ก่อนสมัคร

ขอเข้ามาแบ่งปันประสบการณ์การสมัครครั้งแรกของเราให้เพื่อนๆ thaicabincrew.com ค่ะ ก่อนที่จะรู้ว่ามีการสมัครแอร์ Online ประมาณ 1 อาทิตย์ ด้วยความที่เช็คข่าวไม่ดี เรานึกว่าเขาจะรับสมัครกันช่วงปลายเดือนมกราคม แต่เราโชคดีที่เผอิญได้เข้ามาอ่านในเว็บ Thaicabincrew ถึงรู้ค่ะว่าเขาให้สมัคร Online ได้ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม วันรุ่งขึ้นเราเลยรีบไปถ่ายรูปติดบัตรเพื่อเอามาสอบโทอิกในวันที่ 14 ซึ่งเป็นวันศุกร์ แอบตื่นเต้นค่ะเพราะรู้ว่าตัวเองเตรียมตัวมาน้อยมาก กลัวคะแนนไม่ถึงที่หวังเอาไว้ แต่ท้ายสุดก็รอดมาได้ พอได้ผลโทอิค เราก็รีบสมัคร Online แต่แอบเขียนข้อมูลผิดไป 2 ครั้งค่ะ ยังกลัวเลยว่าที่ Jalways เค้าจะว่า ว่าเรานี่ไม่รอบคอบเอาซะเลย

กรอกใบสมัคร Online เสร็จก็ตระหนักว่าเหลืออีกแค่ 2 อาทิตย์เท่านั้นในการเตรียมตัวสอบสัมภาษณ์ ตอนนั้นเรายังไม่มีสูท รองเท้า ถุงน่อง ยาทาเล็บ เนตติดผม เครื่องสำอาง รวมถึงคอนแทคเลนส์ก็ยังไม่มี รีบไปกว้านซื้อมาหมดเลย แล้วก็รีบไปถ่ายรูป วันที่เราแต่งตัวไปถ่ายรูปลงทุนให้ร้านทำผมจัดการให้ค่ะ แต่ตั้งใจว่าเมื่อถึงวันสมัครจะทำเอง เราใส่สูทแขนยาวสีม่วง ไม่เกี่ยวว่าจะไปสมัครที่การบินไทยหรอกนะคะ แต่ทุกคนดันทักเป็นเสียงเดียวกันหมดว่าจะไปสมัครที่การบินไทยเหรอ แต่เราไม่ได้สมัครนะ

ก่อนถึงวันสัมภาษณ์ เราก็พยายามหาอ่านข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะจากที่เพื่อนๆ คุยกันในเว็บนี้ เราว่าให้ประโยชน์กับเราเยอะมากๆ ขอย้ำว่ามากจริงๆ เราได้อ่านประสบการณ์ของคนที่เคยไปสมัครมาแล้ว ทุกคนบรรยายได้เห็นภาพ เราได้อ่านคำถามและลองตอบให้เป็นตัวเรามากที่สุด ส่วนเรื่องผม+แต่งหน้านั้น เราก็หาแบบไปเรื่อยๆ คิดว่าอยากทำเองเพราะรู้สึกเสียตังค์มามากพอแล้ว ช่วงนั้นเวลาไปไหนจะแต่งหน้าแบบครบสูตรนิดนึงเพื่อความชินมือ วันจริงจะได้แต่งได้สวยๆ เราว่าลองให้เพื่อนหรือใครก็ได้มาช่วยสัมภาษณ์เผื่อจะช่วยให้เราชินกับการตอบคำถามก็ดีนะ

