การเตรียมตัวเพื่อสมัครและสอบ Jalways
จากประสบการณ์ไม่มีอะไรมาก....นอกจากดวง...และความมั่นใจที่พกมาจนล้นกระเป๋าแล้วหวังว่าประสบการณ์ที่นำมาแบ่งปันกันคงจะทำให้เข้าทำนอง
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้งขึ้นมาบ้าง คนที่กังวลเรื่องภาษา...พยายามตั้งใจสอบ
TOEIC ให้ผ่านตามเกณฑ์ที่เค้าตั้งไว้ก็พอ ส่วนภาษาญี่ปุ่น ถ้าได้ก็นับว่าเป็นข้อได้เปรียบ
ถ้าไม่ได้ก็ไม่มีผลอะไรมากนัก เพราะถึงอย่างไรก็ต้องเรียนในหลักสูตรฝึกพนักงานหลังจากผ่านทุกขั้นตอนเข้าไปแล้วอยู่ดี
มีปัจจัยอย่างอื่นอีกมากมายที่เค้าใช้ในการพิจารณา ไม่ต้องกังวลค่ะ
การสมัครและสอบ
แบ่งเป็น 4 ขั้นตอนคือ
1. สมัคร / กรอกใบสมัครและยื่นหลักฐาน
2. สัมภาษณ์กลุ่ม
3. สัมภาษณ์เดี่ยว
4. ตรวจร่างกาย
ขั้นตอนการสมัคร
เริ่มจากการลากสังขารขี้เกียจๆ
ไปสอบ TOEIC ให้ได้คะแนนตามที่บริษัทกำหนด ซึ่งกว่าจะได้มาก็หืดขึ้นคอ...
ไปสอบ TOEIC กันไว้เนิ่นๆ นะคะ เพราะถ้าไปสอบใกล้วันสมัครแล้วคนจะเยอะมาก...
หลังจากรับใบ Score report มาด้วยความดี๊ด๊า... ก็กลับมาเตรียมหลักฐานต่างๆ
ให้พร้อม ตามที่เค้าลงไว้ในประกาศรับสมัครค่ะ ย้ำอย่างยิ่งว่าเตรียมไปให้พร้อม
ทั้งสำเนาบัตรประชาชน, Transcript, รูปถ่าย, TOEIC score report ไปทุลักทุเลอยู่หน้าห้องสมัครคงไม่งามเท่าไหร่
การรับสมัครเค้าเปิดกันหลายวันค่ะ
ดูฤกษ์งามยามดี แล้วก็เล็งเอาสักวัน... สำหรับเราเลือกเอา...วันที่ดาวอังคารทับราหู
เจ้านายหนีไปกินข้าวกับสาว เลยได้ฤกษ์ ก้าวเท้าซ้ายออกจากออฟฟิศ ดอดหนีไปสมัคร....(ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
บอกแล้วว่าของงี้มันดวงใครดวงมัน!...) หลังจากโบ๊ะหน้าเด้ง ผมรวบตึงเรียบร้อย
เช็คเสื้อผ้าสูทเนี๊ยบ ไม่มีรอยยับ จึงพุ่งออกจากออฟฟิศ มุ่งสู่โรงแรม
The Emerald ด้วยความรวดเร็ว
วันนั้น The Emerald
คราคร่ำไปด้วยสาวๆ สวยๆ (ที่ดูก็รู้ว่าพวกเดียวกัน) ว่าแล้วจึงพาตัวเองขึ้นไปถึงห้องสมัคร
บริเวณรับสมัครจะมีพี่ๆ (ซึ่งก็คือแอร์ของ Jalways นี่แหละค่ะ) คอยแนะนำและอำนวยความสะดวก
ว่าต้องทำอะไรบ้าง อย่าลืมไหว้โชว์มารยาทหญิงไทยกับพี่ๆ เจ้าหน้าที่ที่อำนวยความสะดวกทุกฝ่ายนะคะ
เค้าเรียก First Impression สำหรับผู้พบเห็นน่ะค่ะ ว่าแล้วก็เริ่มปฏิบัติขั้นแรก
คือรับเอกสารจากเจ้าหน้าที่ที่โต๊ะ แล้วจึงกลับมานั่งรอรวมกับเพื่อนๆ
เพื่อรอเวลา เชือด...เอ๊ย เวลาชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง... ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกกดส่วนสูงอะไรค่ะ
เพราะเราทำอะไรไม่ได้อยู่ดีค่ะมาถึงตรงนี้แล้ว เมื่อน้ำหนักและส่วนสูงผ่านเกณฑ์
จึงเข้าสู่การตรวจหลักฐาน หลังจากนั้นจึงเข้าไปในห้องเพื่อกรอกใบสมัคร
(กรอกยากมาก...ใครเคยผ่านมาแล้วก็คงรู้...) หลังจากกรอกใบสมัครจึงนำมายื่นแก่เจ้าหน้าที่
พี่ๆ ก็จะตรวจความเรียบร้อย ของใบสมัครและหลักฐานอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงรับหมายเลขประจำตัวผู้สมัครมานอนรอลุ้นรอบแรกอยู่ที่บ้าน...
ยกสอง...สัมภาษณ์กลุ่ม...
วันนี้โดดงานออฟฟิศเนื่องด้วยเจ้านายหนีไปกินข้าวกับกิ๊ก...พาตัวเองไปยืนลุ้นหน้าบอร์ดที่สำนักงาน
Jalways รัชดา ตั้งแต่เช้า และก็พบว่ามีชื่อปรากฏอยู่บนบอร์ดพร้อมกับเพื่อนๆ
อีกประมาณ 2 พัน กว่าคน...อุแม่เจ้า อกอีแป้นจะแตก...เค้ารับกี่คนกันนี่!...
ใจคอไม่ดีเจ้าค่ะ พร้อมกันนี้ก็มีทั้งวัน-เวลาสัมภาษณ์ และกลุ่มที่จะต้องเข้าสัมภาษณ์
ให้จดและจำไว้ให้แม่นๆ ไม่ควรไปสาย และจำกลุ่มของตัวเองให้ได้ ในวันสัมภาษณ์ให้นำใบเลขที่สอบ
และบัตรประชาชนตัวจริงไปด้วย
วันสัมภาษณ์ก็ตามธรรมเนียมค่ะ
ผมตึง หน้าเด้ง แต่งกายตามเหมาะสม ไปถึงก่อนเวลาเล็กน้อย
เพื่อรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ แล้วจึงนั่งรอหน้าห้องสัมภาษณ์ตามกลุ่มที่เค้าจัดให้
ระหว่างนั่งรอก็ชวนเพื่อนๆ คุย ทำความรู้จักเพื่อคลายเครียดไปจนถึงนัดแนะกันเลยก็ได้ค่ะ
เวลาสัมภาษณ์จะได้ลื่นไหล...
