ก่อนอื่นขอแนะนำตัวเองก่อนนะคะ ดิชั้นชื่อโก๊ะโกะค่ะ ที่โก๊ะโกะเขียนมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังก็หวังว่าประสบการณ์นี้จะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อย นำไปใช้ในการไปสัมภาษณ์กับสายการบินต่างๆ ก็ได้นะคะ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นของแจลเวย์อย่างเดียว เพราะว่าเราสามารถนำไปอะแด๊บ แอบพลาย ไปใช้ กับการสัมภาษณ์ ของสายการบินอื่นได้ด้วยเพราะดิชั้นเห็นว่า กรรมการที่ได้มาคัดเลือกหรือว่ามาตั้งคำถามเพื่อถามเพื่อนๆนั้น เป็นบุคคลที่อยู่ในแวดวงการบินนี้นี่เอง ดังนั้นคำถามทุกคำถามที่เพื่อนนำมาแบ่งปันนั้น ย่อมมีประโยชน์ค่ะ

เริ่มเรื่องนะคะ ดิชั้นได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ในวันแรกค่ะ ดิชั้นออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ แบบไก่ยังไม่ทันโห่เลยล่ะเพราะกลัวรถจะติด (ในใจคิดว่า ถ้าเราไปสาย เราจะต้องเสียดายโอกาส และต้องมานั่งโทษตัวเองแน่ๆ เลยเพราะอุตส่าห์รอมาเป็นปี ไปเร็วซักชั่วโมงสองชั่วโมงก็คงจะไม่เป็นอะไรนี่เนอะ)

ดิชั้นขอแนะนำเพื่อนๆ นะคะ ว่าการไปสอบสัมภาษณ์กับแจลเวย์นั้นเค้านัดรอบเรามาก็จริง แต่ว่าถ้าเรามาก่อน แล้วเราไปเรียงลำดับหรือต่อคิวนั้น เป็นการดีนะคะเพราะเราจะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนๆ ก่อนจะเข้าไปสัมภาษณ์ ข้อดีคือช่วยลดความตื่นเต้นและตึงเครียดได้ไม่มากก็น้อยค่ะ

พอดิชั้นเข้าไปนั่งปุ๊ปก็จัดแจงแนะนำตัวเองให้เพื่อนที่นั่งข้างๆ ทราบกันถ้วนหน้าค่ะ คือดิชั้นทราบมาก่อนแล้วว่ากลุ่มนึงต้องมีห้าคน ก็เลยจัดการแนะนำตัวเองกับเพื่อนทั้งสี่คนโดยดิชั้นนั่งอยู่ตรงกลาง อิ อิ สบาย อยากคุยกะใครก็ไม่ไกลเกินไป แต่ระหว่างรอเราควรคุยแต่พอมีมารยาทนะคะ คุยกันแค่พอหอมปากหอมคอ ไม่ใช่ว่าอยากตะเบ็งเสียง ก็ตะเบ็ง เพราะพึงพิจารณาหน่อยค่ะว่า นั่นคือที่รโหฐานและเป็นที่ๆ เราควร ทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว ถ้าเราอยากได้งานทำ คิก คิก เพราะว่าเผอิญตอนไปเข้าแถวเรียงลำดับ เพื่อที่จะเซ็นชื่อ รอขึ้นเขียง เอ๊ย ไม่ใช่โหดร้ายขนาดนั้น เพื่อที่จะเข้าไปสัมภาษณ์ มีน้องที่ยืนอยู่หน้าดิชั้นคุยกันข้ามแถวไปอีกสองแถวน่ะค่ะ พี่สต๊าฟหันมามองจนน้องเค้าเขินอายม้วนต้วนเลยค่ะ แต่พี่ๆ เค้าก็ไม่ได้ว่าอะไรค่ะ

เอาล่ะ ถึงเวลาที่กรรมการเดินออกมาเรียกแล้ว กรรมการเดินมาเปิดประตูบานใหญ่ค่ะ แล้วก็เรียก A, B, C, D, E, F เข้าไป อย่างละหนึ่งกลุ่ม ทุกคนในแถวก็ยืนทำหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋อเลยค่ะ ตื่นเต้นค่ะ ตื่นเต้น

ก่อนอื่นนะคะ เราได้กระดาษที่เราจะต้อง เขียนชื่อนามสกุลและลำดับที่ของเราไว้สามแผ่นนะคะ เพื่อที่จะให้กรรมการท่านละหนึ่งแผ่น เพื่อท่านจะได้ลงคะแนนให้เรา เมื่อเดินเข้าไปถึงก็ส่งกระดาษให้กรรมการเหล่านั้น ท่านละหนึ่งแผ่นค่ะ เข้าไปถึงเราก็ตั้งแถวกันห้าคนนะคะแล้วอย่าเพิ่งนั่งจนกว่ากรรมการจะอนุญาตค่ะ หลังจากมีการทักทายกันเรียบร้อยแล้ว ก็ได้มีการแนะนำตัวค่ะ ซึ่งกรรมการบอกว่าไม่ควรเกินคนละสามสิบวินาที เราจึงควรจะเตรียมข้อความแนะนำตัวที่สั้น ง่าย และได้ใจความ อย่างของดิชั้นก็บอกชื่อแซ่ อายุ ทำอะไรที่ไหนตำแหน่งอะไร งานอดิเรกมีมั๊ย แล้วก็ขอบคุณหลังพูดเสร็จ

