เราเป็นคนหนึ่งที่มีประสบการณ์การสมัคร
Jalways มาหลายครั้งอยู่เหมือนกัน จามาประสบความสำเร็จเอาในครั้งที่
3 ค่ะ แหะๆ แต่ว่าเรามีเหตุขัดข้องบางประการด้านสุขภาพ ทำให้ไม่ผ่านตรวจร่างกายค่ะ
และไม่สามารถเป็นแอร์ได้ดังใจหวังอีกแล้วค่ะ แต่ถึงจะเป็นแอร์ไม่ได้แล้ว
ก็ยังสนใจในอาชีพนี้อยู่เสมอ และยังติดตามข่าวคราวสายการบินในดวงใจนี้มาตลอด
ตอนนี้มีการเปิดรับสมัครรอบใหม่แล้ว เห็นว่าหลายๆ คนอาจยังเคยลองสมัครเป็นครั้งแรก
ก็อาจมีการเกร็งและประหม่า (เหมือนเราครั้งนั้น ปิ๋วตั้งแต่รอบแรกเพราะตื่นเต้นมากค่ะ)
ส่วนหลายคนที่เคยสมัครมาแล้ว เข้ารอบมาบ้างแล้วก็เชื่อว่าคงตื่นเต้นน้อยลง
แต่ก็ยังไม่วายเครียดและลุ้นกันอยู่ดี ใช่มั้ยคะ เราจะมาบอกขั้นตอนคร่าวๆ
ของการสมัคร สัมภาษณ์ทั้งสองรอบ และการตรวจร่างกายให้ฟังคร่าวๆ นะคะ
หวังว่าคงช่วยลดความตื่นเต้น และช่วยให้เพื่อนๆ เตรียมตัวได้ดีขึ้นบ้างนะคะ
วันรับสมัคร
แต่งชุดสูทเรียบร้อย ไม่ต้องให้ช่างแต่งหน้าทำผมจนสวยเด้งมากก็ได้ค่ะ
เพราะวันนี้ไม่มีการให้คะแนนความงามแต่อย่างใด ขอให้เรียบร้อย ดูภูมิฐานเข้าว่า
คือใส่สูท มัดผม และใส่รองเท้าหุ้มส้นค่ะ ที่สำคัญเอกสารต้องครบนะคะ
(ก็สมัครกันไปแล้ว ไม่รู้จะมาบอกทำไมอีก ไม่เป็นไรค่ะ ไว้สำหรับคนที่จะสมัครคราวหน้าก็ได้นะคะ)
วันประกาศวันสัมภาษณ์รอบแรก
ใส่ชุดอะไรมาดูก็ได้ค่ะ เสื้อยือกางเกงยืนส์มาก็ได้ หรือจะให้ลุงป้าน้าอา
มิตรรักแฟนเพลงมาดูได้ โดยเราไม่ต้องไปดูเองก็ได้ค่ะ แน่นอนว่าไม่มีใครจับตาดูคุณอยู่ในวันนี้
วันสัมภาษณ์รอบแรก
วันนี้ถือว่าเป็นวันที่สำคัญที่สุดในการ "ตัดเชือก" คนที่มีความเหมาะสมจะเป็นแอร์ของแจลเวย์
ดังนั้นในวันนี้คุณต้องทำตัวเองให้เนี๊ยบและดูดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผม
หน้าตาก็ต้องแต่งแบบดูดีที่สุด (จะให้ช่างแต่งให้ก็ได้ค่ะ แต่ไม่ต้องเข้มมากๆ
เหมือนแต่งหน้าเจ้าสาวก็ได้นะคะ) และเล็บก็ต้องทาให้มีสีสันสวยงามและสีไม่ควรเข้มจนเกินไปนะคะ
เอาเป็นว่าสีอ่อนๆ และเหมาะกับชุดที่เราใส่ด้วยก็ดีค่ะ
และนอกจากเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว
เรื่องของการเตรียมตัวก็สำคัญมากค่ะ ต้องเตรียมตัวไปดี เราไม่รู้หรอกค่ะว่ากรรมการจะถามอะไรเราบ้าง
แต่ที่แน่ๆ ทุกคนจะต้องแนะนำตัว (ชื่อ อายุ สถาบันที่จบ อาชีพ งานอดิเรก