และแล้ว...เวลาที่รอคอยก็มาถึง...เจ้าหน้าที่เรียกกลุ่มที่เราสังกัดพร้อมเพื่อนๆ
ที่นั่งเม้าท์กันมาตลอดร่วมครึ่งชั่วโมงอีก 4 คน รวมเป็น 5 ...เสียงเม้าท์เงียบลงถนัดใจ
เชื่อว่าต่างคนต่างเครียดปนตื่นเต้น...
เข้าไปในห้องสัมภาษณ์จะมีกรรมการ 3 คน มีเก้าอี้หัน Face-to-Face เรียงหน้ากระดานรอการมาของพวกเราหลังจากทำความเคารพ
กรรมการเชิญให้นั่ง แล้วจึงเริ่มแนะนำตัวทีละคนตามเวลาที่กำหนดให้
จากความทรงจำอันเลือนลาง จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเค้ามีทั้งให้เวลาแบบรวมๆ
เช่น มีเวลา 1 นาที ให้แนะนำตัวให้ครบทั้งกลุ่ม ในกรณีนี้ ก็ควรจะเฉลี่ยให้คนอื่นได้พูดบ้างอย่าเหมาคนเดียวหมด
หรือกรณีที่เค้ากำหนดเวลาต่อคน เช่นให้เล่าเรื่องตัวเองใน 20 วินาทีก็ไม่ควรขาดหรือเกินมากเสียจนคนอื่นต้องนั่งเป็นใบ้
เอาแบบสั้นๆ กระชับและได้ใจความดีที่สุด
เมื่อแนะนำตัวเองเสร็จ กรรมการจะให้จัดเก้าอี้จากหน้ากระดานเป็นแถวเป็นครึ่งวงกลม
ดึงเก้าอี้ตัวเองเสร็จ ก็อย่านิ่งดูดาย หันซ้ายหันขวาดูเพื่อนๆ ด้วย
ว่าเค้าจัดได้รึเปล่า ช่วยๆ กันลากบ้างค่ะ มากันเป็นกลุ่มไม่ได้มาคนเดียว
...ถึงตอนนี้กรรมการจะให้เราคุยโต้ตอบกันเป็นภาษาอังกฤษ
เรื่องสับเพเหระทั่วไป หัวข้อที่พวกเราได้รับคือ My Pet
(จากการพูดคุยกับเพื่อนกลุ่มอื่น
รู้สึกจะได้หัวข้อประมาณ Music, My Holiday อะไรทำนองนี้) เหมือนเดิมค่ะ
ผลัดๆ กันพูดบ้าง เห็นใครพูดแล้วติดขัดก็ช่วยๆ กันต่อ แสดงความคิดเห็นบ้าง
อย่าแย่งคนอื่นพูดจนเกินงามสั้นๆ ได้ใจความดีกว่าเยิ่นเย้อน้ำท่วมถึง
เห็นใครยังไม่ได้ออกความเห็นก็หันไปถามเขาบ้าง กรณีที่พูดไม่ทันจริงๆ
ก็ยิ้มมมมมมมม...พิมพ์ใจเข้าไว้ เสียงนาฬิกาเตือนหมดเวลาสำหรับหัวข้อ
My Pet...กรรมการให้จัดเก้าอี้กลับไปเป็นเรียงหน้ากระดานเหมือนเดิม...แล้วจึงสัมภาษณ์รายคนต่อไปอีกเล็กน้อย
เช่น ตอนนี้ทำงานเป็นอย่างไรบ้าง เคยรู้จักคนญี่ปุ่นหรือเปล่าโดยมาเจาะอ้างอิงจากข้อมูลที่เรากรอกไว้ในใบสมัคร
ทุกครั้งที่พูดเราจะถูกกำหนดด้วยเวลา และมีเสียงนาฬิกาคอยเตือนตลอด...หลังจากจบการสัมภาษณ์
มีอาการมึนเล็กน้อย...แล้วก็ต้องกลับมานั่งลุ้นกันอีกรอบ...ตึ่ก..ตึ่ก...
สัมภาษณ์เดี่ยว
อันเนื่องจากเจ้านายเริ่มระแคะระคาย
เรื่องที่เราแว่บออกมาหางานใหม่...วันนี้เลยต้องฝากเพื่อนที่ทำงานละแวกรัชดาไปดูผลให้
(ไอ้นี่..ตัวเองล่มจมคนเดียวไม่พอจะพาเพื่อนไปด้วยซะมั๊ยล่ะนั่น)...
เพื่อนสาวโทรมาด้วยเสียงสั่นๆ ไอ้เราใจคอไม่ดีอยู่แล้วยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่..กรรม...มันบอกว่าเสียงสั่นเพราะเจอฝรั่งหน้าตาดีเดินตัดหน้าโว๊ย...ส่วนเอ็งน่ะสอบผ่านไม่มีปัญหา
สัมภาษณ์วันที่...เวลา...หลังจากบันทึกเวลายิกๆๆ...พบว่า...ตายๆๆ นี่มันกระดาษรายงานที่ต้องส่งเจ้านาย...วุ๊ย...ว่าแล้วสายของเราก็รายงานต่อว่ามีผู้รอดชีวิตประมาณ
400 คน ขอให้เอ็งสอบผ่านสาธุ...เดี๋ยวจะฝากซื้อของจากญี่ปุ่น...แต่ตอนนี้ขอตามหาหัวใจกะฝรั่งคนเมื่อกี๊ก่อนเฟ้ย
หวัดดี...นั่นปะไร...เพื่อน...
วันสัมภาษณ์เดี่ยว
วันสัมภาษณ์เดี่ยววุ่นวายเล็กน้อย เนื่องจากต้องหาเสื้อแขนสั้นที่ดูเรียบร้อย
กว่าเราเองจะรู้ก็ปาเข้าไปก่อนวันสัมภาษณ์แค่วันเดียวจึงเลือกเอาเสื้อเชิ้ตแขนสั้น
ประดับด้วยผ้าพันคอและเข็มกลัดดอกไม้พองาม ... คืนนั้นก็เตรียมตัวทบทวนและศึกษาข้อมูลของบริษัทไว้บ้าง
วันสัมภาษณ์มาถึง...ไปก่อนเวลาเล็กน้อยเช่นเคย...หลังจากรายงานตัวและนั่งรอก็โดนเรียกเข้าไปในห้องสัมภาษณ์
การสัมภาษณ์รอบนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง
ช่วงแรก จะได้รับการสัมภาษณ์จากกรรมการ
3 ท่าน แบ่งกันตามดวงเพราะจะมีห้องสัมภาษณ์ประมาณ 4-5 ห้อง แล้วแต่ว่าใครจะได้สัมภาษณ์ห้องไหน...สำหรับห้องที่เราเข้ารับการสัมภาษณ์
ประกอบด้วยกรรมการ ไทย 1 ท่าน ญี่ปุ่น 2 ท่านการสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด
โดยอ้างอิงจากใบสมัครที่เราได้กรอกไว้ว่าด้วยคำถามยอดฮิต ทำไมอยากเป็นแอร์คะ....
