สวัสดีค่ะเพื่อนๆทุกคน Jalways จะเปิดรับในเร็ววันนี้แล้ว
เราเลยอยากถ่ายทอดประสบการณ์ให้เพื่อนๆ ที่ฝันอยากจะเป็นนางฟ้าได้เตรียมตัวกันค่ะ
วันสมัครวันแรก วันนี้เพื่อนๆ ยังไม่ต้องตื่นเต้นนะคะ
ยังไม่มีกรรมการตัดสินเรา แต่เราต้องเตรียมตัวใส่สูท แต่งหน้า ทำผมให้เรียบร้อย
เตรียมเอกสารสมัครให้ครบด้วยนะคะ (ถ้ายังสอบโทอิคไม่ผ่าน ก็ขอพี่เค้ามายื่นวันสัมภาษณ์รอบแรกได้ค่ะ)
พอเข้าไปถึงพี่จะให้ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เรื่องกดส่วนสูง เราว่าเพื่อนไม่ต้องกลัวนะ
เพราะว่าเราก็สูง 156 พอดีเป๊ะ แล้วพี่เค้าก็วัดได้ 156.7 เพิ่มมาอีกแน่ะ
เพราะฉะนั้นใครที่สูงพอดีไม่ต้องกลัวนะคะ หรือถ้าต่ำกว่านิดหน่อยเราก็อยากให้ไปลองดูไม่เสียหาย
พอวัดผ่านแล้ว พี่จะให้กรอกใบสมัคร ก็กรอกเป็นภาษาอังกฤษค่ะ มีคำถามที่เราต้องคิดคำตอบอยู่นานคือทำไมถึงมาสมัครที่นี่
เพื่อนจะเตรียมคำตอบไปก่อนจากบ้านเพื่อประหยัดเวลาก็ได้ค่ะ นอกนั้นก็เป็นการกรอกประวัติส่วนตัวทั่วไป
วันสัมภาษณ์รอบแรก
วันนี้เพื่อนต้องแต่งตัวทำผมให้เนี้ยบที่สุดนะคะ ถ้าแต่งหน้าทำผมเองได้ก็ทำเองเลย
กรรมการจะพิจารณาบุคลิกมากกว่า เราก็ทำผมแต่งหน้าเอง ส่วนสีเสื้อ สีเล็บ
ไม่มีผลต่อการตัดสินแน่นอน ไม่ต้องกังวล รอบแรกจะแบ่งสัมภาษณ์เป็นกลุ่มกลุ่มละ
5 คน ขอแนะนำว่าให้ไปก่อนเวลา เพื่อที่จะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนๆ ในกลุ่มก่อนจะได้ไม่ลนหรือตื่นเต้น
บรรยากาศจะได้เป็นกันเอง ไม่เครียดด้วย ตอนเข้าไปพบกรรมการไหว้สวยๆ ค่ะ
พอกรรมการบอกให้นั่งค่อยนั่งนะ นั่งขาตรงชิดกัน อย่าไขว่ห้างหรือเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง
ส่วนหลังไม่พิงพนักนะคะ ตอนนี้กรรมการจะสังเกตเราอยู่ตลอดเวลา
จากนั้นกรรมการจะให้แนะนำตัวทีละคน อย่าพูดยาวค่ะ ประมาณ
20 ถึง 30 วินาทีกำลังดี ในความคิดเรา ช่วงนี้เป็นช่วงที่จะเรียกคะแนนจากกรรมการมากที่สุด
สำหรับเรา เราแค่บอกชื่อนามสกุล จบจากไหน คณะอะไร ทำงานอะไรอยู่ ตำแหน่งอะไร
แค่นั้นค่ะ ที่สำคัญคือระหว่างพูดให้กวาดสายตามองกรรมการทั้ง 3 ท่าน
พูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ ไม่ต้องรีบ หรือเน้นสำเนียงฝรั่งจ๋า เพราะกรรมการญี่ปุ่นจะฟังไม่ทันค่ะ
ยิ้มบ้างแบบเป็นตัวของตัวเอง และพูดให้อ่อนน้อมที่สุด เช่นพูดแล้วโน้มศีรษะไปด้วย
เคยเห็นผู้หญิงญี่ปุ่นเวลาพูดคุยในหนังไม๊คะ นั่นล่ะ แบบนั้นเลยค่ะ
ตอนเพื่อนแนะนำตัว ไม่ใช่ว่าให้ความสนใจแต่กรรมการแล้วไม่ฟังเพื่อนพูดเลย
