ก่อนตัดสินใจสมัครเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เรามาคุยกันก่อนนะคะว่าน้องๆ เหมาะกับงานนี้หรือเปล่า งานนี้ไม่ใช่งานสบายหรูหราอย่างที่หลายคนคิด ไม่ใช่แค่เสริฟชา กาแฟ แล้วได้ไปเดินเฉิดฉายช้อปปิ้งทั่วโลก จะบอกให้ว่างานนี้หนักทีเดียว เพราะจริงๆ แล้วหน้าที่หลักของลูกเรือคือ การดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสารในขณะที่อยู่บนฟ้า ส่วนการทำให้ผู้โดยสารได้รับความเพลิดเพลินและสะดวกสบายระหว่างการเดินทางเป็นเพียงหน้าที่รองเท่านั้น

ต้องทราบก่อนนะคะ ว่าธุรกิจการบินนั้น บินกันทั้งปี ไม่มีหยุดเสาร์อาทิตย์ ปีใหม่ สงกรานต์ วันหยุดที่คนอื่นได้หยุด เราก็ไม่ได้หยุดเหมือนคนอื่น ทำงานก็ไม่เป็นเวลา บางทีต้องตื่นแต่เช้ามืด ในขณะที่คนอื่นกำลังฝันหวาน หรือว่า 5 ทุ่มเที่ยงคืน ชาวบ้านกำลังเข้านอน เรากลับต้องแบกกระเป๋าเสื้อผ้าไปบิน เดี๋ยวเช้าเดี๋ยวดึกทำงานไม่เป็นเวลา นอนก็ไม่เป็นเวลา จะนัดกับใครก็ลำบาก เรียกได้ว่าแทบจะหาเวลาตรงกับชาวบ้านไม่ได้เลย บางทีไปบินเป็นอาทิตย์ ละครเรื่องโปรดก็ไม่ได้ดู แฟนก็ไม่ได้เจอ อยากจะกินข้าวร้านประจำก็ไม่มี ไปต่างที่ต่างถิ่นปรับตัวปรับเวลาก็ลำบาก ตอนไปจากเมืองไทยร้อนแทบบ้าไปถึงอีกทวีปกลับหนาวเดี๋ยวสามวันกลับมาร้อนอีกแล้ว น้องๆ รับกันได้หรือเปล่าคะ

เห็นหรือเปล่าว่างานนี้ไม่ได้สบายๆ เลย ดังนั้นเมื่อมีการสอบคัดเลือกลูกเรือ จึงต้องคัดแล้วคัดอีกเพื่อจะหาคนที่เหมาะสมกับงานนี้จริงๆ เอาล่ะ ถ้าอ่านถึงตรงนี้แล้วยังคิดว่าตัวเองไปไหว เรามาดูกันต่อไปว่างานของลูกเรือนั้นมีอะไรบ้าง

อย่างที่บอกนะคะว่าหน้าที่คร่าวๆ ของลูกเรือก็คือ ดูแลความปลอดภัยและให้ความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสาร เราลองมาดูซิว่าจริงๆ แล้วมันมีรายละเอียดอะไรอีกบ้าง แต่ต้องหมายเหตุไว้นิดนึง ว่าแต่ล่ะสายการบินมีระเบียบปฏิบัติสำหรับลูกเรือแตกต่างกัน จึงอาจจะไม่เหมือนกันบ้างในรายละเอียด

เมื่อแรกขึ้นเครื่อง ลูกเรือต้องตรวจเครื่องไม้เครื่องมือที่ต้องใช้ในกรณีฉุกเฉินตามสเตชั่นที่ตนเองได้รับมอบหมาย หากพบสิ่งใดสูญหายหรือบกพร่องต้องรายงานต่อผู้รับผิดชอบโดยด่วนที่สุด ต้อนรับและทักทายเมื่อผู้โดยสารขึ้นเครื่อง และนำไปยังหมายเลขที่นั่งที่ปรากฏบน boarding pass พร้อมทั้งช่วยเหลือและแนะนำผู้โดยสารในการเก็บสัมภาระ (carry-on items) ที่นำติดตัวมาไปไว้ในที่ที่กำหนด

ก่อนเครื่องขึ้น ต้องตรวจดูว่าผู้โดยสารคาดเข็มขัดทุกคนหรือเปล่า ที่นั่งปรับตรงมั้ย ของสัมภาระต่างๆ อยู่ในที่ๆ มันควรจะอยู่หรือเปล่า ช่องที่ใส่ของสัมภาระเหนือศรีษะปิดแน่นสนิทดีหรือยัง เผื่อบินๆ อยู่เกิดตกหลุมอากาศ ของที่ใส่ไว้เกิดกระเด็ดหลุดออกมา อาจทำอันตรายแก่ผู้โดยสารได้

เตรียมและเสริฟอาหารรวมทั้งเครื่องดื่ม อำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารพิเศษ เช่นเด็กเดินทางคนเดียว คนแก่ แม่ลูกอ่อน คนป่วย คนพิการ พระ และผู้โดยสารที่ไม่คุ้นเคยกะภาษาอังกฤษสำเนียงไทยๆ ของเรา หรืออาจจะถึงกับพูดอังกฤษและไทยไม่ได้เลย


และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือความสะอาดของห้องน้ำและห้องผู้โดยสาร คนเป็นร้อยมันต้องมีคนที่มาทำให้ห้องน้ำเราเลอะเทอะ เราจึงต้องเข้าไปจัดการทำให้มันน่าดู เพื่อให้คนอื่นๆ เข้าไปใช้ได้ อย่าลืมว่าความสะอาดของห้องน้ำสามารถบอกได้ทุกอย่างว่าคนที่ดูแลอยู่มีนิสัยอย่างไร

เป็นไงคะสำหรับงานคร่าวๆ ที่ลูกเรือจะต้องเจอ นี่ยังไม่นับถึงกรณีพิเศษอีกมากนะคะ ยังสู้อยู่มั้ย ถ้ายังสู้อยู่ก็ไปดูในหัวข้อถัดไปเลยค่ะ

 


การสัมภาษณ์


การสัมภาษณ์ไม่ว่าที่ไหนๆ สิ่งแรกที่จะให้ทำคือการแนะนำตัวเองอย่างสั้นๆ เคยสงสัยกันมั้ยคะว่าเราควรจะแนะนำตัวว่าอย่างไร โดยส่วนใหญ่แล้ว สิ่งที่เราควรจะบอกกรรมการไปก็คือ ชื่อ อายุ เรียนจบจากที่ไหน กำลังทำงานอะไรอยู่ งานอดิเรกคืออะไร แค่นี้ล่ะค่ะที่ควรบอก แล้วก็ควรบอกอย่างชัดเจนและให้ได้ใจความที่สุด ไม่ต้องบอกรายละเอียดมากไปมากกว่านี้หรือพูดให้มันยืดยาวเพราะกรรมการไม่ต้องการรู้มากถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ เดี๋ยวดีไม่ดี เค้าอาจสั่งให้เราหยุดพูดได้ เวลาพูดก็สบตากรรมการด้วยนะคะ ทางที่ดีควรเตรียมเพิ่มไปอีกนิดนึงด้วยเผื่อสมมุติว่าเราแนะนำตัวเองว่าเรียนจบจากคณะสัตวแพทย์ กรรมการอาจจะถามว่าทำไมไม่ไปทำอาชีพที่เราเรียนจบมา หรืออาจจะสนใจในงานอดิเรกของเรา ก็เตรียมๆ ไปเผื่อกรรมการถามอะไรต่อด้วยนะคะ

บางสายการบินอาจเรียกเข้าสัมภาษณ์เป็นกลุ่ม ซึ่งก็ประมาณ 5 คน เค้าจะให้ทำ group discussion หรือสนทนากันเองภายในกลุ่ม กรรมการจะนั่งฟังว่าเราแสดงออกอย่างไร พูดอย่างไร ในคำตอบทุกคำที่พูดออกไป ไม่มีผิดหรือถูกหรอกค่ะ สิ่งที่กรรมการมองก็คือเราแสดงออกอย่างไร พูด over acting หรือเปล่า หรือว่าเป็นพวกนั่งเงียบไม่มีความคิดเห็น เอาแต่พยักหน้าหงึกๆ แล้วก็ I agree with you ตลอดเวลา มันก็ไม่ดีทั้ง 2 อย่างใช่มั้ยคะ นอกจากนั้น เวลาทำ group discussion เราต้องให้ความสนใจคนอื่นด้วยว่าเค้าพูดว่าอย่างไร ถ้าเห็นด้วยก็พูดไปว่าดิฉันเห็นด้วยค่ะ ดิฉันคิดว่า … เพิ่มไปอีกนิดหน่อยอะไรก็ได้ อย่างพูดแค่ว่าเห็นด้วยอย่างเดียว แต่ถ้าไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องไปบอกว่า ดิฉันคิดว่าคุณคิดผิดนะหรือว่าคุณน่ะผิด ดิฉันคิดว่า … ไม่เอานะค่ะ ไม่พูดอย่างนั้น มันเหมือนกับเราเป็นพวกเผด็จการทางความคิด ถ้าไม่เห็นด้วยก็อาจจะพูดว่า มันเป็นความคิดที่ดีนะคะแต่ดิฉันคิดอีกแบบว่า … คล้ายๆ กับว่าเธอไม่ผิดนะ เพียงแต่เราคิดไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง

วิธีการสัมภาษณ์อีกแบบที่ใช้กันก็คือการสัมภาษณ์เป็นรายบุคคล เราคนเดียวกรรมการ 3-6 คน คำถามที่จะถามเราก็เพื่อที่จะวัดว่า เราเป็นคนที่มีบุคลิกและลักษณะตรงตามที่บริษัทต้องการหรือเปล่า คำถามที่ถามๆ กันบ่อยๆ ก็มี

ทำไมถึงอยากเป็นแอร์


ก็ตอบไปเลยค่ะว่าเพราะอะไร อย่าไปตอบแค่เพียงว่า ได้ทำงานกับคนหลายเชื้อชาติแล้วก็ได้เที่ยวรอบโลก เค้าจ้างให้มาทำงานนะ ไม่ได้จ้างให้มาเที่ยว เดี๋ยวกรรมการก็คิดหรอกว่ากะมาเที่ยวอย่างเดียวเท่านั้นเอง ไม่ได้รักงานนี้จริงๆ

ทำไมถึงอยากทำงานที่สายการบินนี้

ก็อาจจะอ้างจากข้อมูลบริษัทที่เรามีว่ามันมีดีอะไรเราถึงอยากมาทำ เอาข้อมูลที่มีมาตอบให้เป็นประโยชน์ อย่าเผลอไปตอบเชียวนะคะว่า หนูสมัครไปทุกสายการบินแหละค่ะ แต่ที่นี่เรียกหนูก่อน ก็เลยมาค่ะ

ทราบมั้ยว่าแอร์มีหน้าที่อะไรบ้าง

มีข้อมูลจากหน้าต้นๆ แล้วก็ตอบไปเลยค่ะ ว่าทำอะไรบ้าง อะไรที่รู้ก็ตอบไป อะไรที่ไม่รู้ ก็ไม่ต้องไปแต่งขึ้นมาค่ะ

งานบริการที่ดีคืออะไร

จุดเด่น จุดด้อยของเราคืออะไร


ถ้าคุณต้องไปอยู่ต่างประเทศนานๆ คุณจะมีปัญหาอะไรมั้ย

บางทีกรรมการอาจสร้างสถานการณ์สมมุติขึ้นมาเพื่อดูไหวพริบในการแก้ปัญหาของเรา เช่น อาจจะถามว่าถ้าเจอคนเมาบนเครื่องจะทำอย่างไร ถ้าเจอเด็กร้องให้จะปลอบอย่างไร เป็นต้น

นอกจากการสัมภาษณ์แล้ว ข้อทดสอบอีกอย่างที่บางสายการบินมีก็คือ ข้อสอบเลข ภาษาอังกฤษ ความรู้ทั่วๆ ไป ซึ่งไม่ควรต้องกังวลมาก เพราะไม่ได้ต้องการคนที่ฉลาดล้ำลึกอัจฉริยะ เพียงผ่านเกณฑ์ที่กำหนดก็พอแล้ว


สำหรับเรื่องความรู้ทั่วๆ ไป บางสายการบินก็อาจจะคาดหวังว่า เราควรที่จะรู้ศัพท์ที่ใช้ในวงการการบินบ้าง เช่น pax คืออะไร departure time คืออะไร ศัพท์ง่ายๆ (ซึ่งอาจจะยากสำหรับบางคน) หรืออาจจะถามว่าสายการบินเค้าบินไปไหนบ้าง ข้อแนะนำก็คือไปหาข้อมูลเพิ่มเติมจาก website ของสายการบินนั้นๆ อ่านหนังสือพิมพ์ด้วยเผื่อว่าช่วงนั้น มีข่าวใหม่ๆ ของบริษัทที่เรากำลังจะไปสอบสัมภาษณ์



TIPS OF INTERVIEW

คืนก่อนวันสัมภาษณ์ พยายามนอนพักผ่อนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่ว่าเราจะได้ดูสดชื่นและสดใส เข้าใจว่าทุกคนต้องตื่นเต้น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ก็สัมภาษณ์แอร์นี่คะ ยังไงก็ต้องพยายามข่มตานอนให้หลับค่ะ

ในเรื่องการแต่งตัว แต่งไปให้เนี้ยบเลยนะคะ ภาพลักษณ์ภายนอกเป็นสิ่งแรกที่กรรมการจะมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นทรงผม เล็บ การแต่งหน้า รองเท้า (แนะนำว่าถ้าเป็นรองเท้าใหม่ ก็ให้ใส่ซ้อมเดินก่อนวันจริงนะคะ จะได้คุ้นเคย) เครื่องประดับไม่ควรแต่งมากไป ต่างหูใหญ่ๆ ไม่เอานะคะ กำไลเพชร สร้อยข้อเท้า สิ่งที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องแต่งมาค่ะ พยายามเลือกเครื่องประดับให้เข้ากับชุดของเราด้วย

พูดถึงชุด ระมัดระวังนะคะ ดูด้วยว่าสายการบินนั้นๆ ต้องการให้เราแต่งแบบไหน บางที่อาจต้องการให้ใส่เสื้อแขนสั้น ไม่ให้ใส่ถุงน่องเข้ม บางทีอาจจะบอกเลยว่าให้ใส่สูทสุภาพเรียบร้อย บางทีอาจจะชอบให้แต่งหน้าเข้มๆ ปากแดงสดๆ เค้าอาจจะดูว่าหน้าเรารับกับชุดยูนิฟอร์มของเค้ามั้ย สิ่งเหล่านี้ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ

เช็คเรื่องสถานที่สัมภาษณ์ให้ดี อย่าได้ไปผิดเชียว ไปให้ตรงเวลา การทำงานที่เกี่ยวกับธุรกิจการบิน เวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก รถติดไม่ใช่ข้ออ้างนะคะ อยากจะแนะนำให้ลองไปก่อนถึงวันจริงเพื่อที่ว่าเราจะได้กะเวลาในการเดินทางถูก ทางที่ดีเผื่อเวลาในวันเดินทางจริงด้วย ไปถึงก่อนดีกว่าไปสาย อีกอย่าง ไปถึงก่อนจะได้มีเวลาไปคุยกับผู้สมัครคนอื่นๆ อย่างน้อยก็คลายเครียดได้ค่ะ

ในกรณีที่เป็นการสัมภาษณ์กลุ่ม ไม่ต้องถึงกับชิงตอบ พูดอยู่คนเดียว ทำตัวโดดเด่นมากเกินไป แย่งเพื่อนตอบไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนเก่ง คิดได้ไวเสมอไป กรรมการสนใจที่คำตอบของเรามากกว่าว่าเราจะตอบอย่างไร การทำอย่างนั้นอาจจะหมายถึงเราเป็นคนที่ไม่มี team work ที่ดี งานสายการบิน เราทำงานกันเป็นทีม ฉะนั้น ในเวลาสัมภาษณ์แบบกลุ่ม เอื้อเฟื้อเพื่อนข้างๆ การช่วยรับส่งกัน จะทำให้เราดูเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีในสายตากรรมการค่ะ

ก่อนตอบคำถามกรรมการ ใส่ใจคำตอบของตัวเองด้วย คิดก่อนตอบ ทางที่ดีเตรียมซ้อมมาจากบ้านก่อนเลยค่ะ ว่าถ้ากรรมการถามอย่างนี้ เราจะตอบไปว่าอย่างไร แต่การเตรียมก็ไม่ต้องกับถึงท่องนะคะ การท่องไปตอบมันทำให้ขาดชีวิตชีวา ไม่เป็นธรรมชาติ แต่ถ้าถึงเวลาจริงๆ ตายล่ะคำถามนี้ไม่ได้เตรียมมา ยังคิดไม่ออกก็ยิ้มไปก่อนเลย แล้วรีบคิดคำตอบด่วน อย่าทำหน้าฉงนหรือแสดงอาการว่าแย่แน่ๆ ตอบไม่ได้ทำไงดี คิดดูสิ ขณะอยู่บนเครื่องอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เสมอ การตัดสินใจที่ฉับไวเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่กรรมการจะพิจารณาค่ะ

ก่อนวันสัมภาษณ์ เตรียมคำถามที่คิดว่ากรรมการจะถามเช่น แนะนำตัวคุณเองซิ ทำไมถึงสนใจงานทางด้านนี้ จุดเด่นและจุดด้อยของคุณคืออะไร นี่เป็นการสมัครงานที่แรกของคุณหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ ผลจากการสมัครของครั้งก่อนๆ ได้ให้อะไรจากคุณบ้าง ตอนนี้ทำงานอยู่หรือเปล่า ทำอะไร รับผิดชอบเกี่ยวกับอะไรบ้าง ทำไมถึงอยากทำงานที่สายการบินนี้ ฝึกทั้งภาษาไทยและอังกฤษนะคะ

ถ้ามีการสอบเรื่องภาษาอังกฤษ หรือ attitude test เตรียมตัวล่วงหน้านะคะ ดูไปบ้างว่าศัพท์แสงอันนี้เค้าเรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษก็ไปหาหนังซาวด์แทรคมาดูให้คุ้นเคยสำเนียง ฝึกคิดฝึกพูด เวลาสัมภาษณ์จะได้ไม่ต้องมา pardon, again please ตลอดเวลา

ทำตัวให้สบาย เป็นตัวของตัวเอง คิดว่านี่คือการพูดคุยธรรมดา อย่าคิดว่าคือการสอบ หรือคิดว่ากรรมการจะจับผิดอะไรเราบ้าง

แสดงความมั่นใจได้โดยการสบตาเวลาตอบคำถาม ตอบเสียงดังฟังชัดไปเลย และก็จำไว้นะคะว่าการสื่อสารที่ดีต้องมีทั้ง 2 ทาง พูดแล้วก็ต้องฟังด้วย พูดมากไปน้อยไปไม่ควรค่ะ

ศึกษาประวัติบริษัทไว้บ้างนะคะ คงไม่ต้องถึงกับรู้ว่าใครเป็นคนก่อตั้งเมื่อปีอะไร แต่ก็รู้ไว้เพื่อว่าเผื่อเวลากรรมการถามว่ารู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทบ้าง จะได้ตอบให้กรรมการได้ชื่นใจว่าเราอยากจะทำที่บริษัทเค้าจริงๆ เคยมีมาแล้วนะคะที่ถามว่าสายการบินเราย่อมาจากคำว่าอะไร แล้วก็ตอบไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องที่หลายๆ คนมักจะมองข้าม และสอบตกมาแล้ว บางครั้งกรรมการเค้าอาจจะถามว่าอะไรที่ทำให้คุณอยากทำงานที่นี่ คุณจะได้ใช้ข้อมูลที่คุณมีอยู่ เลือกจุดเด่นมาประกอบการตอบของคุณได้ แต่ถ้าไม่มีข้อมูลอะไรเลย อาจจะใช้ประโยคที่ว่า หนูสนใจในงานนี้ค่ะ คิดว่ามันเหมาะกับบุคลิกลักษณะของหนู และหนูก็คิดว่าบริษัทได้เปิดโอกาสให้หนูค่ะ

ความมั่นใจในตัวเองและความมีสติในระหว่างการสอบสัมภาษณ์ถือเป็นหัวใจ ขอให้ทุกท่านโชคดีและอย่าลืมทักทายกันบนเครื่องนะคะ


คำถามที่เจอบ่อยๆ ในเว็บบอร์ดคือข้อสงสัยเกี่ยวกับการแต่งตัวถ่ายรูปเพื่อสมัครงาน คำถามยอดฮิตก็ประมาณนี้

พี่ๆ วันสมัครแต่งตัวไปไงพี่
ถ่ายรูปแต่งตัวไงพี่
ถ่ายรูปต้องทาเล็บเปล่าพี่
ทำผมแต่งหน้าเองเปล่าพี่
เค้าถ่ายกันที่ไหน
ต้องรวบผมเปล่าพี่ ยิ้มได้เปล่าพี่
โอ้ย เยอะแยะตาแป๊ะไก่

เลิกกังวลได้แล้วครับ เพราะเเริ่มจากถ่ายรูปหน้าตรง ไม่ว่าจะขนาดหนึ่งนิ้วหรือสองนิ้ว สิ่งที่น้องต้องทำคือ แต่งกายให้เรียบร้อยเหมือนน้องในภาพ ถ้าเป็นถ่ายรูปติดบัตรแบบนี้ ก็ไม่ต้องกังวลกับท่อนล่าง ตัวอย่างแรกของเราใส่สูทสีเข้ม ข้างในเป็นเสื้อคอเต่าสีดำ แค่นี้ก็เรียบร้อยเกินพอแล้วครับ ส่วนการแต่งหน้านั้นให้พอมีสีสัน รวบผมให้เรียบร้อย จะใช้เนตคลุมหรือเกล้าก็ได้ ขอเพียงอย่าให้มีไรผมหลุดลุ่ยมาโปะหน้าผากเป็นใช้ได้ บางท่านอาจสงสัยว่า เวลาถ่ายรูปติดบัตรควรถ่ายเป็นรูปสีหรือขาวดำ ต้องดูว่าสายการบินนั้นๆ ระบุภาพที่ต้องการมาอย่างไร หากไม่ได้ระบุแนะนำให้ถ่ายเป็นภาพสีไปเลยครับ

ส่วนผู้ที่ต้องการความรวดเร็วด้วยการนำภาพที่ถ่ายจากกล้องโพลารอยด์ไปสมัครงานนั้น ผมไม่แนะนำ เพราะคุณภาพของภาพจะไม่สมบูรณ์ และที่สำคัญ บางบริษัทก็ไม่รับรูปถ่ายที่ได้จากกล้องโพลารอยด์ด้วย ดังนั้น การเตรียมตัวถ่ายรูปให้พร้อมก่อนวันสมัครนับเป็นขั้นตอนสำคัญที่ทุกท่านไม่ควรละเลยครับ


เรื่องร้านถ่ายภาพ ผมยังเห็นว่าไม่จำเป็นที่ต้องไปถ่ายตามสตูดิโอแพงๆ ร้านถ่ายรูปไหนๆ ก็ถ่ายรูปติดบัตรให้ออกมาสวยครับ การถ่ายรูปติดบัตรสำหรับผู้ชายเป็นเรื่องง่ายจนไม่ควรนำมากังวล ผมมีข้อแนะนำสั้นๆ คือ ควรใส่เสื้อเชิ๊ตสีอ่อน (การใส่เสื้อสีเข้ม บางแห่งถือว่าไม่สุภาพ ทำไม ไม่เข้าใจ) เนคไทไม่มีลายสีเข้ม อาจใส่สูททับไปด้วยก็ได้ หากเป็นรูปเต็มตัวอย่างสายการบินบางแห่งต้องการ แนะนำให้ใส่กางเกงสีที่ไปกันได้กับสีของเนคไท รองเท้าหนังมันวาว ผมเผ้าเล็มให้เรียบร้อยไม่ยาวประบ่าหรือแทงข้างหู รามีข