สัมภาษณ์รอบแรก

ใกล้ถึงวันจริง เราก็วุ่นวายกับการเตรียมเอกสารที่จะต้องนำไปยื่นทั้งบัตรประชาชน ทะเบียนบ้านพร้อมสำเนา ทรานสคริป ผลโทอิค รูปหน้าตรงขนาด 2x2 นิ้วและรูปถ่ายเต็มตัวอย่างละรูป เราได้สัมภาษณ์วันสุดท้ายคือวันที่ 4 กุมภา รอบ 10.00 น. วันนั้นตื่นตั้งแต่ตี 4.30 รีบอาบน้ำแต่งหน้า แต่งตัวให้ดีสุดชีวิต ไปถึงที่โรงแรมก็ 6 โมงกว่าๆ พอ 7 โมงเช้าก็ขึ้นไปต่อแถวสัมภาษณ์ตั้งแต่ตอนนั้นเลย

ถึงเวลาที่ชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง เรานี่กลัวอีกแล้วเพราะเราเป็นคนอวบขั้นสุดท้าย สุดท้ายจริงๆ หรือจะเรียกว่าอ้วนนิดๆ ก็ได้ ยังเสียวๆ ว่าจะผ่านไหม แต่ก่อนหน้านั้นเราก็พยายามงดข้าวเย็นนะ สุดท้ายก็ผ่านวัดได้ 159.7 หนัก 54.8 ประมาณนี้แหละ แต่เพื่อนเราไม่ผ่านเพราะเห็นว่าโดนกด เวลาวัดส่วนสูงเพื่อนๆ ต้องพยายามหายใจลึกๆ ยืดตัวตรงๆ เข้าไว้นะคะ อ้อ ตอนที่วัดความสูง เขาให้เราเอื้อมมือไปแตะเส้นที่กำหนดด้วย คงวัดระดับการเอื้อมของแขนมั๊ง เสร็จแล้วก็ไปยื่นเอกสาร แจ็กพอตมาก เราขาดใบรับรองว่าจะจบ ลนอีกแล้ว พี่แอร์ให้เวลาเราไปขอใบรับรองแล้วต้องกลับมาให้ทันภายใน 11 โมง ให้ตายเถอะ ตอนนี้ก็ปาเข้าไป 8 โมงกว่าแล้ว จะทันไหมเนี่ย ออฟฟิตมหาลัยก็เปิด 9 โมง โอ้วพระเจ้า ก็เลยต้องรีบโทรบอกให้เพื่อนมหาลัยช่วยเหลือ เรารีบบึ่งไปมหาลัย รีบไปขอเอกสาร ปรากฏว่าใช้เวลาทำแค่ครึ่งชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อย

นั่งรถแท็กซี่กลับมาทันเวลาพอดี เฮ้อ..หัวใจจะวาย เหนื่อยมาก ยังไม่ทันหายเหนื่อย พี่แอร์ก็เรียกให้เราเข้าไปสัมภาษณ์ เป็นคนหัวแถวซะด้วย แต่ละแถวประกอบไปด้วยผู้สมัคร 5 คนเข้าสัมภาษณ์พร้อมกัน ตื่นเต้นสุดๆ พอเข้าไปในห้องก็ตามทริคเลย คือ

1. ยิ้มไว้ อันนี้สำคัญมาก เกิดอะไรไม่รู้ล่ะขอยิ้มไว้ก่อน
2.บุคลิก หลังตรงหน้าตั้ง แต่อย่าเชิดมาก เพราะเราได้ข่าวว่าที่นี่ไม่ค่อยชอบคนที่มีความมั่นใจสูงเกินไป ตอนนั่งห้ามพิงพนักนะคะ เพราะถ้าพิงพนักจะทำให้ท่าทางการนั่งเสียรูปทรงดูไม่สวยไปเลย ขา เท้าต้องตั้งให้พองาม
3. ต้องมีการจัดเก้าอี้เพื่อให้เข้ามานั่งใกล้กัน ถ้าเพื่อนข้างๆ ยกไม่ไหวให้ช่วยเพื่อนด้วยนะคะ เป็นการแสดงออกถึงน้ำใจของเรา
4. เวลาเพื่อนตอบหรือกรรมการถามให้หันไปมองและสนใจในสิ่งที่เขากำลังสนทนากัน

