thaicabincrewdotcom®proudly presents
*viwing this webpage with high speed internet is highly recommended

 

สัมภาษณ์พิเศษ “ นล ” สจ๊วตหนุ่ม การบินไทย 2006 กับวันนี้ที่รอคอย

หลังจากที่รอคอยกันมานาน ในที่สุดเจ้าจำปี สายการบินแห่งชาติของพวกเราก็ได้มีโอกาสต้อนรับว่าที่แอร์ สจ๊วต รุ่นใหม่ถอดด้าม ที่กำลังจะทยอยเข้ามาเสริมทัพลูกเรืออีกกว่าครึ่งพันชีวิต ผมจึงไม่รอช้าที่จะไปคว้าตัวสจ๊วตหนุ่มรุ่นล่ามาจากห้องเรียนสดๆ ร้อนๆ เพื่อที่จะมาเปิดใจสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องราวของเขากับช่วงเวลาที่รอคอย ซึ่งเขาคนนี้ก็คือ “นายนล” สจ๊วตหนุ่ม การบินไทย รุ่น 2006 นี่เอง ที่ตอนนี้กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการอบรม เรามาคุยกับนลดีกว่าครับ

“ เริ่มรู้จักอาชีพลูกเรือตั้งแต่เมื่อไหร่ ”
(ทำท่าคิด...) อืม...ตั้งแต่ตอนมัธยมครับ น่าจะประมาณนั้นถ้าจำไม่ผิดนะครับ คือเรื่องของเรื่องก็คือเพื่อนอยากเป็นแอร์ แล้วก็มาพูดใส่หูบ่อยๆ ทุกวันๆ จนเราเริ่มรู้สึกสนใจในอาชีพนี้มากขึ้น จากเดิมที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับอาชีพนี้ว่าเจ้าอาชีพนี้มันเป็นยังไง เค้าทำอะไรกันบ้าง ก็เลยเริ่มหาข้อมูล อ่านหนังสือบ้าง ดูหนังที่เกี่ยวกับเรื่องแอร์ สจ๊วตบ้าง พอได้อ่าน ได้ดูหนังก็เริ่มรู้สึกว่าอาชีพนี้มันเป็นอาชีพที่มีเสน่ห์นะและก็เป็นอาชีพที่น่าสนใจมากที่สุดอาชีพนึงเลย มันก็เลยเริ่มรู้รายละเอียดเกี่ยวกับอาชีพนี้มากขึ้นอะครับ และก็เริ่มรู้สึกชอบ จากตอนนั้นจนถึงปัจจุบันนี้เรียกได้ว่างานลูกเรือเป็นงานที่อยู่ในสมองเป็นอันดับหนึ่งเลยอะครับ แล้วพอเรียนจบก็มีโอกาสได้มาสมัครนี่แหละครับ

“ทำงานอะไรมาก่อนครับ”
คือตอนที่นลสมัครสจ๊วตการบินไทยรุ่นของสยามราชเนี่ยครับ นลเพิ่งจะเรียนจบมาสดๆ ร้อนๆ เลยครับ ยังไม่เคยทำงานอะไรมาก่อนเลย ก็ยังกลัวๆ อยู่เหมือนกันครับว่าเราเองเป็นเด็กจบใหม่ ไม่มีประสบการณ์การทำงานเลย แล้วเราจะได้รับการพิจารณารึปล่าว แต่ก็ให้กำลังใจตัวเองครับ ว่าเราต้องทำได้ซิน่า พอตอนสัมภาษณ์ก็ทำเต็มที่ครับ คือไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายว่าเราต้องได้เพราะถ้าเราไปคาดหวังอะไรมากๆ มันก็จะเป็นการสร้างความกดดันให้กับตัวเองเปล่าๆ อะครับ ก็เป็นตัวของตัวเองนั่นแหละครับ ยิ้มๆๆ... จะผิดจะถูก ตอบดีไม่ดีก็ยิ้มสู้ไว้ก่อนครับจนกระทั่งผ่านการคัดเลือกมาได้ครับ