รูปครึ่งตัวก็เช่นเดียวกับรูปหน้าตรง คอนเซ๊ปท์คือต้องแต่งหน้าทำผมให้เรียบร้อยมีสีสัน และเครื่องแต่งกายก็ควรจะเรียบร้อยดูดีมีรสนิยมด้วย

รูปเต็มตัวก็วุ่นวายขึ้นมาหน่อย ชุดที่นำไปถ่ายต้องเข้ากัน รองเท้าก็ต้องส้นสูงสองนิ้วเป็นอย่างน้อย ลองดูภาพตัวอย่างของน้องๆ ข้างบนดูครับ สวยและเข้ากันไปหมดทุกส่วน ภาพถ่าย ไม่ว่าจะเป็นขนาดไหน หน้าตรง ครึ่งตัวหรือ เต็มตัว ยิ้มได้ครับ แต่ต้องเป็นยิ้มแบบพองาม เพราะผมว่ามันจะทำให้ภาพถ่ายนั้นดูมีชีวิตชีวาสดใสขึ้น รูปถ่ายสมัครงานไม่มีข้อบังคับว่าห้ามยิ้มหรือต้องทำหน้าเครียดเป็นทางการหรอกครับ เพียงแต่ยิ้มพองามเท่านั้นก็พอ

สำหรับบางสายการบินที่กำหนดให้ผู้สมัครต้องใส่เสื้อแขนสั้นไปในวันสัมภาษณ์ ก็ไม่ยากครับ เค้าให้ใส่แขนสั้นก็ใส่แขนสั้นไป ถ้าไม่อยากซื้อของแพง อยากแนะนำว่าลองไปเดินดูแถวตึกใบหยก ประตูน้ำหรือโบ๊เบ๊ก็ได้ ส่วนแบบของเสื้อแบบของกระโปรงควรเป็นอย่างไร น้องคงทราบดีว่าเราเหมาะกับเสื้อผ้าสไตล์ไหน พี่คงแนะนำละเอียดคมชัดลึกขนาดนั้นไม่ได้

วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2545
©2003-2004 All Rights Reserved

"สอบ TOEIC มันเป็นไงคะ
ต้องเอาอะไรไปสอบบ้างคะ
มันอยู่ไหนหรือคะตึก BB เนี่ย
แนวข้อสอบเป็นไงมั่งคะ
ต้องไปรับผลด้วยตัวเองเหรอคะ"

คำถามข้างต้น ได้รับการจัดอันดับแล้วว่าเป็นคำถามยอดฮิตในเว็บบอร์ด น้องๆ ที่เข้ามาใหม่คงอยากรู้ใช่ไม๊ว่าเค้าสอบโทอิกกันยังไง เพื่อตอบสนองความต้องการของแควนๆ เราจึงไปสืบค้นข้อมูลรายละเอียดรวมทั้งเคล็ดลับในการสอบโทอิคมาฝากค่ะ

TOEIC หรือชื่อเต็มว่า Test of English for International Communication เป็นก
ารสอบวัดผลทักษะการฟัง (listening) และการอ่าน (reading) ทางภาษาอังกฤษของเราว่าอยู่ในระดับไหน การสอบโทอิคจำเป็นมากสำหรับการสมัครงานสายการบิน งานโรงแรมหรือบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งต้องการพนักงานที่มีความรู้และความสามารถในการใช้ภาษา การสอบโทอิคนี่แหละค่ะ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาว่าบุคคลนั้นๆ เหมาะสมที่บริษัทจะรับเข้าทำงานหรือไม่

น้องในเว็บนี้ตั้งใจใฝ่ฝันอยากเป็นลูกเรือต้องไปสอบโทอิคไว้ก่อนนะคะ สอบไว้เสียแต่เนิ่นๆ ไม่ต้องรอให้สายการบินไหนเปิดรับแล้วค่อยไปสมัครสอบ เพราะเมื่อถึงเวลานั้นแล้วจะฉุกละหุก เพราะคนแห่กันไปสมัครเยอะ เพราะฉะนั้นใครมีเวลาว่างควรรีบไปสมัครสอบไว้ คะแนนไม่เลิศหรูไม่พอใจยังไงเรายังมีโอกาสสอบใหม่ได้ทัน

คะแนนโทอิคมาตรฐานที่ทุกสายการบินต้องการจะอยู่ที่ 550 คะแนนขึ้นไป (บางสายการบินอาจต้องการเพียง 500 คะแนน) เอาเป็นว่าถ้าทำคะแนนสอบได้ 600 คะแนนขึ้นไป ก็สบายใจได้ ไม่ต้องห่วงเลยจ้า

ข้อสอบทั้งหมดมี 200 ข้อ แบ่งเป็นสองส่วน
ส่วนที่ 1 จะเป็นส่วนของการฟัง
Photographs ในข้อสอบจะมีรูปมาให้ แล้วฟังเสียงพูด เลือกให้ตรงกับรูปที่ควรจะเป็น มีสี่ตัวเลือกให้เดากันตามสะดวกค่ะ
Stimulus-Response แบบถามตอบ ไม่มีโจทย์เป็นอักษร ใช้การฟังอย่างเดียว เช่น ถามว่า How are you? ต้องตอบว่าอะไร มีสามตัวเลือก
Short Conversations เป็นบทสนทนาสั้นๆ มีโจทย์ถามในข้อสอบ และมีตัวเลือกให้เลือกตอบ คำตอบจะอยู่ในเรื่องที่สนทนากัน เงี่ยหูฟังให้ดีก็แล้วกันนะคะ
Short Talks เป็นบทสนทนายาวๆ หรือ เรื่องยาวๆ ให้ตอบตามที่มีคำถามคำตอบในข้อสอบ
ส่วนที่ 2 จะวัดทักษะการอ่าน ส่วนใหญ่จะเน้นไวยากรณ์
Incomplete Sentences มีประโยค 40 ข้อ มาให้นั่งปวดหัวพิจารณาหาประโยคที่ไม่สมบูรณ์
Error Recognition 20 ข้อ
Reading Comprehension 40 ข้อ แบ่งเป็นเรื่องๆ เรื่องหนึ่งใช้ตอบคำถามประมาณ 3 ถึง 5 ข้อ ไม่ยากแต่อาจต้องใช้เวลาในการอ่านมาก

น้องหลายคนคงข้องใจ ว่าจำเป็นต้องไปเรียนกวดวิชาเพื่อสอบโทอิคโดยเฉพาะหรือเปล่า อยากได้คะแนนเยอะๆ ต้องไปติวที่โน่นที่นี่หรือเปล่า อันนี้แล้วแต่น้องนะคะ หากต้องการสร้างความมั่นใจเพิ่มขึ้นก็ไปเรียนซะ แต่พี่อยากแนะนำหน่อยว่าทุกอย่างอยู่ที่ความสามารถและความตั้งใจของเรา เพราะฉะนั้นอย่ารอช้านะคะ ใครอ่อนการฟังก็ฝึกฟังบ่อยๆ ดูหนังซาวด์แทรค ฟังเพลง ดูยูบีซี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือพิมพ์อังกฤษ ส่วนใครยังไม่เจ๋งเรื่องไวยากรณ์ ลองไปค้นหนังสือสมัยมัธยมมาอ่านดูนะคะ ทวนอีกนิดหน่อยก็พอ หรือไม่ก็ไปหาหนังสือเตรียมสอบโทอิคมาลองทำข้อสอบเก่าๆ ดูแนวของข้อสอบ ลองทำอย่างจริงจังซักพักแล้วเราจะทราบว่าเรายังมีข้อบกพร่องตรงไหน ถ้ายังไม่แม่นก็กลับไปอ่านหนังสือไวยากรณ์อีกรอบ ทำแบบนี้เรื่อยๆ รับรองว่าคะแนนจะดีวันดีคืนเลยล่ะค่ะ

สาเหตุที่ทำข้อสอบไม่ทัน

1. ช่วงแรกต้องฟังเพื่อปรับเสียงเทปกับหูเรา
2. รน (ตื่นเต้น)
3. ข้อสอบเยอะมาก ติดข้อไหนแนะนำให้ข้ามไปก่อน อย่ามัวมาหมกมุ่นกับข้อนั้นจนมากเกินงาม อาจจดไว้ว่ามันน่าจะเป็นตอบข้อนี้ หากมีเวลาเหลือกลับขึ้นมาทำใหม่จะได้ไม่สับสน
4. ส่วน Error Recognition เยอะและยาก อย่าไปงมมากจนเสียเวลาเกินเหตุ
5. Reading คำถามน้อย อ่านเยอะ และ เรื่องหลายเรื่องมากๆ ฉะนั้นใช้เทคนิค อ่านคำถาม แล้วขึ้นไปหามาตอบ
6. อากาศในห้องสอบหนาว หาเสื้อไว้ใส่ทับจะดีนะคะ

สมัครสอบได้ที่ไหน

ศูนย์สอบโทอิคอยู่ที่ BB Tower ชั้น19 (ตรงข้ามตึกซีมิค) แถวอโศก สุขุมวิท 21 ถ้ามาจากถนนรัชดาภิเษกด้านสุทธิสาร เจอสี่แยกพระรามเก้า (แยกเยาฮัน) ให้ตรงไปทางแยกอโศก หากมาจากแยก อ.ส.ม.ท. ถึงแยกพระรามเก้าแล้วให้เลี้ยวซ้าย ข้ามสะพานคลองแสนแสบไปประมาณหนึ่งร้อยเมตร จะเห็นตึก BB ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ทางด้านซ้าย

ตั้งใจจะไปสอบแล้ว น้องๆ ต้องเตรียมรูปถ่าย 1 ใบขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว สีหรือขาวดำก็ได้ บัตรประชาชนและเงินค่าสอบ 800 บาท จะไปสมัครด้วยตัวเองที่ตึก BB เลยหรือโทรไปจองที่นั่งสอบก็ได้ที่เบอร์ 0-2260-7189 และ 0-2260-7061แนะนำให้ไปสอบช่วงเช้าเพราะคนไม่เยอะ แต่ถ้าสอบบ่ายแนะนำให้โทรไปจองก่อนค่ะ (เปิดสอบสองช่วงคือ เช้า 09.00 น.-12.00 น. และบ่าย 13.00น.-16.00 น. ) เปิดสอบทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

สอบแล้วไม่นานก็ทราบผลค่ะ ถ้าน้องไปสอบวันจันทร์ถึงวันพฤหัส สามารถรับผลสอบได้ในวันรุ่งขึ้นตั้งแต่ 10.00 น.เป็นต้นไป หากสอบในวันศุกร์หรือเสาร์ รับผลสอบได้วันอังคาร 10.00 น.เป็นต้นไปเช่นกัน หากน้องไม่สะดวกที่จะไปรับผลสอบที่อาคาร BB ก็ไม่ต้องห่วง เพราะมีบริการส่งผลสอบถึงที่บ้านทาง ems โดยทางศูนย์คิดค่าบริการ 30 บาทเท่านั้นค่ะ

ขยันอ่านหนังสือเข้าไว้นะคะ ยังไงพี่ๆ น้องๆ และเพื่อนๆ ในเว็บคอยเป็นกำลังใจให้อยู่ค่ะ

ดีใจจัง เปิดซักทีกับสายการบินในฝัน รอมานานตั้งแต่เรียนจบ เตรียมตัวอยู่หลายเดือน ไปลองสนามมาหลายที่ มีทั้งผ่านและไม่ผ่าน พอได้ข่าวจากเว็บ thaicabincrew ว่า JALways เปิดรับสมัครก็ดีใจที่โอกาสมาถึง แต่จนถึงวันรับสมัครวันแรก ก็ยังไม่ได้ไปสมัคร แต่ใครจะอยู่บ้านล่ะคะ ออกไปแอบดูที่โรงแรมดีกว่า ไปเจอเพื่อนๆ โอ้โห! แต่ละคน แค่วันสมัครยังหน้าเด้งมาแต่ไกลเลยค่ะ ไม่ได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องเด้งมั่งค่ะ

วันสมัครก็เตรียมหลักฐานไปให้พร้อม มีสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน รูปถ่ายเต็มตัว 1 รูป และ 2 นิ้ว 1 รูป ใบ Transcript และผลสอบ TOEIC ตัวจริง วันสมัครก็แต่งตัวให้สวยเลย (สวยแบบแอร์นะคะ ไม่ใช่สายเดี่ยว ใส่สูทไปน่ะค่ะเหมือนวันสัมภาษณ์) มันเป็น first impression ค่ะ พอไปถึงก็มีโต๊ะรับเอกสารให้เค้าตรวจ

พอตรวจเอกสารเสร็จก็ไปชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูง จากนั้นรับเอกสารไปกรอกในห้อง ไม่ยากค่ะมีตัวอย่างให้ดู จากนั้นเค้าจะแจกใบนัดสัมภาษณ์ พอวันประกาศผลสัมภาษณ์ คนเยอะมากค่ะขอและแล้ววันสัมภาษณ์วันแรกก็มาถึง ตื่นมาก็ทำผมให้เรียบร้อยนะคะ ใส่ net เล็บต้องทา หน้าก็แต่งให้มีสีสันแต่ปากต้องแดงนิดนึงนะคะ คืออย่าให้จืด เข้าไปในห้องสัมภาษณ์แสงไฟจะทำให้หน้าอ่อนลงค่ะ ชุดสีอะไรไม่มีผล ผ้าพันคอไม่ผูกไปเค้าก็รับค่ะ คือทำยังไงให้เราดูดี แบบสะอาดสะอ้าน ไปถึงแล้วยิ้มเลยค่ะตั้งแต่ปากทางเข้าโรงแรมจนถึงห้องสัมภาษณ์ ระหว่างนั่งรอก็ทำความรู้จักกับเพื่อนๆ ทุกคน friendly มาก พอถึงคิวเราตื่นเต้นมากค่ะ เข้าไปกรรมการ 3 คน คนไทย 1 คน คนญี่ปุ่น 2 คน ยิ้มค่ะ อย่าลืมนะคะ คือพอกรรมการเห็นหน้าเราครั้งแรกต้องเจอเรายิ้มเลย หลังจากนั้นกรรมการจะให้นั่งเรียงกัน แล้วเริ่มแนะนำตัวทีละคนสั้นๆ เราพูดไปยิ้มไป ปกติเป็นคนพูดไปยิ้มไปอยู่แล้วค่ะ ทำตัวเป็นธรรมชาติ เสร็จแล้วก็ group discussion ได้หัวข้อ movie ค่ะ

เราพูดน้อยมาก 2 ประโยคเองแล้วก็นั่งฟังคนอื่นพูด ระหว่างฟังยิ้มนะคะ ยิ้มเข้าไว้ มองหน้าคนพูดด้วย จบแล้วมาถึงคำถามเดี่ยวคนละคำถาม (อันนี้มีเคล็ดลับมาบอกนะคะ คือคนที่ไม่โดนถามเนี่ยจะมีอยู่ 2 อย่างคือได้แน่ๆ ไม่ต้องถามกับไม่ได้ชัวร์ไม่ถามเลย อันนี้พี่ที่เป็นคนที่สัมภาษณ์บอกมาค่ะ)

เวลากรรมการพูดหรือเวลาตอบกรรมการต้องสบตากรรมการทุกคนด้วยนะคะ มี 2 อย่างที่ห้ามลืมคือ keep smiling and eye contact เป็นสิ่งสำคัญมากๆ ค่ะ ไม่ใช่ยิ้มอย่างเดียวนะคะต้องมองตาด้วย ของเรา เศร้ามากค่ะ กรรมการถามทุกคนมีสาระหมด เช่น Why would you like to work for our company? Which counties do you like most? ส่วนเราถามมาเลยค่ะ How did u get here?

บอกวันสัมภาษณ์รอบ 2 เราแต่งตัวแต่งหน้าทำผมเองเช่นเคย ไม่ลงทุนค่ะ เพื่อนๆ หัดเอาไว้นะคะ ไม่ยากค่ะ น้ำหอมไม่ต้องฉีดค่ะ เผื่อกลิ่นจะไม่ถูกใจกรรมการ ไปถึงก็นั่งรอและควรไปก่อนเวลาจริงสัก 1 ชั่วโมง นั่งจนความตื่นเต้นหายแล้วจะเป็นผลดีกับเรา เข้าไปกรรมการญี่ปุ่น 2 คน คนไทย 1 คน คำถามง่ายๆ สบายๆ ฟังออกค่ะ ไม่ยากมาก ใช้เวลาประมาณ 15 นาที คำถามเป็นเรื่องทั่วไปเช่น แอร์ในฝันของคุณเป็นยังไง เราก็บอกไปประมาณว่า concentrate on safety and comfort to the passengers as priority ,give a warm attitude to the passenger อันนี้กรรมการยิ้มเลยค่ะ ที่บ้านทำอะไร กินอาหารญี่ปุ่นบ้างหรือเปล่า ชอบอะไรที่ญี่ปุ่น เราชอบชินจังค่ะ แล้วกรรมการให้ลองพูดภาษาญี่ปุ่นให้ฟัง จริงๆ เราพูดไม่ได้ค่ะ แต่รู้จักแค่ประโยคเดียว กรรมการหัวเราะกันหมดเลยค่ะ

เสร็จแล้วออกมานั่งรอ เพื่อจะเข้าไปคุยกับ big boss พอเข้าไปนั่งให้เรียบร้อยนะคะ ยิ้มทำตัวสดใสร่าเริงโดยธรรมชาติ big boss มีนาฬิกาจับเวลาของตัวเองค่ะ จากนั้นออกมาขอบคุณพี่ๆ แอร์แล้วกลับค่ะ

ก่อนรู้ผล 2 วันนอนนอนไม่หลับเลยค่ะลุ้นมาก โดยเฉพาะวันที่ประกาศตื่นตั้งแต่ตี 4 นั่งรอ นอนรอ เมื่อไหร่จะ 10 โมง ตื่นเต้นมาก จนถึงเวลา เพื่อนมารับก็ไม่รอค่ะ ใจมันอยู่ที่บริษัทแล้ว พอไปถึงคนน้อยมาก ก็เข้าไปดู พอเห็นชื่อตัวเองก็คนละความรู้สึกเลย ดีใจ โทรบอกคุณแม่ แล้วก็ขึ้นไปรายงานตัวชั้น 7 แล้วก็นัดไปตรวจร่างกายค่ะ




รายงานบรรยากาศวันสัมภาษณ์ Jalways รอบแรก

ผมออกจากซอยโชคชัยสี่ตอนเจ็ดโมงครึ่ง มาถึงโรงแรมดิเอมเมอรัลด์ตอนแปดโมงสิบห้านาที รวมแล้วใช้เวลาสี่สิบห้านาที รถไม่ติดเท่าไหร่หรอกลุง ถนนลาดพร้าวก็ติดบ้างนิดหน่อย แต่ถนนรัชดาที่ตรงไปแยกเยาฮัน รถเคลื่อนตัวไปได้เรื่อยๆ ลุง เพียงแต่เสียเวลานิดหน่อยตรงที่แย่งกันลงอุโมงค์ คาดว่าเมื่อก่อสร้างเสร็จรถคงติดน้อยลง ยังไงฝากลุงบอกเด็กๆ ให้เตรียมตัวเผื่อเวลาออกจากบ้านกันด้วย

ล้อบบี้โรงแรมดิเอมเมอร์รัลด์คึกคักเป็นพิเศษ เพราะพี่ป้าน้าอาพ่อแม่พี่น้องรวมทั้งพ่อยกแม่ยกอีกทั้งมิตรรักแควนเพลง เหมารถย้ายสำมะโนครัวมานั่งรวมตัวกันที่นี่เหมือนมีงานกฐินเลยลุง ถ้ามีพระมาด้วยซักห้าหกรูปก็ถวายเพลกันได้เลย

ผมนั่งสังเกตการณ์ที่ล้อบบี้ซักพัก แบบทำใจก่อนที่จะปลอมตัวขึ้นไปห้องสัมภาษณ์ มีน้องๆ หลายคนวิ่งตาลีตาเหลือก หัวหูกระเจิง ฝากเตือนน้องๆ ให้ใส่ใจเรื่องมาให้ตรงเวลาด้วยนะลุง มาสายวันนี้ล่ะก็จบเห่เลย

มีน้องคนนึงใส่กางเกงมาสัมภาษณ์ด้วยลุง สวยเก๋ดี ไม่รู้คิดได้ไง คนอื่นเค้าใส่กระโปรงกันทั้งนั้น เค้าเรียกว่ามั่นใจไร้สติน่ะลุง คาดว่าคงตกรอบนี้ 99%

น้องๆ ส่วนใหญ่วันนี้น่ารักทุกคนเลยลุง ส่วนใหญ่จะใส่สูทมา เสื้อผ้าโทนสีหนีไม่พ้น ครีม เทา ดำ น้ำตาล มีสีอื่นหลุดเข้ามาบ้างเหมือนกัน แต่รวมแล้วแต่งตัวเหมาะสมน่ารักดีลุง ผมชอบๆๆๆๆๆๆน้องๆ รวบผมกันเกือบทุกคน บ้างก็ใส่เน้ต บางคนก็ทำทรงกล้วยหอม ที่มันมามัดๆ เป็นม้วนอยู่ข้างหลังน่ะลุง มีน้องบางคนปล่อยผม ช่างไม่รู้อะไรเลย แต่เมื่อไปถึงหน้าห้องสัมภาษณ์ พี่ชุดดำคนดังของน้องๆ จะเตือนเล็กๆ น้อยๆ ใครอยากหน้าแหกก็ตามใจ ฝากบอกน้องๆ ด้วยว่าวันสมัครควรทำตัวให้เรียบร้อยกันมากกกว่าปกติ

ฝากบอกน้องๆ ด้วยว่า เมื่อมาถึงให้เตรียมบัตรประชาชนและ Application Number ที่ได้ไปตั้งแต่วันสมัคร ใครที่ยังไม่ได้ให้ใบแจ้งผลโทอิค ลุงบอกด้วยว่าต้องให้วันนี้และต้องเป็นตัวจริงเท่านั้น ใบ Reprint ได้ แต่ Xerox ไม่ได้ ใครไม่มีกลับบ้านเลยลุง ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยเชื่อแต่ได้ยินเค้าประกาศกันปาวๆ น่ะลุง

เตรียมพร้อมแล้วไปเข้าแถวเลยแหละลุง เพื่อที่จะเข้าไปลงทะเบียน คิวยาวเหยียดเลย แล้วจะได้กระดาษกาวที่เขียนชื่อ เลขที่ และกลุ่มนำไปติดหน้าอก จากนั้นก็มานั่งที่เก้าอี้ตามกลุ่ม ใครมาก่อนสัมภาษณ์ก่อน ไม่ได้แบ่งเป็นกลุ่มตามที่ประกาศไว้แต่แรกหรอกลุง

ระหว่างนั่งรอเข้าห้องสัมภาษณ์ ผมเห็นๆ น้องๆ เค้าคุยกันจุ๊กจิ๊กๆ ไม่มีใครรู้จักกันมาก่อนหรอกลุง แต่ดูคุยกันสนิทสนมกันดี อย่างว่าแหละลุง คนร่วมชะตากรรมเดียวกันก็งี้

ห้องสัมภาษณ์เป็นห้องเล็กๆ ตามกลุ่มที่เราได้รับการ Assign โดยแบ่งห้องด้วยผ้าขาวสีสะอาดบริสุทธิ์

