...เครื่องจัมโบ้ทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าอีกครั้งหนึ่ง....
กิจกรรมอีกหลายอย่างเริ่มต้นขึ้นในฐานะของผู้ปฏิบัติงานบนฟากฟ้า
ช่วงเวลาและบรรยากาศเดิมๆ ที่คุ้นเคย หากมันจะแปรเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมโดยรอบ
แตกต่างกันไปตามแต่ละเที่ยวบิน...วันนี้เรามีเวลาในการบริการผู้โดยสารที่กึ่งหลับกึ่งตื่น
ประมาณหกชั่วโมงเศษๆ เนื่องจากเป็นเที่ยวบินในช่วงเวลาเช้า ครัวของเราจึงเหมือนสนามรบก็ไม่ปาน
อย่างที่เคยๆ เป็นอยู่นั่นล่ะ

....ครัว...หรือที่ลูกเรือเรียกกันว่าแกลลี่
(Galley) ก็เปรียบเหมือนหลังม่านละคร ก่อนที่จะนำทุกสิ่งทุกอย่างออกมาให้บริการแก่ท่านผู้มีอุปการคุณทั้งหลาย
แน่นอนว่าย่อมมีกรรมวิธีและขั้นตอน รถสำหรับเสิร์ฟน้ำ หรือรถอาหารคงไม่ได้เข็นตัวเองออกมาให้มีข้าวร้อนๆ
อยู่ภายในได้โดยออโตเมติก ด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอากาศยาน ที่ยังไม่ได้ก้าวไกลขนาดนั้น
ขอให้รำลึกไว้เสมอว่า โชคดีที่...แรงงานของแอร์หน้าแป้นอย่างเราจึงยังจำเป็นอยู่มิใช่น้อย..
.
....เพื่อนร่วมอาชีพของฉันเคยบอกว่า ผู้โดยสารโดยรวมที่ฉันจะต้องรับผิดชอบ
ช่างดูแลง่ายดายเหลือเกิน เมื่อเทียบกับที่ที่เธอทำงานอยู่ปัจจุบัน...แต่ฉันกลับมองในมุมกลับกัน
ว่ายิ่งผู้โดยสารของเราสุภาพมากเท่าไหร่ ในสถานะผู้ให้บริการอย่างเราๆ
ควรจะสุภาพกับเขามากยิ่งขึ้นไปอีก...ก็เค้าจ่ายเงินเรามานี่นะ...คำว่าเต็มที่กับงาน
จึงดูเหมือจะน้อยเกินไปเสียแล้วในบางคราว...

จะว่าไปความประทับใจอย่างหนึ่งเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นในมุมมองของฉัน
คงจะเป็นผู้ที่อยู่ในสายงานอาชีพบริการในประเทศนี้ เรามักจะพบกับพนักงานขับรถที่พูดจาอย่างสุภาพ
พนักงานต้อนรับตามร้านอาหารที่เต็มใจเรียกลูกค้าอย่างเต็มที่ และพร้อมใจบริการอย่างสุดๆ
แม้กระทั่งพนักงานยกกระเป๋าที่ไม่เคยปริปากบ่น แม้ว่ากระเป๋าลูกเรือของเราที่บางครั้งการบินยาวๆอย่าง
8-9 วันก็เลี่ยงไม่ได้ที่แทบจะเรียกว่าย้ายบ้านมาไว้ในกระเป๋ากันซะทีเดียว
....ทำไมหนอ...ใครๆก็อยากจะมาทำอาชีพนี้กันเหลือเกิน....

หลังจากฟาดฟันความเหน็ดเหนื่อยกันบนไฟลท์...ร่างสโลเสลสองร่างก็มาแปะกันอยู่บนเตียงคู่ขนาด
Queen size จริงๆแล้วอัตราห้องพักของลูกเรือคือ 1 ห้อง ต่อ ลูกเรือ 1 คน
แต่หากมีใครมานอนอุ่นๆอยู่ข้างๆ ก็ทำให้รู้สึกดีอยู่ไม่น้อย ยิ่งเป็นเพื่อนที่รู้ใจกันด้วยแล้ว...มักจะมีการวางแผนกิจกรรมอื่นๆ
ตามมา....รูปการณ์เลยเป็นไปตามที่ควรจะเป็น
...ชาร์ตแบตกันประมาณสามชั่วโมงเศษๆ ความกระชุ่มกระชวยกลับคืนมา
กิจกรรมที่วางแผนกันไว้จึงเริ่มต้นขึ้น เริ่มจากการนำก่องข้าวน้อยที่พกติดตัวกันลงไปอุ่นร้อนๆ
ซองชาเขียวที่มักจะมีบริการอยู่ในห้องของโรงแรมทุกห้องถูกฉีกออกชงกับน้ำร้อน
กลิ่นตลบอบอวน ชวนให้บรรยากาศสดชื่น...ว่าแล้วก็นั่งคุยกันไปตักข้าวเข้าปากกันไป
น้ำพริกกระปุกขนาดย่อมที่คุณยายตำมาให้กับมือถูกเปิดขึ้น กลิ่นน้ำพริกมะขามตลบอบอวนชวนให้นึกถึงเมืองไทยอยู่ไม่น้อย
...เอ...เหลืออีกตั้ง 8 วันแน่ะ กว่าจะได้กลับไปนั่งกินส้มตำปากซอยเจ้าประจำอีกครั้ง...
เรื่องราวการสนทนากลางวงข้าวกล่องวันนี้
กลายเป็นเรื่องเก่าๆ ทำให้ย้ำเตือนถึงช่วงวัยที่เลยผ่านมา...ไม่มีใครคิดออกว่าถ้าตอนนี้
เราไม่ได้มายืนตรงนี้ชีวิตจะเป็นอย่างไร... อาชีพพิเศษ งานแบบพิเศษ ไม่หยุดอยู่กับที่
การฝึกด้านงานบริการ รวมไปถึงความปลอดภัยที่โหดหิน ... นาทีนั้นต่อให้โหดแค่ไหน
ทุกคนออกปากเป็นเสียงเดียวกันว่า พร้อมที่จะสู้ ด้วยเป็นอาชีพที่ต้องฟันฝ่ากันอย่างทรหดเหลือเกิน
กว่าจะมายืนอยู่ในจำนวนหนึ่งของผู้ที่ถูกเลือก...ใช่สิมันเป็นอาชีพที่ยิ่งใหญ่สำหรับใครบางคน...รวมทั้งฉันด้วย...
โดย หมวยเลี้ยว for www.thaicabincrew.com
© 2005 All Rights Reserved 21jun05