ตรวจ ทุกขภาพ หรือ
สุขภาพ?
ก็ต้องตรวจสุขภาพสิคะ..แหม.. ตอนแรกดิฉันคิดว่ามันคงเป็นการตรวจหาทุกขภาพในตัวสาวๆ
ผู้ผ่านสัมภาษณ์รอบสองของสายการบินแจลเวย์ เช็คเจอแล้วจะได้คัดออก คัดออก
นี่ขนาดยังไม่ได้ตรวจมันก็เป็นทุกข์เป็นร้อนไปหมด คนในบ้านเองก็พาลรำคาญดิฉันกันเป็นแถบ
เพราะต้องคอยตอบคำถามของดิฉันทุกวัน วันละหลาย ๆ รอบ เช่น "นี่ ๆ
ช่วยดูหน่อยว่ากระดูกสันหลังหนูคดรึเปล่า องศาเดียวก็ไม่ได้นะ... ดูเฉยๆ
รู้เลยเหรอ ลองจับๆ ดูก่อนสิคะ... ท่อนกลางมันเบี้ยวนิดนึงรึเปล่า เนี่ย
ๆๆๆ ... เอ๊ะ หรือว่าจะไปเอ็กซเรย์เช็คเสียก่อนดี..." ตอนนั้นรู้สึกว่าน้องชายดิฉันจะมีตัวหนังสือขึ้นบนหน้าผากว่า
"พี่ไม่ได้งานหรอก คงตกตรวจสุขภาพจิตซะก่อน" ยังไงก็ยืนยันค่ะว่าตรวจแล้วเป็นสุข
เพราะเป็นการตรวจสุขภาพ ฟรี เพื่อตัวเราเองจะได้รู้ว่าตอนนี้ตัวเองมีสภาพยังไง
เหมาะไหมที่จะทำงานบนเครื่องบิน หรือแม้จะพบว่าตัวเองเป็นโรคร้ายก็ควรจะเป็นสุขที่ได้รู้
เพื่อจะได้ทำการรักษาต่อไป และดิฉันก็เชื่อว่าบริษัทไม่ได้ตั้งใจจะจับหาทุกขภาพของเราหรอกค่ะ
ลงทุนมาถึงขั้นนี้ บริษัทก็คงอยากให้ผ่านกันมากคนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
อยากผ่านรอบนี้ ก่อนตรวจมีอะไรพอทำได้บ้าง?
เหมือนจะไม่เกี่ยว แต่ก่อนอื่นขอแนะนำให้พยายามอย่าเป็นโรคประสาท
(เหมือนดิฉัน) กันมากนัก ต้องทำใจให้ผ่องใส จะได้กินข้าวได้เยอะๆ นอนได้เต็มอิ่ม
ส่งเสริมความพูนสุขก่อนเข้ารับการตรวจ
เท่าที่ทราบ บริษัทจะปฎิเสธผู้สมัครที่เป็นโรคซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน
ก็สุดจะแจกแจงกันไป ถ้าจะยกตัวอย่างกันคร่าวๆ ล่ะก็คงจะอย่างเพื่อนๆ ของดิฉันที่เคยตกรอบนี้
- น้องต่ายกระดูกสันหลังคด (ถ้า "สันหลังยาว" เช็คกันได้ก็คงโดนเหมือนกัน)
น้องมดตาบอดสี น้องหมีมีพยาธิ น้องปาดโลหิตจาง น้องช้างความดันสูง น้องนกยูงไทรอยด์
น้องหอยไซนัส น้องหมัดโรคหัวใจ น้องไก่เป็นมะเร็ง น้องส้มเช้งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงอย่างเอดส์
หรืออะไรก็ว่าไปเต็มที่เลย -- เอาเป็นว่าโรคที่ทำงานให้เค้าได้ไม่ดีนั่นแหละค่ะ
แล้วคนที่ตัดสินว่าดีหรือไม่ดีก็บริษัทอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็มีหน้าที่รักษาโรคเล็ก
ๆ น้อยเท่าที่รักษาได้ทัน ที่เหลือก็แค่ไปตรวจแล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบริษัท
เซฟทีเช็ค - ตรวจก่อนตาย เตือนก่อนวายวอด
