
[[ครบรอบ 1 ปี "วันทูโก"]]
ใน 1 ปีที่ผ่านมานี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง...
โดย "ยุ่งชะมัด..สัตวแพทย์"
สวัสดีครับทุกๆ
ท่าน วันที่ 3 ธันวาคม 2547 ก็เป็นวันครบรอบ 1 ปีของการเปิดให้บริการการบินแบบราคาประหยัด
(ไม่อยากเรียกว่าต้นทุนต่ำ เพราะต้นทุนก็ไม่ใช่จะต่ำแบบแท้จริงนะครับ) เป็นครั้งแรกของ "วันทูโก โดย สายการบินโอเรียนท์ไทยแอร์ไลน์" ซึ่งได้เปิดตัวเส้นทางบิน
กรุงเทพ - เชียงใหม่ ด้วยราคาต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์การบิน(ในตอนนั้น) ด้วยราคา
ทุกที่นั่ง ทุกเที่ยวบิน 999 บาท (รวมภาษีสุทธิ 1,104 บาท) ใน 1 ปีที่ผ่านมานี้ มีอะไรเกิดขึ้นกับ
"วันทูโก" บ้าง
ผมจะประมวลมาให้อ่านครับ
[[[ อดีตของวันทูโก
]]]
เริ่มแรกจากสายการบินโอเรียนท์ไทยแอร์ไลน์
(เดิมชื่อโอเรียนท์เอกซ์เพรสแอร์) โดย คุณอุดม ตันติประสงค์ชัย ได้มีความคิดริเริ่มที่จะให้บริการการบินแบบต้นทุนต่ำในไทย
หลังจากการเปิดเสรีการบินภายในประเทศเมื่อปี พ.ศ.2545 ... โดยได้มีการให้สัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ
ช่วงเดือนกรกฎาคม 2546 โดยได้ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดวิธีการเดินทางที่ประหยัด และสะดวกสบายมากขึ้น
โดยไปถึงสนามบินสามารถซื้อตั๋วแล้วขึ้นเครื่องได้ทันที .... และได้บอกเหตุผลการใช้เครื่องโบอิ้ง
757-200 ว่า เป็นเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่กว่าเครื่องโบอิ้ง 737-300 สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากกว่า
และจะมีกำหนดการเปิดตัวในช่วงเดือนตุลาคม 2546
แต่แล้วรอจนแล้วจนรอด ก็ไม่ยอมเปิดตัวซักที
(ผมเองก็ลุ้นตัวโก่งว่าเมื่อไหร่จะได้บินไปเชียงใหม่ซะที) ... จนกระทั่ง "แอร์เอเชีย"
ได้แถลงเปิดตัวการให้บริการบินภายในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ "ไทยแอร์เอเชีย" เมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2546 จึงทำให้วันทูโก ได้รีบเปิดให้บริการครั้งแรก คือวันที่
3 ธันวาคม 2546
เที่ยวบินของวันทูโกเที่ยวปฐมฤกษ์บินตรงสู่เชียงใหม่
เช้าวันที่
3 ธันวาคม 2546 หลังจากที่ได้มีการเจิมเครื่องบินโบอิ้ง 757-200 แล้วก็ได้มีการเชิญบุคคลผู้มีชื่อเสียง
อาทิเช่น เจ้ากอแก้วประกายกาวิล ณ เชียงใหม่ รวมถึงสื่อมวลชน ได้ร่วมเดินทางกับเที่ยวบินปฐมฤกษ์
999 บาท
. ใครๆ ก็ไม่เชื่อว่า 999 บาทก็สามารถบินสู่เชียงใหม่ได้
. ผมเองก็ได้ไปติดตามการบินแบบราคาประหยัดที่ดอนเมือง
ก็พบว่า เที่ยวบินก็ดีเลย์เป็นชั่วโมงเหมือนกันครับ
จนพอตัวเองจะเดินทางบ้างก็นึกหวั่นๆ
อยู่

