โชคดีที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณโสภณ ตระการวิจิตร หรือครูโสของเด็กๆ บทสัมภาษณ์สั้นๆ บทนี้เปรียบเสมือนการพูดคุยนอกรอบระหว่างหนุ่มน้อยเช่นผมกับชายวัยกลางคน (ห้า ห้า) และเห็นว่ามีสาระน่าสนใจ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับสมาชิก thaicabincrew บ้างไม่มากก็น้อย


เอ่อ ลูกศิษย์ครูน่ารักอย่างแรงเลยอะครับ

ทำไมถึงอยากเป็นครู
มีความคิดอยู่เสมอว่า อาชีพใดๆ ล้วนมีเกียรติ แต่ครูดูเหมือนจะเป็นอาชีพที่ได้รับการยกย่องสูง เนื่องจากต้องเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ที่ตนเองมีให้แก่ผู้อื่น รู้สึกว่าการเป็นครูมันยากและท้าทาย เพราะนอกจากจะให้ความรู้แล้ว ยังต้องให้แง่คิดและจริยธรรมในการใช้ชีวิตแก่นักเรียนด้วย ที่สำคัญเราต้องเป็นบุคคลที่เป็นตัวอย่างดีๆ ให้คนอื่นด้วย นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้มาสมัครเป็นครู

เป็นครูมานานหรือยัง
สิบสามปีแล้ว (ผู้ที่จะมาเป็นครูในสมัยก่อนต้องผ่านงาน first class เสียก่อนจึงจะมาสอบเป็นครูได้) จากนั้นจึงสอบเพื่อเป็น Stewart Instructor ภาพของครูในสมัยก่อนต้องเป็นคนทำงานดีทำงานเก่ง เพราะในระยะแรก นอกจากครูจะมีหน้าที่หลักคือสอนลูกเรือที่เข้าใหม่แล้ว ยังได้รับมอบหมายจากฝ่ายบริหารให้เป็น supervisor ขึ้นไปติดตามประเมินผลเด็กๆ ที่เพิ่งขึ้นไปบินอีกด้วย


รายงานกลุ่มหน้าห้อง

ระบบการเรียนการสอนในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตบ้างหรือไม่
เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร เมื่อก่อนครูจะพูดและใช้ตำราเป็นหลักในการสอน ส่วนตัวนักเรียนเองก็ต้องท่อง จด และจำ ไม่ค่อยมีกิจกรรมในห้องมากนัก แต่ปัจจุบันนักเรียนจะเป็นศูนย์กลางในการเรียนแทนที่จะเป็นครูที่มายืนหน้าห้องเหมือนแต่ก่อน มีกิจกรรมให้ทุกคนมีส่วนร่วมมากขึ้น สิ่งที่แตกต่างเห็นได้ชัดคือวิธีการวัดความรู้ของนักเรียนแต่ละคน ในอดีตมักใช้วิธีการสอบเป็นตัววัดผล แต่ปัจจุบันมีการติดตามด้วยการทำรายงาน นักเรียนจะมี Assignment มากขึ้น แต่การสอบวัดผลก็ยังใช้บ้างในบางขั้นตอน มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสอนมากขึ้น อย่างน้อยนักเรียนทุกคนต้องมีความสามารถเบื้องต้นในการใช้คอมพิวเตอร์ เพราะในการเรียนการสอนบางเนื้อหา ครูจะแจกแผ่นซีดีให้ไปศึกษาด้วยตัวเองที่บ้าน

คิดอย่างไรกับการเรียนที่ใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง
มันทำให้บรรยากาศในการเรียนน่าสนใจขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ใช้เวลามากขึ้นในการทำกิจกรรม เพราะการทำกิจกรรมกลุ่มมักจะกินเวลา การควบคุมเวลาให้อยู่ในกรอบที่กำหนดจึงเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง และที่สำคัญกิจกรรมที่ทำต้องมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนและเกิดประโยชน์กับตัวนักเรียนและองค์กร บรรยากาศในการเรียนปัจจุบันไม่เครียดเหมือนในอดีต แต่ผู้เรียนต้องมีความกระตือรือร้นมากขึ้นเพราะมีกิจกรรมให้ทำตลอดเวลา มีการทำ Case study โดยใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้นเพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกเรือในการใช้ภาษาสื่อสารกับผู้โดยสารต่างชาติ เช่นการสร้างสถานการณ์สมมติในห้องม๊อค-อัพ (mock-up ห้องฝึกเสมือนจริง) ซึ่งจะทำให้นักเรียนกล้าแสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหาที่กำหนดขึ้น