ด่านตรวจสุขภาพนี้มีขึ้นที่โรงพยาบาลกรุงเทพ เพื่อนสาวหลายคนไปตรวจสุขภาพกับโรงพยายาลอื่นกันก่อน
อย่างน้อยก็เจาะเลือดดูให้รู้ว่าตัวเองมีอะไรผิดปรกติบ้าง ถ้าเป็นอะไรที่พอแก้ไขได้
อย่างเช่น โลหิตจาง หรือ ไวรัสตับอักเสบบี ก็จะได้รีบรักษากันก่อน ดิฉันเคยฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีเลยไม่ไปตรวจ
ส่วนโลหิตจาง กับ พยาธิ เป็นไม่เป็นไม่รู้แหละขอล่อยาไปก่อนเพื่อความปลอดภัย
ธาตุเหล็กแบบเม็ดมีขายตามร้านขายยาแผนปัจจุบันทั่วไปค่ะ กินแล้วอุจจาระจะมีสีเข้ม
คลาสสิคหน่อยๆ ค่ะ กิน 3 วันเลือดจะหายจางไปเยอะเลยค่ะ
ยาถ่ายพยาธิมีหลายขนานหลากยี่ห้อ ดิฉันกินผสมกัน เอาให้มั่นใจว่าหายสาปสูญจากมายสังขารไปทุกสปีชี่
เพิ่มความมั่นใจโดยการอัดยาระบายอีกต่อให้เหล่าเพื่อนรักนั้นออกมาเร็วๆ
เล่าให้ฟังนิดนึงว่า ยาระบายที่ดิฉันทานไปล่วงหน้าคืนนึง ดันไปออกฤทธิ์ตอนที่อยู่ในโรงหนังในวันรุ่งขึ้นพอดี
(ขาดทุนเลยที่ต้องออกมาปลดทุกข์กลางคัน) ออกฤทธิ์ช้าอย่างนี้ไม่รู้เพราะเป็นคนถ่ายยากอยู่แล้วด้วยรึเปล่า
ถ้าใครถ่ายยากก็กะเวลากินยาเกินไว้นิดนึงก็ดีนะคะ แล้วก็อย่าเพิ่งไปดูหนังล่ะ
ปลดทุกข์ซะก่อนท่าทางจะดีกว่าค่ะ
กระดูกสันหลังคดเป็นสิ่งที่ผู้สมัครสาวหลายคนรวมทั้งดิฉันกังวล
จับๆ ดูก็รู้ว่าของใครคดไม่คดก็จริง แต่ถ้ามันคดในระดับที่เราตรวจเองไม่ได้ซึ่งบางทีบริษัทก็ไม่ต้องการ
คงต้องปลงล่ะค่ะ จะเอ็กซ์เรย์ล่วงหน้าไปก็เท่านั้น 1 อาทิตย์มันแก้ไขอะไรได้ไม่ทันการหรอกค่ะ
ไปลุ้นเอาวันจริงสิมันส์ วะฮะฮ่า
สิ่งที่ต้องเตรียมไปในวันจริง
1. ประวัติการตรวจร่างกาย: บริษัทเคยให้เราเซ็นยินยอมว่า
ถ้าเราเคยได้รับการตรวจสุขภาพแล้วก็ให้แนบประวัติมาด้วย ใครแอบไปตรวจที่โรงพยาบาลกรุงเทพก่อนก็ไม่ต้องกลัวเลยว่าเค้าจะเอาไปรวมกับผลที่ตรวจรอบนี้หรือเปล่า
เค้าเอาไปรวมอยู่แล้ว !
2. เสานำบัตรประจำตัวประชาชน: สำหรับทำบัตรประจำตัวคนไข้กับประวัติการตรวจรักษาของโรงพยาบาลกรุงเทพ
เซ็นรับรองสำเนาถูกต้องด้วยนะคะ
3. อุจจาระในขวดใบน้อย: ทุกคนจะได้รับขวดสำหรับใส่อุจจาระหลังจากรายงานตัวในวันประกาศผลสอบรอบที่สอง
ในขวดจะมีช้อนเล็ก ๆ ติดกับส่วนที่เป็นฝา ใช้ช้อนสุดมินิอันนี้แหละตักเอาส่วนที่ดีที่สุดของก้อนมูลใส่ขวด
อุจจาระต้องสดใหม่ จนถึงตอนส่งตรวจเค้าต้องมีอายุไม่เกิน 12 ชั่วโมง ตักเพียงนิดหน่อยนะคะ
แค่ติดปลายช้อนมา 2 ลูกบาศก์มิลลิเมตรก็เหลือแหล่
ครบแล้วก็ลุย ฮุยเลฮุย!