หลังจากเปิดบินได้เป็นวันเดียว "สายการบินโอเรียนท์ไทย" ก็ได้ขึ้นหน้า 1 ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ไม่ใช่เรื่องข่าว
เปิดบินกรุงเทพ-เชียงใหม่ 999 บาทหรอกครับ แต่ว่าเป็นเรื่องที่มีชิ้นส่วนบริเวณปีกของเครื่องบินหลุด
หลังจากที่นำเครื่องขึ้นจากสนามบินเช็คแลปก๊อก ฮ่องกงได้ไม่นาน บนเที่ยวบิน OX262
เส้นทาง ฮ่องกง-เชียงใหม่ วันที่ 4 ธันวาคม 2546
กับเครื่อง HS-UTB เป็นรูโหว่ดังรูปครับ

ประชาชนชาวเชียงใหม่
และนักเดินทางเอง ก็ได้รู้จักสายการบินนี้มากขึ้นพอสมควร จากโปรโมชั่น 999 บาท ในช่วง
3-24 ธันวาคม 2546 โดยจำนวนผู้โดยสารได้เพิ่มสูงถึง 30,000 คนภายในระยะเวลาเพียง
3 สัปดาห์กว่าๆ เท่านั้น
ครั้งนั้น เที่ยวบินที่วันทูโกวางไว้สำหรับบินเฉพาะเส้นทาง
กรุงเทพ-เชียงใหม่ มีทั้งหมด 13 เที่ยวบิน/วัน แต่ได้บินจริงๆ เพียง 5 เที่ยวบิน
และได้ปรับลดลงเหลือ 4 เที่ยวบิน โดยระยะแรกมีเครื่องบินให้บริการอยู่ 2 ลำคือ ลำสีขาว(HS-OTA)
และ ลำสีส้ม (XU-123 ปัจจุบันขายต่อไปแล้ว)
. ส่วนหนึ่งของการที่เที่ยวบินดีเลย์มากๆ
ในระยะแรก นั่นคือการกำหนดตารางบินที่ใช้เวลาเดินทางเพียง 1 ชั่วโมง ทั้งที่จริงจะใช้เวลาเดินทางจริง
1 ชั่วโมง 10 นาที
จากการปรับลดเที่ยวบิน และความไม่ชัดเจนในการจัดตารางบินในครั้งนั้น
ทำให้ได้เกิดเรื่องลงหนังสือพิมพ์หลายฉบับ มีผู้โดยสารร้องเรียนเป็นจำนวนมากถึงการยกเลิกเที่ยวบินโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า
ทำให้มาสนามบินเก้อ เหตุการณ์นั้น วันทูโก ได้รับผิดชอบด้วยการซื้อตั๋วการบินไทย
ราคาเต็ม 2,275 บาทให้กับผู้โดยสารเดินทางไปเชียงใหม่ โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มแต่อย่างใด
. กรณีนี้ ทำให้ "กรมการขนส่งทางอากาศ" ได้มีการออกกฎคุ้มครองผู้โดยสารสายการบินต้นทุนต่ำขึ้นมา
อาทิเช่น ถ้าหากเครื่องบินล่าช้ากว่ากำหนดต้องมีการดูแลผู้โดยสาร เช่นจัดอาหาร หรือหาที่พัก
รวมถึงหาเที่ยวบินอื่นที่เหมาะสมให้แทน หรือมีการคืนเงิน ฯลฯ เป็นต้น

หลังจากวันที่ 25 ธันวาคม
2546 วันทูโกได้ขึ้นราคาค่าโดยสาร กรุงเทพ-เชียงใหม่เป็น 1,400 บาท (รวมภาษีสุทธิ
1,505 บาท) ซึ่งก็ถือว่าเป็นราคาที่ถูกกว่าการบินไทย คือ 2,275 บาท
. โดยราคา 1,400
บาทนี้เป็นราคาปกติที่ตั้งใจจะคิดมาตั้งแต่แรกเริ่ม โดยผู้บริหารสายการบินได้กล่าวว่า
ถ้าคิดค่าโดยสาร 1,400 บาท ถึงแม้มีผู้โดยสารขึ้นเครื่องเพียง 65% ก็คืนทุนได้ แต่ถ้าคิดค่าโดยสาร
999 บาท ถึงแม้ผู้โดยสารขึ้นเครื่องเต็มลำก็ไม่สามารถทำกำไรได้
ดังนั้นราคา 999
บาทจึงเป็นเพียงราคาแนะนำช่วงเปิดตัวเท่านั้น
.

