เราเตรียมเสื้อผ้าที่คิดว่าสุภาพและดูดีไว้ตั้งแต่ตอนเย็น รวมทั้งเอกสารที่ต้องใช้ทั้งสำเนาและตัวจริง อะไรที่ไม่แน่ใจว่าจะใช้หรือไม่ใช้ก็หยิบใส่แฟ้มติดตัวไปด้วยค่ะ ถือคติว่าเตรียมไปก่อนดีกว่าต้องกระหืดกระหอบกลับมาบ้านเพื่อมาเอาเอกสารที่ขาด ดีไม่ดีหมดเวลาสมัครอดเป็นแอร์กะเค้าด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง แล้วต้องมาเสียใจภายหลังค่ะ เตรียมเรียบร้อยก็เข้านอนแต่หัวค่ำ กะว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่หน้าตาสดใสที่สุด แต่ก็นอนแทบไม่หลับเลยค่ะ แหม ก็ตื่นเต้นเหมือนกันที่จะต้องไปสมัครงานที่เราใฝ่ฝันอยากจะเป็นมาตั้งแต่เด็ก

สองเท้าก้าวเดินจากบ้านอย่างมั่นใจบ้างไม่มั่นใจบ้าง

ก้าวแรกที่เดินเข้าไปยังห้องรับสมัคร ยอมรับเลยค่ะว่าตื่นเต้นและประหม่ามาก คิดในใจว่าทำไมคนเยอะจังเลย แล้วแต่ละคนก็เสริมสวยกันมาซะเช้ง หน้าตาดีดีกันทั้งนั้น เราล่ะเด็กเชียงใหม่ บ้านนอกมาเลย จะสู้เค้าได้มั้ยเนี่ย ในใจก็คิดไปต่าง ๆ นานา แต่ก็พยายามทำใจให้สงบ เดินไปเดินมาอยู่แถวนั้นแหละค่ะ มารู้ตัวอีกทีก็ไปยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะตรวจเอกสารแล้ว ก่อนมาสมัครเรารู้ข่าวจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ตามปกติสายการบิน JALWAYS จะเปิดรับพนักงานต้อนรับปีละสองครั้ง ถ้าจำไม่ผิดก็ประมาณเดือนกุมภาพันธ์และเดือนสิงหาคมนี่แหละค่ะ ส่วนหลักฐานการสมัครนั้น อย่างแรกต้องมีผลสอบ TOEIC มาแสดงว่าได้ 500 คะแนนขึ้นไป หลักฐานการศึกษา สำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน และรูปถ่ายเต็มตัว 1 รูป ในประกาศรับสมัครตามหน้าหนังสือพิมพ์จะระบุวัน เวลา และสถานที่สมัครอย่างชัดเจน

แต่งตัวให้สุภาพเรียบร้อย ทำหน้าเจี๊ยมเจี้ยมเข้าไว้
ในวันสมัคร หลังจากที่เรายื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ที่โต๊ะตรวจเอกสาร เค้าจะให้เรารอเพื่อที่จะเข้าไปกรอกใบสมัครในห้องอีกห้อง ระหว่างรอเราก็สังเกตความเป็นไปของเพื่อนๆ ที่มาสมัคร (หยั่งเชิงคู่ต่อสู้ค่ะ ฮิฮิฮิ) ต้องขอเตือนเพื่อนๆ ที่คิดจะไปสมัครเลยนะคะ ว่าไม่ว่าจะเป็นวันยื่นใบสมัครหรือเข้ามาขอข้อมูลจากพี่ที่นี่ ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยสวยงาม รองเท้าเปิดส้นนี่ห้ามเด็ดขาด เพราะมีหลายคนที่ถูกไล่กลับบ้านไปเปลี่ยนรองเท้า ใส่กางเกงก็ไม่ได้นะคะต้องกระโปรงอย่างเดียว ซักพักจะมีเจ้าหน้าที่พาเข้าไปในห้องกรอกใบสมัคร เราต้องกรอกข้อมูลให้ครบนะคะ ยิ่งละเอียดยิ่งดีค่ะ กรอกเสร็จก็เอาไปยื่นที่โต๊ะตรงทางออก เจ้าหน้าที่จะตรวจเอกสารและข้อมูลในใบสมัครก่อนจะยื่น JALWAYS'S PROFILE และกระดาษใบเล็กๆ ซึ่งระบุเลขที่ผู้สมัครและวันเวลา สถานที่ที่จะไปสัมภาษณ์รอบแรกค่ะ

