thaicabincrewdotcom®proudly presents
*viwing this webpage with high speed internet is highly recommended


ท่ามกลางความมึนเมาและสะลึมสะลือ ผมงัวเงียควานหาโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะหัวเตียงหลังได้ยินเสียงตู๊ดๆ ติดกันสองครั้ง "Loong Harn, this is Nuk and Im na ka, lets meet at my house 21st century tower at 13.30. We will cook you lunch than take you to Madinat" ก็ดีเหมือนกัน ผมจะได้มีเวลานอนต่ออีกเล็กน้อย

แต่จะให้พี่อุ้มท้องจนถึงบ่ายโมงครึ่งเห็นทีจะไม่ไหวนะน้อง ...วิธีง่ายๆ คือจัดการต้มมาม่าหนึ่งห่อบิ๊ก (ก็มาม่าที่เธอฝากผมซื้อจากกรุงเทพนั่นแหละ) นั่นทำให้ผมรู้สึกได้โปรตีนและอิ่มสบายท้องขึ้นมาบ้าง

..................................................

21st century tower นิวาสถานของน้องทั้งสองอยู่ไม่ห่างจากที่พักลูกเรือการบินไทย หากในหน้าร้อนก็เดินราวหนึ่งเหนื่อยกะเหงื่ออีกหนึ่งปี๊บ แต่ในเวลาที่อากาศเย็นสบายๆ อย่างวันนี้ เดินคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว

13.30 นาฬิกาตรง ผมยืนเก้ๆ กังๆ ชะเง้อชะแง้เหมือนกระเหรี่ยงคอยาวอยู่ในห้องโถงของอาคาร 21st century Tower อาคารหรูหราแห่งนี้ไม่ต่างจากออฟฟิศสำนักงานใหญ่ๆ ที่เราเคยเห็นในกรุงเทพ ด้านหนึ่งเป็นเคาน์เตอร์ information พร้อมยามหน้าดุ อีกด้านมีคอมพิวเตอร์สำหรับลูกเรือตั้งเคียงกันสองเครื่อง มีผู้คนมากมายทั้งหญิงชาย แต๋วและตุ๊ดเดินเข้าออกตลอดเวลา บริเวณโถงพักคอยมีลูกเรือชาติต่างๆ ของสายการบินเอมิเรตส์ นั่งคุยนั่งเมาท์เสียงดังจ๊อกแจ๊กจอแจ นี่ถ้ามีเพื่อนปากหมาติดมาซักคนผมคงไม่มีวันเหงาปาก

..................................................

ผมส่ง sms ขึ้นไปตามตัวน้องนุก ซักพักเธอก็ลงมาในชุดเสื้อยืดสีเขียว ทักทายกันตามมารยาทเสร็จแล้ว ผมก็เดินตามน้องนุกขึ้นลิฟท์ไปยังห้องพักชั้น 35

เปิดประตูห้องเข้าไปก็เหมือนสวรรค์อยู่ตรงหน้า ...ได้กลิ่นอาหารหอมยั่วยวนใจโชยออกมา ผมแอบกลืนน้ำลายเอื๊อกๆ

"อาหารมื้อพิเศษสำหรับพี่โดยเฉพาะเลยนะคะ แต่ตอนนี้ขออุบไว้ก่อนว่ามีอะไรบ้าง เดี๋ยวพี่ไม่ตื่นเต้น" ดูเหมือนน้องนุกจะเดาใจผมออก คิดในใจว่างานนี้มีเซอร์ไพรส์แน่ๆ แม้จะจากกรุงเทพมาเมื่อวาน แต่การได้ทานอาหารไทยฝีมือน้องสวยๆ ใสๆ ก็ทำให้หัวใจคนแก่กระชุ่มกระชวยมิใช่น้อย

"อยู่ที่นี่ต้องหาอะไรทำแก้เหงาพี่ ถ้าไม่มีแฟนก็ต้องหาเรื่องทำโน่นทำนี่อย่างหนูนี่แหละ" น้องนุกประดิดประดอยทำเค้ก เธอบอกว่าเตรียมให้ผมทานเป็นของหวานหลังทานข้าว แต่ผมไม่ทานหรอก เพราะแค่นี้พุงก็พลุ้ยอุ้ยอ้ายไปซะแล้ว