"ยุ่งชะมัด" ได้มีโอกาสขึ้นวันทูโก ครั้งแรกในวันที่ 26 ธันวาคม 2546
. หลังจากที่ซื้อตั๋วตั้งแต่ช่วงต้นเดือน
ก่อนการเดินทาง 1 สัปดาห์ ก็มีพนักงานโทรมาบอกว่า ขอเลื่อนเวลาออกเดินทางจาก 13.40
น. เป็น 14.20 น. ซึ่งก็รู้สึกดีที่ยังโทรแจ้งให้ทราบล่วงหน้าจึงยอมรับได้ครับ
จากการเดินทางครั้งแรกกับวันทูโก ก็ได้รับความสะดวกสบายจากการเดินทางมาก ถึงแม้ว่า
ครั้งนั้นผมจะรู้สึกว่าทำไมเครื่องบินบินได้วูบวาบจัง และมึนหัวไปหลายชั่วโมง(คิดว่าเกิดจากการนอนน้อยช่วงสอบมากกว่าครับ)
แต่ได้รู้ถึงเอกลักษณ์ของสายการบินซึ่งสร้างความประทับใจให้กับผมเป็นอย่างมาก
นั่นคือ "การไหว้ขอบคุณผู้โดยสาร" ก่อนเครื่องบินร่อนลงจอดครับ
. ครั้งนั้น
ผมได้ทำรีวิว(แบบตัวหนังสือ) เป็นครั้งแรก ปีที่แล้วยังไม่มีใครทำอะไรแบบนี้ จึงทำให้หลายๆ
คนมองผมว่า เป็นพนักงานวันทูโกมาโฆษณาสายการบินซะนี่
ไม่เป็นไรครับ ผมเชื่อเสมอว่า
ตอนนี้คงไม่มีใครคิดเช่นนั้นแล้ว อิอิ ^_'' (ผมรู้สึกภูมิใจและยินดีมากครับที่ปัจจุบันมี
Flight review มาให้อ่านกันอย่างมากมายครับ)

5 มกราคม 2547 การบินไทยได้ออกโปรโมชั่น "ยิ้มสบายทั่วทิศ" ออกมาชนกับวันทูโกอย่างจัง โดยการบินไทยคิดราคา กรุงเทพ-เชียงใหม่
แบบ E-ticket เพียง 1,399 บาท (รวมภาษีสุทธิ 1,504 บาท) ถูกกว่าวันทูโก 1 บาท
.