ในห้องสัมภาษณ์บรรยากาศไม่เครียดเหมือนที่คิดหรอกนะลุง คุยกันสบายๆ มีกรรมการสามคน คนไทยหนึ่งคนและคนญี่ปุ่นสองคน บางกลุ่มก็ญี่ปุ่นหนึ่งคนไทยสอง

ตอนนี้ผมต้องปลอมตัวเป็นจิ้งจกแปะอยู่ข้างฝาแล้วลุง นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเว็บของลุงและเด็กๆ นะ จ้างให้ผมก็ไม่ปลอมตัวเข้าไปถึงห้องสัมภาษณ์หรอก

ภายในห้องสัมภาษณ์เหงาๆ นะลุง บรรยากาศเยือกเย็นยังไงพิกล บางคนบอกว่ามีรังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากกรรมการที่นั่งประจันหน้า ไม่มีหรอกลุง ผมทราบมาว่ากรรมการในการสัมภาษณ์น่ารักทุกคน


ข้อแนะนำจากผู้ผ่านการสัมภาษณ์ Jalways รอบแรก

ประสบการณ์ตรงจากน้องที่ผ่านสัมภาษณ์รอบแรกเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มหาศาล เรารวบรวมข้อมูลข้างล่างนี้จากคำบอกเล่าของน้องๆ บางส่วนตัดตอนจากกระทู้ในเว็บบอร์ดเฉพาะกิจ Jalways ทีมงาน Thaicabincrewdotcom ขอขอบคุณเจ้าของความคิดเห็นทั้งหลายมา ณ ที่นี้

เราก็ผ่านค่ะ เริ่มเข้าห้องสัมภาษณ์ไปแล้วต้องสร้างบุคลิกให้ดูดี โดยการนั่งหลังตรง ไม่พิงพนัก ตั้งใจฟังเมื่อคนอื่นพูดเวลากรรมการถามเราก็ตอบมองหน้ากรรมการทุกคน ที่สำคัญยิ้มเข้าไว้ แม้จะเครียดก็ตาม เวลาพูดกับเพื่อนๆ ก็ต้องยิ้มแย้มแล้วก็ช่วยเหลือเพื่อนๆ ด้วยไม่ใช่พูดอยู่คนเดียว

ตอน Group Discussion เราพูดน้อยมาก พูดเฉพาะตอนที่เพื่อนเปิดโอกาสให้พูดเลยจำต้องพูด แบบกระท่อนกระแท่น แต่ก็ผ่านค่ะ

เราแนะนำตัวไม่เกิน 30 วินาทีเช่นกัน เห็นกรรมการมีนาฬิกานะ แต่ไม่ได้ใช้ ไม่มีใครในกลุ่มเราแนะนำตัวเกินเลยล่ะ

อาจเป็นเพราะเราเป็นคนแรกแล้วแนะนำตัวไม่ยาวเกินไปก็ได้ เรื่องGroup Discussion เราพูดคนสุดท้าย มีโอกาสพูดพอสมควรแต่ไม่เยอะ ไม่เว่อร์ด้วย (เราเห็นกรรมการแอบยิ้ม) ตอนคนอื่นพูดเราก็หันไปมอง ยิ้มตลอด (เพราะบางครั้งเพื่อนๆ พูดอะไรน่ารักๆ ด้วย กลุ่มเราได้หัวข้อ Boyfriend) เราสังเกตว่าเพื่อนบางคนก็เก่งภาษามากนะ แต่เค้าพูดไม่ยิ้มเลย ดูหยิ่งและมั่นใจมาก สรุปคือเค้าไม่ผ่าน มาถึงคำถามเดี่ยวเรานะตื่นเต้นมาก นึกศัพท์ไม่ออก ตอบตะกุกตะกัก แต่เราก็ Sorry แล้วพูดใหม่คราวนี้ดีกว่าเดิม เลี่ยงประโยคที่ต้องใช้ศัพท์ที่เรานึกไม่ออก ส่วนเพื่อนอีกคนในกลุ่มที่ผ่าน เค้าพูดเก่งมาก พูดไปยิ้มไป พูดเยอะ แต่ตอบคำถามดีไม่นอกเรื่อง ฟังจนเพลินเลย สรุปตามความคิดเรานะ เราว่าเวลาพูดต้องยิ้ม และเมื่อคนอื่นพูดต้องตั้งใจฟัง แสดงความคิดเห็นพอสมควร ต้องมั่นใจแต่อย่ามากเกินไป ทำตัวให้เป็นธรรมชาติที่สุด อ้ออีกอย่าง...เวลาเรานั่งอ่ะ เรานั่งหลังตรงไม่พิงพนักล่ะเคยอ่านเจอมา

เราแนะนำตัวประมาณ 30 วินาที เราลองจับเวลาดูแล้ว Discuss ก็ผ่านไปด้วยดี ได้เรื่องง่ายด้วย คือ Pets นะ ก็ปกติบอกว่าที่บ้านมีหมากับแมว สีอะไรชื่ออะไร เป็นเพื่อนเราอะไรประมาณเนี้ย ส่วนคำถามเดี่ยวเจอถามว่าเคยไปญี่ปุ่นป่าว โหเนี่ยจะง่ายก็ง่าย ยากก้อยาก ก็คำตอบแค่ Yes/No เอง แต่เราก็เสริมว่าเราเคยไปแคนาดา ไปเรียนภาษาซัมเมอร์ได้ประสบการณ์ แล้วก็เกิดแรงบันดาลใจอยากเป็นแอร์ แล้วเราก็ไม่ลืมที่จะยิ้มนะ

ของเรานะ พอกรรมการเค้าถามว่าพูดญี่ปุ่นได้มั้ย เราก็บอกว่าได้นิดหน่อย แต่พอเค้าถามเราด้วยภาษาญี่ปุ่น เราก็ใบ้กินเลยอ่ะ ตอบเค้าไม่ได้ คือเราพออ่าน และฟังพูดได้บ้างเพราะเคยเรียนมา ตอนเเรกก็คิดคงจะปิ๋ว แต่ก็ผ่านมาจนได้ เรายิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลาที่สัมภาษณ์นะคะ สีสูทไม่มีผล เพราะเราใส่สีดำ ที่อยากจะบอกก็คือ ให้เพื่อนๆ มีความเป็นตัวของตัวเองนะคะ มีน้ำใจกับเพื่อนที่สอบด้วย เพราะตอนที่เค้าให้จัดเก้าอี้เป็นวงกลมเพื่อทำ Group Discussion เราก็เข้าไปช่วยเพื่อนๆ ยกเก้าอี้มาจัดให้

เราใส่สูทดำ พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลย ตัวโตแต่ขาวหมวย แต่งหน้า ทำผมเอง ทำตัวสบายเรายังผ่านเลย คิดว่าที่สำคัญคือรอยยิ้ม ไม่เสแสร้ง เป็นตัวของตัวเอง เป็นมิตร นั่งหลังตรง แต่ไม่ใช่เชิด ในกลุ่มเราที่เชิดๆ ไม่ได้เลยซักคน

วุ้นเป็นคนนึงที่ไม่หมวยและไม่ขาวเลยนะคะ แต่ก็ผ่านเข้ามาได้ เรื่องหมวย ขาว ตาโต ตาเล็กอะไร คงจะเป็นปัจจัยรองๆ มากกว่า แต่งหน้าก็ไปแต่งที่ร้าน เห็นหลายคนบอกว่าแต่งร้านแล้วเค้าจะไม่เอา ก็ไม่เห็นเป็นอะไร แต่แต่งให้เหมาะกับหน้าเราแล้วกันค่ะ ไม่ควรเว่อร์มาก

ก็อยากจะให้กำลังใจคนที่ไม่ขาวไม่หมวยเหมือนกับว่าอย่าเพิ่งท้อ ส่วนเรื่องGroup Discussion วุ้นคิดว่าถ้าโอกาสให้แสดงความคิดเห็นไม่มาก ก็น่าจะพูดอะไรที่มันแหวกแนวจากที่เค้าพูดกัน แต่ต้องไม่นอกเรื่องนะคะ

เราเป็นคนนึงที่ผ่านรอบแรกนะคะ และก็พูดภาษาญี่ปุ่นได้นิดหน่อย ตอนที่กรรมการถามคำถามเป็นภาษาญี่ปุ่น เช่น วันนี้ตื่นกี่โมง และกินข้าวรึยังอะไรประมาณนี้น่ะค่ะ กว่าจะตอบได้ก็อึกอักนิดหน่อย ที่จริงแล้วนะคะ คนที่พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรค่ะ แต่ปัญหาหนักอกจะไปตกอยู่กับคนที่เขียนลงไปในใบสมัครว่าพูดญี่ปุ่นได้เพราะกรรมการเค้าคงจะคาดหวังว่าการที่เราบอกว่าเราพูดได้ว่าเราต้องเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด ดังนั้นเพื่อนๆคนไหนที่พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ก็ไม่ต้องกลุ้มใจค่ะ หันมาพัฒนาภาษาอังกฤษให้เลิศกันเถิด แต่ถ้าคนที่คิดจะไปเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ จะต้องพยายามให้ถึงที่สุดนะคะ เอาให้เลิศไปเลย กรรมการจะได้ประทับใจว่าเราน่ะมีความตั้งใจจริงค่ะเราคิดว่าความตั้งใจจริงและความสามารถในการพัฒนาตนเองได้นี่น่าจะเป็นจุดสำคัญที่สุดที่กรรมการจะคัดเลือกคนเข้าทำงานนะคะ

ของเรานะคะ แต่งหน้าทำ ผมเอง สูทสีอ่อน เข้าไปก็ยิ้มค่ะ ตามสมควร แต่ที่สำคัญคือ ตอบไม่ตรงคำถามค่ะ เพื่อนๆในกลุ่มออกมาเค้าบอกว่า นี่นี่รู้ป่าว ตัวเองตอบดีนะ แต่ตอบผิด เราก็อ่าวเหรอ รู้สึกอย่างนั้นเหมือนนกัน แต่ก็ผ่านมาได้ คือเราว่าทุกอย่างนะ มันต้องอยู่ในคำว่า "เหมาะสม" ไม่ใช่เข้าไปก็ยิ้มไม่ลืมหูลืมตา ตอบคำถาม ไม่ฉลาด คือมันต้องเหมาะสม ที่เราอยากรู้เรื่องเวลา เพราะสังเกตเห็นเพื่อนในกลุ่มที่ไม่ผ่าน เขาแนะนำตัวนานมากเลยอ่ะ ตอน Discuss ก้อดีกันทุกคน แต่ตอนคำถามเดี่ยว เราว่าเขาตอบไม่ค่อยตรงเท่าไร อย่างถามว่า ทำไมสมัครที่นี่ เขาก้อตอบกันประมาณว่าอยากเป็นแอร์ ไม่ได้บอกข้อดีของที่นี่ หรือเพื่อนอีกคนทำงานแล้ว กรรมการบอกว่างานที่ทำก้อน่าสนใจมากนิ ทำไมอยากเปลี่ยน เขาก้อตอบประมาณว่า อยากเป็นแอร์ ถ้าได้เป็นจะเอาประสบการณ์มาใช้ ัมันไม่ Hit The Point อ่ะ ฟังแล้วมันเฉยๆไม่ค่อยประทับใจ

ขอมีส่วนร่วมหน่อยครับ....ป๋าว่านะจากประสบมากานนะ...ตามแบบคนญี่ปุ่นนะเขาชอบคนเรียบร้อย..มีสัมมาคารวะ..มีมนุษสัมพันธ์หรือพูดง่ายๆว่าหัวอ่อนอะ คือยังไงเจอใครก็ยิ้ม สวัสดี ทักทายเขาไปเถอะ มันจะทักตอบหรือไม่ก็ช่างมัน ทีนี้เรื่องภาษาจริงๆมันก็สำคัญนะแต่ไม่จำเป็น คือถ้าพูดได้มันก็ได้เปรียบเขาอยู่แล้วในเมื่อผู้โดยสารเขาก็เกือบทั้งลำมันคนญี่ปุ่นอยู่แล้วจะให้พูดภาษาอังกฤษกะโอบ้าจังหรือไง...แค่ขอให้พอพูดทักทายง่ายๆได้ก็พอ แสดงว่ามีความพยายามพูด ต่อไปเข้าทำงานได้ก็พอพูดได้เองละ คนญี่ปุ่นอะเก่งไม่เก่งก็พอพูดกันได้ เขาจะชอบคนที่มีความพยายาม อดทนมากกว่า ถามอะไรตอบไม่ค่อยได้แค่แสดงให้เห็นว่าเรามีความพยายามนะป๋าว่าก็Okแล้ว ทีนี้เรื่องสูทหรือชุดนะ ขอแนะนำให้ใส่สีทึมๆอะสีดำได้ยิ่งดีเพราะเขาถือว่าสุภาพสุดแล้ว ไอ้ที่แจ็ดๆเอาไปใส่เที่ยวกะแฟนดีกว่า 100ละ100 ที่ญี่ปุ่นชุดที่สุภาพสุดก็สีพวกนี้ละ สุดท้ายถ้าอยากเป็นแอร์สายการบินนี้ถ้าเป็นพวกคุณนู๋ก็อย่ามาสมัครเลย

เราเลยทำใจสบายๆ ไม่คิดอะไรแย้มแจ่มใส ไม่ว่าจะยังไงก็จะยิ้มตลอด หมั่นมีEye Contactกับกรรมการแล้วก็ยิ้ม เวลาแนะนำตัว ก็ยิ้มแย้ม ไม่ต้องพูดมาก คนในกลุ่มเราพูดยาวมาก ผลคือตกรอบ เอาแค่ประวัติคร่าวๆ ไม่ต้องร่ายยาวถึงต้นตระกูล พอDiscussกันในกลุ่ม เราก็พูดเยอะพอสมควร แต่เราจะมองคนอื่นเสมอว่าเค้ามีความเห็นอะไรมั้ย ถ้าเค้าทำท่าจะพุด เราก็จะหยุดทันที แล้วบอกว่า I Think U May Have Sth To Say...Please.. แล้วปล่อยให้เค้าพูด แล้วไม่ใช่ว่าไม่ฟังเค้านะ เราต้องสนใจในสิ่งที่เค้าพูด ยิ้มแย้ม ช่วยเค้าถ้าเค้านึกไม่ออก ส่วนตอนที่กรรมการถามเดี่ยวๆหลังGroup Discussion เวลาคนอื่นตอบ พยายามเอียงตัวไปฟังเค้า สนใจในสิ่งที่เค้าพูด และแน่นอน ยิ้มแย้มเสมอ ใครจะนั่งเชิดยังไงปล่อยเค้า ในกลุ่มเราตอนที่ตอบคำถามเดี๋ยว เค้านั่งเชิดกันทุกคน....ตกรอบกันทุกคนเลยค่ะ

ตอนสัมภาษณ์เราเป็นตัวของตัวเองมากที่สุดค่ะ (ติงต๊อง) ตอนแนะนำตัวเราก็แนะนำแต่พอสมควร ไม่ต้องไปบอกหรอกค่ะว่าทำไมอยากเป็นแอร์ พ่อแม่ทำงานอะไร ใครเชียร์ให้มาเป็นแอร์ เพราะคนที่เรารู้จักหลายคนทำอย่างนี้แล้วปิ๋วจ๊ะ เห็นใครแนะนำตัวนานไม่ต้องเป็นแข่งกับเขาหรอกค่ะ ในกลุ่มเรามีคนหนึ่งที่น่าจะผ่านสุดๆ เพราะอัธยาศัยดีมาก ทำอะไรก็ดีไปหมด เพียงแต่แนะนำตัวนานมาก เราไม่รู้ว่าเพราะเหตุนี้หรือเปล่าจึงทำให้ไม่ผ่าน ตอน Group Discussion โชคดีที่เราได้กลุ่มดีค่ะ เลยพูดคุยกันสนุกจนลืมไปว่านี่คือการสอบ เราก็ติงต๊องไปตามเรื่องค่ะ ไม่แย่งใครเขาพูด และก็ไม่พูดมาก แบ่งให้คนอื่นพูดบ้าง แล้วก็ยิ้มจนปวดแก้มไปเลยค่ะ พอสัมภาษณ์เสร็จก็คิดว่าทำได้ดีแล้ว แต่คิดว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าจ๊ะ ต้องมีคนทำได้ดีกว่าเราสิน่า ตอนดูผลก็ลุ้นมาก พอมีชื่อค่อยโล่งอกหน่อย

ตอนสัมภาษณ์รอบแรก เราเป็นคนที่ 3 คนที่1-4 แนะนำตัวใช้เวลาพอๆ กัน แต่คนสุดท้ายแนะนำตัวนานที่สุด และกรรมการก็แสดงทีท่าให้ความสนใจ ตอน Group Discussion ทุกๆ คนประสานงานกันดี เรายิ้มสุดๆ แต่กรรมการไม่สนใจเลยค่ะ เค้าให้ความสนใจคนสุดท้ายอย่างเห็นได้ชัด และคนนี้ก็ผ่านเข้ารอบ 2 ด้วย

เราว่าเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดดีกว่าค่ะ ดูเป็นธรรมชาติดี ไม่ Fake ด้วย บุคลิกก็ค่อยๆ ฝึกให้มันซึมดีกว่าค่ะ ส่วนมากถ้าไป Make เอาวันนั้นเราว่ามันดูแข็งๆน่ะ พูดให้น้อย แต่ได้ใจความ มีน้ำใจ ไม่ชิงดีชิงเด่นกับใคร มีมารยาท มั่นใจในตัวเองด้วยนะคะ

เห็นด้วยกับที่ว่าไม่ต้องไปสาธยายว่าทำไมอยากเป็นแอร์ หรือพูดว่าชอบการบริการอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะเราว่าการแนะนำตัวก็คือการให้ข้อมูลเบื้องต้นในสิ่งที่เป็นตัวเรา ชื่อ อายุ การศึกษา งานอดิเรก ก็คงจะพอ เราเห็นคนอื่นๆ พูดกันย้าวยาว ไม่ Work หรอก ส่วนเรื่องยิ้มและให้ความสนใจในสิ่งที่คนอื่นพูด สำคัญนะ เพราะเราก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วในที่สุดเราก็ผ่าน

ยังมีข้อคิดเห็นที่หลากหลายอีกเยอะที่ผมไม่ได้นำมาลงไว้ ณ ที่นี้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมแน่ใจว่าเนื้อหาใจความโดยสำคัญ ท่านสามารถค้นพบและพิจารณาเอาส่วนที่ดีที่สุดได้จากบทความนี้ เราหวังว่าข้อมูลเหล่านี้คงมีประโยชน์กับทุกท่านที่ใฝ่ฝันอยากเป็นลูกเรือ Jalways ครับ



เราเตรียมเสื้อผ้าที่คิดว่าสุภาพและดูดีไว้ตั้งแต่ตอนเย็น รวมทั้งเอกสารที่ต้องใช้ทั้งสำเนาและตัวจริง อะไรที่ไม่แน่ใจว่าจะใช้หรือไม่ใช้ก็หยิบใส่แฟ้มติดตัวไปด้วยค่ะ ถือคติว่าเตรียมไปก่อนดีกว่าต้องกระหืดกระหอบกลับมาบ้านเพื่อมาเอาเอกสารที่ขาด ดีไม่ดีหมดเวลาสมัครอดเป็นแอร์กะเค้าด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง แล้วต้องมาเสียใจภายหลังค่ะ เตรียมเรียบร้อยก็เข้านอนแต่หัวค่ำ กะว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่หน้าตาสดใสที่สุด แต่ก็นอนแทบไม่หลับเลยค่ะ แหม ก็ตื่นเต้นเหมือนกันที่จะต้องไปสมัครงานที่เราใฝ่ฝันอยากจะเป็นมาตั้งแต่เด็ก

สองเท้าก้าวเดินจากบ้านอย่างมั่นใจบ้างไม่มั่นใจบ้าง

ก้าวแรกที่เดินเข้าไปยังห้องรับสมัคร ยอมรับเลยค่ะว่าตื่นเต้นและประหม่ามาก คิดในใจว่าทำไมคนเยอะจังเลย แล้วแต่ละคนก็เสริมสวยกันมาซะเช้ง หน้าตาดีดีกันทั้งนั้น เราล่ะเด็กเชียงใหม่ บ้านนอกมาเลย จะสู้เค้าได้มั้ยเนี่ย ในใจก็คิดไปต่าง ๆ นานา แต่ก็พยายามทำใจให้สงบ เดินไปเดินมาอยู่แถวนั้นแหละค่ะ มารู้ตัวอีกทีก็ไปยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะตรวจเอกสารแล้ว ก่อนมาสมัครเรารู้ข่าวจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ตามปกติสายการบิน JALWAYS จะเปิดรับพนักงานต้อนรับปีละสองครั้ง ถ้าจำไม่ผิดก็ประมาณเดือนกุมภาพันธ์และเดือนสิงหาคมนี่แหละค่ะ ส่วนหลักฐานการสมัครนั้น อย่างแรกต้องมีผลสอบ TOEIC มาแสดงว่าได้ 500 คะแนนขึ้นไป หลักฐานการศึกษา สำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน และรูปถ่ายเต็มตัว 1 รูป ในประกาศรับสมัครตามหน้าหนังสือพิมพ์จะระบุวัน เวลา และสถานที่สมัครอย่างชัดเจน

แต่งตัวให้สุภาพเรียบร้อย ทำหน้าเจี๊ยมเจี้ยมเข้าไว้

ในวันสมัคร หลังจากที่เรายื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ที่โต๊ะตรวจเอกสาร เค้าจะให้เรารอเพื่อที่จะเข้าไปกรอกใบสมัครในห้องอีกห้อง ระหว่างรอเราก็สังเกตความเป็นไปของเพื่อนๆ ที่มาสมัคร (หยั่งเชิงคู่ต่อสู้ค่ะ ฮิฮิฮิ) ต้องขอเตือนเพื่อนๆ ที่คิดจะไปสมัครเลยนะคะ ว่าไม่ว่าจะเป็นวันยื่นใบสมัครหรือเข้ามาขอข้อมูลจากพี่ที่นี่ ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยสวยงาม รองเท้าเปิดส้นนี่ห้ามเด็ดขาด เพราะมีหลายคนที่ถูกไล่กลับบ้านไปเปลี่ยนรองเท้า ใส่กางเกงก็ไม่ได้นะคะต้องกระโปรงอย่างเดียว ซักพักจะมีเจ้าหน้าที่พาเข้าไปในห้องกรอกใบสมัคร เราต้องกรอกข้อมูลให้ครบนะคะ ยิ่งละเอียดยิ่งดีค่ะ กรอกเสร็จก็เอาไปยื่นที่โต๊ะตรงทางออก เจ้าหน้าที่จะตรวจเอกสารและข้อมูลในใบสมัครก่อนจะยื่น JALWAYS'S PROFILE และกระดาษใบเล็กๆ ซึ่งระบุเลขที่ผู้สมัครและวันเวลา สถานที่ที่จะไปสัมภาษณ์รอบแรกค่ะ