คิดว่าคุณสมบัติของแอร์มีอะไรบ้างแล้วจึงถามถึงครอบครัว เรื่องส่วนตัว
และงานปัจจุบันที่ทำอยู่...นอกจากนี้ยังมีคำถามที่ว่า คิดอย่างไรกับคนญี่ปุ่น...อันนี้ควรจะตอบในแง่บวกเข้าว่า
เนื่องจากอย่าลืมว่าผู้โดยสารส่วนมากเป็นชาวญี่ปุ่น..สำหรับเราเองตอบไปว่า...รู้สึกว่าคนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีระเบียบ
ตั้งใจจริงในการทำอะไรสักอย่างและดูเหมือนจะเป็นคนขี้เกรงใจเอามากๆ
ซึ่งข้อนี้คล้ายกับคนไทย นอกจากนี้ยังชื่นชมที่คนญี่ปุ่นเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมตัวเองค่ะ...
ส่วนกรรมการชาวญี่ปุ่นก็จะสัมภาษณ์ด้วยสำเนียงที่ฟังค่อนข้างยากสำหรับคนไม่คุ้นเคย...
ถ้าใครเคยมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับชาวญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษคงเข้าใจดี
และได้เปรียบอยู่ไม่น้อย... สำหรับคนที่ไม่เคยก็ไม่ต้องตกใจค่ะ ซ้อมคำขอโทษและขอให้เค้าพูดใหม่อย่างสุภาพไปเลยให้ติดปาก
เค้าจะพูดช้าๆ ทำให้ฟังง่ายขึ้น...เวลาถูกถามอะไรพยายามตอบอย่ายืดเยื้อ
รวบรัด ได้ใจความดีกว่าเพราะเขาจะมีเวลาให้เราจำกัด หากตอบยืดเยื้อ
กรรมการจะยิงคำถามเราได้น้อยลง และควรตอบแต่ละคำถามด้วยความมั่นใจ
และใช้คำในระดับที่สุภาพนะคะ จากการสอบถามเพื่อนๆ บางคน โดนกรรมการถามเรื่องเส้นทางบินและข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทบ้าง
เช่น ชื่อผู้บริหารสำคัญๆ...แต่ของเราเดชะบุญที่ไม่โดน...รอดไป...
เสร็จจากห้องสัมภาษณ์ 1 ก็เข้าสู่ห้องสัมภาษณ์ 2 ซึ่งผู้สัมภาษณ์คือผู้บริหารของ
JALways เขาจะมีเวลาให้เราน้อยมาก (และสำเนียงฟังยากมาก...เช่นเคย)
ถาม-ตอบได้ประมาณ 1-2 คำถามก็หมดเวลาแล้ว เพราะฉะนั้น เหมือนเดิมค่ะ
ตอบให้กระชับ รัดกุมโดนใจที่สุด...
ว่าแล้วก็กลับมานอนก่ายหน้าผากไปอีกประมาณ 2 สัปดาห์....
ตรวจร่างกายแล้ว....ฝันใกล้เป็นจริง!
"พี่ขา....หนูอึไม่ออก...." อาจเป็นด้วยความกังวล เครียด
ปนกับอีกหลายๆประการ ผู้หญิงตัวเล็กๆที่หน้าตาดีคนหนึ่ง (เหอ....เหอ...อย่าเพิ่งหมั่นไส้ค่ะ..มันเป็นเพียงความหลงตัวเองโดยธรรมชาติของคนบางคน)
จำต้องโอดครวญออกมาดังๆ ในเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งเป็นวันที่พวกเรา
200 กว่าชีวิต ที่หอบหิ้วเอาสังขารผ่านด่านอันโหดหินของการสอบสัมภาษณ์ทั้ง
2 รอบ ต้องเก็บตัวอย่างพร้อมตรวจใส่กระปุกเล็กๆ ที่ได้รับ ณ วันประกาศผล
มาส่งยังศูนย์ส่งเสริมสุขภาพของโรงพยาบาลกรุงเทพฯ ในวันตรวจร่างกาย...วันนี้
หลังจากเดินผ่านพ้นประตูทางเข้าโรงพยาบาลกรุงเทพ
ซอยศูนย์วิจัย... การแต่งตัวอันโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ เพราะมีคำแนะนำให้แต่งตัวประหนึ่งวันสัมภาษณ์
พาเอาพี่ประชาสัมพันธ์ก้าวฉับ..ฉับ...เข้ามาหาในทันที...(คิดว่าวันนี้คุณพี่เค้าคงเจอมาแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยคน
ที่แต่งตัวแบบนี้ ท่าทางแบบนี้..อืม..พอจะเดากันได้ ตั้งแต่สองร้อยเมตร)..."มาตรวจสุขภาพของ
JALways ใช่ไหมคะ" ว่าแล้วพี่ประชาสัมพันธ์แสนสวยก็จูงไปติดต่อเวชระเบียน
เพื่อทำประวัติ และอธิบายทางที่จะนำไปสู่ห้องตรวจ...
ตึกB ชั้น 5...โอ....มาถูกที่แล้วเรา...เพื่อนๆ
กว่าสองร้อยชีวิตกำลังต่อแถวยาวเหยียดเพื่อส่งเอกสาร ให้ตายเถอะ...ทุกคนมีตัวอย่างมาตรวจกันทั้งนั้น...ฉันเริ่มกังวลขึ้นมาตะหงิดๆ
ระว่างส่งเอกสาร
"น้องคะ..เก็บตัวอย่างมารึเปล่า..." ฉันลังเลที่จะตอบเล็กน้อย
ด้วยเพื่อนๆ ที่ต่อแถวตามหลังมายาวเหยียดพุ่งความสนใจมาทันที....
"เอ่อ..เอ่อ...พี่คะ
หนูอึม่ายออก...." ฉันถอยออกมาสามก้าว เพราะคิดว่าจะต้องเจอคำประณามร้ายแรง...
แต่ผิดคาด..."ไว้วันหลังก็ได้ค่ะน้อง ไปตรวจอย่างอื่นก่อนก็แล้วกัน...พรุ่งนี้ไหวมั๊ย...
อ่ะ เอานี่ไปก่อน
" ฉันพยักหน้ารับกระปุกใสๆ มาอีก 1 กระปุก "เก็บฉี่ใส่นี่นะคะน้อง..."