ถึงแม้การบินไทยจะออกมากล่าวว่า ไม่ได้คิดแข่งขันกับวันทูโก แต่ลึกๆ แล้ว ผมเคยได้ยินมาจากวงในว่า
"การบินไทยสามารถบดขยี้วันทูโกเมื่อไหร่ก็ได้" และผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ
ครับ เพราะถึงแม้โปรโมชั่นนี้จะกำหนดที่นั่งเพียงไม่กี่ที่ แต่ก็มีผลทางจิตวิทยาต่อผู้โดยสารทั่วไป
.. เพียงแค่โปรโมชั่นนี้ออกมา ผู้โดยสารของวันทูโกลดลงจนน่าเป็นห่วง จาก 4 เที่ยวบิน/วัน
เหลือ 3 เที่ยวบิน และหลังจากที่ "แอร์เอเชีย" ได้เปิดตัวเมื่อ 3 กุมภาพันธ์
2547 "วันทูโก" ก็ได้ลดเที่ยวบิน กรุงเทพ-เชียงใหม่ ลงเหลือ 2 เที่ยวบิน
โดยที่ไม่ได้มีการขยายเส้นทางบินใหม่ๆ เพิ่มเติมอีกเลย

ดังนั้น วันทูโก จึงไม่สามารถคิดราคา 1,400 บาท (ราคารวมภาษี 1,505 บาท) ต่อไปได้
จึงได้มีการปรับลดราคาครั้งใหม่ และได้มีการขยายเส้นทางใหม่ สู่ภูเก็ต หาดใหญ่ และเชียงราย
รวมถึงได้ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ เป็นโปรโมชั่น ---# "GO SHOW" ทุกที่นั่ง
ทุกเที่ยว ราคาเดียว ไม่ต้องจอง #--- โดยมีจุดขายต่างจากสายการบินคู่แข่งอย่างชัดเจนคือ
มีระดับราคาเดียวเท่ากันทั้งลำ และผู้โดยสารไม่ต้องจองตั๋วล่วงหน้า หิ้วกระเป๋ามาถึงสนามบินซื้อตั๋วแล้วขึ้นเครื่องได้เลยทันที
(เหมือนไปหมอชิต)
. แต่ โปรโมชั่นนี้ดูแปลกๆ อยู่ที่ว่า "ถ้าหากจองตั๋วล่วงหน้า
ต้องเสียค่าธรรมเนียมการจองเพิ่มขึ้นอีก 100 บาท???? " (ทำไมจองก่อนต้องจ่ายแพงกว่าด้วยล่ะ
เหมือนอยากให้คนไปลุ้นกันซื้อที่สนามบินเลย)
. โปรโมชั่นนี้ดูเหมือนจะลอกแบบวิธีคิดเงินของแอร์เอเชียตรงที่เพิ่ม
"ค่าธรรมเนียมการจองตั๋ว" มาอีก 50 บาท
ราคา กรุงเทพ-เชียงใหม่ จึงลดเหลือเพียง
1,154 บาท(รวมภาษีแล้ว) ซึ่งเป็นราคาระดับกลางๆ เมื่อเปรียบเทียบกับแอร์เอเชียในช่วงเวลาเดียวกันคือ
ราคา P fare อยู่ที่ 802.50 บาท และ L fare อยู่ที่ 1,230.50 บาท(รวมภาษีแล้ว)
.
หลังออกโปรโมชั่นนี้มา ก็มีผู้โดยสารให้ความสนใจมากขึ้น จนได้เพิ่มเที่ยวบินเป็น
3 เที่ยวต่อวัน และช่วงสงกรานต์ "วันทูโก" ก็ทำให้ "ดอนเมือง"
แปรสภาพกลายไปเป็น "หมอชิต" ในทันที (ใครๆ ก็บอกอย่างนั้นครับ)

การแข่งขันของสายการบินต้นทุนต่ำยังคงร้อนแรง เมื่อมีน้องใหม่ในวงการแต่มีแบ๊คอัพใหญ่โตนั่นคือ "นกแอร์" เข้าร่วมในสมรภูมิรบเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2547 ด้วยราคาช่วงปฐมฤกษ์