สัมภาษณ์รอบแรก

ในวันสัมภาษณ์เค้าจะนัดเวลาเป็นช่วงๆ ค่ะ เริ่มตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง อย่าไปสายนะคะ เมื่อไปถึงเค้าจะให้เราเซ็นชื่อ และเขียนชื่อเล่นติดไว้ที่หน้าอก เราไปถึงก่อนเวลาสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงแน่ะค่ะ ตื่นเต้นมากค่ะ ในที่สุดเวลาที่รอคอยก็มาถึง การสัมภาษณ์รอบแรกของ jaz จะแบ่งผู้สมัครออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน พอเข้าไปก็ต้องแนะนำตัวทีละคน ถ้าเพื่อนๆ พูดภาษาที่สามได้ก็พูดแนะนำตัวไปเถอะค่ะไม่ต้องอาย (เราโชคดีที่มีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นบ้างก็เลยโซโล่ไปเลย รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง 555) จากนั้นกรรมการจะให้หัวข้อมาหนึ่งหัวข้อ เพื่อให้เรานั่งล้อมวงสนทนาภาษาอังกฤษกัน สนุกดีค่ะ ช่วงที่สนทนาเราต้องทำตัวให้เป็นธรรมชาติที่สุด เวลาที่คนอื่นพูดเราต้องตั้งใจฟัง จังหวะที่เราต้องแสดงความคิดเห็นก็แสดงไปให้เต็มที่ อย่ามัวแต่หมกมุ่นว่าจะพูดอะไรยังไงดีนะคะ พอคุยกันเสร็จ กรรมการก็จะถามคำถามเล็กๆ น้อย ๆ โดยใช้วิธีสุ่มถามค่ะ เราไม่โดนกรรมการท่านใดถามเลย ตอนนั้นเศร้าใจมากคิดว่าคงไม่ได้แน่ๆ สัมภาษณ์เสร็จเราก็ปลงแล้วค่ะ ไม่คิดว่าจะมาดูผลด้วยซ้ำ

สองสามอาทิตย์หลังจากสัมภาษณ์รอบแรกเราก็มาค่ะ ดีใจจัง ผ่านรอบแรกแล้ว

สัมภาษณ์รอบสอง

การสัมภาษณ์รอบสองเป็นการสัมภาษณ์เดี่ยวในห้องส่วนตัวค่ะ โดยในห้องจะมีกรรมการนั่งรอรอสัมภาษณ์เราอยู่ 3 คน คอยถามคำถามซึ่งประมาณว่าทำไมอยากเป็นแอร์ ข้อดีข้อเสียของเรามีอะไรบ้าง ฯลฯ เมื่อจบคำถาม กรรมการก็จะให้กระดาษที่มีข้อความภาษาอังกฤษแล้วให้เราเลือกอ่านหนึ่งย่อหน้า เราก็อ่านแบบสั่น ๆ ตื่นเต้นไม่หายค่ะ เสร็จจากการสัมภาษณ์ในห้องนั้น เจ้าหน้าที่จะพาเราเข้าไปยังห้องในสุดซึ่งเป็นห้องผู้บริหาร ซึ่งเค้าจะถามคำถามเรา ไม่ใช่สิ เป็นการคุยกันมากกว่าสินะ ประมาณสองนาทีเอง ก็เป็นการเสร็จสิ้นกระบวนการสัมภาษณ์ค่ะ เราออกจากห้องมาด้วยใจปลอดโปร่ง คราวนี้จะได้รู้ซักทีว่าความฝันแต่วัยเยาว์จะเป็นจริงหรือเปล่า บอกตรงๆ ว่าไม่ได้หวังเลยค่ะ คิดแต่ว่าทำดีที่สุดแล้ว

วันประกาศผลสัมภาษณ์

วันประกาศผลรอบสองห่างจากวันสัมภาษณ์ 2 อาทิตย์ค่ะ พอไปถึงหน้าบริษัท ใจมันเต้นตุ้บๆ ตั้บๆ มีคนร้องไห้เดินออกมาด้วยแล้วเราจะติดมั้ยเนี่ย เฮ้อ! ถอนหายใจแรง ๆ (ทำใจ) 1 ที แล้วเดินเข้าไปดู เฮ้ มีเลขที่เราด้วย ชื่อเราด้วย เฮ้ ดีใจๆๆๆ จากนั้นเราก็ขึ้นไปรายงานตัวค่ะ ทางบริษัทจะนัดวันตรวจร่างกาย โดยให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลกรุงเทพ พอตรวจร่างกายเสร็จก็ต้องรออีกหลายอาทิตย์กว่าจะทราบผล ขอบอกว่าช่วงนี้แหละค่ะ เป็นช่วงที่ทรมานที่สุดในชีวิต สอบก็ผ่านแล้ว แต่ถ้าร่างกายไม่ผ่านก็หมดสิทธิ์เป็นแอร์ตลอดชีวิต คิดอยู่ได้ทุกวันเลยค่ะ จนในที่สุดก็มาถึงวันประกาศผลการตรวจร่างกาย เราก็ผ่านค่ะ งานนี้ได้เป็นแอร์เต็มตัวซะที หลังจากรอมานานแสนนาน

ต่อไปก็จะพูดถึงเรื่องเทรนบ้างนะคะ แต่คงพูดมากไม่ได้นะคะ หลังจากประกาศผลการตรวจร่างกาย 1 เดือน ทางบริษัทจะเรียกเทรนเป็นรุ่นๆ แต่ละรุ่นห่างกัน 1 เดือน รุ่นหนึ่งประมาณ 30 คนค่ะ เทรนที่เมืองไทยประมาณ 3 เดือน จากนั้นจะไปเทรนเรื่อง EMERGENCY ที่ญี่ปุ่นประมาณ 2 อาทิตย์ แล้วก็ได้บินค่ะ นี่ก็เป็นประสบการณ์ กว่าจะได้มาเป็นแอร์ของเราค่ะ

สุดท้ายขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคนที่มีความฝันอยากเป็นนางฟ้าให้สู้ต่อไปนะคะ อย่าทิ้งความตั้งใจของตนเอง และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เราบรรลุถึงความฝันคือความมั่นใจค่ะ โชคดีแล้วเจอกันนะคะ

วันสมัครลูกเรือ JALways ใกล้เข้ามา ท่านที่จะไปสมัครคงเตรียมตัวกันดีแล้วนะครับ ต้องเข้านอนให้เป็นเวลา ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีและพักผ่อนให้เพียงพอ งดกิจกรรมที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เล่นเนตได้ตามสมควร (เว็บ thaicabincrew เข้าได้เพราะดีต่อสุขภาพ) ทบทวนการใช้ภาษาอังกฤษ ลองหัดถามตอบกันเองกับเพื่อน หัดแต่งหน้าทำผม ลองชุดที่คิดว่าแจ๋วที่สุด โชว์ให้คนอื่น comment ด้วยเพื่อสร้างความมั่นใจ ท่านที่ยังไม่ชินกับการใส่รองเท้าส้นสูง หัดใส่เสียตั้งแต่วันนี้ หากไม่ทราบว่าสถานที่สมัครอยู่ที่ไหนควรขับรถหรือจ้าง taxi ไปวนดูซักรอบเพื่อความมั่นใจ เอกสารต่างๆ รูปถ่าย ในการสมัครตระเตรียมไว้ให้พร้อมตั้งแต่วันนี้ วันไปสมัครจะได้หยิบออกจากบ้านเลยไม่เลิ่กลั่กให้เสียอารมณ์

ข้อมูลทั้งหลายด้านล่างเป็น Guideline สำหรับท่านที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการสมัครหรือสัมภาษณ์เข้าทำงาน ท่านที่มีประสบการณ์มาบ้างและเตรียมตัวพร้อมแล้วอาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ยืนยันว่าข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้และ exclusive สำหรับแควนๆ thaicabincrew โดยเฉพาะ แต่เพราะมารยาทและการรักษาแหล่งข่าว เราจึงมิอาจเปิดเผยชื่อและแหล่งข้อมูลได้ครับ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกรรมการในการสัมภาษณ์มีหลายท่าน แต่ล่ะท่านอาจมีแนวคิดในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น คำว่า "ความสวย", "บุคลิกดี", "ความเรียบร้อย" หรือคำว่า "พอสมควร" ในความคิดของแต่ละคนจึงมีไม่เท่ากันและไม่มีวันเหมือนกัน คุณสมบัติเหล่านี้ไม่อาจจำแนกแจกแจงออกมาได้เป็นเกณฑ์แน่นอนตายตัว เรื่องนี้ต้องวัดดวงกันเองครับ

ข้อแนะนำในวันสมัครและวันสัมภาษณ์
โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน

*คุณสมบัติอื่นๆ ในการสมัคร เช่น อายุ น้ำหนัก ส่วนสูงหรือเอกสารที่ใช้ในการสมัครดูได้จากประกาศรับสมัครงานของ JALways

1. แบบของรองเท้าคัทชูควรเหมือนผู้หญิงทำงานทั่วไป เป็นสีพื้น สุภาพ ไม่มีลวดลายหรือสีสันฉูดฉาด จะเป็นรองเท้าหนังหรือกำมะหยี่ก็ได้ ส้นสูงพอสมควร (2-2.5 นิ้ว) เพื่อเพิ่มความสง่าในการยืนและเดิน ควรใส่และหัดเดินมาก่อนจะได้ไม่ดูเสียบุคลิก
2. ควรใส่ถุงน่องสีอ่อน
3. เสื้อผ้าในวันสมัครและสัมภาษณ์ต้องเรียบร้อยสีไม่ฉูดฉาด แบบไหนเหมาะสมกับตัวเองอยู่ที่ตัวเองเลือก แต่ควรดูกระฉับกระเฉงไม่ใช่กระโปรงยาวลากพื้น ในวันสัมภาษณ์ควรมีสูทคลุม จะทำให้ดูมีมาด แต่ไม่จำเป็น
4. กระโปรงสั้นยาวขนาดไหนไม่สำคัญ แต่ต้องเรียบร้อยไว้ก่อน ยาวพอสมควรเท่าที่ตัวเองมั่นใจ จะเป็นชุดติดกันหรือแยกเป็นสองชิ้นก็ได้
5. กระเป๋าสะพายควรเป็นกระเป๋าสีเรียบๆ ดำหรือน้ำตาลไม่มีลายฉูดฉาดไร้รสนิยม brand name ไม่มีผลในการพิจารณา วันสัมภาษณ์มีบริการฝากกระเป๋าหน้าห้อง
6. ใส่ชุดนักศึกษาไปสมัครได้ทั้งในวันสมัครและวันสัมภาษณ์ แต่ถ้าหลีกเลี่ยงได้ควรใส่ชุดปกติ
7. ทรงผมต้องเรียบร้อย สั้นหรือยาวอยู่ที่หน้าของแต่ละคนว่าเหมาะสมกับทรงผมแบบไหน ปล่อยยาวได้ตราบใดที่ไม่กระเซอะกระเซิง (คนผมยาวไม่ต้องรวบแต่ดูเนี๊ยบมีเยอะแยะไป) แต่ถ้าผมไม่สวย แนะนำให้รวบหรือคลุมเนต ไม่ควรดัด และไม่ควรทำสีผม
8. แต่งหน้าอย่างไรก็แล้วแต่ จะเข้มจะอ่อนอยู่ที่หน้าเราเอง เล็บต้องทาไม่ว่าเล็บสั้นเล็บยาว ไม่จำเป็นต้องทาเล็บสีเดียวกับปาก เพียงแต่โทนสีควรไปทางเดียวกัน
9. การวัดส่วนสูงและชั่งน้ำหนัก ไม่มีกดความสูงนอกจากเขย่ง หากน้ำหนักไม่ถึง "อาจ" พออนุโลมได้ แต่ส่วนสูงไม่ถึงอาจต้องกลับบ้านเลย เรื่องอนุโลมหรือไม่อนุโลมตอบยาก แต่ส่วนใหญ่หากความสูงผ่านมักไม่มีปัญหา เพราะน้ำหนักยังเพิ่มได้
10. หลังจากสมัครแล้ว จะเรียกสัมภาษณ์ภายในหนึ่งเดือนเป็นอย่างช้าโดยจะติดประกาศให้ผู้มีสิทธิ์เข้าสัมภาษณ์ทราบ
11. จะสมัครมากี่ครั้ง จะตกมากี่ครั้ง ตกรอบไหนก็ตาม ยังไปสมัครได้ ตราบใดที่คุณสมบัติยังครบ อายุยังไม่เกิน
12. สายตาสั้นหรือยาวแค่ไหน อนุญาตให้ใส่คอนแทคเลนส์ได้
13. จัดฟันสมัครได้ แต่วันสัมภาษณ์ไม่ควรมีเหล็กดัดฟันแล้ว ฟันไม่สวยไม่ใช่ปัจจัยหลักในการพิจารณา
14. คนมีแผลเป็นหรือมีสิว ควรรักษาหรือควรแต่งหน้าปิด แผลเป็นขนาดใหญ่ขึ้นอยู่ว่าเป็นตรงไหน
15. รอยสักถือเป็นแฟชั่นที่ไม่สุภาพ (ฝรั่งต้นตำรับ คนดีๆ ก็ไม่ทำ) ใครมีต้องแอบให้มิดชิด
16. ปิดโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดในขณะที่อยู่ระหว่างการสมัครหรือสัมภาษณ์
17. วันสมัครไม่จำเป็นต้องนำผลสอบโทอิคไปแสดง แต่ในวันสัมภาษณ์ต้องนำผลฉบับจริง (หรือฉบับ reprint ไปแสดง) หากไม่มี กลับบ้านเช่นกัน
18. คะแนนโทอิคสูงกว่าที่กำหนด (500 คะแนน) ไม่มีผลในการพิจารณา นอกจากไม่เหลือคุณสมบัติข้ออื่นให้เปรียบเทียบ
19. สมัคร JALways ไม่มีเส้น (ถึงมีก็ไม่ทราบ)
20. เก่งจริงจะกลัวทำไมกับเรื่องเส้น อย่ากังวลกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
21. ไปสมัครวันไหนก็ได้ แต่ผู้สมัครวันแรกมีสิทธิได้รับเรียกเข้าทำงานก่อนหากผ่านการพิจารณา

การสัมภาษณ์กลุ่ม

1. วันสมัคร ทาง JAL จะแจกเอกสารข้อมูลของบริษัทฯ โปรดอ่านและจำเรื่องสำคัญๆ เพราะอาจเป็นส่วนหนึ่งของคำถาม
2. เวลาในการสัมภาษณ์ประมาณ 15-30 นาที
3. ขั้นตอนในการสัมภาษณ์เริ่มจาก self introduction , group discussion, individual questions การแนะนำตัวสั้นๆ โดยใช้ภาษาอังกฤษ หากใครบอกไว้ในใบสมัครว่าพูดภาษาญี่ปุ่นได้ กรรมการคนญี่ปุ่นมักจะคุยด้วยในเรื่องทั่วๆ ไป เพราะฉะนั้นเรื่องที่ท่องมาอาจไม่มีสิทธิใช้ ถ้าภาษาญี่ปุ่นของตนเองไม่อยู่ในระดับที่สามารถสนทนาได้คล่องแคล่ว แนะนำว่าไม่ต้องเขียนลงในใบสมัคร กรรมการในการสัมภาษณ์มีสามถึงสี่คน จะมีพนักงานของ JAL ซึ่งบางท่านมีตำแหน่งใหญ่ รวมทั้งลูกเรือไทยและญี่ปุ่น อาจมีกรรมการญี่ปุ่นด้วยหนึ่งคน เรียกผู้เข้าสัมภาษณ์เป็นกลุ่มครั้งละสี่ถึงห้าคน
4. ประเภทของคำถามในการทำ group discussion : เมื่อแนะนำตัวเสร็จ กรรมการจะให้หัวข้อมาทำ discussion ในกลุ่ม โดยหัวข้อจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ เช่น music, movie, fashion, boyfriend, travelling, dream, pets ดูการใช้ภาษา และดูว่าแต่ละคนมีความคิดอย่างไร พูดมากน้อยแค่ไหน มีกึ๋นหรือไม่ พวกที่พูดมากหรือพูดคนเดียวโดยไม่ให้โอกาสคนอื่นและพวกที่พูดน้อยประเภทถามคำตอบคำจะมีโอกาสกลับบ้านมือเปล่าสูง ควรพูดให้เป็นธรรมชาติ อย่าเกร็ง ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ต้องทำท่ามั่นใจจนเกินงามรวมทั้งไม่ควรทำตัวติ๋มๆ ขอให้มีบุคลิกดี มีมาด ฉลาดพูด
5. หลักการให้คะแนน แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือเรื่อง appearance ตั้งแต่เดินเข้ามา ยิ้ม ไหว้ ไปลามาไหว้รวมทั้งการแต่งตัว กรรมการหลายท่านชอบผู้สมัครที่ดูดี มีบุคลิกและสวย

Appearance : looks, proportion, posture, grooming, dress, make-up, hair style, skin condition, teeth condition, nail condition.
Impression : neatness, smile, facial, expression, healthiness, greeting and so on.
Personality : sincerity, positiveness, friendliness, tactful attentive, earnest, politeness reliability, cooperative and so on.

กรรมการจะให้คะแนนดังนี้

points 4=excellent 3=good 2=poor 1=unacceptable
ส่วนที่สองคือความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น มีเกณฑ์ให้คะแนนดังนี้
points 3=excellent 2=good 1=poor 0=none

6. การคัดสู่การสัมภาษณ์เดี่ยว หากทำได้ดีเข้าตากรรมการทั้งกลุ่มอาจเลือกทั้งกลุ่ม ในขณะเดียวกัน หากไม่ได้เรื่องทั้งกลุ่ม ก็อาจตกทั้งกลุ่ม
7. เทคนิคในการสัมภาษณ์กลุ่ม (โดยคุณ PAT)

นั่งตัวตรง ไม่ไขว่ห้าง

ให้เกียรติผู้อื่นได้เสนอความคิดเห็นก่อนโดยอาจใช้รูปประโยคเช่น Would you like to say something ? หากไม่มีใครพูด เราสามารถเสนอความคิดเห็นได้ (ตามคำถามที่กรรมการตั้งมา) และเมื่อเราเสนอความคิดเห็นเสร็จ ก็ตั้งคำถามง่ายๆ เพื่อให้ผู้อื่นได้เสนอความคิดเห็นบ้าง

ให้ตอบ " Oh, yes" "Good idea" และเมื่อผู้อื่นพูด ต้องตั้งใจฟังด้วย เป็นการให้เกียรติเพื่อนที่มาร่วมสัมภาษณ์

ถ้าบุคคลนั้นติดขัดในการตอบคำถาม เราสามารถเข้าไปช่วยเสริมได้ แต่อย่าหักหน้าเพื่อนคนนั้นเป็นอันขาด

ในกรณีที่เวลาหมดแล้ว เรายังไม่ได้ตอบคำถาม กรรมการจะถามเราว่า เราจะพูดอะไรบ้างไหม ควรตอบว่า "ก่อนที่เวลาจะหมด ดิฉันมีเรื่องจะเสนอ แต่ไม่เป็นไร เพราะดิฉันก็เห็นด้วยกับเพื่อนที่ได้เสนอความคิดเห็นมาแล้ว"

**และเมื่อกรรมการบอกหมดเวลา เราควรขอบคุณกรรมการและเพื่อนๆ ที่มาร่วมสอบสัมภาษณ์ และอวยพรให้เพื่อนๆ ของเราประสบความสำเร็จในการสอบครั้งนี้
**เมื่อตอบคำถามเสร็จ ต้องพูดว่า "Thank you" ทุกครั้งพื่อเป็นการบอกให้กรรมการทราบว่าเราตอบคำถามจบแล้ว
**ตอบคำถามให้กระชับ ไม่ต้องยาวมาก เราต้องให้เกียรติผู้อื่นได้แสดงความคิดเห็นด้วย อย่าคิดว่าเวทีนี้ข้าพเจ้าครอง

คำถามยอดฮิต


1.Why would you like to be a flight attendant?
2.What do you know about this airline?
3.Why do you want to work for this airline?
4.Why do you want to change your job? ถ้าทำงานอื่นอยู่แล้ว

หมายเหตุ:
ความสามารถในการใช้ภาษาที่สาม (นอกเหนือจากไทยและอังกฤษ) มีประโยชน์และมีผลในการพิจารณาบ้าง ในกรณีที่ คุณสมบัติของผู้สมัครสมัครก้ำกึ่งกัน ผู้ที่ใช้ภาษาที่สามได้จะมีโอกาสมากกว่า

การสัมภาษณ์เดี่ยว

1. กรรมการในการสัมภาษณ์จะเป็นผู้บริหารคนญี่ปุ่น 2-3 ท่าน บางครั้งอาจเป็นกรรมการไทยโดยมีกรรมการญี่ปุ่นหนึ่งคน คำถามส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง interests in this job, previous job, irregular in life style, hobbies, training negative issues and reaction, interest in Japan or in other countries, herself กรรมการอาจให้พูดแนะนำตัวอีกรอบเป็นภาษาอังกฤษ หากรู้ภาษาญี่ปุ่นจะให้พูดกับกรรมการญี่ปุ่นเลย การให้คะแนนจะดู appearance และการพูดจา ใช้เวลาในการสัมภาษณ์เดี่ยวประมาณครึ่งชั่วโมง
2. เมื่อพ้นขั้นตอนนี้ ผู้สมัครจะต้องไปคุยกับคนญี่ปุ่นที่มาจาก head office อีกครั้ง

วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2545
Revised 18Jan04
© 2002-2004 All Rights Reserved



การสัมภาษณ์รอบ 2
การสัมภาษณ์เป็นแบบสบาย ๆ ไม่เครียด ของเราเจอกรรมการญี่ปุ่น 2 คนไทย 1 การสัมภาษณ์มีดังนี้
- ให้เราแนะนำตัวเองเหมือนกับรอบแรก
- ในใบสมัครเราเขียนไปว่าเคยฝึกงานโรงแรม กรรมการเลยถามว่าเคยมีโอกาสได้ต้อนรับชาวญี่ปุ่นบ้างไหม ก็ตอบไปจากประสบการณ์นะคะ
- คำถามยอดฮิตค่ะ ทำไมถึงมาสมัครเป็นแอร์ของแจลเวย์
- ถ้าทำงานอื่นอยู่ กรรมการจะถามว่าทำไมถึงคิดเปลี่ยนงาน
- เคยสมัครงานในตำแหน่งนี้ที่สายการบินอื่นมาหรือเปล่า เราเคยเราก็ตอบไปค่ะ ไม่คิดว่าเสียหายตรงไหนค่ะ
- อยากไปเที่ยวที่ไหนในญี่ปุ่น ถ้าไม่รู้จักที่ไหนก็บอกไปกว้างๆ นะคะ แต่เราอยากไปโตเกียวดีสนีย์แลนด์ค่ะ เลยตอบไป
- คิดว่าถ้าไปอยู่ญี่ปุ่นแล้วจะมีปัญหาเรื่องวัฒนธรรมไหม
- พ่อแม่ทำงานอะไร
- ครอบครัวเป็นอย่างไร
- ทำไมอยากเป็นแอร์ค่ะ อันนี้มันเป็นเหตุผลของแต่ละบุคคล แต่ขอแนะนำว่าให้ตอบแบบว่าเป็นประโยชน์เอนเอียงไปทางบริษัทนิดหนึ่ง ที่ตอบว่าอยากไปเที่ยวต่างประเทศ หรืออยากเก็บเงินเนี่ย อย่าตอบเด็ดขาด เราตอบว่า เคยทำงานด้านการท่องเที่ยวมาก่อน ได้สัมผัสกับงานบริการ ได้เจอผู้คนเยอะๆ แล้วชอบที่จะได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ที่สำคัญ คิกๆๆ ตามหาความฝันในวัยเยาว์ค่ะ
- คิดว่าหน้าที่ของแอร์คืออะไร นี่สำคัญเลย เราโชคดีที่อ่านเจอมาก่อนเลยตอบไปว่า To Provide Safety And Comfortable To Passenger กรรมการยิ้มเลย
- ชอบคนดื่มเหล้ารึเปล่า
- ถ้าเป็นแอร์แล้วคุณคิดว่าทางครอบครัวจะมีปัญหาไม๊ เรื่องความห่างไกล
- มีโครงการจะดัดฟันไม๊
- ชอบเล่นกีฬาอะไร
- งานอดิเรกทำอะไร
- คุณสมบัติอะไรในตัวคุณที่ทำให้คุณคิดว่าเป็นแอร์ได้ เราตอบไปว่ารักงานบริการและ Hospitality ค่ะ
- ทำไมไม่ทำงานในสาขาที่เรียนมา
- คิดว่าทำงานกับคนญี่ปุ่นเป็นยังไง
- ในใบสมัครเราเขียนไว้ว่าพูดภาษาจีนได้ กรรมการเลยถามว่าได้มีโอกาสใช้บ้างไหม