โอ..พระเจ้า...อึยังไม่ออก แล้วต้องเก็บฉี่อีกเหรอ... จะไหวมั๊ยเนี่ย
หลังจากยื่นเอกสารเรียบร้อย
พวกเราก็ไปเปลี่ยนเสื้อเป็นเสื้อคลุมและกางเกงของโรงพยาบาล รองเท้าก็เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้า
ห้องเปลี่ยนเสื้อกว้างใหญ่ ไม่มีอะไรกั้น เหอะๆๆ...ก็ต้องถอดมันตรงนั้น...อายเพื่อนๆ
จิงวุ๊ย..แต่คิดไปคิดมา...อายทำไมหว่า...อันตัวเราหันหน้า หันหลังก็เหมือนกัน..เอิ๊กๆๆ...เดี๋ยวใครนึกว่าผู้ชายหลุดมาเปลี่ยนเสื้อด้วยจะซวยเอาเปล่าๆ
ตั้งหน้าตั้งตาเปลี่ยนไวๆ ดีก่า... เปลี่ยนเสื้อเรียบร้อยการตรวจร่างกายก็เริ่มต้นขึ้นทันที
เริ่มจากชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง...โอว...เจ๊อยากตาย เผลอปล่อยเนื้อปล่อยตัวมาเป็นแรมปี
น้ำหนักขึ้นมาตั้ง 3 โล..เหอะๆๆ...ไปตรวจสายตาต่อดีกว่า... ตรวจสายตาก็มีทั้งตรวจความสั้น-ยาว
(ถ้าใครใส่เลนส์ต้องวัดตอนทั้งตอนใส่และไม่ใส่) แล้วก็ตาบอดสี... ถึงตอนนี้ใครรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมาตอนไหนก็วิ่งเข้าห้องน้ำไปเก็บฉี่มาทิ้งไว้ในกล่องเก็บตัวอย่างได้ตลอดเวลา
เค้ามีห้องน้ำบริการให้แทบทุกจุดที่ไปตรวจ... อนิจจา...เรายังไม่มีวี่แวว...
น้ำก็ยังดื่มไม่ได้ เพราะต้องรอเจาะเลือดก่อน.. วัดสายตาเรียบร้อย
ก็มาวัดความดันกันก่อนเจาะเลือด...คิวยาวจังเลย...หิวข้าวแล้วอ่ะ...
ทางเดินแคบๆ เต็มไปด้วยสาวๆ กว่าสองร้อยชีวิต ดูไปดูมาชุดตรวจก็น่ารักดีไม่หยอก..คิคิ..นึกถึงเวลาใส่ชุดนอนน่ารักๆ
อ่ะ...แต่ละคนเอวบางร่างน้อยจนชุดหลวมโพรกกันทุกคน...น่าร๊ากกก...
นั่งดูอะไรๆ เจริญหูเจริญตาจนเพลิน..."ถึงคิววัดความดันแล้วค่ะ"
เสียงคุณพยาบาลเรียกปลุกจากความเคลิ้มปนหิว... ความดันปกติไม่มีปัญหา
เพื่อนๆ อีกหลายคนดูเหมือนจะตื่นเต้น ความดันเลยพุ่งพรวดๆ..ต้องมานั่งพักให้หายตื่นเต้นแล้วก็วัดใหม่
จากนั้นจึงส่งไปห้องเชือด...เอ๊ย...ห้องเจาะเลือด...คุณพยาบาลได้เลือดเราไป
4 หลอดเต็มๆ...
แล้วก็มาถึงเวลาที่รอคอย...ฉันลากเพื่อนๆ อีก 2-3 คนพุ่งจากห้องเจาะเลือดไปยังห้องเบรคทันที...ที่นั่น..แซนวิชทูน่าถาดใหญ่ๆ
น้ำหวาน ชา กาแฟ รอพวกเราอยู่แล้ว...ฉันสาวเท้าเข้าไปอย่างไม่มีลีลา...5
นาทีผ่านไป ฉันสำเร็จโทษ น้ำหวานสี่แก้ว แซนวิชประมาณ 5 ชิ้น กาแฟอีก
1 ถ้วย...พร้อมกับเพื่อนๆ ที่หยุดดู แล้วค่อยๆ ถอยห่างออกไป..เหอะๆๆ....ก็คนมันหิวนี่....ทันใดนั้น...ได้ผล...มันมาแล้ว...ปวดฉี่!!เย้ๆๆ...ฉันรีบเข้าห้องน้ำเก็บตัวอย่างออกมาส่ง
เพื่อเตรียมตรวจในขั้นตอนต่อไป
...เริ่มจาก วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
อันนี้ต้องเปลือยช่วงบนด้วย หนาวๆ ... ตรวจการได้ยิน แล้วจึงลงไป x-ray
ปอดและกระดูกสันหลัง... ดูเหมือนอย่างหลังนี่จะทำให้หลายๆ คนกังวลกันอยู่ไม่น้อย
เพราะมีข่าวแว่วๆ มาว่ามีคนไม่ผ่านเพราะกระดูกสันหลังคด อันนี้เราก็กังวลอยู่เหมือนกัน...พยายามยืนตัวตรงเป๊ะตอนเค้า
x-ray
...เมื่อเสร็จแล้วจึงขึ้นไปพบแพทย์เป็นขั้นตอนสุดท้าย...หลายคนตื่นเต้นกับขั้นตอนนี้มาก..เหอะๆๆ....
การพบแพทย์ เค้าก็จะตรวจหู เคาะท้อง เข้าห้อง ปิดม่าน เอาเราขึ้น เขียง..เอ๊ย..ขึ้นเตียง...จับหน้าอกเพื่อดูว่ามีก้อนเนื้อผิดปกติรึเปล่า....ดีนะที่คุณหมอเป็นผู้หญิง..เหะๆๆ....ไม่งั้นเขินแย่...จับกระดูกสันหลังดูว่าเป็นไงบ้าง...แล้วก็ตรวจช่องทวารหนักโดยให้เราคว่ำบนเตียงแล้วทำตัวงอให้ก้นโด่ง
จากนั้นพยาบาลจะเอาไม้พันสำลีจิ้มก้น อืม...เป็นอันเสร็จเรียบร้อย..
ให้พี่พยาบาลตรวจเอกสาร ว่าผ่านการตรวจตรวจครบทุกขั้นตอน แล้วจึงเดินตัวปลิวกลับบ้านกันได้...โอ๊ะๆๆ...อย่าลืมเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดงดงามก่อนกลับ...
ส่วนตัวเรายังค้างตัวอย่างที่จะต้องเอามาส่งในวันรุ่งขึ้น...."พี่พยาบาลคะพรุ่งนี้เจอกันอีกที..."
ฉันทิ้งท้ายให้พี่พยาบาล... ก่อนกลับบ้าน พร้อมกับความกังวลอยู่ตะหงิดๆ...
ด้วยเค้าตรวจกันละเอียดจนน่ากลัว...
สำหรับเพื่อนที่ไม่มั่นใจในสุขภาพของตัวเอง ลองไปตรวจกันก่อนตั้งแต่เนิ่นๆ
ดีกว่าค่ะ ตั้งแต่ก่อนสอบเลยก็ได้
จะได้ไม่ต้องพยายามสอบให้ช้ำใจทีหลัง โรคทั่วไปที่มักจะทำให้มีปัญหา
ได้แก่ มีเชื้อหรือเป็นพาหะของโรค ไวรัสตับอักเสบ B และ HIV, กระดูกสันหลังคด,
ความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงต่ำเกินกว่าที่เวชศาสตร์การบินกำหนด, โรคเกี่ยวกับปอด
เป็นต้น
อุปสรรคอีกยาวไกลต้องฟันฝ่า...สู้ตายค๊า....