สัมภาษณ์รอบแรก
ในวันสัมภาษณ์เค้าจะนัดเวลาเป็นช่วงๆ ค่ะ เริ่มตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง อย่าไปสายนะคะ เมื่อไปถึงเค้าจะให้เราเซ็นชื่อ และเขียนชื่อเล่นติดไว้ที่หน้าอก เราไปถึงก่อนเวลาสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงแน่ะค่ะ ตื่นเต้นมากค่ะ ในที่สุดเวลาที่รอคอยก็มาถึง การสัมภาษณ์รอบแรกของ jaz จะแบ่งผู้สมัครออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน พอเข้าไปก็ต้องแนะนำตัวทีละคน ถ้าเพื่อนๆ พูดภาษาที่สามได้ก็พูดแนะนำตัวไปเถอะค่ะไม่ต้องอาย (เราโชคดีที่มีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นบ้างก็เลยโซโล่ไปเลย รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง 555) จากนั้นกรรมการจะให้หัวข้อมาหนึ่งหัวข้อ เพื่อให้เรานั่งล้อมวงสนทนาภาษาอังกฤษกัน สนุกดีค่ะ ช่วงที่สนทนาเราต้องทำตัวให้เป็นธรรมชาติที่สุด เวลาที่คนอื่นพูดเราต้องตั้งใจฟัง จังหวะที่เราต้องแสดงความคิดเห็นก็แสดงไปให้เต็มที่ อย่ามัวแต่หมกมุ่นว่าจะพูดอะไรยังไงดีนะคะ พอคุยกันเสร็จ กรรมการก็จะถามคำถามเล็กๆ น้อย ๆ โดยใช้วิธีสุ่มถามค่ะ เราไม่โดนกรรมการท่านใดถามเลย ตอนนั้นเศร้าใจมากคิดว่าคงไม่ได้แน่ๆ สัมภาษณ์เสร็จเราก็ปลงแล้วค่ะ ไม่คิดว่าจะมาดูผลด้วยซ้ำ

สองสามอาทิตย์หลังจากสัมภาษณ์รอบแรกเราก็มาค่ะ ดีใจจัง ผ่านรอบแรกแล้ว

สัมภาษณ์รอบสอง

การสัมภาษณ์รอบสองเป็นการสัมภาษณ์เดี่ยวในห้องส่วนตัวค่ะ โดยในห้องจะมีกรรมการนั่งรอรอสัมภาษณ์เราอยู่ 3 คน คอยถามคำถามซึ่งประมาณว่าทำไมอยากเป็นแอร์ ข้อดีข้อเสียของเรามีอะไรบ้าง ฯลฯ เมื่อจบคำถาม กรรมการก็จะให้กระดาษที่มีข้อความภาษาอังกฤษแล้วให้เราเลือกอ่านหนึ่งย่อหน้า เราก็อ่านแบบสั่น ๆ ตื่นเต้นไม่หายค่ะ เสร็จจากการสัมภาษณ์ในห้องนั้น เจ้าหน้าที่จะพาเราเข้าไปยังห้องในสุดซึ่งเป็นห้องผู้บริหาร ซึ่งเค้าจะถามคำถามเรา ไม่ใช่สิ เป็นการคุยกันมากกว่าสินะ ประมาณสองนาทีเอง ก็เป็นการเสร็จสิ้นกระบวนการสัมภาษณ์ค่ะ เราออกจากห้องมาด้วยใจปลอดโปร่ง คราวนี้จะได้รู้ซักทีว่าความฝันแต่วัยเยาว์จะเป็นจริงหรือเปล่า บอกตรงๆ ว่าไม่ได้หวังเลยค่ะ คิดแต่ว่าทำดีที่สุดแล้ว

วันประกาศผลสัมภาษณ์

วันประกาศผลรอบสองห่างจากวันสัมภาษณ์ 2 อาทิตย์ค่ะ พอไปถึงหน้าบริษัท ใจมันเต้นตุ้บๆ ตั้บๆ มีคนร้องไห้เดินออกมาด้วยแล้วเราจะติดมั้ยเนี่ย เฮ้อ! ถอนหายใจแรง ๆ (ทำใจ) 1 ที แล้วเดินเข้าไปดู เฮ้ มีเลขที่เราด้วย ชื่อเราด้วย เฮ้ ดีใจๆๆๆ จากนั้นเราก็ขึ้นไปรายงานตัวค่ะ ทางบริษัทจะนัดวันตรวจร่างกาย โดยให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลกรุงเทพ พอตรวจร่างกายเสร็จก็ต้องรออีกหลายอาทิตย์กว่าจะทราบผล ขอบอกว่าช่วงนี้แหละค่ะ เป็นช่วงที่ทรมานที่สุดในชีวิต สอบก็ผ่านแล้ว แต่ถ้าร่างกายไม่ผ่านก็หมดสิทธิ์เป็นแอร์ตลอดชีวิต คิดอยู่ได้ทุกวันเลยค่ะ จนในที่สุดก็มาถึงวันประกาศผลการตรวจร่างกาย เราก็ผ่านค่ะ งานนี้ได้เป็นแอร์เต็มตัวซะที หลังจากรอมานานแสนนาน

ต่อไปก็จะพูดถึงเรื่องเทรนบ้างนะคะ แต่คงพูดมากไม่ได้นะคะ หลังจากประกาศผลการตรวจร่างกาย 1 เดือน ทางบริษัทจะเรียกเทรนเป็นรุ่นๆ แต่ละรุ่นห่างกัน 1 เดือน รุ่นหนึ่งประมาณ 30 คนค่ะ เทรนที่เมืองไทยประมาณ 3 เดือน จากนั้นจะไปเทรนเรื่อง EMERGENCY ที่ญี่ปุ่นประมาณ 2 อาทิตย์ แล้วก็ได้บินค่ะ นี่ก็เป็นประสบการณ์ กว่าจะได้มาเป็นแอร์ของเราค่ะ

สุดท้ายขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคนที่มีความฝันอยากเป็นนางฟ้าให้สู้ต่อไปนะคะ อย่าทิ้งความตั้งใจของตนเอง และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เราบรรลุถึงความฝันคือความมั่นใจค่ะ โชคดีแล้วเจอกันนะคะ

 


วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2545 Revised 18Jan04
©2002-2004 All Rights Reserved