สถานการณ์สมมติ

นักเรียนสมัยนี้ต่างจากสมัยก่อนอย่างไรบ้าง
ต่างกัน แต่เปรียบเทียบเป็นข้อๆ ยากเนื่องจากสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ที่เห็นได้ชัดคือนักเรียนสมัยนี้กล้าที่จะถามกล้าจะแสดงความคิดเห็นมากขึ้น ความใกล้ชิดระหว่างนักเรียนกับครูมีมากขึ้น มีความรู้สึกเป็นเพื่อนหรือเป็นคนคอยให้คำปรึกษามากกว่าเป็นครูที่ดูเฮี้ยบๆ ไม่กล้าเข้าใกล้เหมือนเมื่อก่อน แต่ส่วนใหญ่นักเรียนใหม่ๆ มักขาดระเบียบวินัยในการอยู่ร่วมกับคนอื่น เช่นการไม่ตรงต่อเวลาหรือเปิดโทรศัพท์มือถือในห้องเรียน


การฝึกในห้องม๊อค-อัพ

ขั้นตอนการฝึกอบรมลูกเรือใหม่ปัจจุบันเป็นอย่างไร
ช่วงอาทิตย์แรกๆ นักเรียนจะได้ทำกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับงานอาชีพเลย ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่ทำให้ทุกคนรู้จักกันเร็วขึ้น วิธีนี้จะทำให้เด็กสนิทสนมกันเร็ว แต่มีข้อเสียอยู่บ้างตรงที่หากไม่ชอบหน้ากันก็จะแบ่งกันเป็นกลุ่มกันตั้งแต่ช่วงแรกๆ แต่เหตุการณ์อย่างที่ว่านี้ไม่เกิดขึ้นบ่อย ถ้าผ่านกิจกรรมดังกล่าวได้เด็กจะรักกันมาก และถ้ามีปัญหาอย่างที่ว่าเกิดขึ้น ผู้สอนจะต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการละลายพฤติกรรมนักเรียนในช่วงเวลาที่เหลือ

มีใครมาฟ้องว่าลูกศิษย์ครูดีไม่ดีอย่างไรบ้างไม๊
มีข่าวดีมาเล่าก็แอบปลื้มใจ แต่หากเป็นข่าวไม่ดี สิ่งแรกคือต้องประเมินข้อเท็จจริง พูดง่ายๆ คือฟังไว้เป็นข้อมูลและหากมีโอกาสจะถามกับเจ้าตัว จริงเท็จไม่รู้แต่อย่างน้อยก็ได้มุมมองจากทั้งสองฝ่าย และนอกจากเรามีหน้าที่สอนแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ และให้แง่คิดดีๆ แก่เด็กด้วย ที่แน่ๆ คือไม่เข้าข้างใครเพราะปัญหาเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะงานในหน้าที่อย่างเราๆ ที่ต้องทำงานกันเป็นทีม มีกรณีหนึ่ง ลูกศิษย์ของครูเองมีปากเสียงกับเพอร์เซอร์ สอบถามแล้ว ลูกเรือคนนั้นยืนยันจะทำงานในแบบที่ตัวเองร่ำเรียนมาจากกองโรงเรียน แต่เพอร์เซอร์ให้ทำอีกอย่างหนึ่ง เด็กเข้าไปชี้แจงแต่ถูกมองว่าก้าวร้าว เหตุการณ์แบบนี้จะว่าใครผิดใครถูกก็ลำบาก แต่บางครั้งเราต้องปรับตัวให้เข้ากับการทำงานและมีความยืดหยุ่นบ้าง เช่นถ้าปรับรูปแบบการบริการแล้วเกิดประโยชน์กับผู้โดยสาร เราก็ควรจะเชื่อหัวหน้างานที่มีประสบการณ์มากกว่า แต่หากบอกให้ทำในสิ่งที่อาจสร้างความเสียหาย เราก็ต้องมีจุดยืนเพื่อทำในสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้นต้องพิจารณาเป็นกรณีไป

อยากจะฝากทุกท่านที่จะเข้ามาเป็นครอบครัวการบินไทยในอนาคต ต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่างานบริการบนเครื่องบินไม่ง่ายและไม่หรูหราฟู่ฟ่าอย่างที่คิด การได้เดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ อาจทำให้เราลืมตัวตนที่แท้จริง รายได้สูงที่เราได้รับอาจลวงให้เราคิดไปอย่างนั้น แต่หัวใจของงานบริการคือ "การให้มากกว่าที่คาด" ผู้ที่ใจไม่รักที่จะทำงานบริการอย่างแท้จริง อาจรู้สึกฝืนใจที่จะทำ และจะไม่มีความสุขในการทำงานนี้เลยแม้แต่น้อย…

ขอขอบคุณ
คุณโสภณ ตระการวิจิตร Purser Instructor
ฝ่ายฝึกอบรมพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (BQ) บริษัทการบินไทย

 


โดย myoldeditor © 2004 All Rights Reserved
17jul04