อ๊ะ ๆ อาย ... เค้าตรวจร่างกายกันขนาดนี้เลยเหรอ
หัวข้อล่อไปถึงโรงพยาบาลกรุงเทพก่อนแล้ว แต่ดิฉันขอเล่าเรื่องของตัวเองนิดหนึ่งนะคะ
... อย่างที่เล่าไปตอนแรกค่ะว่าเป็นคนชอบอมทุกข์ ยิ่งอยากถ่ายทุกข์ก็ยิ่งเป็นทุกข์หนัก
พูดง่ายๆ ก็คือ จนเช้าวันจริงดิฉันก็ยังไม่สามารถเติมเต็มหน้าที่ให้กับน้องกระปุกอุจจาระใบน้อยได้
ตอนแรกว่าจะไปตั้งป้อมรอตรวจตั้งแต่เช้าก็กลายเป็นว่าไปสายกว่าที่ตั้งใจเพราะมัวเบ่งพลังลมปราณ
แล้วก็ไม่สำเร็จด้วย กังวลว่าจะทำยังไงดี สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าไปตายดาบหน้าแล้วกัน
ว่าแล้วเจ้าหญิงแห่งดอยแต้วแร้วก็ออกเดินทางไปพร้อมกับพระราชบิดา เธอจะต้องไปเจอกับด่านอะไรในภายภาคหน้ากันนะ
ถึงแล้ว นี่เองหรือนครเพื่อความพูนสุข - โรงพยาบาลกรุงเทพ
.. โอ้พระเจ้ายอด มันจอร์จมาก.. เจ้าหญิงอุทานเมื่อแลเห็นเจ้าหญิงจากนครอื่น
ๆ ร่วมใจเข้าคิวกันยาวเหยียดเพื่อรอลงทะเบียนทำเอกสารต่าง ๆ .. เอ่อ..
เลิกเป็นเจ้าหญิงดีกว่าเดี๋ยวไม่มีใครอ่าน
พวกเราจะมีรหัสใหม่นะคะ สามารถเช็คได้ที่บอร์ด เรียงไป
1-145 (เท่าจำนวนคนที่ผ่าน) วันนี้เราจะใช้รหัสนี้ตลอดค่ะ พวกเราต้องรายงานตัวกับพี่พยาบาลพร้อมมอบกระปุกอุนจิ
ดิฉันไม่มีมาส่ง พี่พยาบาลจึงเขียนใบนัดให้เอามามอบวันพรุ่งนี้แทน แต่ในใจก็คิดว่าเราจะต้องเอามันออกมาให้ได้ในช่วงที่ตรวจนี่แหละ
เกิดเรื่องตื่นเต้นขึ้นอีกหนึ่งเรื่องก่อนเข้าตรวจค่ะ
ในขณะที่ดิฉันกำลังเจรจากับพี่พยาบาลตรงเคาน์เตอร์อยู่อย่างเมามันส์ พี่สาวจากแจลเวย์ก็ฉุดดิฉันออกจากแถว
"น้องคะ รองเท้าน้องไม่เหมาะนะคะ แบบสายรัดส้นใช้ไม่ได้ค่ะ ต้องเป็นคัทชูปิดส้นแบบเรียบ
ๆ ค่ะ ลงไปซื้อมาใหม่ตอนนี้ที่ชั้น 1 นะ เค้ามีขาย 199 บาท" หึหึหึ
หัวเราะเยาะตัวเองซักหน่อย ที่ดิฉันต้องไปซื้อรองเท้าคู่ใหม่มาเพื่อใช้แค่
5 นาทีเนี่ย มันก็คุ้มกับค่าโง่ของตัวเองแล้วล่ะค่ะ แค่ 5 นาทีจริง ๆ นะคะ
แค่ใส่เดินเข้าไปถอดหน้าประตูห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็ใส่รองเท้าแตะของโรงพยาบาล
แล้วก็เปลี่ยนกลับออกมาค่ะ หึหึหึ ไม่น่าเห็นว่าเป็นแค่วันตรวจสุขภาพเลยเรา...