ทันทีที่ได้รับรู้ว่าฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ จนเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิต
170 กว่าคนเพื่อนๆ ในออฟฟิศเริ่มสังเกตเห็นแววหน้าบานเป็นจานเรดาห์ยูบีซี...ความลับมันปิดกันไม่อยู่เสียแล้ว...ในที่สุดก็ถึงเวลาบอกลาเจ้านาย
(ที่ชอบโดดงานพอๆกับลูกน้อง) เสียที...
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคข้างหน้ารอคอยอยู่อีกยาวไกล
เชื่อว่าตลอดระยะเวลาการเทรนเป็นอะไรที่โหดหินและต้องผ่านไปให้ได้
เคยมีคนบอกว่า สอบสัมภาษณ์มาเป็นแอร์น่ะยากแต่กว่าจะได้เป็นแอร์ ไปเดินเฉิดฉายอยู่บนเครื่องบินเนี่ย
มันยากกว่าหลายเท่า...
....เพื่อนๆที่รอสอบรอบใหม่ทุกคนขอให้ตั้งใจ และสมหวังกันถ้วนหน้าค๊า....

การวัดส่วนสูง
- เราวัดข้างนอกได้ 159-160 ไปวัดที่นี่ได้
158.5 น่ะ คิกๆๆ หายไปไหนหว่า
- เราไปสมัครมาเมื่อวานค่ะ คนเยอะมาก แต่ไม่รู้ว่าเท่าปีที่แล้วหรือเปล่า
เพราะว่าเพิ่งสมัครครั้งแรกค่ะ เราไปตั้งแต่ 9.30 น. ค่ะ ไปถึงทำอะไรไม่ถูกเลยค่ะ
ตื่นเต้นมาก ๆ เพราะว่ากลัวว่าจะไม่ผ่านเรื่องความสูง (ไปวัดมา 2
ครั้งที่เครื่องเดียวกันค่ะ ไม่เท่ากันครั้งแรกสูง 154 ครั้งที่
2 สูง158) ตอนตรวจเอกสารไม่เท่าไหร่ แต่พอตอนจะวัดนี่ใจเต้นเป็นกลองเลยค่ะ
เสียวกลัวว่าจะถูกไล่กลับบ้านซะแล้ว ตอนขึ้นไปปกติคนอื่นๆ พอพี่แอร์
(คนนี้ใจดีสุดๆ เลยค่ะ) เค้าเอาที่วัดมาวางเค้าจะขานให้พี่แอร์อีกคนเขียนน้ำหนักกับส่วนสูงทันที
แต่ของเราพอพี่เค้าวางที่วัดมา (ค่อนข้างจะกดนิดนึงค่ะ แต่ไม่มากเท่าไหร่)
พี่เค้าอึ้งค่ะ นิ่งไปประมาณ 10 วิ. แล้วก็เรียกพี่ที่คอยเขียน มาช่วยดู
(พี่คนนี้ดูดุมาก แต่จริงๆ แล้วใจดีมาก) เค้าพยายามให้เรายกตัวขึ้นค่ะ
แต่ไม่ให้เขย่ง แล้วก็สูดลมหายใจลึกๆ ตอนนั้นเหมือนตัวจะขาดค่ะ เพราะยึดแบบสุดๆ
คอนี่เกือบหลุดเป็นกระสือได้ (อิ อิ ล้อเล่นค่ะ) สุดท้ายเหมือนพี่
(คนที่ดุๆ ค่ะ)เค้าจะเห็นใจเค้าถามว่าเคยวัดมาสูงเท่าไหร่ เราบอกไปตามความจริงค่ะ
พอตอบเสร็จ พี่เค้าถอนหายใจเฮือกนึงแล้วขานดังๆ ว่า 156 (เย้ ดีใจสุดขีด
แต่เก็บอาการอยู่) รอดแล้วคราวนี้ พี่ทั้งสองคนน่ารักมากๆ ค่ะ ใจดีสุดๆ
นี่ไมรู้ว่าพี่เค้าต้องทำหน้าที่นี้ทุกวันหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นเราว่าคนที่ส่วนสูงฉิวเฉียดน่าจะมีโอกาสนะคะ
ยังไงก็ลองพยายามดูก่อนนะคะ ไม่แน่ว่าพวกคุณอาจจะโชคดีเหมือนเราก็ได้ค่ะ
- วันนี้ไปวัดส่วนสูงมาเหมือนกันค่ะ 156 พอดีเป๊ะเลย พี่เค้าใจดีนะคะ
ไม่กดเราหรอกนะ อย่ากลัวไปเลย
- วันนี้มีคนโดนไล่กลับบ้านหลายคนมากเลย เราโดนกดหัวเกือบยุบ พี่ที่วัดดุมากเลย
เค้าบอกว่าใครไม่ถึงไม่ต้องมาขอร้องเพราะให้ไม่ได้ ก็เห็นมีอยู่คนนึง
ที่ให้พี่เค้าวัดใหม่ 3 รอบ พี่เค้าก็บอกว่า น้องวัดแล้ว 3 รอบก็สูงไม่ถึง
ถ้าอีก 1 ชม. คิดว่าจะสูงเพิ่มขึ้น ก็ให้มาวัดใหม่ ให้กลับไป จะสมัครพรุ่งนี้อีกก็ได้
พี่ก็อยู่ที่เดิมคะ .. แต่พี่ที่พูดน่ารักนะคะ สวยด้วยคะ ไม่ต้องกลัวนะคะ
ก็ยิ้มๆ ไว้นะคะ ไม่ต้องเถียงพี่เค้า
- ไม่ต้องกลัวหรอก พี่เค้าไม่กดหรอกค่ะ
แถมตอนวัด (เราก็ไม่สูงเท่าไหร่) ยังถามอีกว่าพี่กดไปรึเปล่าคะ แต่ในที่สุดก็ผ่านนะ
พี่เค้าน่ารัก friendly และ ใจดีมากเลย
- เมื่อวันเสาร์ พี่ที่วัดส่วนสูงใจดีมากค่ะ ตลกด้วย เพื่อนเราสูงไม่ถึงนะ
ขาดไป 1 ซม. พี่เค้าก้อไม่กด แล้วเพื่อนเราแอบเหย่งด้วย ก้อเลยสูงพอดีเด๊ะ
คนที่จะไปไม่ต้องกลัวนะคะ พี่ๆ Jal น่ารักทุกคนค่ะ
- เท่าที่เราดูพี่เค้าใจดีมากๆเลย แล้วสูงไม่ถึงพี่เค้าก็ไม่ได้พูดเสียงดังอะไรก็แค่บอกกันเองตรงนั้นและก็เห็นเค้าเดินออกไปเรายังไม่ทันสังเกตเลยด้วย
พี่ๆ เค้าน่ารักทุกคนและก็ช่วยเต็มที่เท่าที่ทำได้น่ะค่ะ

โดยคุณ J-want
1. ทำไมถึงอยากทำงานกับ Jals
อย่างแรกเพราะทำให้ความฝันที่จะได้เป็น FA ของดิฉันเป็นจริงเสียที
นอกจากนี้ Jals ยังมีวัฒนธรรมองค์กรที่เหมือนกับคนไทยเพราะเรามีพื้นฐานจากปรัชญาตะวันออกเหมือนกัน
เช่น การเคารพผู้ใหญ่ ซึ่งทำให้ดิฉันคิดว่าจะสามารถปรับตัวเข้ากับการทำงานทีนี่ได้ไม่ยาก
ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลให้ดิฉันประสงค์จะร่วมงานกับที่นี่ค่ะ
2. คุณรู้อะไรเกี่ยวกับญี่ปุ่นบ้าง
ดิฉันเคยดูสารคดีของรายการดิสคัฟเวอร์รี่เกี่ยวกับเมืองนาระ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธในญี่ปุ่น
ทำให้มีวัดสมัยโบราณจำนวนมากที่ยังควรักษาอยู่ในสภาพเดิมได้ ซึ่งตรงนี้สร้างความประหลาดใจให้ดิฉันมากที่ญี่ปุ่นสามารถสร้างเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในขณะที่ยังสามารถรักษาวัฒนธรรมเก่าแก่และดีที่สุดไว้ได้โดยไม่ถูกทำลาย