“ นลเรียนจบมาได้ 2 ปริญญาเลยใช่ไหมครับ เล่าให้ฟังหน่อยดิครับ ทำไมขยันจัง!!!”
อ๋อ...ใช่ครับ ปริญญาใบแรกนลเรียนจบจากรามคำแหงครับ มนุษยศาสตร์ สื่อสารมวลชน แล้วก็เรียนอีกใบนึงที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพณิชยการพระนคร เอกการตลาดครับ คือตอนที่สมัครอะครับ นลก็ใช้วุฒิปริญญาตรีของที่รามสมัครอย่างเดียว เพราะอีกที่นึงนลยังเรียนไม่จบเหลืออีกเทอมสุดท้ายอะครับ แต่ตอนนี้ก็สำเร็จเสร็จสิ้นเรียนจบเรียบร้อยแล้วครับ

โห!!! ขยันจริงๆ เลยน้องเอ้ย...พี่กว่าจะเข็นตัวเองจนจบตรีมาได้ แทบแดดิ้นสิ้นชีวาวาย แม่แทบไล่ออกจากบ้าน!!! เอ๊ะ...แล้วผมจะพูดทำไมเนี่ย เอาละเข้าเรื่องดีกว่า...

“แล้วในสายตาเรามองอาชีพนี้อย่างไร”
นลมองว่าการเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเป็นงานที่มีเกียรติมากที่สุดงานนึงนะครับ มีหลายๆ คนเคยบอกว่าเป็นแอร์เป็นสจ๊วตนะเหรอ ก็อีแค่คนใช้บนเครื่องบินดีๆ นี่เองแหละ เวลาที่นลได้ยินนลก็ไม่ได้ไปโกรธอะไรเค้านะครับ มันก็แล้วแต่มุมมอง ทัศนคติของแต่ละคนที่จะมองอาชีพนี้ว่ามันเป็นยังไง เราคงไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงความคิดของคนอื่นได้หรอก ใช่มั๊ยครับ??? แต่สำหรับนล นลศรัทธาในอาชีพนี้นะครับ เป็นความภาคภูมิใจที่สุดอย่างนึงในชีวิตเลยก็ว่าได้ที่เราได้มีโอกาสมาทำงานตรงนี้ ได้ทำงานกับสายการบินแห่งชาติของเราอะครับ



อีกอย่างนึงก็คือ คนทั่วไปจะมองอาชีพนี้ว่า ก็แค่ทำตัวสวยๆ หล่อๆ เดินลากกระเป๋าเท่ห์ๆ ไปวันๆ ไม่เห็นจะต้องรับผิดชอบอะไรมากมายสักเท่าไหร่เลย เพราะเวลาทำงานก็แค่เสิร์ฟอาหาร เสิร์ฟเครื่องดื่มแค่นั้นเอง ไม่เห็นจะต้องใช้ความรู้อะไรเลย แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นอะครับ คือคนทั่วๆ ไปที่มองแบบนี้เค้าไม่ได้ไปเห็นตอนที่พวกเรากำลังเทรนนิครับ ก็คงไม่รู้หรอกครับว่ากว่าที่เราจะได้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแต่ละคนออกมาปฏิบัติหน้าที่นั้น เราต้องผ่านการฝึกฝน อบรม ผ่านการทดสอบต่างๆ มากมายหลายขั้นตอนจนกระทั่งจบหลักสูตรออกมาปฏิบัติหน้าที่กันจริงๆ อะครับ แล้วที่มีคนบอกว่าอาชีพนี้ไม่ได้ใช้สมองอะไรมากมายเลย นลกลับคิดว่าอาชีพนี้เราจะต้องใช้สมองมากขึ้นนะครับ เพราะเวลาที่เราไปบินเนี่ย สถานการณ์ต่างๆ ที่เราเจอ ที่เราจะต้องแก้ไข ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมันก็จะไม่เหมือนกัน ผู้โดยสารก็ไม่ได้มีแค่คนหรือสองคน แต่มีเป็นร้อยๆ คนที่เราต้องรับผิดชอบ ซึ่งก็แน่นอนครับว่าต่างชาติ ต่างภาษา ต่างที่มา ก็ต้องมีปัญหาเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่อะไรที่จะช่วยเราในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ละครับ ถ้าไม่ใช่สติและสมองของเราเอง ถูกมั๊ยครับพี่ ???