เป็นเวลาเดียวกับที่น้องอิม room mate ของน้องนุกโผล่ออกมาจากห้องนอนด้วยอาการหัวฟูๆ ผมผละไปหาน้องอิมเพราะรู้สึกตัวเองไร้ประโยชน์อยู่ในครัวเล็กๆ

ห้องพักของลูกเรือเอมิเรตส์มีอยู่หลายแห่ง ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะมีอยู่สามสี่อาคาร แต่อาคาร 21st century Tower ดูจะเป็นที่พักสำหรับลูกเรือที่เพิ่งทำงานได้ไม่นาน

"จริงๆ ต้องอยู่กันสามคนค่ะ คนแรกที่อยู่ด้วยกันเป็นคนไทย แต่มีปัญหากันเลยย้ายออกไป คนที่สองเป็นแอร์ฟิลิบปินส์ อยู่ไม่นานก็ย้ายไปอยู่กับเพื่อนลูกเรือฟิลิปปินส์ด้วยกัน ตอนนี้หนูเลยอยู่กันสองคน สบายไปเลย" จริงๆ มีปัญหาอีกมากมายที่น้องเล่าให้ผมฟัง แต่ขออนุญาตงดเว้นเพราะเกรงจะเป็นการฟังความข้างเดียว แต่ปัญหาส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเรื่องเสียง เรื่องของหาย ไม่เกรงใจกัน ฯลฯ

"ก็เหมือนเสี่ยงดวงพี่ บริษัทมักจัดลูกเรือเอเชียให้อยู่ด้วยกัน ถ้าเข้ากันได้ก็ดีไป ถ้าเข้ากันไม่ได้ก็ต้องทนอยู่กันไป" อยู่ร่วมกับคนอื่นมันก็งี้แหละน้อง "อันนี้บริษัทจัดให้อยู่ฟรีค่ะ ถ้าอยากประหยัดก็อยู่กันไปแบบนี้ แต่ถ้าใครจะไปหาเช่าอพาร์ทเมนต์เองเค้าก็ไม่ว่า แต่ค่าเช่ามันแพงมากพี่ ไม่ไหวหรอก"

ผมสำรวจแล้วก็ดูจะสุขสบายดีตามสมควร มีห้องครัวเล็กๆ pantry พร้อมหม้อชามรามไห ตู้เย็น เตาอบและ หม้อหุงข้าว ส่วนครกและสากที่ผมแอบเห็นซุกอยู่ใต้ sink นี่คาดว่าน่าจะสั่งตรงมาจากอ่างศิลา

ห้องพักผ่อนขนาดกำลังดี มีโต๊ะทานข้าวและโซฟา ส่วนการประดับประดาให้น่าอยู่นี่ต้องอาศัยไอเดียของเราเองครับ

"ตอนแรกก็ไม่คิดจะตกแต่งอะไรพี่ แต่คิดว่าเรายังอยู่อีกนาน เราน่าจะทำห้องของเราให้น่าอยู่ อย่างน้อยก็ทำให้มันเป็นบ้านหลังที่สอง เฟอร์นิเจอร์กับพวกแต่งบ้านอะไรนี่ไม่แพงหรอกค่ะ ยิ่งช่วงลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ยิ่งถูกเข้าไปใหญ่ โคมไฟเก๋ๆ บนโต๊ะทานข้าวนั่นก็แค่ 150 บาท"

จากบริเวณห้องครัวและห้องรับแขก น้องอิมนำผมเข้ามาสู่อาณาจักรส่วนตัว ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นทวีคูณ ด้านซ้ายเป็นห้องน้ำ ห้องซักรีด (พร้อมเครื่องซักผ้า) ด้านขวาเป็นห้องพักเรียงกันไปตามลำดับ ABC

ผมถือโอกาสสำรวจห้องพักของน้องอิมโดยละเอียด แต่เมื่อเห็นรูปถ่ายของน้องอิมกับแฟนแปะไว้เยอะแยะเหนือโต๊ะเครื่องแป้ง ก็รู้สึกตัวว่าอยู่นานไปก็ไร้ประโยชน์