นอกนั้นก็เป็นคำถามที่ต่อเนื่องมาจากคำตอบที่เราตอบไปนั่นแหละ เราแนะนำว่าเวลาเพื่อนๆ เตรียมคำตอบไป ก็ลองคิดต่อไปอีกด้วยว่า ถ้าเราเป็นกรรมการแล้วได้ยินคำตอบแบบนี้ แล้วอยากจะถามอะไรต่อ เช่น เราบอกว่า เวลาว่างเรามักไปดูหนังกับ My Boyfriend กรรมการก็ถามต่อว่า You Have Boyfriend แล้วถ้าต้องไปบิน ไม่อยู่เมืองไทยเป็นหลายๆ อาทิตย์ ไม่คิดถึงกันแย่เหรอ แล้วเค้าเห็นด้วยหรือเปล่าที่เราจะไปเป็น Air แล้วพ่อแม่ล่ะ เห็นด้วยรึเปล่า เนี่ยคำถามมันต่อเนื่องกันทำนองนี่แหละ

- จากนั้นกรรมการจะให้ Passage มาอ่านแค่อ่านให้ฟังเฉย ๆ ไม่ต้องสรุป แต่ควรจับใจความให้ได้ค่ะ ว่าอ่านอะไรไป ไม่จำเป็นต้องทั้งหมดสรุปให้ได้เรื่องพอ มีอยู่ 3 ชุดยากเหมือนกันค่ะ เกี่ยวกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น บางคำก็อ่านไม่ออก มั่วๆ เอาค่ะ แอบบอกนิดหนึ่งว่า ศัพท์ยากมาก แต่ไม่ต้องสนใจค่ะ อ่านไม่ได้ก็มั่ว ๆ ไป อย่าลืม จับใจความให้ได้เป็นพอ "สติมาปัญญาเกิดค่ะ" อ่านให้ราบรื่นนะคะ อย่าตะกุกตะกัก
- อ่านเสร็จกรรมการจะถามค่ะ ว่าถ้าได้รับการคัดเลือกจะทำงานนานเท่าไหร่ (คงกลัวเราจะแอบไปสมัครที่อื่น) และถ้าต่อสัญญาให้เกิน 5 ปีจะทำไหม
- แล้วก็คุยรายละเอียดเกี่ยวกับ Conditions การจ้างงานเพียบเลยค่ะ เช่นถ้าเราเลือกคุณต้องไปตรวจร่างกายอย่างละเอียด และจะมีการเทรนเป็นภาษาญี่ปุ่นให้ ถ้าไม่ผ่านสัญญาว่าจ้างเป็นอันยุติ

จากนั้นก็ไปสัมภาษณ์กับ Executive ชาวญี่ปุ่น สำเนียงฟังไม่ยากหรอกค่ะแต่ต้องตั้งใจฟังเล็กน้อย จับเวลาด้วยค่ะ 2 นาที จากที่สอบถามเพื่อนๆ มีคำถามหลากหลายค่ะ เช่นเรื่องท่องเที่ยวและกิจกรรมยามว่าง ส่วนเราโดนถามเรื่องอาหารเพียบเลยค่ะ
- ชอบอาหารญี่ปุ่นรึเปล่า เราชอบทานปลาอยู่แล้วก็ตอบไปค่ะ
- ไม่ชอบอะไรในอาหารญี่ปุ่น จริงๆ ชอบทั้งนั่นแหละค่ะ แต่ก็ตอบไปว่าไม่ค่อยชอบวาซาบิเพราะมันฉุนค่ะ
- คนไทยชอบกินอาหารญี่ปุ่นประเภทไหน
- ให้แนะนำอาหารเพื่อสุขภาพ เราแนะนำส้มตำจ๊ะ เพราะคิดไม่ออก
- แล้วก็คำถามยอดฮิตอีกครั้งค่ะ ว่าทำไมถึงมาสมัครที่นี่
- ชอบสีอะไร
- มีสัตว์เลี้ยงมั้ย
- จุดแข็งเราคืออะไร
- สุดท้ายจะให้เราบอกเกี่ยวกับตัวเองว่าเป็นยังไงสัก 20 วินาที

พี่แอร์หน้าห้องใจดีบอกเราว่า กรรมการชอบถามว่า มีเหตุผลอะไรที่ทำให้เราต้องเลือกคุณ แต่เราไม่โดนถามจ๊ะ เราก็ตื่นเต้นมากจ๊ะ ตอนอ่าน Passage ทั้งเสียงทั้งมือสั่น ยังไงต้องตั้งสติให้ดีและยิ้มเข้าไว้นะคะ ไม่ยากเลยค่ะ


ก่อนอื่นขอแนะนำตัวเองก่อนนะคะ ดิชั้นชื่อโก๊ะโกะค่ะ ที่โก๊ะโกะเขียนมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังก็หวังว่าประสบการณ์นี้จะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อย นำไปใช้ในการไปสัมภาษณ์กับสายการบินต่างๆ ก็ได้นะคะ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นของแจลเวย์อย่างเดียว เพราะว่าเราสามารถนำไปอะแด๊บ แอบพลาย ไปใช้ กับการสัมภาษณ์ ของสายการบินอื่นได้ด้วยเพราะดิชั้นเห็นว่า กรรมการที่ได้มาคัดเลือกหรือว่ามาตั้งคำถามเพื่อถามเพื่อนๆนั้น เป็นบุคคลที่อยู่ในแวดวงการบินนี้นี่เอง ดังนั้นคำถามทุกคำถามที่เพื่อนนำมาแบ่งปันนั้น ย่อมมีประโยชน์ค่ะ

เริ่มเรื่องนะคะ ดิชั้นได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ในวันแรกค่ะ ดิชั้นออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ แบบไก่ยังไม่ทันโห่เลยล่ะเพราะกลัวรถจะติด (ในใจคิดว่า ถ้าเราไปสาย เราจะต้องเสียดายโอกาส และต้องมานั่งโทษตัวเองแน่ๆ เลยเพราะอุตส่าห์รอมาเป็นปี ไปเร็วซักชั่วโมงสองชั่วโมงก็คงจะไม่เป็นอะไรนี่เนอะ)

ดิชั้นขอแนะนำเพื่อนๆ นะคะ ว่าการไปสอบสัมภาษณ์กับแจลเวย์นั้นเค้านัดรอบเรามาก็จริง แต่ว่าถ้าเรามาก่อน แล้วเราไปเรียงลำดับหรือต่อคิวนั้น เป็นการดีนะคะเพราะเราจะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนๆ ก่อนจะเข้าไปสัมภาษณ์ ข้อดีคือช่วยลดความตื่นเต้นและตึงเครียดได้ไม่มากก็น้อยค่ะ

พอดิชั้นเข้าไปนั่งปุ๊ปก็จัดแจงแนะนำตัวเองให้เพื่อนที่นั่งข้างๆ ทราบกันถ้วนหน้าค่ะ คือดิชั้นทราบมาก่อนแล้วว่ากลุ่มนึงต้องมีห้าคน ก็เลยจัดการแนะนำตัวเองกับเพื่อนทั้งสี่คนโดยดิชั้นนั่งอยู่ตรงกลาง อิ อิ สบาย อยากคุยกะใครก็ไม่ไกลเกินไป แต่ระหว่างรอเราควรคุยแต่พอมีมารยาทนะคะ คุยกันแค่พอหอมปากหอมคอ ไม่ใช่ว่าอยากตะเบ็งเสียง ก็ตะเบ็ง เพราะพึงพิจารณาหน่อยค่ะว่า นั่นคือที่รโหฐานและเป็นที่ๆ เราควร ทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว ถ้าเราอยากได้งานทำ คิก คิก เพราะว่าเผอิญตอนไปเข้าแถวเรียงลำดับ เพื่อที่จะเซ็นชื่อ รอขึ้นเขียง เอ๊ย ไม่ใช่โหดร้ายขนาดนั้น เพื่อที่จะเข้าไปสัมภาษณ์ มีน้องที่ยืนอยู่หน้าดิชั้นคุยกันข้ามแถวไปอีกสองแถวน่ะค่ะ พี่สต๊าฟหันมามองจนน้องเค้าเขินอายม้วนต้วนเลยค่ะ แต่พี่ๆ เค้าก็ไม่ได้ว่าอะไรค่ะ

เอาล่ะ ถึงเวลาที่กรรมการเดินออกมาเรียกแล้ว กรรมการเดินมาเปิดประตูบานใหญ่ค่ะ แล้วก็เรียก A, B, C, D, E, F เข้าไป อย่างละหนึ่งกลุ่ม ทุกคนในแถวก็ยืนทำหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋อเลยค่ะ ตื่นเต้นค่ะ ตื่นเต้น
ก่อนอื่นนะคะ เราได้กระดาษที่เราจะต้อง เขียนชื่อนามสกุลและลำดับที่ของเราไว้สามแผ่นนะคะ เพื่อที่จะให้กรรมการท่านละหนึ่งแผ่น เพื่อท่านจะได้ลงคะแนนให้เรา เมื่อเดินเข้าไปถึงก็ส่งกระดาษให้กรรมการเหล่านั้น ท่านละหนึ่งแผ่นค่ะ เข้าไปถึงเราก็ตั้งแถวกันห้าคนนะคะแล้วอย่าเพิ่งนั่งจนกว่ากรรมการจะอนุญาตค่ะ หลังจากมีการทักทายกันเรียบร้อยแล้ว ก็ได้มีการแนะนำตัวค่ะ ซึ่งกรรมการบอกว่าไม่ควรเกินคนละสามสิบวินาที เราจึงควรจะเตรียมข้อความแนะนำตัวที่สั้น ง่าย และได้ใจความ อย่างของดิชั้นก็บอกชื่อแซ่ อายุ ทำอะไรที่ไหนตำแหน่งอะไร งานอดิเรกมีมั๊ย แล้วก็ขอบคุณหลังพูดเสร็จ

จากนั้นกรรมการจะให้เราจัดโต๊ะเป็นครึ่งวงกลมเพื่อสัมภาษณ์กลุ่มโดยให้เวลากลุ่มละสี่นาท
ี กลุ่มของดิชั้นได้หัวข้องานอดิเรก งานอดิเรกของเราทั้งห้าคนก็แตกต่างกันออกไปนะคะ บ้างก็ทำอาหาร ออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง อันนี้แล้วแต่สะดวกค่ะ จะพูดว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะในเวลานั้นเราควรจะควบคุมสติและสิ่งที่เราควรจะพูดออกมาให้ดี ดั่งที่เค้าว่ากันว่า "สติมา ปัญญาจึงเกิด" ค่ะ

เราห้าคนจึงพูดกันเจื้อยแจ้ว แต่ก็มีหลายประเภทนะคะในห้าคนนี้ มีพูดแยะ พูดกลางและพูดน้อยค่ะ แต่ว่านะคะ เราตัดสินตัวเองไม่ได้หรอกค่ะขึ้นอยู่กับหลายๆ อย่างที่กรรมการจะตัดสิน บางคนพูดน้อยอาจจะได้ หรือบางคนพูดมากก็อาจจะได้ มันไม่แน่นอน ต่อจากนั้นจะเป็นคำถามเดี่ยวค่ะ ท่านกรรมการก็ถามไปทีละคน ไม่ได้กำหนดเวลาไว้แต่ควรจะตอบแบบพอดีๆ เค้าก็ถามว่า ทำไมถึงอยากเป็น, ทำงานอะไรอยู่, ถ้าได้เป็น คุณพอจะทราบใช่มั๊ยว่าทางเราต้องการให้คุณเรียนภาษาญี่ปุ่น ยากนะ คุณจะทำได้เหรอ, ทำไมคุณถึงสนใจจะทำอาชีพนี้ และสุดท้ายคือ คุณคิดยังไงกับปัญหาของการเปลี่ยนเวลา ดิชั้นคิดว่า ดิชั้นอาจจะทำได้ หรืออาจจะทำไม่ได้ นั่นขึ้นอยู่กับการตัดสินของกรรมการค่ะ
แต่สิ่งเดียวที่ดิชั้นรู้คือ ณ เวลานั้น ดิชั้นมีสติและได้ทำดีที่สุดในสิ่งที่ดิชั้นพึงกระทำแล้ว ดิชั้นดีใจที่ตัวของดิชั้นเอง เคยได้สัมผัสกับความรู้สึกล้มลุกคุกคลานต่างๆ มาแล้ว ดิชั้นเคยเสียใจมากมายหลายครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ดิชั้น ภาคภูมิใจที่สุดนั่นก็คือเพื่อนๆ พี่ๆ และคนใกล้ชิด (คนนี้ต้องขอบคุณเยอะหน่อยเพราะที่ยืนขึ้นได้เร็วก็เพราะเค้านี่ล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะ) ที่คอยอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจดิชั้นมาโดยตลอด ดิชั้นดีใจที่ดิชั้นไม่แม้แต่จะยอมแพ้

ดิชั้นได้สัญญากับตัวเองไว้แล้ว ว่าดิชั้นจะต้องแข่งกับตัวเองซะก่อนก่อนที่จะไปแข่งกับคนอื่น ดิชั้นไม่ได้คิดหรือมั่นใจว่าดิชั้นจะต้องชนะเพราะความรู้สึกที่เราคิดว่าเราจะชนะนั้นทำร้ายตัวเราอย่างมากนะคะ สิ่งที่ดิชั้นทำได้ในตอนนี้ก็คืออย่างน้อย ถ้าเราไม่ปล่อยให้โอกาสดีดีที่เข้ามาในชีวิตนั้นหลุดลอยไป โดยที่เราไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถหรือว่าลุ้นไปกับมัน นั่นแหละคือสิ่งที่แย่ที่สุดในชีวิต และเราต้องมานั่งเสียดายโอกาสเหล่านั้นเพราะว่าถ้าเวลาผ่านไป นั่นก็ถือว่าอายุเราก็เพิ่มขึ้นทุกวันๆ เพราะอย่างที่เราๆ ท่านๆ ทราบดีกันทุกคนว่า ข้อจำกัดของอาชีพนี้ของคุณผู้หญิงมักจะอยู่ที่อายุ 26 ซะส่วนใหญ่ ยังไงขอให้ทุกคนโชคดีค่ะ ฝันยังไงอย่าปล่อยให้มันเป็นเพียงความฝันนะคะ

ดิฉันเป็นคนนึงที่ผ่านเข้ารอบ 2 การสัมภาษณ์ JAL นะคะ เลยจะมาขอเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาให้ฟังค่ะ เคล็ดลับก็ไม่มีอะไรมากนะคะ ยิ้มไว้เยอะๆ ค่ะ จะดีที่สุด ขั้นแรกพอเข้าไปจะพบกรรมการ 3 ท่าน เป็นคนไทยท่านนึงค่ะ ก็คำถามจะเป็นแบบ Basic เช่นให้แนะนำตัวเอง, พี่น้องทำอะไร, คุณพ่อคุณแม่สนับสนุนให้มาทำงานตรงนี้ไหม ถ้าทำงานอยู่แล้วก็จะถามว่าแล้วทำไมถึงเปลี่ยนงาน, รู้อะไรเกี่ยวกับ JAL บ้าง, แล้วจะมีคำถามยากๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกรุ๊ปที่ได้เข้าสัมภาษณ์นะคะ เช่น ให้บอกข้อดีข้อเสียของสายการบินนี้, ถ้าผู้โดยสารอยากสูบบุหรี่จะทำอย่างไร อะไรทำนองนี้นะคะ
ต่อไปก็จะให้เราอ่านออกเสียง column ภาษาอังกฤษ เป็นการอ่านออกเสียงเฉยๆ ไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับบทความ ควรอ่านให้มีจังหวะจะโคน ออกเสียงให้ฟังดูไพเราะ และก็ลื่นๆ เข้าไว้เป็นใช้ได้ค่ะ หลังจากนั้นเราก็จะได้ไปสัมภาษณ์กับ senior committee อีก 2 ท่าน สัมภาษณ์จะไม่เกินคนละ 2 นาที มีนาฬิกาจับเวลาด้วยค่ะ ถ้าใครโดนสัมภาษณ์ตรงจุดนี้เกิน 2 นาทีแปลว่ามีแววดีค่ะ ของดิฉันก็เกิน 2 นาทีค่ะ ^_^ เสร็จแล้วก็กลับบ้านรอลุ้นผลนะคะ
ขอบคุณพี่ๆ ทีมงานและเพื่อนๆทุกคนที่คอยให้ข้อมูลในการเตรียมตัวนะคะ ถ้าไม่ได้พี่ๆ และเพื่อนๆ ดิฉันก็คงยังไม่สามารถมาถึงฝั่งฝันได้นะคะ ขอขอบคุณจากใจจริงค่า


ทำไมถึงไม่ผ่าน ลองอ่านดู (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ข้อความ 1
เราเป็นคนนึงที่ไม่ผ่านรอบ 2 ตอนที่เรานั่งรอเข้าสัมภาษณ์ เราคุยกับเพื่อนๆ ที่นั่งรอข้างๆ ว่าเพื่อนที่สัมภาษณ์รอบแรกเป็นไงบ้าง ผ่านมากี่คน เค้าบอกว่าเค้าได้คนเดียว แล้วเค้าก็บอกว่า ไม่น่าเป็นไปได้เพราะแต่ละคนนะ พูดเก่งๆ ตอบดีๆ เยอะๆ กันทั้งนั้นเลยที่ไม่ได้ แถมบางคนพูดภาษาญี่ปุ่นเป็นด้วย ยังไม่ผ่านเลย เราว่านะ เป็นเพราะกรรมการที่นี่ไม่ค่อยชอบคนที่พูดเก่งๆ ตอบดี แล้วก็ตอบมากหรือนานเกินไป เพราะรอบแรกของเรา เราแทบจะไม่ได้พูดเลยได้แต่ยิ้มแล้วฟังเพื่อนคนอื่นพูด ตอบก็ตอบน้อยมาก แต่เรากลับผ่าน ส่วนเพื่อนเราคนนึงในกลุ่ม ทั้งสวย ทั้งตอบเยอะมาก และตอบดีด้วย แถมยังช่วยเราตอนที่มี Group Discussion ด้วย เพราะเรานึกคศัพท์ไม่ออก แต่เค้ากลับไม่ผ่านรอบแรก เรานี่งงเลย แล้วพอรอบ2 เรากลัวว่าเราจะไม่ได้ เพราะว่ารอบแรกเราพูดน้อยมาก รอบนี้เราเลยตอบเยอะแล้วก็พยายามคิดว่าให้ดูเหมือนมั่นใจในตัวเองหน่อย เพราะว่าเราเป็นคนไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร (หรือเพราะไม่สวยไม่รู้) แล้วเราก็ไม่ได้ เราเลยอยากรู้ว่า เพื่อนๆ ที่ได้กับไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดหรือเปล่า
โดย 123 [19 ก.ค. 2545 , 20:39:13 น.]

ข้อความ 2
เราเหมือนกันอะ รอบแรกนี่แย่มากๆเลย ไม่คิดว่าจะได้ พอรู้ว่าผ่านรอบ 2 มาเลยหยุดงาน เตรียมตัวก่อนเลย 1 วัน ตอบได้ทุกคำถามต่างจากรอบแรกที่พูดไป 2 ประโยค พูดก็ไม่ดัง ไม่ดีสักอย่าง แต่รอบนี้เตรียมตัวมา แต่แย่ตอนอ่านนี่แหละค่ะ ไม่ยิ้มอะ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เราไม่ดีอะไรบ้าง อยากรู้มากๆ เลย จะได้ปรับปรุงถูกน่ะ ช่วยๆ กันโพสต์หน่อยนะ ตอนนี้เราเริ่มท้อๆ แล้วล่ะ ขนาดแจลรับตั้ง 100 กว่าคน ยังไม่ได้เลย อย่างนี้ไปสมัครที่อื่นแล้ว เขารับแต่คนภาษาดีๆ อย่างนี้เราจะได้เหรอ เครียดจัง ทำยังไงถึงจะเก่งภาษาอะ หรือต้องไปเมืองนอกอย่างเดียว !!!!!
โดย Kk. [20 ก.ค. 2545 , 00:48:34 น.]

ข้อความ 3
ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ การที่จะได้รับเลือกหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับตัวบอสใหญ่เป็นหลัก Jal ต้องการคนที่อ่อนโยน ดูเป็นคนค่อนข้างหัวอ่อน แล้วก็เอาใจเก่ง (สไตล์สตรีญี่ปุ่นเลยครับ) การแสดงความมั่นใจเป็นสิ่งที่ดี แต่การนอบน้อมคือจุดหลักของการคัดเลือกของ Jal ถ้ากิริยานอบน้อมได้ไม่เท่าคนญี่ปุ่นก็ขัดกับ Concept ครับ อีกอย่างที่สำคัญเลย ที่เห็นว่ารับ 100 กว่าคน ยังมีพวก Pass Jumper รวมอยู่ด้วยนะครับ อย่าลืม ฉะนั้นอัตราการแข่งขันก็เพิ่มขึ้นด้วย ยังไงปีหน้าขอให้ทุกคนพยายามใหม่แก้ไขข้อผิดพลาด และอย่าท้อนะครับ แล้วเจอกันข้างใน ขอให้โชคดี
โดย Inner Circle Guy [20 ก.ค. 2545 , 02:16:19 น.]

ข้อความ 4
เราเองก็เป็นหนึ่งใน 120 คนหลังที่ผ่านรอบสองมา สำหรับเราเองแล้ว เราคิดว่าที่ผ่านมาได้เพราะว่าเรามั่นใจว่าเราทำได้ เราตอบคำถามที่กรรมการถามได้ แล้วก็ตอบอย่างมั่นใจทุกรอบเลย อืม...ที่คิดว่าที่ผ่านมาได้คงเป็นเพราะว่าเรายิ้มมั้ง เราเป็นคนยิ้มง่ายแล้วก็คุยเก่งเป็นธรรมชาติของเราเองอยู่แล้ว เรื่องบุคลิกก็ไม่ต้องห่วงคิดว่าดีเข้าขั้นเลย (ถึงแม้จะไม่สวย) จนบางครั้งเรายังแอบคิดเลยว่า เอ...เรามั่นใจเกินไปหรือเปล่า คนญี่ปุ่นชอบคนหัวอ่อน นอบน้อมนี่นา ยังไงเพื่อนๆ ก็ไม่ต้องเสียใจนะ เชื่อมั่นแล้วก็มั่นใจในตัวเองเข้าไว้ แล้วทุกๆ อย่างก็จะง่ายสำหรับเราเองจ้า
โดย :) [20 ก.ค. 2545 , 12:12:42 น.]