ครับๆ ถูกต้องครับน้อง แหม...สมเป็นลูกเรือรุ่นใหม่ไฟแรงจริงๆ

“ตอนนั้นที่สมัครก็รู้ว่าเป็น O/S มันทำให้เราตัดสินใจยากมั๊ย”
ไม่ยากเลยครับ นลคิดว่าแค่ให้เราได้มีโอกาสทำงานที่เราชอบแค่นั้นเอง เพราะเราเองก็คงไม่มีอำนาจอะไรไปเปลี่ยนแปลงตรงนี้อะครับ แค่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดตลอดระยะเวลาที่เราทำงาน เอาผลงานของเราเป็นเครื่องพิสูจน์อะครับ สำหรับนลนะครับ นลคิดว่าต่อให้เราเป็น O/S เราก็ยังรู้สึกภูมิใจอยู่ดีนั่นแหละครับเพราะอย่างน้อยเราก็ได้ชื่อว่าเราเป็นลูกเรือการบินไทย ถึงแม้ว่าเราจะเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ขององค์กรก็ตาม จนกระทั่งวันนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอะครับ จนได้มาเป็นลูกเรือการบินไทยเต็มตัวแล้วครับ



“ตอนแรกที่เค้าประกาศจะยกเลิกอะครับ ทั้งๆ ที่เราได้แล้ว เรารู้สึกกังวลบ้างมั๊ยครับ???”
ก็ยอมรับนะครับว่าตอนนั้นรู้สึกเสียใจบ้าง แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากมาย โชคดีตรงที่นลเป็นคนมองโลกในแง่ดีอะครับ ก็เลยไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ไปคิดโน่น คิดนี่ หรือเก็บมาคิดให้ปวดหัวเปล่าๆ ตอนนั้นมีข่าวว่าการบินไทยจะยกเลิกแล้วก็เปิดรับเอง นลก็คิดว่าคงยกเลิกแล้วแน่นอน นลก็เลยเตรียมตัวฟิตร่างกายพร้อมที่จะสมัครใหม่อะครับ จนกระทั่งฟ้าเห็นใจกับการรอคอยมั้งครับ การบินไทยเรียกจนกระทั่งได้มาเทรนนี่แหละครับ

“ตอนสัมภาษณ์รู้สึกยังไงบ้าง มั่นใจกับคำตอบของตัวเองมั๊ย???”
ก็ไม่เชิงว่ามั่นใจนะครับ ด้วยความที่เราตื้นเต้นด้วยมั้งครับ แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนะครับ ไม่ถึงขั้นปากคอสั่นอะครับ ก็เป็นตัวของตัวเอง ยิ้มเข้าไว้ ตอบดีไม่ดีก็ยิ้มไว้ก่อน แต่ก็คิดว่ายังไม่ดีเท่าที่ควร ตอนสัมภาษณ์เสร็จออกมาก็คิดว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่านี้นะ ของนลโดนสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษหมดเลยครับ ส่วนใหญ่ที่โดนถามก็จะเป็นพวกสถานการณ์จำลองอะครับเพราะนลเองก็ยังไม่มีประสบการณ์การทำงานใช่มั๊ยครับ คำถามก็อย่างเช่น เด็กอายุไม่ถึง 15 ขอเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ คุณจะทำยังไง/ไม่มีเนื้อแต่ผู้โดยสารอยากกินเนื้อ ทำยังไง ประมาณนี้แหละครับ ตอนตอบก็คิดก่อนแล้วก็ค่อยๆ พูดอะครับ ไม่ได้รีบร้อนตอบอะไร เรื่อยๆ เนิบๆ จะได้ไม่รู้สึกตื่นนเต้นมากอะครับ