ใส่เหมือนทุกทีก็ดีแล้วไม่น่าซ่าจริง ๆ แล้วรองเท้าคู่นั้นที่ซื้อมาดิฉันก็ไม่ใส่มันอีกเลย
(250 บาทนะ ไม่ใช่ 199 ด้วย)
แปลงร่างเป็นขบวนการผู้พิชิต (สู้ว้อยยย)
เครื่องแบบคือ.... ถอดให้หมด (ยกเว้นเตี่ยวลิง) แล้วก็ใส่เสื้อคลุมของโรงพยาบาล
ถอดทั้ง สร้อยคอ ห่วงสะดือ หรือห่วงอื่น ๆ เสื้อผ้าที่ใส่มาจะมีที่แขวนให้ค่ะ
แฟ้มบันทึกการตรวจและของมีค่าทุกอย่างเอาติดตัวไปด้วยนะคะเดี๋ยวโดนแฮ้ฟ
ชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูงแล้วก็เอาล่ะ... มันจากนี้แหละ...
ด่านที่หนึ่ง สูบเลือด
เปล่าค่ะ ไม่ได้สูบ แค่ *เจาะ* แต่สำหรับคนไม่เคยอย่างดิฉันมันอาจจะให้ความรู้สึกอย่างนั้นเมื่อเห็น
เพื่อน ๆ แต่ละคนปอด ๆ กันทั้งนั้น สำหรับคนที่ปอดแ_กอย่างแรงทางโรงพยาบาลมีบริการให้นอนบนเขียง
เอ๊ย บนเตียง แล้วก็ปิดตา แล้วก็ ฉึก! ดิฉันตัวเย็นไปหมด โอ...พระเจ้ายอด
เอาไปทำไมตั้ง 4 หลอดเต็มๆ เลือดเพื่อนๆ พุ่งเข้าสู่หลอดแก้วด้วยความรวดเร็วแต่ความเร่งเป็นศูนย์
เพื่อนที่กำลังโดนสูบอยู่ข้างหน้าหน้ามืดไปแล้ว มากันเลยเต็มไปหมดแอมโมนงโมเนียเพื่อเยียวยา
มีเพื่อนสาวอีกคนน้ำตาพรากวิ่งไปห้องบริการสูบพิเศษ .. อา .. มันจอร์จจริง
ๆ... คิวดิฉันแล้ว พี่พยาบาลรีบปลอบ "เคยเจาะเลือดไหมคะ (ไม่เคยค่ะ)
ไม่เป็นไรนะคะไม่ต้องกลัว (ขอบคุณค่ะ) ตายแล้วน้อง ทำไมเส้นเลือดมันอยู่ลึกนักล่ะ
มองไม่เห็นเลย (เอ่อ...) ไหนดูอีกข้างซิ อืม เดี๋ยวลองมัดแขนดูก่อนแล้วกันเผื่อเห็น
(แน่นกว่านี้ก็ได้นะคะ) ตายแล้ว ไม่มองเห็นเลย.. พี่ ๆ มาดูน้องคนนี้หน่อยสิ
เห็นเส้นเลือดเค้ามั๊ย ( ..... ) สรุปแล้วดิฉันโดนเจาะ 3 รอบค่ะ พี่คนแรกลอง
2 รอบแต่จิ้มไม่โดนเส้นเลือดเลือดเลยไม่ขึ้น รอบสุดท้ายดำเนินการโดยเซียนพยาบาล
เลือดพุ่งปรี๊ดเลย เซียนเอาแค่หลอดเดียว (แล้วเอาไปแบ่งเป็น 4 หลอดทีหลัง
ต่างกับพี่คนอื่นที่สูบไป 4 หลอดเป้งๆ) ดิฉันเลยไม่ได้หน้ามืดอะไรค่ะ โชคดี
แล้วเจาะเลือดก็ไม่เห็นจะเจ็บซักหน่อย ผ่านด่านนี้แล้วจะได้รับไอเทมเป็นแซนวิชและน้ำหวาน
ก่อนทำการตรวจบริษัทได้แจ้งกับพวกเราว่าห้ามดื่มน้ำหรืออาหารตั้งแต่หลังเที่ยงของวันก่อนหน้านั้นจนกระทั่งเจาะเลือดไปแล้ว
แต่พี่พยาบาลบอกว่าดื่มน้ำได้ค่ะ ไม่อย่างนั้นเลือดมันจะหนืดเกินไป