ทำไมมาสมัคร ฯลฯ แล้วแต่จะเตรียมมาค่ะ) ดังนั้นลองซ้อมแนะนำตัวหน้ากระจกคนละ
30 วินาทีให้คล่องๆ นะคะ ยิ้มไว้เยอะๆ เพราะส่วนนี้ คุณต้องได้พูดแน่ๆ
ค่ะ
วันไปสัมภาษณ์รอบแรกจะได้นั่งตามกลุ่ม
A B C ฯลฯ ที่จัดไว้ นั่งรอข้างนอกแล้วก็ทยอยๆ เข้าไปทีละกลุ่มๆ ละ 5
คน เข้าไปถึงขอให้เดินเข้าไปอย่างสง่าผ่าเผย ยิ้มกว้างๆ อย่ากลัวอย่าตื่นเต้น
ขอให้มีความมั่นใจและยิ้มเข้าไว้นะคะ และอย่าลืมไหว้กรรมการทั้งสามคน
(ไทย 1 ญี่ปุ่น 2) ในห้องระหว่างที่ยื่นประวัติของเราให้ท่านนะคะ
ในเรื่องของการให้คุยกันในกลุ่ม คุณก็อาจลองเก็งข้อสอบได้เหมือนที่เพื่อนๆ
เคยมาเล่าให้ฟังในห้องว่าส่วนใหญ่จะเจอหัวข้ออะไรกันบ้าง อย่างเช่นของเราโดนประมาณว่าให้เล่าว่ารู้จักอะไรในประเทศญี่ปุ่น
หรืออยากไปไหนในประเทศญี่ปุ่นบ้าง แต่เพื่อนๆ อาจโดนหัวข้ออื่น ***อย่า
panic เด็ดขาดนะคะ*** กรรมการไม่ได้จับผิดเอาเป็นเอาตายว่าเราพูดเรื่องอะไร
ถูกไวยากรณ์มั้ย แต้เค้าจะดูบุคลิกและการสื่อสาร ตลอดจนท่าทาง การใช้
language และ body language ของคุณ (การมองเพื่อนที่พูดด้วยความตั้งใจ
การใช้ภาษาท่าทางประกอบการพูดให้น่าสนใจ หรือการเปิดโอกาสให้คนอื่นได้พูดบ้าง
อย่าขโมยซีนคนอื่นนะคะ รอบของเรามีคนที่สวยมาก พูดเก่งมาก แต่เธอพูดไม่หยุด
ผลปรากฏเธอไม่ผ่านรอบสองค่ะ)
เสร็จแล้วกรรมการอาจจะถามคำถามเดี่ยวคนละคำถาม
และอาจจะเลือกถามแค่ใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่ม หรืออาจถามทั้งหมดในกลุ่มก็ได้
ถ้าโดนถามหรือไม่โดนถามก็ไม่ต้องตกใจนะคะ กรรมการจะถามคำถามสบายๆ ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายเท่าไหร่
เช่นทำไมอยากเป็นแอร์, อะไรคือจุดแข็ง-จุดอ่อนในตัวคุณ, เมื่อกี้คุณพูดว่า...คุณหมายความว่าอย่างไร
อธิบายเพิ่มหน่อยได้ไหม ฯลฯ ขอให้ตั้งใจฟังคำถามดีๆ และพยายามตอบให้เป็นตัวของตัวเองที่สุด
คิดไม่ออกอย่าทำหน้าเสียหรือเงียบไปนะคะ (อืมมม ยังไงดีล่ะ ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและมีไหวพริบน่ะค่ะ
พยายามเข้านะคะ)
***ข่างล่างเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเราล้วนๆ
ไม่ต้องเชื่อทั้งหมดก็ได้นะคะ***
- เราคิดว่าสีสูทไม่มีผลต่อการผ่านเข้ารอบสองนะคะ
เพราะรอบสองเห็นหลายสีอยู่เหมือนกัน แต่ว่าก็ดูดีกันทั้งนั้นเลยค่ะ
- เราคิดว่าการแต่งหน้าที่เข้าตากรรมการคือ แนวสดใสๆ นะคะ คือไม่ต้องเข้มมากจนดูดุ
