สัมภาษณ์เดี่ยว แสนเปลี่ยวอารมณ์
การเขียนถึงการสอบสัมภาษณ์กับแจลเวย์รอบที่สองนั้น มันเป็นสิ่งที่เปลี่ยวมาก
ทำไมก็ไม่รู้ เออ .. เอาเป็นว่าขนาดแม่ถามดิฉันยังไม่ยอมเล่าเลยนะ เออ..
มันเปลี๊ยวเปลี่ยว เดียวดายเหมือนต่อสู้มาคนเดียว ใครก็คงไม่เก็ทความรู้สึกนี้เท่าคนที่เจอมาเหมือนกันหรอกมั้ง
ผ่านรอบแรกมาได้แล้ว ก็รู้สึกมหัศจรรย์พันแปด อีกอาทิตย์เดียวก็ต้องไปสัมภาษณ์รอบที่สอง
ตอนแรกที่รู้ผลก็ยังตื่นเต้นกับการฝ่าด่านหนึ่งมาได้มากกว่าการเตรียมตัวไปเจอศึกต่อไป
พอใคร ๆ ถามว่าผ่านมายังไงเหรอ เค้าถามว่าไงมั่ง เป็นแอร์อย่าลืมนะจ๊ะจะฝากซื้อของ
เริ่มหนักข้อ ฮ่า ๆๆ อืม...ใจก็เริ่มสำนึก โธ่ เจ้าประคุณ เดี๊ยนยังไม่ได้งานเลย
อย่าเพิ่งถามเพิ่งวานเลยนะคะ หนักอกหนักใจกับความคาดหวังของคนรอบข้างเหมือนกัน
ทั้ง ๆ ที่เข้าใจพวกเขาพยายามเอาใจช่วยต่างหาก ก็ ... กดดันนิดหน่อย ถ้าไม่ผ่านรอบสองล่ะ
บรึ๋ย.. จะบอกใครเค้ายังไงดี
แผลบนหน้า
พ่อของดิฉันเชื่อว่าดิฉันจะผ่านรอบแรก เพื่อเตรียมตัวกับรอบสอง
พ่อจึงรีบเอาตัวดิฉันไปเจื๋อนหน้าทันทีที่สัมภาษณ์รอบแรกเสร็จ คือ คงจำกันได้ว่าก่อนสมัครดิฉันไปเอาขี้แมลงวันออกมาครั้งหนึ่ง
ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่ามันกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ยิ่งกว่าการกลับมาของเจได
เพราะมันเพิ่มขนาด สีสัน แถมพาสหายมาด้วย จากที่เคยมีแค่สองเลยเป็นสามมโหฬาร
พ่อเลยปล่อยลอยนวลไว้ไม่ได้ หึหึ นั่นแหละ สรุปความจริงที่น่าเศร้าคือแผลที่โดนเจื๋อนหายไม่ทันวันสัมภาษณ์แน่นอน
แถมยังคงเหลือสะเก็ดอลังการขนาดที่รองพื้นแบบไหนก็ปกปิดไม่อยู่ ทำเอาขาดความมั่นใจไปเยอะเลย
ยิ่งได้ข่าวว่าแจลเวย์ไม่เอาคนมีแผลบนหน้ายิ่งใจแป้ว สิ่งที่ทำได้ก็แค่ทำเป็นมองไม่เห็น
*พวกมัน* เผื่อกรรมการจะมองไม่เห็นตาม (?) ฮ่า ๆๆ
การเตรียมตัวอื่น ๆ ก็ไม่มากไปกว่าการเก็งคำถามและฝึกตอบ
ฝึกอ่าน passage ภาษาอังกฤษ นึกถึงและปรับปรุงข้อผิดพลาดที่เคยทำมา ส่วนเสื้อผ้าก็ใส่ชุดเดิมที่เคยใส่คราวก่อนคือสูทแขนสั้น
ทาเล็บสีสุภาพ รักษาความสะอาดให้ดี
โดดเดี่ยวเดียวดายข้างกายไม่มีใครสักคน
ขโมยเพลงพี่แหวนมาเป็นซับไตเติ้ลซะหน่อย จริง ๆ สัมภาษณ์เดี่ยวก็ไม่ได้หมายความว่าจะโดดเดี่ยวตามชื่อเรียก
เรามีกรรมการไง รับรองว่าท่านไม่เคยทำให้ผู้สัมภาษณ์เหงา นี่ไงสิ่งที่ประโลมใจเราเมื่อวันนั้นมาถึง
* ไปคุยให้สนุกกับกรรมการดีกว่า เย่ *
ไปถึงสนามสอบก่อนเวลาชั่วโมงครึ่ง คราวนี้คุณพ่อไปนั่งรอที่ลอบบี้
ส่วนดิฉันขึ้นไปชั้นบนสุดเพื่อรายงานตัว เซ็นชื่อ รับเอกสารที่เหมือนแบบสอบถามว่าจะยินยอมทำตามกฎของแจลเวย์หรือไม่
แล้วก็ไปนั่งรอตามเก้าอี้ที่จัดไว้เป็นกลุ่ม ๆ นั่งคอย.. นั่งกรอกแบบสอบถาม..