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นค่ะ
3. ทำไมถึงอยากเป็น FA
เพราะดิฉันเป็นคนที่ชอบพบปะพูดคุญกับผู้คนและชอบที่จะได้เดินทางอยู่ตลอดเวลา
เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้โลกทัศน์ของเรากว้างยิ่งขึ้น นอกจากนี้ดิฉันเคยได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการให้บริการจาก
FA สมัยที่ยังเด็กจนเป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่ง และดิฉันคิดว่าโชคดีที่ดิฉันสามารถค้นพบตัวเองจึงคิดว่ามันจะไม่ดีกว่าหรือในเมื่อเราจะทำในสิ่งที่เราคิดว่าจะสามารถทำได้ดีที่สุด
4. งานของคุณก็ได้พบปะผู้คนอยู่แล้วทำไมยังจะเปลี่ยนงานอีก
(ตรงนี้น่าจะอยู่ที่งานที่เราทำนะ พอดีงานของเราเป็นอย่างนั้นกรรมการจึงถามอย่างนี้)
แม้งานของดิฉันจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้คนอยู่เสมอแต่มันยังไม่หลากหลายเท่าที่ควร
และที่สำคัญงานนี้ต้องทำอยู่แต่ภายในออฟฟิสซึ่งทำให้มีแต่สภาพเดิม
ๆ ซึ่งดิฉันคิดอยู่เสมอว่า เมืองใหญ่กว่าห้อง และโลกใหญ่กว่าเมืองค่ะ
5. ทำไมคุณถึงคิดว่าเราจะรับคุณเข้าทำงาน
ความพยายามค่ะ เพราะเป็นสิ่งที่ดิฉันมีอยู่เต็มเปี่ยมในตัวเสมอ ดูได้จากการที่ดิฉันสมัครงานเพื่อเป็น
FA นี้ ดิฉันได้พยายามหลายครั้งโดยไม่ย่อท้อ แล้วเมื่อดิฉันพยายามที่จะเป็นแล้วถ้าดิฉันได้เป็นไม่คิดว่าดิฉันจะพยายามเป็นให้ดีต่อไปหรือคะ
และดิฉันมีความสามารถในการสื่อสารกับผู้อื่นค่ะ เพราะปัจจุบันงานของดิฉันต้องสื่อสารกับผู้อื่นตลอดเวลา
ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความหลากหลาย ตรงนี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการทำงานกับ
Jals ค่ะ
6. อะไรเป็นข้อดีของคุณ
ความพยายามค่ะ เพราะตรงนี้ทำให้ดิฉันมีไฟในการทำงานและไม่ทำให้ความหวังนั้นหมดไป
เพราะดิฉันคิดเสมอว่าความพยายามจะนำไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งดิฉันมีคติประจำใจว่า
ถึงไม่ได้เกิดมาเพื่อจะเป็น แต่ก็พยายามที่จะเป็น (สารภาพ อันนี้ก๊อปจากเพื่อน
ชาว TCC นี่แหละ ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ ขอโทษที่แอบใช้และขอขอบคุณด้วยจ้ะ)
7.อะไรเป็นข้อเสียของคุณ
การที่ชอบสนทนาค่ะ เพราะบางครั้งดิฉันก็ไม่ทราบว่าคนที่เราสนทนาด้วยนั้น
จะอยากสนทนากับเราหรือเปล่า ซึ่งอาจสร้างความลำคาญให้คนอื่นได้ อธิบาย
ตรงนี้แล้วแต่นะจ๊ะ แต่ควรตอบอะไรที่ไม่แย่นัก (อย่าจริงใจจ้ะ) และควรเป็นประโยชน์ในการทำงานนี้นะ
และที่สำคัญ ประเภท ทุ่มเทเกินไป รับฟังคนอื่นมากเกินไป หรือใส่ใจคนอื่นเกินไป
ขอทีมันดูไม่จริงใจ เพราะสรุปแล้วมันเป็นข้อดีคุณจึงไม่มีข้อเสียเลย
8. อะไรที่คุณคิดว่าท้าทายที่สุดสำหรับคุณ
การเป็น FA นี่แหละค่ะที่ดิฉันคิดว่าท้าทายที่สุด เพราะมันเป็นความหวังที่ดิฉันอยากจะทำให้สำเร็จ
ยิ่งการที่ดิฉันยังไม่สำเร็จในการสมัครที่จะเป็นยิ่งสร้างความท้าทายมากยิ่งขึ้นเพราะขนาดเส้นทางที่จะได้เป็นยังยากเย็นขนาดนี้
เมื่อได้เป็นแล้วน่าจะยิ่งท้าทายมากยิ่งขึ้น
9. หากคุณไปอยู่ที่ญี่ปุ่นคุจะมีปัญหามั้ย
ดิฉันย้ายจากบ้านเกิดมาเรียนและทำงานที่กรุงเทพมาหลายปีแล้วค่ะโดยอาศัยอยู่คนเดียวจึงไม่ทำให้ดิฉันเป็นโรคโฮมสิกซ์
และอย่างที่บอกไปแล้วว่าวัฒนธรรมของเราทั้งสองประเทศใกล้เคียงกันนั้นทำให้ดิฉันคิดว่าน่าจะสามารถปรับตัวได้ในเวลาไม่นาน
ส่วนด้านภูมิอากาศการที่ดิฉันโตที่จังหวัดเชียงใหม่นั้นแม้จะไม่ได้หนาวเย็นเท่ากับที่ญี่ปุ่นแต่ก็ไม่น่าจะต่างกันมากนักปัญหาตรงนี้จึงไม่น่าจะเกิดขึ้น
ดิฉันจึงคิดว่าจะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วค่ะ
10. คุณอยากไปเที่ยวประเทศไหนเป็นประเทศแรก
รัฐหนึ่งของสหรัฐ คือ ฮาวายค่ะ เพราะที่นั่นมีชายหาดและทะเลที่สวยงามจนมีชื่อเสียงระดับโลก
และยังมีภูมิประเทศที่มีความแตกต่างกันอย่างมากจนสร้างความสวยงามและความประหลาดในให้แก่ผู้พบเห็น
เช่นลาวาจากผู้เขาไฟที่ไหลลงสู่ทะเลค่ะ อธิบาย ข้อนี้ไม่จำเป็นต้องตอบประเทศที่สายการบินของประเทศนั้นเพราะมันดูเกรอ
ไม่จริงใจและที่สำคัญกรรการจะมีความรู้ดีหาดเขาถามต้อนเราอาจจะตอบไม่ได้ซึ่งจะโดนจับได้
ตอบที่ไหนก็ได้ที่เรารู้จักดีพอสมควร
10/1 คุณรู้ใช่ไหมว่านั่นเป็นจุดหมายหนึ่งหากคุณได้ทำงานกับเราที่คุณจะได้ไป
คุณมาทำงานกับเราเพราะเหตุนี้หรือเปล่า
ไม่ใช่ค่ะ เหตุผลนั้นเพราะว่า ( ไปดูข้อ 1 )นะ ส่วนประเด็นนั้นดิฉันทราบแล้วค่ะ