แต่ก็ไม่อ่อนจนดูจืดชืด ปากสีน้ำตาลตาสีดำปิ๊ดไม่ต้องค่ะ เราคิดว่าปากชมพูๆ
หรือแดงๆ แก้มก็แดงเรื่อๆ ทาตาสีฟ้าๆ หรือสีอ่อนๆ ที่เหมาะกับหน้าและชุดของคุณจะดีกว่าค่ะ
ที่สำคัญอย่าให้หน้ามันนะคะ ใครเป็นสิวกรุณาปิดให้มิดด้วยดีกว่าค่ะ
- คิดว่าสีเล็บที่กรรมการชอบน่าจะเป็นสีที่ไม่เข้มจนเกินไปค่ะ วันที่ไปสัมภาษณ์รอบสองเห็นสีน้ำตาลครีมอ่อนๆ
เยอะ สีชมพูอ่อนๆ สีส้มอ่อนๆ ก็เห็นค่ะ แต่สีเข้มๆ อย่างสีแดงมากหรือส้มมากจนแปร๋น
ไม่เห็นค่ะ
- คิดว่า "ยิ้ม+มั่นใจ(แต่ไม่เวอร์)" มีชัยไปกว่าครึ่งค่ะ
วันประกาศผลรอบสอง
เหมือนวันประกาศรายชื่อสัมภาษณ์รอบแรกค่ะ
วันสัมภาษณ์รอบสอง
วันนี้จะเหลือคนน้อยลงกว่าเดิมเยอะมากกกกก ไม่คึกคักเหมือนวันแรก บรรยากาศ
"มาคุ" เล็กน้อยค่ะ แต่อย่าตื่นเต้น และต้องมั่นใจเข้าไว้นะคะ
เข้ามารอบนี้ได้คุณมีสิทธิ์ไปกว่าครึ่งแล้วค่ะ บุคลิกลักษณะ ท่าทาง ขอให้ดูดีที่สุดเหมือนวันแรกนะคะ
รอบนี้ไปถึงแล้วก็เช็คชื่อและนั่งรอหน้าห้องเหมือนเดิม รอให้พี่แอร์พาเข้าไปพบกรรมการ
พบแล้วยิ้มและไหว้สวยๆ นะคะ ขอเล่าในเคสของเราแล้วกัน ว่ากรรมการจะถามเรื่องทั่วๆ
ไปค่ะ ให้เราเล่าเรื่องของเรา ว่าเรียนอะไร จบอะไรมา ทำงานอะไรอยู่ ที่บ้านเป็นยังไง
อยู่กับใคร งานอดิเรกเป็นไง แล้วก็ถามเข้าเรื่องว่าทำไมถึงอยากเป็นแอร์
ทำไมถึงอยากทำงานกับแจลเวย์ ส่วนใหญ่เป็นคำถามที่เราพอเตรียมตัวไปล่วงหน้าได้นะคะ
ในรอบนี้ ศึกษาประวัติของแจลเวย์จากคู่มือที่ได้ไปหน่อยก็ดีค่ะ จากนั้นกรรมการจะให้เราอ่านข้อความภาษาอังกฤษจากชีท
เป็นหัวข้อที่หลากหลายค่ะ ของเรารู้สึกว่าจะได้เรื่องที่เกี่ยวกับมาร์เก็ตติ้ง
เป็นบทสนทนาที่ยากเหมือนกันค่ะ ต้องพยายามอ่านให้ชัดและถูกต้องนะคะ คิดว่าตอนนี้กรรมการน่าจะดูน้ำเสียงและการใช้ภาษาอังกฤษของเราค่ะ
อ่านไปได้พักใหญ่ๆ กรรมการจะให้หยุด และขอบคุณที่มาในวันนี้ เอ่ยขอบคุณกรรมการที่สละเวลาสัมภาษณ์เราด้วยก็ดีนะคะ
ใช้เวลาคุยกับกรรมการทั้งหมดประมาณ 20 นาทีหรือนานกว่านั้นค่ะ จากนั้นเราจะต้องไปคุยกับ
CEO ของแจลเวย์ค่ะ เป็นผู้บริหารระดับสูง 2 ท่าน คุยประมาณ 2 นาทีเอง
ถามสบายๆ ค่ะ เป็นการดูบุคลิกของเราโดยรวมมากว่า เราถูกถามว่าชื่อเล่นของเราแปลว่าอะไร
แล้วทำไมเราถึงอยากทำงานกับแจลเวย์ (เราเอาเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและมาตรฐานการฝึกอบรมในหน้าท้ายๆ