...ผมมันก็แค่ผักหญ้า ที่รอให้วัวแก่เข้ามาขบเคี้ยว

ถึงเวลาอาหารกลางวันตอนบ่ายสอง ผมตะลึงกับอาหารที่น้องนำมาเซอร์ไพรส์ อืมม จานแรกคือไข่เจียว จานสองคือไข่ต้มจิ้มกับน้ำปลาพริก อันดับสามคือแกงจืดไข่น้ำ ดีที่มีไก่เกรียมๆ มาให้พี่อีกสองชิ้น

"ปกติทำกับข้าวทานกันเองค่ะ ถ้าขี้เกียจก็ลงไปทานอาหารข้างล่าง บางทีก็ทานอาหารมาเลเซียนบ้าง แต่ที่ทานบ่อยๆ ก็อาหารไทยที่โรงแรมที่พี่อยู่นั่นแหละ กินจนรู้จักเชฟเลยพี่" ไม่รู้ล่ะ แต่อาหารบัฟเฟ่ต์โรงแรมผมเนี่ยรสชาติไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ อาจเป็นเพราะต้องทำรสชาติให้กลางๆ เข้าไว้ แต่ถ้าสั่งอาหารโดยตรงกับเชฟไทยล่ะก็จะได้รสชาติอาหารไทยดั้งเดิมเผ็ดกันซี้ดซ้าดเลยทีเดียว

Bon Appetit ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อไข่อีกครั้งครับน้อง

ความเป็นอยู่โอเค แต่ความเหงาล่ะก็เอาเรื่อง จึงไม่แปลกที่น้องนุกและน้องอิมจะมีโน้ตบุคคนละตัวไว้ออนไลน์ thaicabincrew คอมแพค wide screen เครื่องที่เห็นข้างหลังนั่นละครับ

ห้องนอนของน้องทั้งคู่น่ารักสะอาดสะอ้าน ...ถ้าผมหน้าด้านกว่านี้คงออกปากขอค้างคืนที่นี่ดื้อๆ

ผมมาดูไบคราวนี้ถือว่าโชคดี เพราะมาในจังหวะที่น้องทั้งคู่ต้อง standby อยู่บ้าน จะเห็นว่าต้องจัดกระเป๋าเตรียมบินอยู่เสมอ กระเป๋าลากดูจะเล็กกว่าของลูกเรือการบินไทย

อิ่มหนำสำราญกันดีแล้ว เราพากันนั่งแท็กซี่ที่ขับโดยโซเฟอร์ตัวเหม็นไปยังโรงแรม The Jumeirah Beach อันหรูหรา

เสร็จแล้วก็เดินมาชะเง้อชะแง้อยู่หน้า Burj Al Arab หรือตึกเรือใบที่กลายเป็น Landmark ของเมืองไปซะแล้ว

ชีวิตของลูกเรือเอมิเรตส์ก็เป็นอย่างนี้ ถ้าไม่นั่งเหงาๆ ดูวีซีดีอยู่ที่บ้านก็มักออกมาช้อปปิ้งแก้เซ็ง แหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมก็หนีไม่พ้น City Center หรือไม่ก็ Wafi Center

...มีเงินก็ใช้ไปเหอะน้อง ตายก็เอาไปไม่ได้

แล้วเราก็มาถึง Madinat จะเรียกว่าอะไรดีล่ะ จะเรียกว่าห้างก็ไม่ใช่ ต้องเรียกว่าเป็นการจำลองบรรยากาศย่านการค้าในอดีต มีร้านค้ามากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นร้านขายสินค้าพื้นเมืองจำพวกพรม เครื่องประดับตกแต่งบ้าน

อย่างไรก็ตามตัวบาซาร์ไม่น่าสนใจเท่ากับทิวทัศน์ด้านนอก ประเทศนี้มันรวยกันน่าเกลียดจริงๆ ถึงขนาดขุดคลองชักน้ำทะเลเข้ามาถึงในห้าง

ถ่ายรูปกันจนเหนื่อยก็นั่งแวะทานกาแฟที่ starbuck คนละแก้ว

บรรยากาศยามค่ำอันแสนจะโรแมนติค

ในที่สุด เรื่องก็จบลงตรงที่ว่า

... ผมกลับมานอนตะกายฝาที่โรงแรมอย่างเดียวดายและหงอยเหงาเช่นเคย


เรื่องและภาพโดย กำแหงหาญ for www.thaicabincrew.com
© 2005 All Rights Reserved 21mar05