หลักๆ มีเท่านี้ค่ะ ในห้องสัมภาษณ์มีกรรมการ 3 ท่าน กรรมการผู้ชายคนไทยไม่ถามอะไรค่ะ อ้อ อยากบอกเพื่อนๆว่าพยายามมีสติ อย่าให้หลุดเด็ดขาด ท่านั่งต้องสวยเข้าไว้ และแม้ว่ากรรมการชายคนนี้จะไม่ถามอะไรเลย แต่จะลอบสังเกตตอนเราเผลอๆ ค่ะ ที่เรารู้เพราะว่าเราแอบหันไปสบตาตอนที่เขาสังเกตเราอยู่น่ะสิ แล้วก็มี คำถามแรกเริ่มที่เราเลย ให้เราแนะนำตัวคร่าวๆ เราก็บอกชื่อ อายุ เรียนที่ไหน คณะอะไร เอกอะไร เวลาว่างชอบทำอะไร แล้วจากนั้นก็เป็นคำถามกลุ่ม พวกเราได้หัวข้อ Watch Television ก็ง่ายดีไม่มีไรมากค่ะ เพื่อนๆ ในกลุ่มก็ช่วยกันพูดอย่างเต็มที่จนกริ่งหมดเวลา มาถึงคำถามเดี่ยว เราถูกถามว่าชอบสีอะไร เคยไปต่างประเทศไหม ถ้ามีโอกาสอยากไปที่ไหน เราก็ตอบว่าอยากไปญี่ปุ่น แล้วเขาถามอีกว่ารู้อะไรเกี่ยวกับสายการบิน Jalways บ้าง อืม แล้วก็ถามอีกว่า พูดญี่ปุ่นได้ไหม อันนี้ไม่ได้เลยจริงๆ ค่ะ

เขาก็เลยถามว่ารู้จักคำไหนบ้าง เราก็บอกไปว่ารู้จักแค่คำว่า "โคนิชิวะ" เพื่อนๆ ต้องตั้งใจและพยายามเงี่ยหูฟังสำเนียงของกรรมการชาวญี่ปุ่นดีๆ นะคะ เพราะฟังยากอยู่เหมือนกัน หลังสัมภาษณ์เสร็จก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก โล่งไปหน่อยนึง มาเครียดอีกทีก็วันประกาศผลนี่แหละ

สัมภาษณ์รอบสอง

เฮ้อ มาถึงรอบนี้เครียดมากค่ะ เพราะทุกคนที่รู้ว่าเราผ่านรอบแรกก็เหมาว่าเราได้เป็นแอร์แล้ว มีการฝากซื้อของล่วงหน้าแล้วค่ะ เพื่อนๆ ที่สนิทก็เอาไปเล่าให้พ่อแม่เขาฟัง พ่อแม่เพื่อนก็มาคุยกับเราว่า ดีจัง ได้ข่าวว่าได้งานทำแล้ว อืม..อยากบอกว่าแค่ผ่านขั้นแรกเองค่ะ เราต้องสู้ต่อไป ทีนี้เราก็เน้นไปด้านเรื่องการตอบคำถาม เพราะครั้งนี้เป็นการสัมภาษณ์เดี่ยว ฟังดูเวิ้งว้างมากๆ เวลาที่เหลือก็นั่งอ่านไปสิ เว็บบอร์ด thaicabincrew อ่านคำถาม เตรียมคำตอบไว้อย่างดีทุกกระบวนท่าจนเพื่อนสนิทเราเป็นห่วงมากเพราะดูหน้าตาเราเคร่งเครียดเหลือเกิน วันๆ ไม่ทำไรเอาแต่นั่งคิดเรื่องนี้ จิตเข้าไปทุกวันแล้ว

ถึงวันจริงเราก็ใส่เสื้อเชิ้ตแขนประมาณศอกพร้อมกระโปรงสีม่วงตัวเก่งเหมือนเดิม อ้อ ผูกผ้าพันคอนิดนึง เราได้กลุ่ม A วันนั้นให้แม่ไปด้วย พอถึงคิวเราสัมภาษณ์ พี่แอร์ที่น่ารักก็ให้เรายืนรอหน้าห้อง แต่ด้วยความที่กรรมการข้างในคุยกันเสียงดัง เราเลยได้ยินกรรมการผู้หญิงพูดขึ้นมาว่า สูง 159 หนัก 54 อ้วนนิ!!!! เรานี่ ไม่รู้จะขำหรือจะเครียดกับตัวเองดี ตัดกำลังซะตั้งแต่แรกเลย