ด่านที่สอง ตรวจสายตา
พื้นๆ ค่ะ เคลียร์สบาย ๆ ถ้าไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์ ปิดทาซ้ายที
ขวาที อ่านตัวเลขตัวเล็กๆ จากระยะไกล จากหน้าไปหลังและหลังไปหน้า พี่ก็ขีดเขียนๆ
มาว่าปกติหรือสั้นยาวแค่ไหน นอกจากนี้ก็มีตรวจตาบอดสี เป็นหนังสือมีลายจุดๆ
เต็มไปหมดเลย จุดสีที่เหมือนกันจะมารวมกันเป็นตัวเลขให้เราอ่าน คนที่อ่านผิดหรืออ่านไม่ออกก็คือคนที่ตาบอดสีค่ะ
ด่านที่สาม ตรวจการฟัง
หน้าห้องเขียนไว้ว่า - กรุณาอย่าส่งเสียงดังเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนที่ตรวจอยู่
- เข้าท่ามากเลยค่ะ เราทุกคนให้ความร่วมมือไม่คุยกันเสียงดัง
เมื่อเข้าไปในห้อง ดิฉันนั่งบนเก้าอี้ที่จัดให้ คุณหมอ
2 คนอยู่ด้านหลัง ดิฉันสวมหูฟังและสิ่งที่ต้องทำก็คือกดปุ่มที่อยู่ในมือทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปี๊ด
หรือเสียงปูด ไม่ว่าจะเบาแค่ไหนก็ต้องกด ๆๆ ตอนแรกดิฉันก็ไม่ทราบว่าควรเริ่มกดได้รึยังต้องให้คุณหมอบอกว่า
กดซะทีสิหนู ฮ่า ๆๆ ดิฉันตั้งสมาธิแล้วก็กด ๆๆ แต่กรรมของเวร หมอสองคนคุยกันรบกวนตบะของดิฉันเหลือเกิน
ไหนจะเสียงหัวใจตัวเองเต้น ตุ๊บ ตุ๊บ ตุ๊บ เข้ามาแทรกคลื่นอีก .... ผลของด่านนี้จะเป็นยังไงชักกังวล
ด่านที่สี่ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
ในห้องกั้นนั้นมีเขียงตั้งอยู่ เมื่อนอนลงบนเขียงเรียบร้อยแล้ว
ก็จะมีสายระโยงระยางเข้ามาแปะบนตัวของเรา ห้ามตื่นเต้นเดี๋ยวหัวใจจะเต้นผิดจังหวะ
ทำให้กระดาษคลื่นหัวใจที่ปรินท์ออกมาแสดงผลที่อาจทำให้คุณไม่ผ่านด่านนี้ได้
หัวใจของที่ฉันเต้นผิดปกติค่ะ แต่พี่พยาบาลใจดียอมให้ตรวจใหม่จนกว่าคลื่นจะออกมาปกติ
ด่านที่ห้า ตรวจฉี่
เราทุกคนจะได้รับกระป๋องใส่ฉี่ตอนลงทะเบียนค่ะ ดิฉันกรอกน้ำใส่ไตไป
10 แก้วได้กระมัง จนในที่สุดก็มีส่งให้เขาไป ที่หน้าห้องน้ำ (ซึ่งมีแค่
2 ที่ในบริเวณนั้น) จะมีกล่องรับกระป๋องตั้งอยู่ค่ะ จนถึงตอนนั้น ดิฉันก็ยังคงอมทุกข์อยู่ดี
ทำไมต้องท้องผูกอย่างหนักเอาวันนั้นก็ไม่ทราบ
ด่านที่หก ตรวจทั่วไปกับคุณหมอสาว
น่าเสียดายน่าจะเป็นหมอหนุ่ม เอ๊ย ไม่ใช่ ... โล่งใจได้ค่ะว่าหมอเป็นผู้หญิง