ข้อความ 5
ของเราเหมือนกับคุณ 123 เด๊ะๆ เลยไม่มีผิดเพี้ยน รอบแรกเราก็ผ่านมาแค่คนเดียวด้วยความที่แทบจะไม่ได้พูดอะไรเลย แต่สนอกสนใจฟังเพื่อนๆ พูดตลอด ยิ้มสุดชีวิต ฟังเพลินเลยเพราะเพื่อนในกลุ่มพูดเก่งทุกคน แต่เราก็ผ่านรอบแรกมาได้ พอมารอบ 2 รู้สึกมั่นใจเกินเหตุเลยเตรียมคำตอบไว้ยาวยืด ถ้าเขียนออกมาคงยาวประมาณ 4-5 บรรทัดต่อ 1 คำตอบ กรรมการงี้ฟังอย่างเดียวเราก็พูดจ้อยๆๆ เป็นนกแก้วนกขุนทองทำตัวเหมือนคนที่ตกรอบแรกที่เอาแต่พูดอย่างเดียวด้วยความ Self เกินไป แถมอ่าน Passage ผิดๆถูกๆ เลยดับเลยงานนี้ โกรธตัวเองจริงๆ
โดย Pikko [20 ก.ค. 2545 , 17:50:24 น.]

ข้อความ 6
จริงคะคุณ Pikko และคุณKk เราว่านะ ครั้งหน้าเรามาเตรียมตัวกันใหม่ โดยการตอบน้อยๆ แต่พองาม เอาเฉพาะใจความสำคัญ แล้วพอตอบเสร็จก็โปรยยิ้มให้กรรมการทุกคนเลยดีมั้ย เพราะว่าที่เราตอบรอบ 2 เราพูดเยอะมาก ในแต่ละคำถาม เพราะว่าที่พี่ Webmaster บอกมาว่า ถ้ากรรมการถามเข้าทางที่เราเตรียมมา ให้ตอบไปเยอะๆ เลยจะได้ยืดเวลา แต่แล้วไหงเป็นอย่างงี้ แง้ๆๆๆๆ น่าเศร้าจังเลย เราว่า เราก็เป็นคนยิ้มเก่งนะ เพราะเวลาที่เราพูดไป เรามักจะยิ้มไปด้วย คงไม่ใช่แค่ยิ้มอย่างเดียว เอ้....แล้วมีอีกอย่าง ตอนที่เรานั่งรอเรียกสัมภาษณ์ เราคุยกับเพื่อนเยอะมากเลย แล้วพี่ๆ ที่เค้าอยู่หน้าห้องก็มองเราแปลกๆ แล้วเค้าก็เรียกเพื่อนๆ มาชี้เรา แล้วก็จดอะไรก็ไม่รู้ เราไม่รู้ว่ามีส่วนกับการไม่ผ่านด้วยหรือเปล่าไม่รู้นะ Pikko หรือเพื่อนคนอื่นเป็นแบบเราป่าว
โดย 123 [20 ก.ค. 2545 , 18:04:33 น.]

ข้อความ 7
เราก็เป็นคนนึงที่ตอบทุกคำถามด้วยความมั่นใจและก็ยาวพอสมควร คำว่ายาวไม่ใช่พูดเป็นนกแก้วนกขุนทองแต่ไม่ตรงประเด็นนะ เราต้องนึกในใจเสมอว่า Point ที่เค้าถามคืออะไรก็ตอบตรงนั้นก่อนแล้วค่อยเพิ่มเติมบ้างเพื่อให้คำตอบ Perfect อีกอย่างอย่าพูดแทรกตอนที่กรรมการกำลังพูดนะ จะเป็นการเสียมารยาทมากเลย เราว่าที่คุณคนวงใน บอกมาก็น่าจะใช่นะคะ ที่ว่าเค้าชอบคนที่นอบน้อม ไม่ดูแข็งกร้าวจนเกินไป ที่เราบอกได้ก็ประมาณนี้แหละ เพื่อนๆ อย่าท้อนะ ถ้าเราผ่านตรวจร่างกาย เราจะไปรอเป็นรุ่นพี่ละกันะจ๊ะ
โดย Angie [21 ก.ค. 2545 , 09:12:16 น.]
15 น.]

ข้อความ 8
สำหรับเรานะ เราผ่านมาได้โดยสวัสดิภาพค่ะ อยากขอสารภาพว่าไม่ได้เตรียมตัวอะไรไปล่วงหน้าเลยจริงๆ แถมตอนเค้าถาม Company Background เรายังรู้แค่นิดเดียวเลย (นิดเดียวจริงๆ) แต่ทุกอย่างที่เราตอบกรรมการเค้าไป เป็นคำตอบที่ออกมาจากใจเราจริงๆ ถึงพูดจะมีติดขัดบ้าง แต่กรรมการเค้าคงรู้แหละว่าเป็นคำตอบที่คิดขึ้นเองสดๆ ไม่ได้เป็นคำตอบที่ถูกขัดเกลามาแล้วเป็นอย่างดีค่ะ เราคิดว่าประเด็นสำคัญที่เราได้คือ เราเป็นคนมองโลกในแง่ดีค่ะ แล้วแบบเป็นตัวของตัวเองที่สุด เราว่าไม่เห็นจะต้องไปพยายามทำตัวมีความมั่นใจอะไรเท่าไหร่นัก
เพียงแค่ยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองคิด แล้วก็รับฟังความเห็นของคนอื่น เท่านี้ก็คงพอแล้วค่ะ
โดย น้ำหวาน [23 ก.ค. 2545 , 13:06:10 น.]

ข้อความ 9
เราไม่รู้จริงๆว่ารอบ 2 เขาคัดกันแบบไหน เพราะเราว่าตอนสัมภาษณ์เราทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไร มันเหมือนคุยกันเฉยๆ มากๆ เลย ถามว่างานอดิเรกชอบเต้นเหรอ เต้นอะไร เราก็ตอบ Jazz ค่ะ เขาก็บอกให้เต้นให้ดูหน่อยสิ เราก็ยิ้มๆ แล้วบอกว่าในชุดนี้ทำไม่ได้นะค่ะ เขาก็บอกล้อเล่น แค่เนี้ย แล้วก็คุยเรื่องอื่น เราใส่เสื้อสีสดๆ หลายสี เขาก็บอกแปลกดี Unique นะ ทำไมเลือกมา เราก็บอกเป็นเสื้อตัวโปรด ใส่สบาย ใส่แล้วรู้สึกดี แล้วก็คุยเรื่องอื่นอ่ะ เหมือนกับคุยกับผุ้ใหญ่ ถามไปตอบมา ตอนอ่าน Passage เราทำได้ไม่ดีด้วย ยิ่งตอนคุยกับ Boss เหมือนกับถามคำตอบคำเลย เขาถามว่าเคยไปญี่ปุ่นไหม เราตอบเคยค่ะ เขาถามที่ไหน เราตอบ Tokyo ค่ะ ไปนานแค่ไหน อาทิตย์นึงค่ะ แต่เรายิ้มหวานตลอดเลย แล้วก็แสดงความกระตือรือร้นมากว่าอยากคุยกับเขาเยอะๆ ขนาดหมดเวลา เรายังไม่ยอมลุกเลย ต้องให้ชัวร์ก่อนว่าหมดแล้วจริงๆ แบบอยากให้เขาถามคำถามที่เราตอบยาวๆได้นะ แต่เขาถามน้อยจัง
โดย Lotion [23 ก.ค. 2545 , 23:15:38 น.]

ข้อความ 10
เราก็ผ่านมาอย่างน่าดีใจที่สุด เพื่อนโทรมาแสดงความยินดีกันใหญ่ ทำให้เราชักกลัวว่า ถ้าไม่ผ่านรอบตรวจสุขภาพขึ้นมา จะเปลี่ยนเบอร์ใหม่ให้รู้แล้วรู้รอดเลย.... ตอนสัมภาษณ์ก็ รู้แต่ว่า เราอยากเป็นแอร์เพราะเราเป็นได้ เราจะทำให้ดีที่สุดหากผ่านการสัมภาษณ์ มีการเตรียมตอบคำถามไว้บ้างก็คำถามที่เพื่อนๆมาโชว์บน Webนี่แหละ ตอบตามความคิดเห็นที่ดีของเรา วันสัมภาษณ์ก็แต่งตัวแต่งหน้าแบบที่เรามั่นใจและให้เกียรติงาน เตรียมตัวพร้อมแล้วก็อย่าลืมเตรียมใจให้พร้อมด้วยนะคะ สำหรับเพื่อนๆที่อยากเป็นจริงๆ ขอให้พยายามใหม่นะคะอย่าพึ่งท้อ เพื่อนน้ำร้อนคนนึงก็มาได้เอารอบที่ 2 ที่สมัครนี่แหละ สู้ สู้แล้วก็จะสำเร็จค่ะ..
โดย น้ำร้อน [28 ก.ค. 2545 , 19:08:02 น.]



สวัสดีค่ะเพื่อนๆทุกคน Jalways จะเปิดรับในเร็ววันนี้แล้ว เราเลยอยากถ่ายทอดประสบการณ์ให้เพื่อนๆ ที่ฝันอยากจะเป็นนางฟ้าได้เตรียมตัวกันค่ะ
วันสมัครวันแรก วันนี้เพื่อนๆ ยังไม่ต้องตื่นเต้นนะคะ ยังไม่มีกรรมการตัดสินเรา แต่เราต้องเตรียมตัวใส่สูท แต่งหน้า ทำผมให้เรียบร้อย เตรียมเอกสารสมัครให้ครบด้วยนะคะ (ถ้ายังสอบโทอิคไม่ผ่าน ก็ขอพี่เค้ามายื่นวันสัมภาษณ์รอบแรกได้ค่ะ) พอเข้าไปถึงพี่จะให้ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เรื่องกดส่วนสูง เราว่าเพื่อนไม่ต้องกลัวนะ เพราะว่าเราก็สูง 156 พอดีเป๊ะ แล้วพี่เค้าก็วัดได้ 156.7 เพิ่มมาอีกแน่ะ เพราะฉะนั้นใครที่สูงพอดีไม่ต้องกลัวนะคะ หรือถ้าต่ำกว่านิดหน่อยเราก็อยากให้ไปลองดูไม่เสียหาย พอวัดผ่านแล้ว พี่จะให้กรอกใบสมัคร ก็กรอกเป็นภาษาอังกฤษค่ะ มีคำถามที่เราต้องคิดคำตอบอยู่นานคือทำไมถึงมาสมัครที่นี่ เพื่อนจะเตรียมคำตอบไปก่อนจากบ้านเพื่อประหยัดเวลาก็ได้ค่ะ นอกนั้นก็เป็นการกรอกประวัติส่วนตัวทั่วไป

วันสัมภาษณ์รอบแรก
วันนี้เพื่อนต้องแต่งตัวทำผมให้เนี้ยบที่สุดนะคะ ถ้าแต่งหน้าทำผมเองได้ก็ทำเองเลย กรรมการจะพิจารณาบุคลิกมากกว่า เราก็ทำผมแต่งหน้าเอง ส่วนสีเสื้อ สีเล็บ ไม่มีผลต่อการตัดสินแน่นอน ไม่ต้องกังวล รอบแรกจะแบ่งสัมภาษณ์เป็นกลุ่มกลุ่มละ 5 คน ขอแนะนำว่าให้ไปก่อนเวลา เพื่อที่จะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนๆ ในกลุ่มก่อนจะได้ไม่ลนหรือตื่นเต้น บรรยากาศจะได้เป็นกันเอง ไม่เครียดด้วย ตอนเข้าไปพบกรรมการไหว้สวยๆ ค่ะ พอกรรมการบอกให้นั่งค่อยนั่งนะ นั่งขาตรงชิดกัน อย่าไขว่ห้างหรือเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ส่วนหลังไม่พิงพนักนะคะ ตอนนี้กรรมการจะสังเกตเราอยู่ตลอดเวลา
จากนั้นกรรมการจะให้แนะนำตัวทีละคน อย่าพูดยาวค่ะ ประมาณ 20 ถึง 30 วินาทีกำลังดี ในความคิดเรา ช่วงนี้เป็นช่วงที่จะเรียกคะแนนจากกรรมการมากที่สุด สำหรับเรา เราแค่บอกชื่อนามสกุล จบจากไหน คณะอะไร ทำงานอะไรอยู่ ตำแหน่งอะไร แค่นั้นค่ะ ที่สำคัญคือระหว่างพูดให้กวาดสายตามองกรรมการทั้ง 3 ท่าน พูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ ไม่ต้องรีบ หรือเน้นสำเนียงฝรั่งจ๋า เพราะกรรมการญี่ปุ่นจะฟังไม่ทันค่ะ ยิ้มบ้างแบบเป็นตัวของตัวเอง และพูดให้อ่อนน้อมที่สุด เช่นพูดแล้วโน้มศีรษะไปด้วย เคยเห็นผู้หญิงญี่ปุ่นเวลาพูดคุยในหนังไม๊คะ นั่นล่ะ แบบนั้นเลยค่ะ
ตอนเพื่อนแนะนำตัว ไม่ใช่ว่าให้ความสนใจแต่กรรมการแล้วไม่ฟังเพื่อนพูดเลย เราต้องหันไปมองเพื่อนๆ พูดด้วย ตอนเราสัมภาษณ์เราไม่สนใจกรรมการเลย ให้ความสนใจเพื่อนในกลุ่มมากกว่า (คิดว่าตรงนี้มีส่วนเหมือนกันค่ะ) พยักหน้ายิ้มเวลามองเพื่อนๆ ไปด้วยก็ดี แสดงให้กรรมการเห็นว่าตั้งใจฟัง พอแนะนำตัวเสร็จกรรมการจะให้ลุกขึ้นและจัดเก้าอี้เป็นครึ่งวงกลมเพื่อทำ group discussion อย่านิ่งดูดาย ให้ช่วยเพื่อนๆ จัดเก้าอี้ด้วยนะคะ

แล้วกรรมการจะถามคำถามแต่ละคน เวลาถามเพื่อนก็ต้องหันไปมองกรรมการและเพื่อนที่ถูกถามด้วย ให้ความสนใจ ไม่ใช่ว่าคำถามตัวเองผ่านไปแล้ว ก็ไม่สนใจคนอื่นอีก เพราะกรรมการเค้าก็ต้องดูว่าคนไหนมีน้ำใจ รับฟังความคิดเห็นคนอื่น เข้ากับคนอื่นได้ดีแค่ไหนด้วยค่ะ ทำตัวสบายๆ ไม่ต้องเกร็ง ส่วนคำถามก็อย่างที่คนอื่นๆ แนะนำไว้ ตอบไม่ต้องยาวมากค่ะ ของเราตอบแค่ 2 ประโยคเอง ถ้าคำถามไหนยากหรือตอบไม่ได้ ให้ยิ้มไว้ก่อนค่ะ อย่าแสดงอาการลนหรือตกใจ

ตอนที่กรรมการให้หัวข้อเรื่องมาทำ group discussion จะตอบก่อนตอบหลังไม่สำคัญค่ะ แต่มีน้ำใจแบ่งให้เพื่อนร่วมแชร์ หรือตอบเสร็จก็ถามเพื่อนๆ ด้วยว่า แล้วคุณล่ะมีความเห็นยังไง คือเปิดโอกาสให้เพื่อนๆ ร่วมกันพูดคุยค่ะ พูดไม่ต้องยาวหรือให้เหตุผลมาก (ในความเห็นของเรา เราว่ากรรมการไม่เน้นคำตอบค่ะ แต่เน้นดูนิสัย ลักษณะ ท่าทางเวลาเราตอบมากกว่านะ) เราพูดไป 2-3 ประโยคเองค่ะ สั้นๆ เน้นยิ้มค่ะ ฟังเพื่อนเพลินไปเลย.. ยังไงก็ขอให้เป็นตัวของตัวเองนะคะ

วันสัมภาษณ์รอบสอง
วันนี้ก็แต่งตัวแต่งหน้าทำผมให้เนี๊ยบเช่นเคยนะคะ คิดว่าคงต้องใส่เสื้อสูทแขนสั้น เพราะกรรมการคงต้องการดูผิวพรรณของเรา รอบนี้ไม่ต้องเกร็งค่ะ กรรมการมี 3 ท่านเช่นเคย แต่เข้าไปสัมภาษณ์คนเดียว คำถามเป็นคำถามทั่วไป และวัดทัศนคติของเรานิดหน่อย อย่างของเราเราโดนถามว่าคิดว่าเพื่อนมีไว้เพื่ออะไร ก็ให้ตอบแสดงความคิดเห็นไป เตรียมคำตอบไปด้วยก็ดี แต่ไม่ต้องยาวมากให้ดูรู้ว่าเตรียมมา อย่างของเรา เราก็ตอบไปคำถามละ 1 - 2 ประโยคแค่นั้นค่ะ พอสัมภาษณ์เสร็จ พี่ๆ จะพาเราไปสัมภาษณ์กับ Executive ก็เช่นเคยค่ะ แนะนำตัว ท่านอาจถามอะไรนิดหน่อย ก็ตอบแสดงความเห็นไป สิ่งสำคัญคือการอ่อนน้อม แจลชอบคนอ่อนน้อม ไม่มั่นใจจนเกินไปค่ะ

หวังว่าที่เราเล่ามาคงจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ บ้างนะคะ พอผ่านรอบนี้ไปแล้ว ก็จะต้องไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลกรุงเทพ และอีกประมาณเดือนนึงจึงจะทราบผล เราขอวยพรให้ทุกๆ คนได้เป็นนางฟ้าสมใจ แล้วไว้ไปเจอกันบนเครื่องบินนะคะ โชคดีค่ะ

 


การเตรียมตัวเพื่อสมัครและสอบ Jalways จากประสบการณ์ไม่มีอะไรมาก....นอกจากดวง...และความมั่นใจที่พกมาจนล้นกระเป๋าแล้วหวังว่าประสบการณ์ที่นำมาแบ่งปันกันคงจะทำให้เข้าทำนอง รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้งขึ้นมาบ้าง คนที่กังวลเรื่องภาษา...พยายามตั้งใจสอบ TOEIC ให้ผ่านตามเกณฑ์ที่เค้าตั้งไว้ก็พอ ส่วนภาษาญี่ปุ่น ถ้าได้ก็นับว่าเป็นข้อได้เปรียบ ถ้าไม่ได้ก็ไม่มีผลอะไรมากนัก เพราะถึงอย่างไรก็ต้องเรียนในหลักสูตรฝึกพนักงานหลังจากผ่านทุกขั้นตอนเข้าไปแล้วอยู่ดี
มีปัจจัยอย่างอื่นอีกมากมายที่เค้าใช้ในการพิจารณา ไม่ต้องกังวลค่ะ

การสมัครและสอบ แบ่งเป็น 4 ขั้นตอนคือ

1. สมัคร / กรอกใบสมัครและยื่นหลักฐาน
2. สัมภาษณ์กลุ่ม
3. สัมภาษณ์เดี่ยว
4. ตรวจร่างกาย

ขั้นตอนการสมัคร

เริ่มจากการลากสังขารขี้เกียจๆ ไปสอบ TOEIC ให้ได้คะแนนตามที่บริษัทกำหนด ซึ่งกว่าจะได้มาก็หืดขึ้นคอ... ไปสอบ TOEIC กันไว้เนิ่นๆ นะคะ เพราะถ้าไปสอบใกล้วันสมัครแล้วคนจะเยอะมาก... หลังจากรับใบ Score report มาด้วยความดี๊ด๊า... ก็กลับมาเตรียมหลักฐานต่างๆ ให้พร้อม ตามที่เค้าลงไว้ในประกาศรับสมัครค่ะ ย้ำอย่างยิ่งว่าเตรียมไปให้พร้อม ทั้งสำเนาบัตรประชาชน, Transcript, รูปถ่าย, TOEIC score report ไปทุลักทุเลอยู่หน้าห้องสมัครคงไม่งามเท่าไหร่

การรับสมัครเค้าเปิดกันหลายวันค่ะ ดูฤกษ์งามยามดี แล้วก็เล็งเอาสักวัน... สำหรับเราเลือกเอา...วันที่ดาวอังคารทับราหู เจ้านายหนีไปกินข้าวกับสาว เลยได้ฤกษ์ ก้าวเท้าซ้ายออกจากออฟฟิศ ดอดหนีไปสมัคร....(ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ บอกแล้วว่าของงี้มันดวงใครดวงมัน!...) หลังจากโบ๊ะหน้าเด้ง ผมรวบตึงเรียบร้อย เช็คเสื้อผ้าสูทเนี๊ยบ ไม่มีรอยยับ จึงพุ่งออกจากออฟฟิศ มุ่งสู่โรงแรม The Emerald ด้วยความรวดเร็ว

วันนั้น The Emerald คราคร่ำไปด้วยสาวๆ สวยๆ (ที่ดูก็รู้ว่าพวกเดียวกัน) ว่าแล้วจึงพาตัวเองขึ้นไปถึงห้องสมัคร บริเวณรับสมัครจะมีพี่ๆ (ซึ่งก็คือแอร์ของ Jalways นี่แหละค่ะ) คอยแนะนำและอำนวยความสะดวก ว่าต้องทำอะไรบ้าง อย่าลืมไหว้โชว์มารยาทหญิงไทยกับพี่ๆ เจ้าหน้าที่ที่อำนวยความสะดวกทุกฝ่ายนะคะ เค้าเรียก First Impression สำหรับผู้พบเห็นน่ะค่ะ ว่าแล้วก็เริ่มปฏิบัติขั้นแรก คือรับเอกสารจากเจ้าหน้าที่ที่โต๊ะ แล้วจึงกลับมานั่งรอรวมกับเพื่อนๆ เพื่อรอเวลา เชือด...เอ๊ย เวลาชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง... ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกกดส่วนสูงอะไรค่ะ เพราะเราทำอะไรไม่ได้อยู่ดีค่ะมาถึงตรงนี้แล้ว เมื่อน้ำหนักและส่วนสูงผ่านเกณฑ์ จึงเข้าสู่การตรวจหลักฐาน หลังจากนั้นจึงเข้าไปในห้องเพื่อกรอกใบสมัคร (กรอกยากมาก...ใครเคยผ่านมาแล้วก็คงรู้...) หลังจากกรอกใบสมัครจึงนำมายื่นแก่เจ้าหน้าที่ พี่ๆ ก็จะตรวจความเรียบร้อย ของใบสมัครและหลักฐานอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงรับหมายเลขประจำตัวผู้สมัครมานอนรอลุ้นรอบแรกอยู่ที่บ้าน...

ยกสอง...สัมภาษณ์กลุ่ม...

วันนี้โดดงานออฟฟิศเนื่องด้วยเจ้านายหนีไปกินข้าวกับกิ๊ก...พาตัวเองไปยืนลุ้นหน้าบอร์ดที่สำนักงาน Jalways รัชดา ตั้งแต่เช้า และก็พบว่ามีชื่อปรากฏอยู่บนบอร์ดพร้อมกับเพื่อนๆ อีกประมาณ 2 พัน กว่าคน...อุแม่เจ้า อกอีแป้นจะแตก...เค้ารับกี่คนกันนี่!... ใจคอไม่ดีเจ้าค่ะ พร้อมกันนี้ก็มีทั้งวัน-เวลาสัมภาษณ์ และกลุ่มที่จะต้องเข้าสัมภาษณ์ ให้จดและจำไว้ให้แม่นๆ ไม่ควรไปสาย และจำกลุ่มของตัวเองให้ได้ ในวันสัมภาษณ์ให้นำใบเลขที่สอบ และบัตรประชาชนตัวจริงไปด้วย

วันสัมภาษณ์ก็ตามธรรมเนียมค่ะ ผมตึง หน้าเด้ง แต่งกายตามเหมาะสม ไปถึงก่อนเวลาเล็กน้อย เพื่อรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ แล้วจึงนั่งรอหน้าห้องสัมภาษณ์ตามกลุ่มที่เค้าจัดให้ ระหว่างนั่งรอก็ชวนเพื่อนๆ คุย ทำความรู้จักเพื่อคลายเครียดไปจนถึงนัดแนะกันเลยก็ได้ค่ะ เวลาสัมภาษณ์จะได้ลื่นไหล...