ไม่รู้ล่ะ เราก็เดินเข้าไปอย่างที่คิดว่าดีที่สุด เริ่มแนะนำตัวเอง เราก็แนะนำแบบเดิมนั่นล่ะค่ะ เสร็จแล้วเขาก็ถามว่า ชอบเล่นเนตเหรอ เข้าเว็บไรล่ะ เราก็แอบงง อึ้งๆ คือไม่นึกว่าจะโดนคำถามที่ใกล้ตัวมากขนาดนี้ เราก็เลยตอบไปด้วยอาการเอ๋อๆ เล็กน้อย แล้วก็ถามอีกว่าอยู่มหาลัยทำกิจกรรมอะไรบ้าง เราก็ เอาแล้วไม่อยากได้คำถามนี้เลย เรานะอยู่มหาลัยวันๆ ได้แต่โม้กะเพื่อน ไม่ค่อยได้ทำไรหรอก กินกะเล่นอย่างเดียว แต่เราก็ตอบไปว่า เราใกล้จบแล้วไม่ค่อยได้มีโอกาสทำกิจกรรมในมหาลัยเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะยุ่งอยู่กับงานที่อาจารย์สั่งให้ทำอะไรประมาณนี้ แล้วเขาก็ถามเราว่ารู้อะไรเกี่ยวกับญี่ปุ่นบ้าง อาหาร เพลง วัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยว หรืออะไรก็ได้ เราเลยตอบไปกลางๆ ว่า ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้นำประเทศแถบเอเชีย และเป็นประเทศที่น่าสนใจมากเพราะมีทั้ง Modern Culture And Tradition Culture ควบคู่กันไป รู้ๆ กันอยู่ว่า Technology เขาก้าวหน้าขนาดไหนแต่เค้าก็ยังรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้ได้ คือเรายังเห็นคนใส่ชุดกิโมโนเดินตามถนน แต่ก็แอบคิดว่าตอบตรงคำถามหรือเปล่าเนี่ย

แล้วก็มาถึงคำถามเด็ด Do You Think Customer Is The King? มันทำให้เราอึ้งไปหลายวินาทีทีเดียว ในใจเราตอบว่าจริง แต่พูดไม่ออกเพราะหาเหตุผลที่จะพูดไม่ได้ ก็ยิ้มอย่างเดียวเลยตอนนั้น กรรมการเลยถามย้ำอีกว่า What Do You Think, Is It True? เราก็เลยตอบว่าจริงค่ะ เพระความคิดของลูกค้าสามารถส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กรได้ คือในใจอยากตอบอย่างนี้ แต่ตอนพูดเป็นภาษาอังกฤษเนี่ยมั่วมาก รู้สึกเลย ก็เลยโดนย้อนถามอีก อ้าวแล้วถ้าเขามาแตะอั๋งคุณล่ะ คุณจะยอมเหรอ เราก็ เออ จริงนะลืมนึกไป ก็เลยเนียนๆ ตอบไปว่า ถ้าเป็นกรณีเช่นนั้นคงไม่ได้หรอกค่ะ กรรมการก็ถามต่อว่าแล้วจะจัดการอย่างไร เราก็บอกว่าคงต้องพูดกับผู้โดยสารให้รู้เรื่องโดยใช้อารมณ์ที่เย็นและวาจาที่สุภาพที่สุด แล้วก็ถามอีกว่าหน้าที่ของแอร์คืออะไร แล้วเรามีคุณสมบัติที่ดีอย่างไรบ้างที่เขาสมควรจะรับเราเข้าทำงาน จากนั้นกรรมการก็ให้เราอ่าน Passage เกี่ยวกับ Cloth