กรุงเทพ-เชียงใหม่เพียง 598 บาท (รวมภาษีสุทธิ 796.86 บาท) มีผลให้ "วันทูโก" ลดราคาลง 4 บาท เพื่อให้ดูง่ายขึ้น เป็น ราคา 1,150 บาท เท่ากันทุกที่นั่ง และจองก่อน
หรือซื้อตั๋วแล้วขึ้นเครื่องเลยก็จ่ายเงินเท่ากัน (ยกเลิกค่าธรรมเนียมการจอง 100
บาท
ถูกใจผมมากครับ)
และได้มีการยกเลิกเส้นทางบิน กรุงเทพ-อุดรธานี หลังจากที่เปิดบินได้ไม่ถึง
2 เดือน เนื่องจากมีการแข่งขันสูงมาก และ ผู้โดยสารมีน้อยจนเกินไป (ผู้โดยสารเฉลี่ย
40% ต่อเที่ยวบินเท่านั้น)

[[[
จุดเด่นของวันทูโก ]]]
. (พูดกันตามเนื้อผ้าครับ)
ผมคิดว่าผู้โดยสารหลายคนคงชื่นชอบ "วันทูโก" ตรงที่มีข้อเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นมากกว่าเจ้าอื่นๆ อาทิเช่น
-
เป็นสายการบินที่คิดค่าโดยสารแบบราคาเดียวกันทุกที่นั่ง ไม่ต้องลุ้นว่าราคาช่วงสุดสัปดาห์หรือเทศกาลจะพุ่งสูงไปขนาดไหน
-
สามารถเลื่อนตั๋ว เปลี่ยนแปลงวันเวลาเดินทางได้ฟรี (เปลี่ยนชื่อผู้โดยสารไม่ได้)
ภายในอายุของตั๋วคือ 6 เดือน
- น้ำหนักสัมภาระที่ฝากไปกับเครื่องบิน สามารถโหลดได้ถึง
20 กิโลกรัม (มักอะลุ่มอะหล่วยให้ถ้าเกินเพียงเล็กน้อย) โดยถ้าเกินจะคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเพียงกิโลกรัมละ
35 บาท (เจ้าอื่นๆ คิด 50 บาท)
- สามารถเลือกที่นั่งได้ตรงเคาน์เตอร์เช็คอิน บางทีพนักงานจะไม่ได้ถามอะไร
จึงควรรีบบอกไปทันที มิฉะนั้นพนักงานจะสุ่มเลือกที่นั่งให้
- เป็นสายการบินเดียวที่มีการให้บริการของว่าง
(โก๋แก่ถุงจิ๋ว) และเครื่องดื่ม (โค้ก,แฟนต้า,สไปร์ท,น้ำเปล่า) ฟรี และสามารถขอเพิ่มอีกเท่าไหร่ก็ได้
(แอร์ฯ ใจดีบริการเต็มที่ไม่มีอิดออดครับ) ถึงแม้ว่าช่วงครึ่งปีแรกจะให้บริการด้วยน้ำผลไม้
Tipco 100% หรือน้ำส้ม Brook กระป๋อง 100 % แล้วเพิ่งจะลดต้นทุนมาก็ตาม
ซึ่งจุดนี้
คุณอุดม ตันติประสงค์ชัย เจ้าของสายการบินเคยบอกกับผม (นานมาแล้ว) ว่า "วัฒนธรรมของคนไทย
แขกมาต้องหาน้ำหาท่ามาต้อนรับ ยังไงก็ตัดออกไม่ได้ครับ"

[[[
จุดด้อยของวันทูโก ]]]
. แน่นอน ถ้าผมพูดแต่จุดเด่น ผมก็กลายเป็นพรีเซนเตอร์ให้วันทูโกสิครับ
- แน่นอน จุดแรกที่หลายๆ ท่านในนี้คงจะนึกถึง นั่นคือ "การดีเลย์เป็นกิจวัตร"
ของสายการบินนี้ครับ ผมเองก็ได้มีโอกาสขึ้นวันทูโกประมาณ 7 ครั้งแล้ว รู้สึกว่าแทบจะไม่เคยมาถึงตรงเวลาให้ประทับใจเล่นซักครั้งเลยอ่ะครับ