ตอนแรกก็คุยกับคุณหมอก่อนว่าเคยเป็นโรคอะไรมาก่อนหรือเปล่า คุณหมอดูประวัติแล้วก็ใช้หูฟังเช็คหัวใจเต้น
คลำๆ คอ ส่องดูลูกตา ส่องหูสองข้าง จากนั้นก็ให้ลุกขึ้นยืนแล้วเอามือแตะปลายเท้า
คุณหมอเช็คแนวกระดูกสันหลังแล้วจึงบอกให้เราขึ้นเขียง(อีกแล้ว) คุณหมอเช็คมะเร็งหน้าอก
เคาะท้องโป๊ก ๆๆ แล้วก็ทำหน้าเครียด .. พระเจ้ายอด อยากถามเหลือเกินว่าตกลงหนูปกติมั๊ยคะ
แล้วหน้าเครียดนั่นหมายความว่ายังไงคะ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรค่ะ
คุณหมอบอกให้นอนตะแคงรอ เท่านั้นเองพี่พยาบาลก็พรวดเข้ามาบอกให้เรางอเข่า
เลื่อนน้องลิงของเราลงแล้วก็.... โอ มันเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ตรงนี้เราต้องเซ็นเซอร์เพื่อความระทึกใจของคนที่จะไปโดนด้วยตัวเอง
บอกหมดเดี๋ยวเซ็ง ใบ้ได้หน่อยนึงว่ามัน จอร์จ จริงๆ เป็นไฮไลท์ของวันนี้สำหรับหลายๆ
คนเลยก็ว่าได้ค่ะ
ด่านสุดท้าย ถ่ายฟิล์มเอ็กซเรย์
ด่านนี้อยู่ชั้นล่างของโรงพยาบาลค่ะ ไปได้ทีละประมาณ 10
กว่าคน พวกเราใส่ชุดสำหรับตรวจแล้วก็เคลื่อนที่กันไปยังจุดหมาย ตอนถ่ายก็สนุกดีค่ะ
ยืนให้ถ่าย 2 ครั้ง หน้าตรงและหน้าข้าง แต่กว่าจะได้ถ่ายก็ต้องรอกันบ้างเพราะมีคนไข้อื่น
ๆ ที่ต้องใช้บริการเอ็กซเรย์ฉุกเฉินเช่นกัน ด่านนี้ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากค่ะ
แค่ยืนให้มันตรง ๆ หน่อย กระดูกสันหลังจะได้เป็นแนวปกติ
และแล้วด่านสุดท้ายของวันนี้ก็จบลง เอาแฟ้มบันทึกการตรวจไปส่งข้างบน
เซ็นชื่อบนบิลตรวจร่างกายก็กลับบ้านได้ค่ะ เราใช้เวลากับทุกด่านกันไปนานมากนึกว่าจะจบกันเสียที
แต่วันนั้นของดิฉันไม่ได้จบง่ายๆ เพราะ ดิฉันต้องเจอกับ ด่านโบนัส
น่ะค่ะ
ด่านโบนัส อัดโซเดียมคลอไรด์
ดิฉันกับคุณพ่อวางแผนว่าจะกลับเชียงใหม่เย็นวันนั้นเลย
แต่คงจะต้องอยู่ที่ กทม. อีกคืนเพื่อส่งกระปุกอุนจิให้ทางโรงพยาบาลในวันรุ่งขึ้น
และเราก็ไม่อยากทำอย่างนั้น พวกเราก็เลยลงไปชั้นที่มีล๊อบบี้สวย ๆ (จำไม่ได้แล้วว่าชั้นอะไร
แต่เป็นชั้นที่ตรวจโรคหัวใจ) ดิฉันเข้าสุขาไปเบ่งปราณโดยมีคุณพ่อดูหนังรอ
เวลาผ่านไปแสนนาน ท่าทางจะไม่สำเร็จ คุณพ่อเลยฮึด ซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปปากซอยไปซื้อยาสวนทวารมาเลย
พระเจ้ายอด มันจอร์จเกินไปแล้ว
.