“พอประกาศผลว่าเราผ่านแล้ว แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่าต้องรอนานมาก ช่วงที่รอเนี่ย นลทำอะไร”
ตอนแรกก็รอนะครับ รออย่างมีความหวัง รออยู่หลายเดือนเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าก็เลยไปช่วยญาติทำเกี่ยวกับจิวเวอรี่อะครับ พอทำไปสักพักก็เริ่มอยากจะออกมาทำงานข้างนอกบ้าง ก็เลยมาทำ Translator ที่เซ็นทรัล ชิดลมแล้วก็เคยทำงานเป็น MC บ้างอะครับเป็นลักษณะพาร์ทไทม์แล้วก็มาได้งานประจำด้าน Marketing ที่บริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ทำได้ไม่นานการบินไทยก็เรียกนี่แหละครับ ตอนแรกที่การบินไทยเรียก นลก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยครับ มันเหมือนกับว่า เฮ้ย...เราฝันไปรึเปล่าเนี่ย ตอนนั้นนลไปเที่ยวเชียงใหม่อะครับ กำลังเช็คเมล์อยู่ ก็เห็นเมล์ของการบินไทยส่งมา ตอนนั้นตื่นเต้นมากเลยครับ ก็เลยโทรกลับไปที่บ้าน แม่ก็บอกว่าการบินไทยส่งจดหมายมาสองสามวันแล้ว นลเลยกลับบ้านเลย ไม่ท่งไม่เที่ยวมันแล้ว แบบว่าดีใจสุดๆ เลยครับตอนนั้น ตอนขากลับยังนั่งยิ้มมาตลอดทางเลยครับ




“ก่อนมาสมัครการบินไทย เคยสมัครสายการบินอื่นมาบ้างรึเปล่า”
ก่อนที่จะมาสมัครที่การบินไทย นลเคยสมัครที่ Bangkok Airways มาครับ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ลงสนามสอบสจ๊วต ก็ผ่านเข้ามาเรื่อยๆ จนเหลือไม่กี่คนแล้วอะครับ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ครับ ครั้งแรกมันก็รู้สึกเสียใจนิดๆ อะครับ แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีนะครับสำหรับการเตรียมตัวสัมภาษณ์ในครั้งต่อๆ ไป ไม่ใช่ว่าครั้งแรกไม่ได้แล้วก็ท้อ นลคิดว่าในเมื่อมันมีโอกาสที่เราจะสมัคร ถ้าเราไม่ให้โอกาสตัวเองในการเดินไปสมัครแล้วใครที่ไหนจะมาให้โอกาสเรา เพราะขนาดตัวเราเองยังไม่ให้โอกาสตัวเองเลย ส่วนเรื่องผลจะออกมาเป็นยังไงก็เป็นอีกเรื่องนึง ถ้าได้ก็ถือว่ามันเป็นวันของเรา แต่ถ้าไม่ได้นลก็ถือว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีของเราอะครับ

“ตอนนี้กำลังเทรนอยู่เลย ความรู้สึกเป็นยังไงบ้างครับ”
ใช่ครับ ตอนนี้กำลังเทรนอยู่ ความรู้สึกตอนนี้ก็รู้สึกดีนะครับ Happy มากครับ มันรู้สึกแบบว่า เฮ้ย...เรากำลังจะได้เป็นสจ๊วตแล้วเหรอเนี่ย ตอนนี้ก็ทำบัตรลูกเรือแล้วด้วยครับ ส่วนเรื่องการเทรนตอนนี้ เทรนเรื่อง Service แล้วตอนนี้ก็วัดตัวตัดยูนิฟอร์มเรียบร้อยแล้วครับ ของรุ่นนลจะได้ยูนิฟอร์มเก่าก่อนครับ เพราะต้องไปบินก่อนส่วนเรื่องยูนิฟอร์มใหม่จะได้ใช้พร้อมกันเดือนพฤษภาคมครับ

“พูดถึงครูและเพื่อนๆ ร่วมห้องหน่อยครับ”
“โรงเรียนของเราน่าอยู่ คุณครูใจดีทุกคน เด็กๆ ก็ไม่ซุกซน พวกเราทุกคนชอบมาโรงเรียน ชอบมาๆ โรงเรียน” เอ่อ... อันนี้ผมร้องเองนะครับ หลังจากที่ประมวลคำตอบของน้องเค้าแล้ว ก็ออกมาอย่างที่ผมร้องนั่นแหละครับ เอ๊ะ...นี่ผมร้องไปได้ไงเนี่ย!!! เอ้า...มาฟังนลพูดเองดีกว่าครับ

