียนท์ไทยครั้งนั้น ผู้ที่อยู่ทั้งเบื้องหลังและเบื้องหน้า
ก็คือ "อุดม ตันติประสงค์ชัย" กรรมการผู้อำนวยการ
บริษัท โอเรียนท์ไทย แอร์ไลน์ นั่นเอง
"อุดม" ไม่ใช่เพิ่งจะเข้าวงการธุรกิจการบิน แต่คนในวงการรู้จักและเห็นฝีไม้ลายมือ
อุดม เป็นอย่างดี เพราะเขาโลดแล่นอยู่ในวงการนี้มาตั้งแต่ปี
2534 หรือเมื่อ 13 ปีล่วงมาแล้ว อุดมเล่าว่า ด้วยความที่มีอุปนิสัยชอบท่องเที่ยว
อยากเที่ยวทั่วโลก จึงชมชอบการเดินทาง ชอบทำงานค้าขายในต่างประเทศ
"ผมเรียนไม่ค่อยสูง ร่ำเรียนด้านช่างเครื่องบินที่ฮ่องกง
แล้วเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 19 ปี เข้าไปค้าขายในแถบอินโดจีน
เช่น พม่า เวียดนาม และลาว" แต่ดูเหมือนชะตาชีวิตไม่ได้ขีดให้อุดมเดินในเส้นทางพ่อค้า
เมื่อโอกาสมาถึงได้พบและสนิทสนมกับอดีตผู้นำประเทศ พล.อ.ชาติชาย
ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีไทยสมัยปี 2531 กราฟชีวิตก็ผกผันจากพ่อค้าเข้าสู่ธุรกิจสายการบิน
เริ่มต้นที่เขมร จากที่สนิทกับพล.อ.ชาติชาย ขยายไปสู่สายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับสมเด็จฮุนเซน
อานิสงส์จากนโยบายของพล.อ.ชาติชาย "เปลี่ยนสนามรบเป็นตลาดการค้า"ในประเทศกัมพูชา
ที่พยายามจะลบล้างคำว่า "Killing Field" หรือทุ่งสังหาร
หนังภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่สร้างเรื่องราวในกัมพูชาจากการอิงประวัติศาสตร์
อุดมได้รับสัมปทานให้เปิดเส้นทางบินในเขมร จึงได้ก่อตั้งสายการบิน
แคมโบเดีย อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์ไลน์ มีสถานะเป็นถึงสายการบินแห่งชาติของเขมร
"หลังก่อตั้งสายการบิน แคมโบเดีย อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์ไลน์
ทำธุรกิจได้ 2 ปี ก็เกิดเหตุการณ์พลิกผัน สายการบินถูกปิดลงเมื่อปี
2538 ผมจึงกลับมาทำธุรกิจสายการบินในประเทศไทยแทน โดยเปิดเส้นทางบินกรุงเทพ-อุดรธานี
แต่ตอนนั้นธุรกิจการบินยังไม่เปิดเสรี ทำให้เส้นทางบินห้ามทับซ้อนกับเส้นทางของการบินไทย
ผมจึงต้องบินอ้อมไปแวะที่เชียงใหม่ก่อน ทำให้ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก
ซึ่งผมร้องขอให้เปิดเสรีการบินมาโดยตลอด"
ช่วงที่อุดมเข้าไปจับธุรกิจการบินในเขมร เป็นช่วงที่เขมรยังมีปัญหาการเมืองภายใน
โดยกลุ่มผู้นำแตกออกเป็น 4 ฝ่าย แต่กลุ่มที่มีอำนาจปกครองประเทศในทางปฏิบัติขณะนั้นคือกลุ่มของสมเด็จฮุนเซน
หรือนายฮุนเซนในขณะนั้น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ปกครองเขมรมายาวนานตั้งแต่ช่วงที่เวียดนามเข้ายึดครองเขมร
แม้เวียดนามได้ถอนตัวจากเขมรแล้ว แต่กลุ่มนายฮุนเซนยังคงปกครองประเทศอยู่ต่อไป
แต่หลังจากองค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น)สามารถจัดการเลือกตั้งได้สำเร็จเป็นครั้งแรก
ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจ โดยพรรคฟุนซินเปคของสมเด็จกรมพระนโรดม
รณฤทธิ พระโอรสของสมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ กษัตริย์แห่งกัมพูชา