ดังนั้น ผู้โดยสารหลายๆ คน ที่ต้องเดินทางไปทำงาน หรือติดต่อธุรกิจต่างๆ ที่จำเป็นต้องตรงเวลามากๆ
จึงไม่นิยมใช้บริการสายการบินนี้ เพราะ "กลัวเครื่องบินดีเลย์จนเสียการเสียงาน" ครับ
ปัจจุบัน วันทูโกเริ่มตรงเวลามากขึ้นแล้วครับ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
นั่นคือ ใครๆ ก็คิดว่า วันทูโกก็ดีเลย์แน่ๆ จึงไม่ยอมไปรอขึ้นเครื่อง จึงทำให้เวลา
board ผู้โดยสารจึงใช้เวลามากขึ้นจนทำให้เครื่องดีเลย์ได้ครับ
- เรื่องเครื่องบิน
แน่นอนว่า จากเหตุการณ์ใน คห.2 เรื่องชิ้นส่วนปีกหลุด จึงทำให้หลายๆ คนกลัวสายการบินนี้กันใหญ่
ส่วนหนึ่งด้วยอายุเฉลี่ยของเครื่องบิน ถ้าเป็น 747 ก็อยู่ราวๆ 30 ปี (อายุน้อยสุดคือ
20 ปี) ถ้าเป็น 757 อยู่ราวๆ 17-20 ปี
. อันที่จริงอายุเครื่องบินไม่ได้สำคัญมากที่สุดครับ
สิ่งที่สำคัญกว่าคือเรื่องการบำรุงรักษาเครื่องบินให้คงทนใช้งานได้ไม่เสียอยู่บ่อยๆ
มากกว่าครับ
- เรื่องระบบการจองตั๋ว
ที่ดูเหมือนจะลงทุน(เห็นว่าเป็นหลักสิบล้าน)
แต่ก็ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ผู้โดยสารวันทูโกส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องอาศัยการจองตั๋วผ่านโทรศัพท์
. จะแตกต่างจากสายการบินต้นทุนต่ำอื่นที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะจองตั๋วผ่านอินเตอร์เน็ต
กว่าวันทูโกจะจองตั๋วผ่านอินเตอร์เน็ตได้ กาลเวลาก็ผ่านไปถึงเดือนตุลาคมแน่ะครับ
- เรื่องความน่าเชื่อถือ
คาบเกี่ยวกับเรื่องการดีเลย์ตามที่กล่าวข้างต้น แต่ที่จะกล่าวถึงนี้คือ
การยกเลิกเที่ยวบิน ยุบรวมเที่ยวบิน และ การเลื่อนเวลาเที่ยวบินครับ ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงตารางบินอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเที่ยวบินไหนมีคนน้อยก็จะยุบรวมเที่ยวบินไปซะอย่างงั้น
มีการเปลี่ยนแปลงตารางบินกันทุกเดือน
จะต่างจากสายการบินอื่นๆ ที่จะปรับตารางบินใหม่ตามฤดูกาล
. ดังนั้นการจองตั๋วล่วงหน้านานๆ
มากๆ จึงไม่เป็นผลดีเลยครับ
. แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ถ้าหากมีการออกตั๋วไปแล้วมีการเปลี่ยนแปลงตารางเวลาเดินทาง
จะมีพนักงานโทรศัพท์มาแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อนเสมอครับ
.