พูดถึงครูก่อนนะครับ ครูใจดีทุกคนเลยครับ ครูจะสอนให้เราดูแลตัวเองให้ดี เน้นในเรื่องของบุคลิกภาพความสะอาด อย่างเช่นเวลาที่เราทานข้าวเสร็จก็จัดแจงเก็บให้เรียบร้อย โต๊ะเช็ดให้สะอาด แม้กระทั่งน้ำเพียงแค่หยดเดียวที่อยู่บนโต๊ะก็ต้องเช็ดให้หมด คือครูต้องการที่จะฝึกให้เราทำจนเป็นนิสัยอะครับและที่สำคัญก็คือครูจะปลูกฝังให้เราภูมิใจในอาชีพของเรา ครูจะเน้นในเรื่องของการไหว้และมารยาทเป็นพิเศษเพราะมันเป็นเอกลักษณ์ของการบินไทย



ส่วนเพื่อนๆ ร่วมรุ่นเหรอครับ นลรู้สึกว่านลโชคดีนะครับ เพื่อนๆ ทุกคนสนิทกันเร็ว รักกัน ช่วยเหลือกัน เวลาเรียนก็จะตั้งใจเรียน เวลาเล่นก็คือเล่น พอเรียนเสร็จก็ไปออกกำลังกายกัน ไปตีแบต แล้วก็มีไปสังสรรค์เฮฮากันตามเรื่องครับ บางทีไปเที่ยวกัน 20 กว่าคนยังเคยมีเลยอะครับ ก็เลยทำให้เราสนิทกันมากยิ่งขึ้น คือทุกคนจะรู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองอะครับ รู้ว่าเวลานี้เราควรทำอะไรหรือไม่ควรทำอะไร สำหรับบรรยากาศในห้องเรียนก็สนุกสนานเฮฮาดีครับ โดนครูแซวบ้าง แซวครูบ้าง ก็เลยทำให้รู้สึกประทับใจในตัวครูทุกท่านและเพื่อนๆ ทุกคนอะครับ

“แล้วที่บ้านว่ายังไงบ้างครับ ลูกชายจะได้เป็นสจ๊วตการบินไทยแล้ว”
(นลหัวเราะ...) คุณแม่ก็ดีใจครับ ปลื้มเลยละครับ นลมารู้ทีหลังว่าคุณแม่ไปโฆษณาซะทั่วซอยเลยครับว่าลูกชายได้เป็นสจ๊วตการบินไทยแล้วนะ ญาติๆ รู้ก็เพราะคุณแม่นลเนี่ยแหละครับ ส่วนน้องสาวของนลก็ดีใจครับ เพราะเค้าก็อยากเป็นแอร์เหมือนกัน ตอนนี้ก็เรียนอยู่ปี 1 ครับ มันก็เหมือนกับว่าเราเป็นตัวอย่างให้น้องอะคับ (นลเอารูปน้องสาวของเขาให้ผมดูนะครับ พูดได้คำเดียวเลยครับว่า ว่าที่แอร์ การบินไทยแน่ๆ...ฟันธง!!!)

“ไหนอธิบายความเป็นตัวตนที่แท้จริงของผู้ชายที่ชื่อ “นล” ให้ฟังหน่อยครับ”
อืม...นลเหรอครับ นลคิดว่านลเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นง่ายนะครับ ไม่ค่อยเครียดกับอะไรเท่าไหร่ มองโลกในแง่ดี สนุกสนานมีความสุขกับการใช้ชีวิต ใครที่ไม่รู้จักก็จะบอกว่านลมีมนุษยสัมพันธ์ดีนะครับ เพื่อนๆ บางคนยังบอกเลยครับว่านลบ้าๆ บอๆ ก็ไม่รู้นะครับ คือไม่รู้ว่าจะเครียดไปทำไม สู้เรามีความสุขในการดำเนินชีวิตดีกว่าครับ