และแล้ว...เวลาที่รอคอยก็มาถึง...เจ้าหน้าที่เรียกกลุ่มที่เราสังกัดพร้อมเพื่อนๆ ที่นั่งเม้าท์กันมาตลอดร่วมครึ่งชั่วโมงอีก 4 คน รวมเป็น 5 ...เสียงเม้าท์เงียบลงถนัดใจ เชื่อว่าต่างคนต่างเครียดปนตื่นเต้น...

เข้าไปในห้องสัมภาษณ์จะมีกรรมการ 3 คน มีเก้าอี้หัน Face-to-Face เรียงหน้ากระดานรอการมาของพวกเราหลังจากทำความเคารพ กรรมการเชิญให้นั่ง แล้วจึงเริ่มแนะนำตัวทีละคนตามเวลาที่กำหนดให้ จากความทรงจำอันเลือนลาง จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเค้ามีทั้งให้เวลาแบบรวมๆ เช่น มีเวลา 1 นาที ให้แนะนำตัวให้ครบทั้งกลุ่ม ในกรณีนี้ ก็ควรจะเฉลี่ยให้คนอื่นได้พูดบ้างอย่าเหมาคนเดียวหมด หรือกรณีที่เค้ากำหนดเวลาต่อคน เช่นให้เล่าเรื่องตัวเองใน 20 วินาทีก็ไม่ควรขาดหรือเกินมากเสียจนคนอื่นต้องนั่งเป็นใบ้ เอาแบบสั้นๆ กระชับและได้ใจความดีที่สุด

เมื่อแนะนำตัวเองเสร็จ กรรมการจะให้จัดเก้าอี้จากหน้ากระดานเป็นแถวเป็นครึ่งวงกลม ดึงเก้าอี้ตัวเองเสร็จ ก็อย่านิ่งดูดาย หันซ้ายหันขวาดูเพื่อนๆ ด้วย ว่าเค้าจัดได้รึเปล่า ช่วยๆ กันลากบ้างค่ะ มากันเป็นกลุ่มไม่ได้มาคนเดียว

...ถึงตอนนี้กรรมการจะให้เราคุยโต้ตอบกันเป็นภาษาอังกฤษ เรื่องสับเพเหระทั่วไป หัวข้อที่พวกเราได้รับคือ My Pet…(จากการพูดคุยกับเพื่อนกลุ่มอื่น รู้สึกจะได้หัวข้อประมาณ Music, My Holiday อะไรทำนองนี้) เหมือนเดิมค่ะ ผลัดๆ กันพูดบ้าง เห็นใครพูดแล้วติดขัดก็ช่วยๆ กันต่อ แสดงความคิดเห็นบ้าง อย่าแย่งคนอื่นพูดจนเกินงามสั้นๆ ได้ใจความดีกว่าเยิ่นเย้อน้ำท่วมถึง เห็นใครยังไม่ได้ออกความเห็นก็หันไปถามเขาบ้าง กรณีที่พูดไม่ทันจริงๆ ก็ยิ้มมมมมมมม...พิมพ์ใจเข้าไว้ เสียงนาฬิกาเตือนหมดเวลาสำหรับหัวข้อ My Pet...กรรมการให้จัดเก้าอี้กลับไปเป็นเรียงหน้ากระดานเหมือนเดิม...แล้วจึงสัมภาษณ์รายคนต่อไปอีกเล็กน้อย เช่น ตอนนี้ทำงานเป็นอย่างไรบ้าง เคยรู้จักคนญี่ปุ่นหรือเปล่าโดยมาเจาะอ้างอิงจากข้อมูลที่เรากรอกไว้ในใบสมัคร ทุกครั้งที่พูดเราจะถูกกำหนดด้วยเวลา และมีเสียงนาฬิกาคอยเตือนตลอด...หลังจากจบการสัมภาษณ์ มีอาการมึนเล็กน้อย...แล้วก็ต้องกลับมานั่งลุ้นกันอีกรอบ...ตึ่ก..ตึ่ก...

สัมภาษณ์เดี่ยว

อันเนื่องจากเจ้านายเริ่มระแคะระคาย เรื่องที่เราแว่บออกมาหางานใหม่...วันนี้เลยต้องฝากเพื่อนที่ทำงานละแวกรัชดาไปดูผลให้ (ไอ้นี่..ตัวเองล่มจมคนเดียวไม่พอจะพาเพื่อนไปด้วยซะมั๊ยล่ะนั่น)... เพื่อนสาวโทรมาด้วยเสียงสั่นๆ ไอ้เราใจคอไม่ดีอยู่แล้วยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่..กรรม...มันบอกว่าเสียงสั่นเพราะเจอฝรั่งหน้าตาดีเดินตัดหน้าโว๊ย...ส่วนเอ็งน่ะสอบผ่านไม่มีปัญหา สัมภาษณ์วันที่...เวลา...หลังจากบันทึกเวลายิกๆๆ...พบว่า...ตายๆๆ นี่มันกระดาษรายงานที่ต้องส่งเจ้านาย...วุ๊ย...ว่าแล้วสายของเราก็รายงานต่อว่ามีผู้รอดชีวิตประมาณ 400 คน ขอให้เอ็งสอบผ่านสาธุ...เดี๋ยวจะฝากซื้อของจากญี่ปุ่น...แต่ตอนนี้ขอตามหาหัวใจกะฝรั่งคนเมื่อกี๊ก่อนเฟ้ย หวัดดี...นั่นปะไร...เพื่อน...

วันสัมภาษณ์เดี่ยว

วันสัมภาษณ์เดี่ยววุ่นวายเล็กน้อย เนื่องจากต้องหาเสื้อแขนสั้นที่ดูเรียบร้อย กว่าเราเองจะรู้ก็ปาเข้าไปก่อนวันสัมภาษณ์แค่วันเดียวจึงเลือกเอาเสื้อเชิ้ตแขนสั้น ประดับด้วยผ้าพันคอและเข็มกลัดดอกไม้พองาม ... คืนนั้นก็เตรียมตัวทบทวนและศึกษาข้อมูลของบริษัทไว้บ้าง

วันสัมภาษณ์มาถึง...ไปก่อนเวลาเล็กน้อยเช่นเคย...หลังจากรายงานตัวและนั่งรอก็โดนเรียกเข้าไปในห้องสัมภาษณ์

การสัมภาษณ์รอบนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง

ช่วงแรก จะได้รับการสัมภาษณ์จากกรรมการ 3 ท่าน แบ่งกันตามดวงเพราะจะมีห้องสัมภาษณ์ประมาณ 4-5 ห้อง แล้วแต่ว่าใครจะได้สัมภาษณ์ห้องไหน...สำหรับห้องที่เราเข้ารับการสัมภาษณ์ ประกอบด้วยกรรมการ ไทย 1 ท่าน ญี่ปุ่น 2 ท่านการสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด โดยอ้างอิงจากใบสมัครที่เราได้กรอกไว้ว่าด้วยคำถามยอดฮิต ทำไมอยากเป็นแอร์คะ.... คิดว่าคุณสมบัติของแอร์มีอะไรบ้างแล้วจึงถามถึงครอบครัว เรื่องส่วนตัว และงานปัจจุบันที่ทำอยู่...นอกจากนี้ยังมีคำถามที่ว่า คิดอย่างไรกับคนญี่ปุ่น...อันนี้ควรจะตอบในแง่บวกเข้าว่า เนื่องจากอย่าลืมว่าผู้โดยสารส่วนมากเป็นชาวญี่ปุ่น..สำหรับเราเองตอบไปว่า...รู้สึกว่าคนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีระเบียบ ตั้งใจจริงในการทำอะไรสักอย่างและดูเหมือนจะเป็นคนขี้เกรงใจเอามากๆ ซึ่งข้อนี้คล้ายกับคนไทย นอกจากนี้ยังชื่นชมที่คนญี่ปุ่นเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมตัวเองค่ะ...

ส่วนกรรมการชาวญี่ปุ่นก็จะสัมภาษณ์ด้วยสำเนียงที่ฟังค่อนข้างยากสำหรับคนไม่คุ้นเคย... ถ้าใครเคยมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับชาวญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษคงเข้าใจดี และได้เปรียบอยู่ไม่น้อย... สำหรับคนที่ไม่เคยก็ไม่ต้องตกใจค่ะ ซ้อมคำขอโทษและขอให้เค้าพูดใหม่อย่างสุภาพไปเลยให้ติดปาก เค้าจะพูดช้าๆ ทำให้ฟังง่ายขึ้น...เวลาถูกถามอะไรพยายามตอบอย่ายืดเยื้อ รวบรัด ได้ใจความดีกว่าเพราะเขาจะมีเวลาให้เราจำกัด หากตอบยืดเยื้อ กรรมการจะยิงคำถามเราได้น้อยลง และควรตอบแต่ละคำถามด้วยความมั่นใจ และใช้คำในระดับที่สุภาพนะคะ จากการสอบถามเพื่อนๆ บางคน โดนกรรมการถามเรื่องเส้นทางบินและข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทบ้าง เช่น ชื่อผู้บริหารสำคัญๆ...แต่ของเราเดชะบุญที่ไม่โดน...รอดไป...

เสร็จจากห้องสัมภาษณ์ 1 ก็เข้าสู่ห้องสัมภาษณ์ 2 ซึ่งผู้สัมภาษณ์คือผู้บริหารของ JALways เขาจะมีเวลาให้เราน้อยมาก (และสำเนียงฟังยากมาก...เช่นเคย) ถาม-ตอบได้ประมาณ 1-2 คำถามก็หมดเวลาแล้ว เพราะฉะนั้น เหมือนเดิมค่ะ ตอบให้กระชับ รัดกุมโดนใจที่สุด...

ว่าแล้วก็กลับมานอนก่ายหน้าผากไปอีกประมาณ 2 สัปดาห์....

ตรวจร่างกายแล้ว....ฝันใกล้เป็นจริง!

"พี่ขา....หนูอึไม่ออก...." อาจเป็นด้วยความกังวล เครียด ปนกับอีกหลายๆประการ ผู้หญิงตัวเล็กๆที่หน้าตาดีคนหนึ่ง (เหอ....เหอ...อย่าเพิ่งหมั่นไส้ค่ะ..มันเป็นเพียงความหลงตัวเองโดยธรรมชาติของคนบางคน) จำต้องโอดครวญออกมาดังๆ ในเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งเป็นวันที่พวกเรา 200 กว่าชีวิต ที่หอบหิ้วเอาสังขารผ่านด่านอันโหดหินของการสอบสัมภาษณ์ทั้ง 2 รอบ ต้องเก็บตัวอย่างพร้อมตรวจใส่กระปุกเล็กๆ ที่ได้รับ ณ วันประกาศผล มาส่งยังศูนย์ส่งเสริมสุขภาพของโรงพยาบาลกรุงเทพฯ ในวันตรวจร่างกาย...วันนี้

หลังจากเดินผ่านพ้นประตูทางเข้าโรงพยาบาลกรุงเทพ ซอยศูนย์วิจัย... การแต่งตัวอันโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ เพราะมีคำแนะนำให้แต่งตัวประหนึ่งวันสัมภาษณ์ พาเอาพี่ประชาสัมพันธ์ก้าวฉับ..ฉับ...เข้ามาหาในทันที...(คิดว่าวันนี้คุณพี่เค้าคงเจอมาแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยคน ที่แต่งตัวแบบนี้ ท่าทางแบบนี้..อืม..พอจะเดากันได้ ตั้งแต่สองร้อยเมตร)..."มาตรวจสุขภาพของ JALways ใช่ไหมคะ" ว่าแล้วพี่ประชาสัมพันธ์แสนสวยก็จูงไปติดต่อเวชระเบียน เพื่อทำประวัติ และอธิบายทางที่จะนำไปสู่ห้องตรวจ...
ตึกB ชั้น 5...โอ....มาถูกที่แล้วเรา...เพื่อนๆ กว่าสองร้อยชีวิตกำลังต่อแถวยาวเหยียดเพื่อส่งเอกสาร ให้ตายเถอะ...ทุกคนมีตัวอย่างมาตรวจกันทั้งนั้น...ฉันเริ่มกังวลขึ้นมาตะหงิดๆ… ระว่างส่งเอกสาร

"น้องคะ..เก็บตัวอย่างมารึเปล่า..." ฉันลังเลที่จะตอบเล็กน้อย ด้วยเพื่อนๆ ที่ต่อแถวตามหลังมายาวเหยียดพุ่งความสนใจมาทันที....
"เอ่อ..เอ่อ...พี่คะ หนูอึม่ายออก...." ฉันถอยออกมาสามก้าว เพราะคิดว่าจะต้องเจอคำประณามร้ายแรง... แต่ผิดคาด..."ไว้วันหลังก็ได้ค่ะน้อง ไปตรวจอย่างอื่นก่อนก็แล้วกัน...พรุ่งนี้ไหวมั๊ย... อ่ะ เอานี่ไปก่อน…" ฉันพยักหน้ารับกระปุกใสๆ มาอีก 1 กระปุก "เก็บฉี่ใส่นี่นะคะน้อง..." โอ..พระเจ้า...อึยังไม่ออก แล้วต้องเก็บฉี่อีกเหรอ... จะไหวมั๊ยเนี่ย…
หลังจากยื่นเอกสารเรียบร้อย พวกเราก็ไปเปลี่ยนเสื้อเป็นเสื้อคลุมและกางเกงของโรงพยาบาล รองเท้าก็เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้า ห้องเปลี่ยนเสื้อกว้างใหญ่ ไม่มีอะไรกั้น เหอะๆๆ...ก็ต้องถอดมันตรงนั้น...อายเพื่อนๆ จิงวุ๊ย..แต่คิดไปคิดมา...อายทำไมหว่า...อันตัวเราหันหน้า หันหลังก็เหมือนกัน..เอิ๊กๆๆ...เดี๋ยวใครนึกว่าผู้ชายหลุดมาเปลี่ยนเสื้อด้วยจะซวยเอาเปล่าๆ ตั้งหน้าตั้งตาเปลี่ยนไวๆ ดีก่า... เปลี่ยนเสื้อเรียบร้อยการตรวจร่างกายก็เริ่มต้นขึ้นทันที

เริ่มจากชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง...โอว...เจ๊อยากตาย เผลอปล่อยเนื้อปล่อยตัวมาเป็นแรมปี น้ำหนักขึ้นมาตั้ง 3 โล..เหอะๆๆ...ไปตรวจสายตาต่อดีกว่า... ตรวจสายตาก็มีทั้งตรวจความสั้น-ยาว (ถ้าใครใส่เลนส์ต้องวัดตอนทั้งตอนใส่และไม่ใส่) แล้วก็ตาบอดสี... ถึงตอนนี้ใครรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมาตอนไหนก็วิ่งเข้าห้องน้ำไปเก็บฉี่มาทิ้งไว้ในกล่องเก็บตัวอย่างได้ตลอดเวลา เค้ามีห้องน้ำบริการให้แทบทุกจุดที่ไปตรวจ... อนิจจา...เรายังไม่มีวี่แวว... น้ำก็ยังดื่มไม่ได้ เพราะต้องรอเจาะเลือดก่อน.. วัดสายตาเรียบร้อย ก็มาวัดความดันกันก่อนเจาะเลือด...คิวยาวจังเลย...หิวข้าวแล้วอ่ะ... ทางเดินแคบๆ เต็มไปด้วยสาวๆ กว่าสองร้อยชีวิต ดูไปดูมาชุดตรวจก็น่ารักดีไม่หยอก..คิคิ..นึกถึงเวลาใส่ชุดนอนน่ารักๆ อ่ะ...แต่ละคนเอวบางร่างน้อยจนชุดหลวมโพรกกันทุกคน...น่าร๊ากกก... นั่งดูอะไรๆ เจริญหูเจริญตาจนเพลิน..."ถึงคิววัดความดันแล้วค่ะ" เสียงคุณพยาบาลเรียกปลุกจากความเคลิ้มปนหิว... ความดันปกติไม่มีปัญหา เพื่อนๆ อีกหลายคนดูเหมือนจะตื่นเต้น ความดันเลยพุ่งพรวดๆ..ต้องมานั่งพักให้หายตื่นเต้นแล้วก็วัดใหม่ จากนั้นจึงส่งไปห้องเชือด...เอ๊ย...ห้องเจาะเลือด...คุณพยาบาลได้เลือดเราไป 4 หลอดเต็มๆ...

แล้วก็มาถึงเวลาที่รอคอย...ฉันลากเพื่อนๆ อีก 2-3 คนพุ่งจากห้องเจาะเลือดไปยังห้องเบรคทันที...ที่นั่น..แซนวิชทูน่าถาดใหญ่ๆ น้ำหวาน ชา กาแฟ รอพวกเราอยู่แล้ว...ฉันสาวเท้าเข้าไปอย่างไม่มีลีลา...5 นาทีผ่านไป ฉันสำเร็จโทษ น้ำหวานสี่แก้ว แซนวิชประมาณ 5 ชิ้น กาแฟอีก 1 ถ้วย...พร้อมกับเพื่อนๆ ที่หยุดดู แล้วค่อยๆ ถอยห่างออกไป..เหอะๆๆ....ก็คนมันหิวนี่....ทันใดนั้น...ได้ผล...มันมาแล้ว...ปวดฉี่!!เย้ๆๆ...ฉันรีบเข้าห้องน้ำเก็บตัวอย่างออกมาส่ง เพื่อเตรียมตรวจในขั้นตอนต่อไป
...เริ่มจาก วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อันนี้ต้องเปลือยช่วงบนด้วย หนาวๆ ... ตรวจการได้ยิน แล้วจึงลงไป x-ray ปอดและกระดูกสันหลัง... ดูเหมือนอย่างหลังนี่จะทำให้หลายๆ คนกังวลกันอยู่ไม่น้อย เพราะมีข่าวแว่วๆ มาว่ามีคนไม่ผ่านเพราะกระดูกสันหลังคด อันนี้เราก็กังวลอยู่เหมือนกัน...พยายามยืนตัวตรงเป๊ะตอนเค้า x-ray

...เมื่อเสร็จแล้วจึงขึ้นไปพบแพทย์เป็นขั้นตอนสุดท้าย...หลายคนตื่นเต้นกับขั้นตอนนี้มาก..เหอะๆๆ.... การพบแพทย์ เค้าก็จะตรวจหู เคาะท้อง เข้าห้อง ปิดม่าน เอาเราขึ้น เขียง..เอ๊ย..ขึ้นเตียง...จับหน้าอกเพื่อดูว่ามีก้อนเนื้อผิดปกติรึเปล่า....ดีนะที่คุณหมอเป็นผู้หญิง..เหะๆๆ....ไม่งั้นเขินแย่...จับกระดูกสันหลังดูว่าเป็นไงบ้าง...แล้วก็ตรวจช่องทวารหนักโดยให้เราคว่ำบนเตียงแล้วทำตัวงอให้ก้นโด่ง
จากนั้นพยาบาลจะเอาไม้พันสำลีจิ้มก้น อืม...เป็นอันเสร็จเรียบร้อย.. ให้พี่พยาบาลตรวจเอกสาร ว่าผ่านการตรวจตรวจครบทุกขั้นตอน แล้วจึงเดินตัวปลิวกลับบ้านกันได้...โอ๊ะๆๆ...อย่าลืมเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดงดงามก่อนกลับ...

ส่วนตัวเรายังค้างตัวอย่างที่จะต้องเอามาส่งในวันรุ่งขึ้น...."พี่พยาบาลคะพรุ่งนี้เจอกันอีกที..." ฉันทิ้งท้ายให้พี่พยาบาล... ก่อนกลับบ้าน พร้อมกับความกังวลอยู่ตะหงิดๆ... ด้วยเค้าตรวจกันละเอียดจนน่ากลัว...

สำหรับเพื่อนที่ไม่มั่นใจในสุขภาพของตัวเอง ลองไปตรวจกันก่อนตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่าค่ะ ตั้งแต่ก่อนสอบเลยก็ได้
จะได้ไม่ต้องพยายามสอบให้ช้ำใจทีหลัง โรคทั่วไปที่มักจะทำให้มีปัญหา ได้แก่ มีเชื้อหรือเป็นพาหะของโรค ไวรัสตับอักเสบ B และ HIV, กระดูกสันหลังคด, ความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงต่ำเกินกว่าที่เวชศาสตร์การบินกำหนด, โรคเกี่ยวกับปอด เป็นต้น

อุปสรรคอีกยาวไกลต้องฟันฝ่า...สู้ตายค๊า....

ทันทีที่ได้รับรู้ว่าฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ จนเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิต 170 กว่าคนเพื่อนๆ ในออฟฟิศเริ่มสังเกตเห็นแววหน้าบานเป็นจานเรดาห์ยูบีซี...ความลับมันปิดกันไม่อยู่เสียแล้ว...ในที่สุดก็ถึงเวลาบอกลาเจ้านาย (ที่ชอบโดดงานพอๆกับลูกน้อง) เสียที...

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคข้างหน้ารอคอยอยู่อีกยาวไกล เชื่อว่าตลอดระยะเวลาการเทรนเป็นอะไรที่โหดหินและต้องผ่านไปให้ได้ เคยมีคนบอกว่า สอบสัมภาษณ์มาเป็นแอร์น่ะยากแต่กว่าจะได้เป็นแอร์ ไปเดินเฉิดฉายอยู่บนเครื่องบินเนี่ย มันยากกว่าหลายเท่า...


....เพื่อนๆที่รอสอบรอบใหม่ทุกคนขอให้ตั้งใจ และสมหวังกันถ้วนหน้าค๊า....