ได้รับเสียงข้างมากเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้น ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายหลายอย่างที่รัฐบาลชุดก่อนทำไว้
และส่งผลมาถึงธุรกิจของอุดมด้วย
แต่ดูเหมือนว่า เส้นกราฟชีวิตของผู้ชายคนนี้จะเปลี่ยนผันทุก
2 ปี เพราะต่อมาปี 2540 การเมืองในเขมรเปลี่ยนอีกครั้ง สมเด็จฮุนเซนกลับมามีอำนาจอีกครั้ง
ทำให้สายการบินแคมโบเดียฯ ได้สิทธิการบินคืนมา แต่ครั้งนี้ธุรกิจไม่สดใสอย่างเดิม
เพราะเกิดสงครามกลางเมือง ทำให้นักลงทุนต่างชาติหนีหาย พาลไปถึงธุรกิจการบินซบเซาลง
ในที่สุดสายการบินแคมโบเดียฯ จำต้องเลิกธุรกิจ แต่ประจวบเหมาะกับไทยเปิดเสรีการบิน
ทำให้ "อุดม"กลับเข้าสู่ธุรกิจการบินในไทยอีกครั้ง
"ตอนแรกที่คิดทำสายการบิน ผมไม่มีความรู้มาก่อนเลย ไม่ได้เรียนด้านนี้มา
แต่พอตั้งใจทำ ก็ขวนขวายซื้อหาหนังสือมาอ่านเอง ศึกษาเอง ใช้เวลาอยู่เกือบ
2 ปีกว่าจะลงมือจริง" เช่นเดียวกับสมัยที่อุดมยังเป็นพ่อค้า
แม้จะออกตัวว่าเรียนมาแค่ช่าง แต่หลายคนที่ได้สัมผัสอุดมจะไม่เชื่อเช่นนั้น
เพราะเขาพูดได้หลายภาษา เหตุเพราะทุกประเทศที่อุดมค้าขายด้วย
เขาถือคติต้องรู้จริง จึงต้องเข้าใจถึงคนในประเทศนั้น การสื่อสารจึงจำเป็น
ทุกวันนี้ อุดมไม่ใช่เพียงพูดภาษาสากลอย่าง อังกฤษ ได้คล่องเท่านั้น
แต่ภาษาเวียดนาม เขมร ภาษาจีนทุกเชื้อสาย เขาพูดได้หมด
อุดมพูดถึงการเริ่มต้นสายการบินโอเรียนท์ "ระยะแรกให้บริการเช่าเหมาลำ
กำไรดีมาก ขนนักท่องเที่ยวและลูกค้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ยูเอ็นเข้ามาในเมืองไทยจำนวนมาก
โดยเฉพาะช่วงที่รัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 รายได้ยิ่งเพิ่มมหาศาล"
แต่ผลประกอบการที่รุ่งโรจน์ ตัวเลขกำไรเป็นกอบเป็นกำ ไม่ได้หมายความว่า
เส้นทางชีวิตการทำงานของเขาจะราบรื่น "อุดม" เล่าว่า
ตลอด 10 กว่าปีของการทำงาน ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะทำงานสบาย
ๆ ไม่เครียดเหมือนคนอื่น แต่กลับเป็นงานที่ต้องต่อสู้ ฟาดฟันกับอุปสรรคนานัปประการ
มีปัญหาให้ต้องแก้ตลอดเวลา
"ถึงผมจะเป็นคนสู้ยิบตา ตอบโต้ทุกเรื่องที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง
ไม่ชอบธรรม แต่อายุผมปีนี้ 48 ย่าง 49 ปี ผมผ่าตัดทำบอลลูนหัวใจมาแล้ว
3 ครั้ง ผลจากสูบบุหรี่จัดและกรรมพันธุ์ แต่ชีวิตผมยังไม่เคยได้พักผ่อนเลย
เพิ่งจะมีโอกาสเมื่อ 3 ปีก่อนที่พาครอบครัวไปเที่ยวญี่ปุ่น รู้สึกดีมาก
และตั้งเป้าว่าจะต้องหาเวลาพาลูกไปเที่ยวให้ได้ปีละครั้ง แต่ปีนี้ผ่านมาแล้ว
3 เดือนยังเจียดเวลาไม่ได้เลย เพราะต้องขับเคี่ยวกับโลว์คอสแอร์ไลน์อยู่"
แม้ว่า หนุ่มคนนี้จะโลดโผนอยู่ในยุทธจักรการบินมานานกว่า 13
ปี แต่เขายืนยันว่า ถึงจะไม่ได้รักชอบมาตั้งแต่ต้น แต่เป็นงานที่ถือว่า
เลือกที่จะเข้ามาทำเอง ไม่ได้มีใครบังคับ เมื่อเข้ามาทำแล้วก็คงต้องรัก
ดังนั้น จะขอทำงานตรงนี้ให้ดีที่สุด และจะเป็นงานสุดท้ายที่อยากจะทำ
เพราะหลังจากนี้ตั้งใจไว้ว่า เมื่อลูก ๆ เริ่มเป็นผู้ใหญ่พอที่จะรับช่วงต่อ
ก็จะวางมือ หาเวลาพักผ่อน บินไปเที่ยวรอบโลก
อย่างที่ใจชอบ!!
คอลัมน์ เฉลียงไอเดีย
มติชน / 03 เมษายน พ.ศ. 2547 / ปีที่ 27 ฉบับที่ 9521