“วางแผนอนาคตของตัวเองยังไง”
ตอนนี้ก็คือยังไม่ได้วางแผนอะไรมากมายกับชีวิตหรอกครับ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ตั้งใจทำงาน เก็บเงินก่อน อยากจะสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวและก็ตัวเองครับ แล้วอนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไงก็ให้เป็นเรื่องของวันข้างหน้าครับ นลเชื่อว่าหากเราทำวันนี้ของเราให้ดีที่สุด อนาคตข้างหน้าของเราก็จะต้องดีขึ้นครับ แต่ตอนนี้ก็ตั้งใจทำงานของเราให้ดีที่สุดก่อนแล้วกันครับ

“ ฝากอะไรถึงน้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่อยากเข้ามาเป็นลูกเรือบ้างมั๊ยครับ ”
อยากจะบอกว่าเวลาที่เราสัมภาษณ์ก็ให้เป็นตัวของตัวเองนั่นแหละครับดีที่สุด พอดีๆ   ไม่ต้องโชว์มาก คนที่พูดภาษาอังกฤษเก่งไม่ได้หมายความว่าจะได้เป็นลูกเรือเสมอไปนะครับ ( อันนี้ครูฝากบอกมาครับ) อย่ามั่นใจจนเกินไป ยิ้ม ยิ้ม แล้วก็ยิ้มครับ แล้วก็เรื่องของบุคลิกภาพและมารยาทก็เป็นเรื่องสำคัญนะครับ พยามยามฝึกฝนให้เป็นนิสัยเพราะว่าเวลาที่เราสัมภาษณ์ กรรมการท่านดูออกนะครับว่าใครเป็นยังไง

“ฝากอะไรถึงเพื่อนๆ ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตารอเทรนอยู่บ้างมั๊ยครับ”
อยากให้เพื่อนๆ ใจเย็นๆ นะครับ ฝันใกล้เป็นจริงแล้ว ก็คงอยากบอกให้เตรียมตัวแล้วก็เตรียมใจมากกว่าครับ พร้อมที่จะรับสิ่งใหม่ๆ ที่กำลังจะเข้ามาในชีวิต พอถึงเวลาเทรนก็อยากให้เพื่อนๆ ตั้งใจเรียนเพราะมีอะไรใหม่ๆ ให้เราได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ตั้งใจทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด การเทรนอาจจะเหนื่อยบ้าง แต่ก็สนุกมากกว่าครับ อีกอย่างก็คือ อยากให้เพื่อนๆ ที่อยู่ในรุ่นเดียวกันรักกัน ช่วยเหลือกันนะครับ อย่าอายที่จะทำความรู้จักกันเพราะเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะครับ หวังว่าเพื่อนๆ คงเตรียมตัวกันพร้อมแล้วนะครับ แล้วยังไงคงได้มีโอกาสไปบินด้วยกันเร็วๆ นี้นะครับ

และนี่แหละครับ “นายนล” สจ๊วตหนุ่ม การบินไทยรุ่น 2006 ของเรา ที่ตอนนี้กำลังเป็นลูกนกฝึกบินอยู่ที่กองโรงเรียนเพื่อที่อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าจะออกไปติดปีกบินปฏิบัติหน้าที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอย่างเต็มภาคภูมิ ให้สมกับที่อาชีพนี้เป็นบุคคลกลุ่มแรกที่จะคอยต้อนรับคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้ได้ประจักษ์ถึงความงดงามของเมืองไทยผ่านหน้าที่ความรับผิดชอบของเขาบนเครื่องบินของสายการบินไทย สายการบินแห่งชาติที่คนไทยภาคภูมิใจ

นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ช่วงระยะเวลาแห่งการรอคอยก็กำลังจะสิ้นสุดลง แปรเปลี่ยนเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นที่น้องๆ ว่าที่ลูกเรือการบินไทยทุกท่านจะได้ออกไปปฏิบัติหน้าที่ที่ตัวเองเฝ้ารอกันมาเป็นแรมปี พี่ๆ ทีมงาน thaicabincrew หวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องๆ ทุกคนจะมีความอดทนในการทำงาน อย่าลืมนะครับเรื่องบุคลิกภาพ มารยาทและรอยยิ้ม ตั้งใจทำงานเป็นลูกเรือที่ดีอย่าให้เสียชื่อสมาชิก thaicabincrew.com นะครับ

 


เรื่องและภาพโดย nemesis for www.thaicabincrew.com
© 2006 All Rights Reserved 27febn06