การวัดส่วนสูง

- เราวัดข้างนอกได้ 159-160 ไปวัดที่นี่ได้ 158.5 น่ะ คิกๆๆ หายไปไหนหว่า

- เราไปสมัครมาเมื่อวานค่ะ คนเยอะมาก แต่ไม่รู้ว่าเท่าปีที่แล้วหรือเปล่า เพราะว่าเพิ่งสมัครครั้งแรกค่ะ เราไปตั้งแต่ 9.30 น. ค่ะ ไปถึงทำอะไรไม่ถูกเลยค่ะ ตื่นเต้นมาก ๆ เพราะว่ากลัวว่าจะไม่ผ่านเรื่องความสูง (ไปวัดมา 2 ครั้งที่เครื่องเดียวกันค่ะ ไม่เท่ากันครั้งแรกสูง 154 ครั้งที่ 2 สูง158) ตอนตรวจเอกสารไม่เท่าไหร่ แต่พอตอนจะวัดนี่ใจเต้นเป็นกลองเลยค่ะ เสียวกลัวว่าจะถูกไล่กลับบ้านซะแล้ว ตอนขึ้นไปปกติคนอื่นๆ พอพี่แอร์ (คนนี้ใจดีสุดๆ เลยค่ะ) เค้าเอาที่วัดมาวางเค้าจะขานให้พี่แอร์อีกคนเขียนน้ำหนักกับส่วนสูงทันที แต่ของเราพอพี่เค้าวางที่วัดมา (ค่อนข้างจะกดนิดนึงค่ะ แต่ไม่มากเท่าไหร่) พี่เค้าอึ้งค่ะ นิ่งไปประมาณ 10 วิ. แล้วก็เรียกพี่ที่คอยเขียน มาช่วยดู (พี่คนนี้ดูดุมาก แต่จริงๆ แล้วใจดีมาก) เค้าพยายามให้เรายกตัวขึ้นค่ะ แต่ไม่ให้เขย่ง แล้วก็สูดลมหายใจลึกๆ ตอนนั้นเหมือนตัวจะขาดค่ะ เพราะยึดแบบสุดๆ คอนี่เกือบหลุดเป็นกระสือได้ (อิ อิ ล้อเล่นค่ะ) สุดท้ายเหมือนพี่ (คนที่ดุๆ ค่ะ)เค้าจะเห็นใจเค้าถามว่าเคยวัดมาสูงเท่าไหร่ เราบอกไปตามความจริงค่ะ พอตอบเสร็จ พี่เค้าถอนหายใจเฮือกนึงแล้วขานดังๆ ว่า 156 (เย้ ดีใจสุดขีด แต่เก็บอาการอยู่) รอดแล้วคราวนี้ พี่ทั้งสองคนน่ารักมากๆ ค่ะ ใจดีสุดๆ นี่ไมรู้ว่าพี่เค้าต้องทำหน้าที่นี้ทุกวันหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นเราว่าคนที่ส่วนสูงฉิวเฉียดน่าจะมีโอกาสนะคะ ยังไงก็ลองพยายามดูก่อนนะคะ ไม่แน่ว่าพวกคุณอาจจะโชคดีเหมือนเราก็ได้ค่ะ

- วันนี้ไปวัดส่วนสูงมาเหมือนกันค่ะ 156 พอดีเป๊ะเลย พี่เค้าใจดีนะคะ ไม่กดเราหรอกนะ อย่ากลัวไปเลย

- วันนี้มีคนโดนไล่กลับบ้านหลายคนมากเลย เราโดนกดหัวเกือบยุบ พี่ที่วัดดุมากเลย เค้าบอกว่าใครไม่ถึงไม่ต้องมาขอร้องเพราะให้ไม่ได้ ก็เห็นมีอยู่คนนึง ที่ให้พี่เค้าวัดใหม่ 3 รอบ พี่เค้าก็บอกว่า น้องวัดแล้ว 3 รอบก็สูงไม่ถึง ถ้าอีก 1 ชม. คิดว่าจะสูงเพิ่มขึ้น ก็ให้มาวัดใหม่ ให้กลับไป จะสมัครพรุ่งนี้อีกก็ได้ พี่ก็อยู่ที่เดิมคะ .. แต่พี่ที่พูดน่ารักนะคะ สวยด้วยคะ ไม่ต้องกลัวนะคะ ก็ยิ้มๆ ไว้นะคะ ไม่ต้องเถียงพี่เค้า

- ไม่ต้องกลัวหรอก พี่เค้าไม่กดหรอกค่ะ แถมตอนวัด (เราก็ไม่สูงเท่าไหร่) ยังถามอีกว่าพี่กดไปรึเปล่าคะ แต่ในที่สุดก็ผ่านนะ พี่เค้าน่ารัก friendly และ ใจดีมากเลย

- เมื่อวันเสาร์ พี่ที่วัดส่วนสูงใจดีมากค่ะ ตลกด้วย เพื่อนเราสูงไม่ถึงนะ ขาดไป 1 ซม. พี่เค้าก้อไม่กด แล้วเพื่อนเราแอบเหย่งด้วย ก้อเลยสูงพอดีเด๊ะ คนที่จะไปไม่ต้องกลัวนะคะ พี่ๆ Jal น่ารักทุกคนค่ะ

- เท่าที่เราดูพี่เค้าใจดีมากๆเลย แล้วสูงไม่ถึงพี่เค้าก็ไม่ได้พูดเสียงดังอะไรก็แค่บอกกันเองตรงนั้นและก็เห็นเค้าเดินออกไปเรายังไม่ทันสังเกตเลยด้วย พี่ๆ เค้าน่ารักทุกคนและก็ช่วยเต็มที่เท่าที่ทำได้น่ะค่ะ




โดยคุณ J-want

1. ทำไมถึงอยากทำงานกับ Jals
อย่างแรกเพราะทำให้ความฝันที่จะได้เป็น FA ของดิฉันเป็นจริงเสียที นอกจากนี้ Jals ยังมีวัฒนธรรมองค์กรที่เหมือนกับคนไทยเพราะเรามีพื้นฐานจากปรัชญาตะวันออกเหมือนกัน เช่น การเคารพผู้ใหญ่ ซึ่งทำให้ดิฉันคิดว่าจะสามารถปรับตัวเข้ากับการทำงานทีนี่ได้ไม่ยาก ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลให้ดิฉันประสงค์จะร่วมงานกับที่นี่ค่ะ

2. คุณรู้อะไรเกี่ยวกับญี่ปุ่นบ้าง
ดิฉันเคยดูสารคดีของรายการดิสคัฟเวอร์รี่เกี่ยวกับเมืองนาระ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธในญี่ปุ่น ทำให้มีวัดสมัยโบราณจำนวนมากที่ยังควรักษาอยู่ในสภาพเดิมได้ ซึ่งตรงนี้สร้างความประหลาดใจให้ดิฉันมากที่ญี่ปุ่นสามารถสร้างเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในขณะที่ยังสามารถรักษาวัฒนธรรมเก่าแก่และดีที่สุดไว้ได้โดยไม่ถูกทำลาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นค่ะ

3. ทำไมถึงอยากเป็น FA
เพราะดิฉันเป็นคนที่ชอบพบปะพูดคุญกับผู้คนและชอบที่จะได้เดินทางอยู่ตลอดเวลา เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้โลกทัศน์ของเรากว้างยิ่งขึ้น นอกจากนี้ดิฉันเคยได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการให้บริการจาก FA สมัยที่ยังเด็กจนเป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่ง และดิฉันคิดว่าโชคดีที่ดิฉันสามารถค้นพบตัวเองจึงคิดว่ามันจะไม่ดีกว่าหรือในเมื่อเราจะทำในสิ่งที่เราคิดว่าจะสามารถทำได้ดีที่สุด

4. งานของคุณก็ได้พบปะผู้คนอยู่แล้วทำไมยังจะเปลี่ยนงานอีก (ตรงนี้น่าจะอยู่ที่งานที่เราทำนะ พอดีงานของเราเป็นอย่างนั้นกรรมการจึงถามอย่างนี้)
แม้งานของดิฉันจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้คนอยู่เสมอแต่มันยังไม่หลากหลายเท่าที่ควร และที่สำคัญงานนี้ต้องทำอยู่แต่ภายในออฟฟิสซึ่งทำให้มีแต่สภาพเดิม ๆ ซึ่งดิฉันคิดอยู่เสมอว่า เมืองใหญ่กว่าห้อง และโลกใหญ่กว่าเมืองค่ะ

5. ทำไมคุณถึงคิดว่าเราจะรับคุณเข้าทำงาน
ความพยายามค่ะ เพราะเป็นสิ่งที่ดิฉันมีอยู่เต็มเปี่ยมในตัวเสมอ ดูได้จากการที่ดิฉันสมัครงานเพื่อเป็น FA นี้ ดิฉันได้พยายามหลายครั้งโดยไม่ย่อท้อ แล้วเมื่อดิฉันพยายามที่จะเป็นแล้วถ้าดิฉันได้เป็นไม่คิดว่าดิฉันจะพยายามเป็นให้ดีต่อไปหรือคะ และดิฉันมีความสามารถในการสื่อสารกับผู้อื่นค่ะ เพราะปัจจุบันงานของดิฉันต้องสื่อสารกับผู้อื่นตลอดเวลา ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความหลากหลาย ตรงนี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการทำงานกับ Jals ค่ะ

6. อะไรเป็นข้อดีของคุณ
ความพยายามค่ะ เพราะตรงนี้ทำให้ดิฉันมีไฟในการทำงานและไม่ทำให้ความหวังนั้นหมดไป เพราะดิฉันคิดเสมอว่าความพยายามจะนำไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งดิฉันมีคติประจำใจว่า ถึงไม่ได้เกิดมาเพื่อจะเป็น แต่ก็พยายามที่จะเป็น (สารภาพ อันนี้ก๊อปจากเพื่อน ชาว TCC นี่แหละ ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ ขอโทษที่แอบใช้และขอขอบคุณด้วยจ้ะ)

7.อะไรเป็นข้อเสียของคุณ
การที่ชอบสนทนาค่ะ เพราะบางครั้งดิฉันก็ไม่ทราบว่าคนที่เราสนทนาด้วยนั้น จะอยากสนทนากับเราหรือเปล่า ซึ่งอาจสร้างความลำคาญให้คนอื่นได้ อธิบาย ตรงนี้แล้วแต่นะจ๊ะ แต่ควรตอบอะไรที่ไม่แย่นัก (อย่าจริงใจจ้ะ) และควรเป็นประโยชน์ในการทำงานนี้นะ และที่สำคัญ ประเภท ทุ่มเทเกินไป รับฟังคนอื่นมากเกินไป หรือใส่ใจคนอื่นเกินไป ขอทีมันดูไม่จริงใจ เพราะสรุปแล้วมันเป็นข้อดีคุณจึงไม่มีข้อเสียเลย

8. อะไรที่คุณคิดว่าท้าทายที่สุดสำหรับคุณ
การเป็น FA นี่แหละค่ะที่ดิฉันคิดว่าท้าทายที่สุด เพราะมันเป็นความหวังที่ดิฉันอยากจะทำให้สำเร็จ ยิ่งการที่ดิฉันยังไม่สำเร็จในการสมัครที่จะเป็นยิ่งสร้างความท้าทายมากยิ่งขึ้นเพราะขนาดเส้นทางที่จะได้เป็นยังยากเย็นขนาดนี้ เมื่อได้เป็นแล้วน่าจะยิ่งท้าทายมากยิ่งขึ้น

9. หากคุณไปอยู่ที่ญี่ปุ่นคุจะมีปัญหามั้ย
ดิฉันย้ายจากบ้านเกิดมาเรียนและทำงานที่กรุงเทพมาหลายปีแล้วค่ะโดยอาศัยอยู่คนเดียวจึงไม่ทำให้ดิฉันเป็นโรคโฮมสิกซ์ และอย่างที่บอกไปแล้วว่าวัฒนธรรมของเราทั้งสองประเทศใกล้เคียงกันนั้นทำให้ดิฉันคิดว่าน่าจะสามารถปรับตัวได้ในเวลาไม่นาน ส่วนด้านภูมิอากาศการที่ดิฉันโตที่จังหวัดเชียงใหม่นั้นแม้จะไม่ได้หนาวเย็นเท่ากับที่ญี่ปุ่นแต่ก็ไม่น่าจะต่างกันมากนักปัญหาตรงนี้จึงไม่น่าจะเกิดขึ้น ดิฉันจึงคิดว่าจะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วค่ะ

10. คุณอยากไปเที่ยวประเทศไหนเป็นประเทศแรก
รัฐหนึ่งของสหรัฐ คือ ฮาวายค่ะ เพราะที่นั่นมีชายหาดและทะเลที่สวยงามจนมีชื่อเสียงระดับโลก และยังมีภูมิประเทศที่มีความแตกต่างกันอย่างมากจนสร้างความสวยงามและความประหลาดในให้แก่ผู้พบเห็น เช่นลาวาจากผู้เขาไฟที่ไหลลงสู่ทะเลค่ะ อธิบาย ข้อนี้ไม่จำเป็นต้องตอบประเทศที่สายการบินของประเทศนั้นเพราะมันดูเกรอ ไม่จริงใจและที่สำคัญกรรการจะมีความรู้ดีหาดเขาถามต้อนเราอาจจะตอบไม่ได้ซึ่งจะโดนจับได้ ตอบที่ไหนก็ได้ที่เรารู้จักดีพอสมควร
10/1 คุณรู้ใช่ไหมว่านั่นเป็นจุดหมายหนึ่งหากคุณได้ทำงานกับเราที่คุณจะได้ไป คุณมาทำงานกับเราเพราะเหตุนี้หรือเปล่า
ไม่ใช่ค่ะ เหตุผลนั้นเพราะว่า ( ไปดูข้อ 1 )นะ ส่วนประเด็นนั้นดิฉันทราบแล้วค่ะ แต่มันก็เป็นเพียงแค่ผลพลอยได้เท่านั้น (ที่เราตอบฮาวาย เพราะอยากให้เขาพิจารณาว่าถ้าเราได้ทำงานแล้วก็ได้ไปที่ที่เราอยากไปด้วยเราไม่นาจะลางานในระยะเวลาอันใกล้)

11. คุณคิดว่าอุตสาหกรรมการบินตอนนี้เป็นอย่างไร
เป็นธุรกิจที่กำลังฟื้นตัวและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วค่ะ แม้ช่วงที่ผ่านมาจะได้รับผลกระทบในแง่ร้ายจากสถานการณ์ต่าง ๆ เช่นเศรษฐกิจตกต่ำหรือวิกฤตโรคซ่าร์ แต่ก็สามารถผ่านพ้นมาได้ แต่ในขณะนี้นโยบายการตลาดของหลาย ๆ ที่กำลังปรับเปลี่ยนกลยุทธเพื่อต่อสู้กันเช่น สายการบิน โลว์ คอสท์ ที่เปิดกันเป็นจำนวนมาก

12. คุณคิดว่าอะไรที่ Jals ควรปรับเปลี่บนมากที่สุด
การประชาสัมพันธ์ค่ะ เพราะแม้ในความเป็นจริง Jals จะเป็นสายการบินระดับโลกแต่ในสายตาคนไทยทั่วไปยังเป็นรองการบินไทยอยู่มากเพราะการที่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่น้อยเกินไป ดิฉันจึงคิดว่าหาก Jals มีการประชาสัมพันธ์ที่ดีกว่านี้ น่าจะครองใจคนไทยได้ไม่ยากนัก (คำถามแบบนี้ต้องระวัง ตอบผิด ตายแน่ ๆ )

13. คุณคิดยังไงกับการที่คนบอกว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพคนใช้
แสดงว่าคนที่พูดนั้นขาดความรู้ความเข้าใจในสายอาชีพนี้อย่างแท้จริง อาจจะเป็นเพราะไม่รู้ข้อมูลข่าวสารการทำงานนี้ก็เป็นได้เพราะอาชีพนี้ ไม่ได้ทำเพียงเสิร์ฟอาหารอย่างเดียวยังมีอย่างอื่นที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถในการทำงาน ซึ่งอาชีพนี้เป็นอาชีพในฝันของคนจำนวนมากหากเป็นอย่างนั้นจริง ๆ จะมีคนใฝ่ฝันเป็นคนใช้มากขนาดนี้หรือ

14. คุณคิดว่าเซอร์วิสมายด์คืออะไร
สำหรับดิฉันแล้วเซอร์วิสมายด์ คือ การทำให้คนที่ได้รับการบริการจากเราพึงพอใจอย่างที่สุดซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ก็โดยวิธีที่เราต้องรู้ว่าหากเป็นเราแล้วเราจะต้องการการให้บริการเช่นไร แล้วก็ทำเช่นนั้นให้กับเขาคือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา โดยที่เราจะสามารถวัดได้ว่าเราประสบความสำเร็จในการบริการนั้นหรือไม่ก็โดยจากการที่ดูว่าเขาพึงพอใจขนาดที่กลับมาใช้บริการของเราอีกหรือได้แนะนำให้แก่ผู้อื่นมาใช้บริการของเรา (จริง ๆ ข้อนี้ก็รู้สึกว่าตอบไม่ค่อยดีนะ เพื่อน ๆ ที่ตอบข้อนี้ได้ลงหน่อยนะ จะได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน ข้อนี้ตอนที่โดนถามในกลุ่มนั้น อีก 4 คนตอบไม่ตรงคำถาม เพราะเขาถามว่าคืออะไรแต่เพื่อนๆ มักจะตอบว่า เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยยกเหตุการณ์หรือตัวอย่างที่เคยพบขึ้นมาตอบโดยไม่ให้คำจำกัดความเสียก่อน ซึ่งเขาถามว่าคืออะไรไม่ใช่เป็นอย่างไร)และเพื่อนในกลุ่มอีก 4 คนก็ตกรอบแรกเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าเราคิดถูกนะ เขาอาจจะตกเพราะเหตุผลอื่นก็ได้ แค่ตั้งข้อสังเกต

15. คุณชอบดูหนังเรื่องอะไร
แฮรี่ พอตเตอร์ค่ะ เพราะเป็นแฟนหนังสือเรื่องนี้อยู่แล้ว และหนังเรื่องนี้ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการและมีเรื่องราวสนุกสนาน นอกจากนี้หนังเรื่องนี้ยังมีตัวละครมากมายและก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้เราได้เรียนรู้ผู้คนผ่านตัวละครเหล่านั้นไปด้วย อธิบาย อันนี้แล้วแต่ความชอบนะ พอดีเราชอบเรื่องนี้จริง ๆ แต่ที่เราตอบซะยาวเนี่ยเรื่องคือ แฟนเราบอกว่าในทางจิตวิทยาแล้วคนที่ชอบอ่านหนังสืออาจหมายถึงพกที่ชอบปลีกตัวจากสังคม เขาเลยแนะนำให้พูดถึงการเรียนรู้ตัวละครเพื่อจะดึงเรากลับออกมาจากโลกส่วนตัวของเรา แต่ไม่รู้ว่าจริงมั้ยหรอกนะ ก็บอกไว้เพื่อเป็นประโยชน์

16. คุณชอบอาหารญี่ปุ่นไหม
ไม่ได้เป็นพิเศษค่ะ เพราะปกติเป็นคนทานง่ายและทานได้เกือบทุกอย่างจึงไม่ชอบอะไรเป็นพิเศษค่ะ (ก็ตอบแบบเผื่อ ๆ ไว้น่ะ ว่าไปอยู่ไหนก็ได้รับฉันเถอะ ฉันมันสมบุกสมบัน)

17. เกลียดอะไรในอาหารญี่ปุ่น
ทงคัตสึ เพราะมันอมน้ำมัน ทำให้ต้องเพิ่มความระวังในการรับประทานค่ะ

18. ลองแนะนำอาหารเพื่อสุขภาพหน่อยซิ
ปลานึ่งค่ะ เพราะปลาเป็นอาหารประเภทโปรตีนที่มีคอเลสตอรอลต่ำจึงมีประโยชน์มาก และการนึ่งก็ไม่ทำให้รสชาติเสียอีกทั้งไม่ทำลายสารอาหารด้วย อธิบาย ก็ตอบแบบนี้เพราะญี่ปุ่นชอบกินปลาน่ะ ข้อหลัง ๆ นี้ อาจไม่เป็นประโยชน์มากนัก แต่มีที่เหลือก็ลงให้เพื่อ ๆ ดูเพื่อจะเกิดไอเดียอะไรบ้าง นอกจากการตอบคำถามที่ดีแล้ว เรื่องสำเนียงก็ต้องระวัง เพราะกรรมการหลาย ๆ ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ พวกนี้ส่วนใหญ่จะภาษาแย่กว่าเราหากเราออกสำเนียงซะสุด ๆ เขาอาจจะฟังยาก เราก็ทำแบบนี้ตอนสมัคร Jals ครั้งแรกตกรอบแรกเลยครั้งที่ 2 แฟนเขาก็อธิบายอย่างนี้แหละ และที่เราคิดว่าดีนั้นเขาบอกว่าใครล่ะ ก็คนที่สมัครกับเราในห้องสัมภาษณ์นั่นแหละ ก็มี 2 อย่างเกรงใจกับเก่งเหมือนกันเลยรู้เรื่องเขาเลยแนะนำให้ตอบสำเนียง ไทย ๆ นี่เหละ ฟังง่ายดี แต่เร่งสปีดแบบว่าให้ดูเก่งหน่อย และพูดดัง ๆ มันน่าจะดูดี ครั้งนี้ก็ลองทำตามเขาดูก็ OK นะ สุดท้ายเตรียมตัวนะ ก่อนจะสมัคร สัมภาษณ์ วางแผนและร่างคำตอบในใจของเราอย่างน้อยมันน่าจะโดนบ้างหรือไม่ก็นำไปประยุกต์ใช้ได้ และจะได้ฝึกคิดให้เป็นระบบด้วย อ้อการตอบควรดูว่าข้อไหนเป็นประสบการณ์หรือความชอบอะไรพวกที่ไม่ต้องใช้ความคิดเขาถามเสร็จก็ตอบได้เลยส่วนอะไรที่มันเป็นความคิดระดับที่ยากหน่อย เช่น ไปอยู่ที่นั่นจะเป็นอย่างไง เนี่ย ก็นับ 1..2..3.. ในใจแล้วค่อยตอบ ส่วนไอ้คำถามยากเอกอุเช่น ธุรกิจนี้เป็นไง นับ 5 เลยจ้ะ มันจะแสดงว่าเราไม่ได้เตรียมและไม่ได้ตอบมั่ว ๆ ครั้งแรกที่เราสมัครเราไม่เตรียมตัวเลย คิดว่าข้าเก่ง อังกฤษก็เป็นเลิศ โทอิกก็ดี พูกได้ก็หลายภาษา ไม่เอาเราก็บ้า ปรากฏว่าตกรอบแรกเลย แฟนก็ปลอบมาตรฐานว่าที่นี่มันไม่มีมาตรฐานอย่าเสียใจเลย พอจะสมัครครั้งนี้เขาบอกว่าเราตอบได้แย่มากไม่ตรงคำถามและสับสน แต่เขากลัวเราเสียใจเลยไม่บอก หากจะสมัครอีกต้องเตรียมตัว เพราะทุกที่มันต้องมีมาตรฐานแต่เราไม่รู้มาตราฐานเขายังไงก็ตอบให้ดี มันก็น่าจะมีลุ้นเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ




1. Introduce yourself

Good afternoon. My name is…………... I am now 24 years old. I graduated from ………….. University, from the faculty of commerce and accountancy, majoring in marketing. For my work experience, I worked for ……………as a marketing officer. My hobbies are swimming, playing fitness, singing, and seeing movie.

2. Have you ever provided service to Japanese?
No, sir/ma'am/miss, but in my year at Ajinomoto, I usually worked with Japanese superiors.

3. Why would you like to be the F/A?
I would like to gain new experience with this challenging job. It will give me a chance to communicate, serve and interact with people from many countries who have different cultural background. I think I could learn something valuable from this job.

4. Do you know the responsibility and task of the F/A?
The F/A should provide the safety and comfort to the passenger as the fist priority. Also, they should provide the warm-hearted service to the passenger as well.

5. Why you apply for F/A of JALWAYS?
I think JALWAYS is one of the best airlines in the world. I know the company demands high-quality and high-standard from its employees -this is very challenging. Also, I like Japan and admire Japanese working style and Japanese culture. All of these make me very interested in working for JALWAYS.

6. What do you know about this airline?
JAWAYS is the Japanese airline which is under the JAL GROUP. It provides the airline service from the cities in Japan to the resort destination such as Hawaii, Honolulu, and Guam.

7. Please talk about pros and cons of this airline
There are many positive aspects about JAL and JALWAYS. From the customers' point of view, JAL provides sincerely warm hospitality, safe and reliable and overall high quality of service - resulting in a strong positive reputation. I don't really have negative views about the company.

8. Why you change your career?
I feel a job which involves constant interaction with customers and constant traveling is much more challenging than working in an office where I don't have much chance to meet different people and utilize my communication skills.

9. Have you ever applied for F/A of other airlines?
No, sir/ma'am/miss, this is the first time for me to apply for the F/A job and JAL is my first consideration.

10. Where would you like to go in Japan?
If I have an opportunity to travel in Japan, I would like to see Fuji-san (Mount Fuji), Tokyo Tower, Kyoto (ancient capital before Tokyo) and of course, Tokyo Disneyland.

11. If you have to stay in Japan, will you have any culture problem?
I would have no problem with staying in Japan since I am familiar with Japanese people and Japanese food as I have worked for a