ของประวัติบริษัทมาตอบค่ะ อิอิ) แล้วก็หมดคำถามค่ะ กริ่งเวลาบนโต๊ะดังขึ้นบอกให้รู้ว่าหมดเวลาแล้ว
ทั้ง 2 ก็ขอบคุณเราและขอให้เราโชคดี (แถมทิ้งท้ายว่าเราหน้าเด็กจัง อิอิ
เราก็เลยหัวเราะเขินม้วนสุดๆ ไปเลย) แล้วก่อนออกมาก็ขอบคุณท่านกรรมการด้วยค่ะ
วันประกาศผลสัมภาษณ์รอบสอง-แจ้งวันตรวจร่างกาย
ขอแนะนำว่าใครที่มั่นใจว่าผ่านรอบสองชัวร์ๆ ให้ใส่สูทไปเต็มยศได้เลยค่ะ
เพราะต้องขึ้นไปรายงานตัวและรับเอกสารตรวจร่างกาย (กระปุกใส่อุจจาระด้วย
อี๊) บนตึกด้วยค่ะ ถ้าแต่งตัวไม่สุภาพ รับเอกสารไม่ได้นะคะ ส่วนใครที่ไม่ชัวร์ว่าจะผ่านมั้ย
ยังไม่ต้องแต่งเต็มยศก็ได้ค่ะ แต่งสบายๆ ไปลุ้นผลก่อน ผ่านแล้วค่อยใส่สูทมารายงานตัวในวันรุ่งขึ้นก็ยังทัน
เพราะรู้สึกว่าจะให้วันรายงานตัวไว้ 2-3 วันนะคะ
วันตรวจร่างกาย
ไม่ต้องใส่สูทไปก็ได้ค่ะ ใส่เสื้อเชิ๊ต กระโปรง รองเท้าส้นสูงเท่านั้นก็พอ
ใส่สูทมายังไงคุณก็ต้องถอดออกหมดอยู่ดี ใครมาถึงด่านนี้ เตรียมตัวเตรียมใจไว้เลยว่โดนถอดหมดแน่ๆ
อิอิ วันนี้ทางแจลจะนัดที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ตั้งแต่เช้า เพื่อชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูง
ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด (เอาไป 3 หลอดใหญ่) ความดัน ชีพจร ตรวจสายตา ตาบอดสี
ตรวจการได้ยิน การทำงานของคลื่นหัวใจ (ด่านนี้คลำหน้าอกด้วยค่ะ) เอกซเรย์กระดูกสันหลังและปอด
และพบแพทย์เพื่อซักประวัติ คลำแขน ขา คอ และตรวจรอยแผลเป็นและรอยสักต่างๆ
และเก็บตัวอย่างอุจจาระเพื่อตรวจหาพยาธิจากอุจาระ (ด่านนี้แหละค่ะที่ต้องถอดกางเกงในแล้วเอาไม้คล้ายๆ
ไม้ไอติมแหย่ที่ก้นค่ะ ไม่ต้องตกใจ ไม่เจ็บค่ะ แค่จึ๊กๆ) ใช้เวลาทั้งหมดก็
4-5 ชั่วโมงได้ค่ะ อ้อ แอบได้ยินมาว่าทางแจลจะไม่รับคนที่กระดูกสันหลังคด
เป็นโรคโลหิตจาง มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือเป็นพยาธิคะ (ถ่ายพยาธิมาก่อนสัก
1 อาทิตย์ก็ดีนะคะ)
วันประกาศผลตรวจร่างกาย
ถ้ามั่นใจว่าผ่านแน่นอน ใส่สูทมารายงานตัวได้เลยค่ะ ถ้าไม่มั่นใจว่าร่างกายเราแข็งแรงพอที่จะผ่านหรือไม่
ก็แอบมาดูหรือให้ใครมาดูก่อน แล้วค่อยมารายงานตัววันรุ่งขึ้นได้ค่ะ เพราะเค้ามีช่วงให้รายงานตัว
เหมือนวันประกาศผู้ผ่านรอบสองค่ะ
หลังจากวันนั้น ฟ้าก็ลิขิตให้คุณได้บินสมใจแล้วค่ะ
ขอให้ทุกคนโชคดีในการสมัครครั้งนี้นะคะ