หลังจากนั้นก็ต้องไปสัมภาษณ์กับ Executive ก่อนเข้าไปก็สูดลมหายใจให้เต็มปอด เข้าไปก็บอกหมายเลขและชื่อเล่น เค้าก็ถามว่าเรามายังไง เราก็บอกว่าพ่อมาส่ง เขาทำหน้าตกใจแล้วถามว่าพ่อยังรออยู่เหรอ เราก็บอกเปล่าค่ะพ่อไปทำงานแล้ว เขาก็ถามอีกว่าใกล้จบต้องเรียนและหางานไปด้วยอย่างนี้ก็เหนื่อยแย่สิ เราก็เออออไป เขาถามอีกว่าเคยไปสมัครแอร์ที่อื่นมาบ้างรึเปล่า ก็ตอบไปว่าไม่เคย เขาก็ถามอีกว่าเรียนประชาสัมพันธ์มาจะทำงานนี้ได้เหรอ เราก็เริ่มร่ายเลย ว่าเราสามารถเอาความรู้ที่เรียนมาปรับใช้ได้เพราะ PR สอนให้เรารู้จักการพบปะผู้คน Maintain Relationship Inside And Outside Of Organization คำถามเด็ดก็ถามว่าถ้าไม่ได้จะทำไง ฟังแล้วแป้วเลย เรายิ้มแล้วก็บอกว่าไม่เป็นไร เราจะมาสมัครใหม่และจะฝึกฝนให้มากกว่าเดิม ...จบการสัมภาษณ์รอบสอง เย้!! แต่คราวนี้เครียดลงกระเพาะเลย เพราะคิดว่าทำพลาดหลายจุด แต่ก็แอบหวังอยู่ลึกๆ ว่าขอให้ผ่านเถอะ ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ช่วงสัมภาษณ์รอบแรก แม่เราก็บอกให้ ไปใส่บาตร (เราสวดมนต์ทุกวันอยู่แล้ว) เหมือนกับทำแบบนี้แล้วมันจะช่วยเสริม ทำให้อะไรอะไรได้ง่ายขึ้น

วันตรวจร่างกาย

ตื่นแต่เช้าเพื่อมาเก็บอุจจาระ (เฮ้อ..) แล้วก็ที่โรงพยาบาลให้งดกินน้ำตั้งแต่เที่ยงคืน ตื่นมาเลยหิวน้ำมากแต่ต้องทน ไปถึงโรงพยาบาล 7 โมงเช้า ปรากฏว่ามีเพื่อนๆ ไปรออยู่แล้วเต็มเลย เราเข้าไปรายงานตัวแล้วก็ได้รายละเอียดการตรวจร่างกายมา ตอนแรกเราต้องเข้าไปเปลี่ยนชุดโดยเหลือแต่กางเกงในแล้วใส่ชุดของโรงพยาบาล แล้วก็ไปตรวจตามห้องต่างๆ มีการเจาะเลือด (เอาไปประมาณ 1 หลอด) เก็บปัสสาวะ (ถ้าประจำเดือนมาก็ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ด้วย) เก็บอุจจาระ วัดความดันโลหิตและชีพจร ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดสายตา (เราวัด 2 ครั้ง ครั้งแรกใส่ Contact ครั้งที่ 2 ไม่ใส่) วัดตาบอดสี ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ X-Ray ปอดและกระดูกสันหลัง ตรวจการได้ยิน พบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย (โดนจิ้มทวารด้วย แล้วก็ตรวจหน้าอก ท้อง และหลัง) ส่วนผลก็รอตอนสิ้นเดือน เพราะเขาต้องส่งผลการตรวจไปประเทศญี่ปุ่นด้วย

โชคดีทุกคนค่ะ ส่วนเราในที่สุดก็โชคดีได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว JAL จนได้ หวังว่าเราจะได้ร่วมงานกันในอนาคตกันใกล้นี้นะคะ


โดย year ©2005 All Rights Reserved
12-Jun-2005