จำใจต้องลงมือกับตัวเองค่ะ แล้วมันก็ได้ผลเสียเหลือเกิน
(น่าจะทำตั้งนานแล้วตู) รอแค่นาทีเดี๋ยวมันวิ่งเลย ใครถ่ายยากอย่ารั้งรอนะคะ
เป็นชาวสวนชั่วคราวได้ผลคุ้มค่าค่ะ ดิฉันดีใจมากจริง ๆ ค่ะที่ได้ ปลดทุกข์
ในที่สุด จากนั้นก็นำกระปุกไปส่ง เท่านั้นก็สมบูรณ์แบบ ต้องขอบคุณการตัดสินใจของคุณพ่อค่ะ
เกือบ 1 เดือน ที่เกือบจะขาดใจ
รอผลตรวจร่างกายกันนานมากค่ะ ระหว่างนั้นก็ได้คุยกับเพื่อนๆ
ที่สมัครด้วยกัน เค้าว่ากันว่าถ้าสอบสัมภาษณ์ให้ไปเร็วๆ เพราะกรรมการจะยังให้ความสนใจ
แต่ถ้าตรวจร่างกายให้ไปช้าให้คนแน่นๆ คุณหมอจะได้ตรวจลวกๆ ค่ะ ดิฉันคิดว่าคุณหมอไม่ตรวจลวก
ๆ หรอกค่ะ โรงพยาบาลระดับนี้แล้ว เพียงแต่คงจะจริงที่ว่าคนที่ไป ตอนคนน้อยก็คงโดนตรวจละเอียดกว่าพวกที่ไปสาย
แต่ถ้าใครคิดว่าร่างกายพร้อมอัดแน่นด้วยสุขภาพไม่มีปัญหาแน่นอน ก็ไปให้เร็วๆ
ดีที่สุดค่ะจะได้ไม่รอนาน ครึ่งชั่วโมงก็เสร็จ วันนั้นดิฉันไปเจ็ดโมงครึ่ง
กว่าทุกอย่างจะเสร็จก็ร่วมบ่ายสองกว่าๆ เหนื่อยเข้าคิวค่ะ
กว่าจะประกาศผลตรวจร่างกายหลายคนก็ปลงๆ ไม่อยากจะคิดอะไรแล้ว
หลายคนก็ทนไม่ไหวโทรไปถามโรงพยาบาลกรุงเทพซึ่งทางนั้นก็ไม่บอกผลกับเราอยู่ดี
จะไปเตรียมเรียนภาษาญี่ปุ่นก็ไม่รู้ว่าจะผ่านรอบนี้รึเปล่า เดี๋ยวเรียนไป
ถ้าไม่ผ่านก็เปลืองเงินเสียอีก สิ่งที่ดิฉันเลือกทำคือเขียนบทความส่งให้เว็บ
thaicabincrew.com ค่ะ เพลิน ๆ ดีเหมือนกัน จนกระทั่งวันประกาศผลมาถึง
.. แต่นแต๊น ดิฉันไปก่อนเวลาโข จองที่ยืนดูบอร์ดเอาให้แน่ใจว่าอยู่หน้าสุดไม่มีใครบัง
ฮ่า ๆๆ เพื่อนที่ฝากดูก็เฝ้าโทรมาถามว่าผลออกรึยังทุกๆ 3 นาที 10 โมงเศษๆ
ทางบริษัทนำผลมาติดแล้ว อา... ผ่านค่ะผ่าน เพื่อนก็ผ่านค่ะ ผู้คนรอบตัวกระโดดกอดกัน
ร้องไห้ก็มีนะคะ คนที่โชคร้ายตกรอบสุดท้ายนี้มี 10 คนค่ะ อยากจะบอกว่าไม่ต้องเสียใจไปค่ะคุณโชคดีที่ไม่ต้องไปป่วยเมื่อเริ่มทำงาน
รีบไปรักษาโรคกันดีกว่าค่ะ.. จริง ๆ แล้วนั่นเป็นสิ่งที่ดิฉันเตรียมจะปลอบตัวเองถ้าตกน่ะค่ะ...
แต่ก็ผ่านแล้ว เย่..
มาจนถึงตอนสุดท้ายนี้ ถ้าประสบการณ์ที่เขียนมาจะเป็นประโยชน์กับใครบ้างดิฉันก็คงจะดีใจมากๆ
เลย อย่าลืมแชร์ประสบการณ์ของคุณบ้างนะคะ
ตอนแรก: วันสมัคร
สาวดอยจะไปสอยดาว
ตอนสอง: วันสัมภาษณ์
รอบแรก ความกังวลของคนที่พูดญี่ปุ่นได้
ตอนสาม: สัมภาษณ์เดี่ยวแสนเปลี่ยวอารมณ์

โดย Lovemonkey © 2004 All Rights
Reserved
26oct04