แต่มันก็เป็นเพียงแค่ผลพลอยได้เท่านั้น (ที่เราตอบฮาวาย เพราะอยากให้เขาพิจารณาว่าถ้าเราได้ทำงานแล้วก็ได้ไปที่ที่เราอยากไปด้วยเราไม่นาจะลางานในระยะเวลาอันใกล้)
11. คุณคิดว่าอุตสาหกรรมการบินตอนนี้เป็นอย่างไร
เป็นธุรกิจที่กำลังฟื้นตัวและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วค่ะ แม้ช่วงที่ผ่านมาจะได้รับผลกระทบในแง่ร้ายจากสถานการณ์ต่าง
ๆ เช่นเศรษฐกิจตกต่ำหรือวิกฤตโรคซ่าร์ แต่ก็สามารถผ่านพ้นมาได้ แต่ในขณะนี้นโยบายการตลาดของหลาย
ๆ ที่กำลังปรับเปลี่ยนกลยุทธเพื่อต่อสู้กันเช่น สายการบิน โลว์ คอสท์
ที่เปิดกันเป็นจำนวนมาก
12. คุณคิดว่าอะไรที่ Jals
ควรปรับเปลี่บนมากที่สุด
การประชาสัมพันธ์ค่ะ เพราะแม้ในความเป็นจริง Jals จะเป็นสายการบินระดับโลกแต่ในสายตาคนไทยทั่วไปยังเป็นรองการบินไทยอยู่มากเพราะการที่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่น้อยเกินไป
ดิฉันจึงคิดว่าหาก Jals มีการประชาสัมพันธ์ที่ดีกว่านี้ น่าจะครองใจคนไทยได้ไม่ยากนัก
(คำถามแบบนี้ต้องระวัง ตอบผิด ตายแน่ ๆ )
13. คุณคิดยังไงกับการที่คนบอกว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพคนใช้
แสดงว่าคนที่พูดนั้นขาดความรู้ความเข้าใจในสายอาชีพนี้อย่างแท้จริง
อาจจะเป็นเพราะไม่รู้ข้อมูลข่าวสารการทำงานนี้ก็เป็นได้เพราะอาชีพนี้
ไม่ได้ทำเพียงเสิร์ฟอาหารอย่างเดียวยังมีอย่างอื่นที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถในการทำงาน
ซึ่งอาชีพนี้เป็นอาชีพในฝันของคนจำนวนมากหากเป็นอย่างนั้นจริง ๆ
จะมีคนใฝ่ฝันเป็นคนใช้มากขนาดนี้หรือ
14. คุณคิดว่าเซอร์วิสมายด์คืออะไร
สำหรับดิฉันแล้วเซอร์วิสมายด์ คือ การทำให้คนที่ได้รับการบริการจากเราพึงพอใจอย่างที่สุดซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ก็โดยวิธีที่เราต้องรู้ว่าหากเป็นเราแล้วเราจะต้องการการให้บริการเช่นไร
แล้วก็ทำเช่นนั้นให้กับเขาคือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา โดยที่เราจะสามารถวัดได้ว่าเราประสบความสำเร็จในการบริการนั้นหรือไม่ก็โดยจากการที่ดูว่าเขาพึงพอใจขนาดที่กลับมาใช้บริการของเราอีกหรือได้แนะนำให้แก่ผู้อื่นมาใช้บริการของเรา
(จริง ๆ ข้อนี้ก็รู้สึกว่าตอบไม่ค่อยดีนะ เพื่อน ๆ ที่ตอบข้อนี้ได้ลงหน่อยนะ
จะได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน ข้อนี้ตอนที่โดนถามในกลุ่มนั้น อีก 4
คนตอบไม่ตรงคำถาม เพราะเขาถามว่าคืออะไรแต่เพื่อนๆ มักจะตอบว่า เป็นอย่างนั้นอย่างนี้
โดยยกเหตุการณ์หรือตัวอย่างที่เคยพบขึ้นมาตอบโดยไม่ให้คำจำกัดความเสียก่อน
ซึ่งเขาถามว่าคืออะไรไม่ใช่เป็นอย่างไร)และเพื่อนในกลุ่มอีก 4 คนก็ตกรอบแรกเลย
แต่ไม่ได้หมายความว่าเราคิดถูกนะ เขาอาจจะตกเพราะเหตุผลอื่นก็ได้
แค่ตั้งข้อสังเกต
15. คุณชอบดูหนังเรื่องอะไร
แฮรี่ พอตเตอร์ค่ะ เพราะเป็นแฟนหนังสือเรื่องนี้อยู่แล้ว และหนังเรื่องนี้ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการและมีเรื่องราวสนุกสนาน
นอกจากนี้หนังเรื่องนี้ยังมีตัวละครมากมายและก็เติบโตขึ้นเรื่อย
ๆ ซึ่งทำให้เราได้เรียนรู้ผู้คนผ่านตัวละครเหล่านั้นไปด้วย อธิบาย
อันนี้แล้วแต่ความชอบนะ พอดีเราชอบเรื่องนี้จริง ๆ แต่ที่เราตอบซะยาวเนี่ยเรื่องคือ
แฟนเราบอกว่าในทางจิตวิทยาแล้วคนที่ชอบอ่านหนังสืออาจหมายถึงพกที่ชอบปลีกตัวจากสังคม
เขาเลยแนะนำให้พูดถึงการเรียนรู้ตัวละครเพื่อจะดึงเรากลับออกมาจากโลกส่วนตัวของเรา
แต่ไม่รู้ว่าจริงมั้ยหรอกนะ ก็บอกไว้เพื่อเป็นประโยชน์
16. คุณชอบอาหารญี่ปุ่นไหม
ไม่ได้เป็นพิเศษค่ะ เพราะปกติเป็นคนทานง่ายและทานได้เกือบทุกอย่างจึงไม่ชอบอะไรเป็นพิเศษค่ะ
(ก็ตอบแบบเผื่อ ๆ ไว้น่ะ ว่าไปอยู่ไหนก็ได้รับฉันเถอะ ฉันมันสมบุกสมบัน)
17. เกลียดอะไรในอาหารญี่ปุ่น
ทงคัตสึ เพราะมันอมน้ำมัน ทำให้ต้องเพิ่มความระวังในการรับประทานค่ะ
18. ลองแนะนำอาหารเพื่อสุขภาพหน่อยซิ
ปลานึ่งค่ะ เพราะปลาเป็นอาหารประเภทโปรตีนที่มีคอเลสตอรอลต่ำจึงมีประโยชน์มาก
และการนึ่งก็ไม่ทำให้รสชาติเสียอีกทั้งไม่ทำลายสารอาหารด้วย อธิบาย
ก็ตอบแบบนี้เพราะญี่ปุ่นชอบกินปลาน่ะ ข้อหลัง ๆ นี้ อาจไม่เป็นประโยชน์มากนัก
แต่มีที่เหลือก็ลงให้เพื่อ ๆ ดูเพื่อจะเกิดไอเดียอะไรบ้าง นอกจากการตอบคำถามที่ดีแล้ว
เรื่องสำเนียงก็ต้องระวัง เพราะกรรมการหลาย ๆ ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ
พวกนี้ส่วนใหญ่จะภาษาแย่กว่าเราหากเราออกสำเนียงซะสุด ๆ เขาอาจจะฟังยาก
เราก็ทำแบบนี้ตอนสมัคร Jals ครั้งแรกตกรอบแรกเลยครั้งที่ 2 แฟนเขาก็อธิบายอย่างนี้แหละ
และที่เราคิดว่าดีนั้นเขาบอกว่าใครล่ะ ก็คนที่สมัครกับเราในห้องสัมภาษณ์นั่นแหละ