เราต้องหันไปมองเพื่อนๆ พูดด้วย ตอนเราสัมภาษณ์เราไม่สนใจกรรมการเลย
ให้ความสนใจเพื่อนในกลุ่มมากกว่า (คิดว่าตรงนี้มีส่วนเหมือนกันค่ะ) พยักหน้ายิ้มเวลามองเพื่อนๆ
ไปด้วยก็ดี แสดงให้กรรมการเห็นว่าตั้งใจฟัง พอแนะนำตัวเสร็จกรรมการจะให้ลุกขึ้นและจัดเก้าอี้เป็นครึ่งวงกลมเพื่อทำ
group discussion อย่านิ่งดูดาย ให้ช่วยเพื่อนๆ จัดเก้าอี้ด้วยนะคะ
แล้วกรรมการจะถามคำถามแต่ละคน เวลาถามเพื่อนก็ต้องหันไปมองกรรมการและเพื่อนที่ถูกถามด้วย
ให้ความสนใจ ไม่ใช่ว่าคำถามตัวเองผ่านไปแล้ว ก็ไม่สนใจคนอื่นอีก เพราะกรรมการเค้าก็ต้องดูว่าคนไหนมีน้ำใจ
รับฟังความคิดเห็นคนอื่น เข้ากับคนอื่นได้ดีแค่ไหนด้วยค่ะ ทำตัวสบายๆ
ไม่ต้องเกร็ง ส่วนคำถามก็อย่างที่คนอื่นๆ แนะนำไว้ ตอบไม่ต้องยาวมากค่ะ
ของเราตอบแค่ 2 ประโยคเอง ถ้าคำถามไหนยากหรือตอบไม่ได้ ให้ยิ้มไว้ก่อนค่ะ
อย่าแสดงอาการลนหรือตกใจ
ตอนที่กรรมการให้หัวข้อเรื่องมาทำ group discussion
จะตอบก่อนตอบหลังไม่สำคัญค่ะ แต่มีน้ำใจแบ่งให้เพื่อนร่วมแชร์ หรือตอบเสร็จก็ถามเพื่อนๆ
ด้วยว่า แล้วคุณล่ะมีความเห็นยังไง คือเปิดโอกาสให้เพื่อนๆ ร่วมกันพูดคุยค่ะ
พูดไม่ต้องยาวหรือให้เหตุผลมาก (ในความเห็นของเรา เราว่ากรรมการไม่เน้นคำตอบค่ะ
แต่เน้นดูนิสัย ลักษณะ ท่าทางเวลาเราตอบมากกว่านะ) เราพูดไป 2-3 ประโยคเองค่ะ
สั้นๆ เน้นยิ้มค่ะ ฟังเพื่อนเพลินไปเลย.. ยังไงก็ขอให้เป็นตัวของตัวเองนะคะ
วันสัมภาษณ์รอบสอง
วันนี้ก็แต่งตัวแต่งหน้าทำผมให้เนี๊ยบเช่นเคยนะคะ คิดว่าคงต้องใส่เสื้อสูทแขนสั้น
เพราะกรรมการคงต้องการดูผิวพรรณของเรา รอบนี้ไม่ต้องเกร็งค่ะ กรรมการมี
3 ท่านเช่นเคย แต่เข้าไปสัมภาษณ์คนเดียว คำถามเป็นคำถามทั่วไป และวัดทัศนคติของเรานิดหน่อย
อย่างของเราเราโดนถามว่าคิดว่าเพื่อนมีไว้เพื่ออะไร ก็ให้ตอบแสดงความคิดเห็นไป
เตรียมคำตอบไปด้วยก็ดี แต่ไม่ต้องยาวมากให้ดูรู้ว่าเตรียมมา อย่างของเรา
เราก็ตอบไปคำถามละ 1 - 2 ประโยคแค่นั้นค่ะ พอสัมภาษณ์เสร็จ พี่ๆ จะพาเราไปสัมภาษณ์กับ
Executive ก็เช่นเคยค่ะ แนะนำตัว ท่านอาจถามอะไรนิดหน่อย ก็ตอบแสดงความเห็นไป
สิ่งสำคัญคือการอ่อนน้อม แจลชอบคนอ่อนน้อม ไม่มั่นใจจนเกินไปค่ะ
หวังว่าที่เราเล่ามาคงจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ บ้างนะคะ
พอผ่านรอบนี้ไปแล้ว ก็จะต้องไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลกรุงเทพ และอีกประมาณเดือนนึงจึงจะทราบผล
เราขอวยพรให้ทุกๆ คนได้เป็นนางฟ้าสมใจ แล้วไว้ไปเจอกันบนเครื่องบินนะคะ
โชคดีค่ะ