- ความประหยัดในเรื่องที่ไม่น่าประหยัดของวันทูโก
ก็ประหยัดพนักงานน่ะสิครับ
ดูได้จากจำนวนพนักงานขนกระเป๋า เครื่อง 747 ลำมหึมาแต่มีพนักงานขนกระเป๋าเพียง
2-3 คนเท่านั้น ส่งผลให้ผู้โดยสารที่รอรับกระเป๋าตรงจุดหมายปลายทาง จะต้องรอกระเป๋ากันนานพอสมควรทีเดียว
. แต่ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นกับเที่ยวบินที่ใช้เครื่อง 757 นะครับ ดังนั้น ถ้ารีบเร่งก็ไม่แนะนำให้โหลดสัมภาระฝากไปใต้ท้องเครื่องบินครับ
(ตอนผมไปภูเก็ตนี่เข็ดเลย รอเป็นครึ่งชั่วโมง เห็นแล้วทนไม่ได้จึงรีบไปช่วยพนักงาน
กระเป๋าแต่ละใบนี่หนักมากครับ เห็นใจพนักงานจริงๆ ครับ ^_'' )

[[[
ปัจจุบันของวันทูโก ]]]
จากการที่น้ำมันราคาพุ่งทะยานสูงมากๆ (ใครๆ
ก็รู้นะครับ) อีกทั้ง ช่วงฤดูหนาวนี้ถือว่าเป็นช่วง High season ใครๆ ก็อยากจะเดินทางกันช่วงนี้
จึงทำให้สายการบินต้นทุนต่ำทุกสายพร้อมใจขึ้นราคากันตั้งแต่เดือนตุลาคม 2547 และวันทูโกก็ได้ปรับราคาเส้นทาง
กรุงเทพ-เชียงใหม่/ภูเก็ต/เชียงราย เป็น 1,350 บาท และหาดใหญ่เป็น 1,650 บาท ซึ่งก็ยังไม่ถือว่าแพงมากนักเมื่อเทียบกับระดับราคาของเจ้าอื่นๆ
จึงทำให้มีผู้โดยสารอุดหนุนกันอย่างเนืองแน่นคับคั่งอยู่

[[[ อนาคตของวันทูโก ]]]
อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
ใครจะบอกว่า สายการบินต้นทุนต่ำไม่ฮั้วกัน ผมก็ไม่เชื่อครับ
ในปัจจุบันนี้ ถ้าสายการบินไหนคิดจะเปิดบินไปจุดหมายใหม่ๆ
ที่ทับซ้อนกับอีกสายการบินที่เปิดให้บริการอยู่ มักจะต้องมีการหยั่งเชิงถามผู้ให้บริการเส้นทางนั้นๆ
ก่อน เหมือนกับว่า ไม่อยากให้มาแข่งกันแย่งลูกค้ากัน เพราะขนาดลูกค้าก็มีอยู่เท่าเดิม
(เห็นได้ชัดเจนจากเส้นทาง กรุงเทพ-อุดรธานีนะครับ ที่บางสายการบินเคยแสดงความเห็นว่า
Demand ยังไม่สูงมาก แต่ Supply มีสูงเกินไป)
ตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ ผมคิดว่า
วันทูโก หรือ สายการบินโอเรียนท์ไทย คงจะไม่เปิดบิน กรุงเทพ-สิงคโปร์แน่ๆ เนื่องจากมีการแข่งขันกันสูงมากๆ
มีสายการบินต้นทุนต่ำแข่งกันอยู่แล้ว 3 เจ้า (แอร์เอเชีย, แวลูแอร์, ไทเกอร์แอร์เวย์ส)
สายการบินโอเรียนท์ไทย ได้มองหาตลาดใหม่ๆ ในประเทศจีน และได้ทยอยเปิดเส้นทางบิน ได้แก่
กรุงเทพ-กวางเจา เนื่องจาก คุณอุดม มีเครือข่ายพันธมิตรอยู่ในฮ่องกงและจีนจำนวนมาก
.. แต่สำหรับ "วันทูโก" ซึ่งเป็นการให้บริการแบบราคาประหยัดภายในประเทศนั้น
คงยากที่จะขยายเส้นทางใหม่ๆ โดยจากบทสัมภาษณ์ของคุณอุดม ที่เคยกล่าวว่า "การบินภายในประเทศอยู่ในภาวะที่ขาดทุน