ก็มี 2 อย่างเกรงใจกับเก่งเหมือนกันเลยรู้เรื่องเขาเลยแนะนำให้ตอบสำเนียง
ไทย ๆ นี่เหละ ฟังง่ายดี แต่เร่งสปีดแบบว่าให้ดูเก่งหน่อย และพูดดัง
ๆ มันน่าจะดูดี ครั้งนี้ก็ลองทำตามเขาดูก็ OK นะ สุดท้ายเตรียมตัวนะ
ก่อนจะสมัคร สัมภาษณ์ วางแผนและร่างคำตอบในใจของเราอย่างน้อยมันน่าจะโดนบ้างหรือไม่ก็นำไปประยุกต์ใช้ได้
และจะได้ฝึกคิดให้เป็นระบบด้วย อ้อการตอบควรดูว่าข้อไหนเป็นประสบการณ์หรือความชอบอะไรพวกที่ไม่ต้องใช้ความคิดเขาถามเสร็จก็ตอบได้เลยส่วนอะไรที่มันเป็นความคิดระดับที่ยากหน่อย
เช่น ไปอยู่ที่นั่นจะเป็นอย่างไง เนี่ย ก็นับ 1..2..3.. ในใจแล้วค่อยตอบ
ส่วนไอ้คำถามยากเอกอุเช่น ธุรกิจนี้เป็นไง นับ 5 เลยจ้ะ มันจะแสดงว่าเราไม่ได้เตรียมและไม่ได้ตอบมั่ว
ๆ ครั้งแรกที่เราสมัครเราไม่เตรียมตัวเลย คิดว่าข้าเก่ง อังกฤษก็เป็นเลิศ
โทอิกก็ดี พูกได้ก็หลายภาษา ไม่เอาเราก็บ้า ปรากฏว่าตกรอบแรกเลย
แฟนก็ปลอบมาตรฐานว่าที่นี่มันไม่มีมาตรฐานอย่าเสียใจเลย พอจะสมัครครั้งนี้เขาบอกว่าเราตอบได้แย่มากไม่ตรงคำถามและสับสน
แต่เขากลัวเราเสียใจเลยไม่บอก หากจะสมัครอีกต้องเตรียมตัว เพราะทุกที่มันต้องมีมาตรฐานแต่เราไม่รู้มาตราฐานเขายังไงก็ตอบให้ดี
มันก็น่าจะมีลุ้นเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ

1. Introduce yourself
Good afternoon. My name is
... I am now 24 years old. I graduated
from
.. University, from the faculty of commerce and accountancy,
majoring in marketing. For my work experience, I worked for
as
a marketing officer. My hobbies are swimming, playing fitness,
singing, and seeing movie.
2. Have you ever provided
service to Japanese?
No, sir/ma'am/miss, but in my year at Ajinomoto, I usually worked
with Japanese superiors.
3. Why would you like to
be the F/A?
I would like to gain new experience with this challenging job.
It will give me a chance to communicate, serve and interact with
people from many countries who have different cultural background.
I think I could learn something valuable from this job.
4. Do you know the responsibility
and task of the F/A?
The F/A should provide the safety and comfort to the passenger
as the fist priority. Also, they should provide the warm-hearted
service to the passenger as well.
5. Why you apply for F/A
of JALWAYS?
I think JALWAYS is one of the best airlines in the world. I know
the company demands high-quality and high-standard from its employees
-this is very challenging. Also, I like Japan and admire Japanese
working style and Japanese culture. All of these make me very
interested in working for JALWAYS.
6. What do you know about
this airline?
JAWAYS is the Japanese airline which is under the JAL GROUP. It
provides the airline service from the cities in Japan to the resort
destination such as Hawaii, Honolulu, and Guam.
7. Please talk about pros
and cons of this airline
There are many positive aspects about JAL and JALWAYS. From the
customers' point of view, JAL provides sincerely warm hospitality,
safe and reliable and overall high quality of service - resulting
in a strong positive reputation. I don't really have negative
views about the company.
8. Why you change your career?
I feel a job which involves constant interaction with customers
and constant traveling is much more challenging than working in
an office where I don't have much chance to meet different people
and utilize my communication skills.
9. Have you ever applied
for F/A of other airlines?
No, sir/ma'am/miss, this is the first time for me to apply for
the F/A job and JAL is my first consideration.
10. Where would you like
to go in Japan?
If I have an opportunity to travel in Japan, I would like to see
Fuji-san (Mount Fuji), Tokyo Tower, Kyoto (ancient capital before
Tokyo) and of course, Tokyo Disneyland.
11. If you have to stay
in Japan, will you have any culture problem?
I would have no problem with staying in Japan since I am familiar
with Japanese people and Japanese food as I have worked for a