จากนั้นกรรมการจะให้เราจัดโต๊ะเป็นครึ่งวงกลมเพื่อสัมภาษณ์กลุ่มโดยให้เวลากลุ่มละสี่นาที กลุ่มของดิชั้นได้หัวข้องานอดิเรก งานอดิเรกของเราทั้งห้าคนก็แตกต่างกันออกไปนะคะ บ้างก็ทำอาหาร ออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง อันนี้แล้วแต่สะดวกค่ะ จะพูดว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะในเวลานั้นเราควรจะควบคุมสติและสิ่งที่เราควรจะพูดออกมาให้ดี ดั่งที่เค้าว่ากันว่า "สติมา ปัญญาจึงเกิด" ค่ะ

เราห้าคนจึงพูดกันเจื้อยแจ้ว แต่ก็มีหลายประเภทนะคะในห้าคนนี้ มีพูดแยะ พูดกลางและพูดน้อยค่ะ แต่ว่านะคะ เราตัดสินตัวเองไม่ได้หรอกค่ะขึ้นอยู่กับหลายๆ อย่างที่กรรมการจะตัดสิน บางคนพูดน้อยอาจจะได้ หรือบางคนพูดมากก็อาจจะได้ มันไม่แน่นอน ต่อจากนั้นจะเป็นคำถามเดี่ยวค่ะ ท่านกรรมการก็ถามไปทีละคน ไม่ได้กำหนดเวลาไว้แต่ควรจะตอบแบบพอดีๆ เค้าก็ถามว่า ทำไมถึงอยากเป็น, ทำงานอะไรอยู่, ถ้าได้เป็น คุณพอจะทราบใช่มั๊ยว่าทางเราต้องการให้คุณเรียนภาษาญี่ปุ่น ยากนะ คุณจะทำได้เหรอ, ทำไมคุณถึงสนใจจะทำอาชีพนี้ และสุดท้ายคือ คุณคิดยังไงกับปัญหาของการเปลี่ยนเวลา ดิชั้นคิดว่า ดิชั้นอาจจะทำได้ หรืออาจจะทำไม่ได้ นั่นขึ้นอยู่กับการตัดสินของกรรมการค่ะ

แต่สิ่งเดียวที่ดิชั้นรู้คือ ณ เวลานั้น ดิชั้นมีสติและได้ทำดีที่สุดในสิ่งที่ดิชั้นพึงกระทำแล้ว ดิชั้นดีใจที่ตัวของดิชั้นเอง เคยได้สัมผัสกับความรู้สึกล้มลุกคุกคลานต่างๆ มาแล้ว ดิชั้นเคยเสียใจมากมายหลายครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ดิชั้น ภาคภูมิใจที่สุดนั่นก็คือเพื่อนๆ พี่ๆ และคนใกล้ชิด (คนนี้ต้องขอบคุณเยอะหน่อยเพราะที่ยืนขึ้นได้เร็วก็เพราะเค้านี่ล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะ) ที่คอยอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจดิชั้นมาโดยตลอด ดิชั้นดีใจที่ดิชั้นไม่แม้แต่จะยอมแพ้

ดิชั้นได้สัญญากับตัวเองไว้แล้ว ว่าดิชั้นจะต้องแข่งกับตัวเองซะก่อนก่อนที่จะไปแข่งกับคนอื่น ดิชั้นไม่ได้คิดหรือมั่นใจว่าดิชั้นจะต้องชนะเพราะความรู้สึกที่เราคิดว่าเราจะชนะนั้นทำร้ายตัวเราอย่างมากนะคะ สิ่งที่ดิชั้นทำได้ในตอนนี้ก็คืออย่างน้อย ถ้าเราไม่ปล่อยให้โอกาสดีดีที่เข้ามาในชีวิตนั้นหลุดลอยไป โดยที่เราไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถหรือว่าลุ้นไปกับมัน นั่นแหละคือสิ่งที่แย่ที่สุดในชีวิต และเราต้องมานั่งเสียดายโอกาสเหล่านั้นเพราะว่าถ้าเวลาผ่านไป นั่นก็ถือว่าอายุเราก็เพิ่มขึ้นทุกวันๆ เพราะอย่างที่เราๆ ท่านๆ ทราบดีกันทุกคนว่า ข้อจำกัดของอาชีพนี้ของคุณผู้หญิงมักจะอยู่ที่อายุ 26 ซะส่วนใหญ่ ยังไงขอให้ทุกคนโชคดีค่ะ ฝันยังไงอย่าปล่อยให้มันเป็นเพียงความฝันนะคะ

 


KoKo Chan18Jan04
© 2004 All Rights Reserved