แต่บริษัท(สายการบินโอเรียนท์ไทย)ยังสามารถทำกำไรได้เป็นจำนวนมากจากการให้บริการแบบเครื่องบินเช่าเหมาลำ
และการบริการที่เต็มรูปแบบในเส้นทางระหว่างประเทศ
. ถ้าหากว่า การแข่งขันภายในประเทศยังคงสูงขึ้น
มีการออกโปรโมชั่นแรงๆ ออกมา
. วันทูโกอาจพิจารณาลดเที่ยวบิน ลดจุดบิน หรือยกเลิกการให้บริการภายในประเทศไป"

ฟังแล้วผมก็รู้สึกใจหายเหมือนกัน ผมเองก็นึกถึงคำพูดของคุณอุดม ตอนสมัยวันทูโกเปิดใหม่ๆ
ที่เคยพูดจับใจความประมาณได้ว่า "เราจะสู้กับคู่แข่งให้ถึงที่สุด เขาเปิดเส้นทางใหม่ไปไหน
เราเปิดไปนั่น"
แน่นอนว่า ถ้าไม่มีวันทูโก ระดับขั้นราคาของแอร์เอเชียจะสูงกว่านี้
และไม่ลดลงมาแน่ๆ
. แต่ก็แน่นอนอีกเช่นกัน ถ้าไม่มีแอร์เอเชีย วันทูโกก็จะยังคงขายราคาตั๋ว
กรุงเทพ-เชียงใหม่ 1,400 บาท (รวมภาษีสุทธิ 1,505 บาท) ต่อไปแน่นอนครับ
ดังนั้น
ถ้าหากธุรกิจยิ่งมีการแข่งขันมาเท่าไหร่ ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ แต่ถ้าเขาจับมือกันเมื่อไหร่
ผู้บริโภคแย่แน่นอนครับ
ถ้าหากมีใครถามว่า "วันทูโก" จะขยายเส้นทางภายในประเทศอีกหรือไม่
ผมคิดว่าคงท่าจะยากอ่ะครับ โดยดูจากตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การเปิดเส้นทาง กรุงเทพ-กระบี่
และ สุราษฐธานี ซึ่งเลื่อนออกมาเกือบ 2 เดือน และเที่ยวบินไปกระบี่ จากเดิมที่คิดว่าจะมีทุกวัน
ก็ลดลงเหลือ 1 เที่ยว/สัปดาห์ โดยจะเปิดบินครั้งแรกในวันที่ 9 ธันวาคม ครับ
ท้ายสุดผมอยากจะฝากประโยคหนึ่ง
ที่ผู้โดยสารที่ขึ้น "วันทูโก" ทุกคน จะต้องได้ยินก่อนเครื่องลงจอดครับ
"เราตระหนักดีว่ามีสายการบินอื่นที่ท่านสามารถเลือกใช้บริการได้
วันทูโก โดยสายการบินโอเรียนท์ไทย ขอขอบคุณผู้โดยสารทุกท่านที่ใช้บริการของเรา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้มีโอกาสรับใช้ท่านอีก(ในอนาคตอันใกล้)
ขอบคุณและสวัสดีค่ะ/ครับ"
.. (แล้วก็ไหว้ขอบคุณงามๆ 1 ที)

ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบครับ
^_''
หมายเหตุ : "ยุ่งชะมัด..สัตวแพทย์" เป็นเพียงแค่นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัฐชื่อดังแห่งหนึ่ง
เป็นเพียงผู้โดยสารคนหนึ่งที่มีโอกาสได้เดินทางบ่อยเท่านั้น
ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสายการบินใดๆ
ครับ
ที่มาของรูป : จากการถ่ายด้วยตนเอง,
http://www.airliners.net , http://www.jetphotos.net และ คุณ Shintaro (Pantip.com
โต๊ะ Blueplanet)
ยุ่งชะมัด
ฯ

โดย ยุ่งชะมัด..สัตวแพทย์ ©2004 All Rights Reserved Dec
04