นั่งคุยกับพี่ๆ แอร์ กับเพื่อนรอบข้างไปเรื่อยๆ บางคนอยู่ข้างกันมาตั้งแต่เข้าคิวกรอกใบสมัคร
ก็ทำความรู้จักกันไปเพื่อให้คลายความตื่นเต้น แต่เดี๋ยวก็ต้องบ๋ายบายไปฉายเดี่ยวกันแล้ว
คนที่มาสาย 15 นาทีก็มีค่ะ อืม...ไม่ว่าเหตุจะเป็นผลยังไง คนที่มาไม่ตรงเวลาก็โดนตำหนิ
แล้วก็โดนติ๊กชื่ออยู่ดี (ถ้าโชคดีก็จะยังได้ให้เข้าสัมภาษณ์อยู่) ไปเร็ว
ๆ ดีกว่านะคะ สบายใจดี
อวยพรให้โชคดีไปทีละคน ในที่สุดก็เรา อืม... เราแล้ว
หลังประตูบานใหญ่ที่เคยทักทายก็เป็นคล้ายๆ เดิม มีฉากสีเขียวกั้นเป็นห้องๆ
มีตัวหนังสือ A-D ติดอยู่ นอกจากนี้ก็มีห้องกั้นใหญ่ไม่มีเบอร์ที่พอจะเดาได้ว่าต้องเป็นห้องที่ต้องสัมภาษณ์กับผู้บริหาร
พี่แอร์สาวพาดิฉันไปยืนรอหน้าห้องที่มีตัวหนังสือ B ตามคาด ตอนแรกดิฉันทะเล่อทะล่าเข้าไปตอนกรรมการยังไม่พร้อมเลยไล่ออกมาให้เดินเข้าไปอีกรอบ
เจ๋ย ...
ห้องกั้น B นี้ที่รอคอย
เริ่มด้วยการไหว้ทักทายกรรมการซึ่งมีสามคน เป็นญี่ปุ่นชายสองและสาวไทยหนึ่ง
กรรมการเชิญให้นั่ง บนโต๊ะมีกระดาษเอกสารมากมาย หลังจากนั้นจึงสังเกตได้ว่าเป็นใบสมัครและใบคะแนนสัมภาษณ์รอบแรกของแต่ละคนนั่นเอง
กรรมการเริ่มถามเป็นภาษาอังกฤษ คุณรู้สึกยังไงบ้าง ดิฉันหายใจเข้าเฮือกใหญ่แล้วตอบไปตามตรงว่าตื่นเต้นมากๆ
ค่ะ ตัวของดิฉันเริ่มสั่นน้อยๆ หน้าดิฉันคงซีดโทรมมากตอนนี้ กรรมการท่านเดิมถามต่อว่าได้นอนมาหรือเปล่า
เมื่อคืนนอนกี่ชั่วโมง ดิฉันตอบว่านอนหัวค่ำแต่ว่าตื่นขึ้นมาบ่อยๆ กลางดึกเลยไม่ได้นอนมาเท่าไหร่
ท่านยิ้มแล้วตอบว่าท่านก็เป็นเหมือนกัน ดิฉันรู้สึกประทับใจที่กรรมการเป็นมิตรมากๆ
ทักทายกันเล็กน้อยแล้วจึงแนะนำตัวเอง สัมภาษณ์รอบที่แล้วดิฉันลืมบท
แต่คราวนี้ซ้อมมาดี ที่ไม่สำคัญตัดออก ที่เจ๋งๆ ก็เพิ่มเข้าซะ ดิฉันเติมไปว่าสมัยเรียนตัวเองเคยทำงานพิเศษเป็นบริกรที่โรงแรม
จากนั้นกรรมการก็ถามถึงรายละเอียดของงานที่รับผิดชอบแล้วเสริมว่า รู้ไหมว่าเป็นแอร์มันหนักเหนื่อยพอกันเลยนะ
ดิฉันเห็นด้วยและตอบกลับไปว่าดิฉันทำใจไว้แล้วว่างานแอร์โฮสเตทจะหนักกว่าเสียด้วยซ้ำ
กรรมการหญิงไล่นิ้วไปตามใบสมัคร ถามเรื่องภาษาญี่ปุ่น
จึงเริ่มสนทนาเป็นภาษาญี่ปุ่น ถามถึงประวัติการศึกษา จบที่ไหน อะไร ยังไง
ถามถึงครอบครัวว่าเป็นอย่างไร เห็นด้วยกับการมาทำงานที่นี่ไหม ต่อต้านไหม
ถ้าต้องย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพจะทำได้ไหม จะอยู่กับใคร ดิฉันตัวสั่นตลอดเวลาระหว่างรอคำถามถัดไป
ไอ้ความคิดที่ว่ามาคุยกับกรรมการให้สนุกสงสัยจะเป็นไปไม่ได้สำหรับดิฉันเสียแล้ว...
ได้แต่ยิ้ม ๆๆ แต่ก็สั่น ๆๆ .. โอย ตื่นเต้นเป็นปลากะเบน
กรรมการชายอีกท่านบอกให้ดิฉันหยิบกระดาษหมายเลขหนึ่งบนโต๊ะข้างตัวดิฉันขึ้นมา
ในนั้นมีข้อความภาษาอังกฤษประมาณค่อนหน้ากระดาษ ท่านบอกให้อ่าน ดิฉันรู้อยู่แล้วว่าต้องอ่านออกเสียงให้ได้ยิน
แต่เพื่อความแน่นอนจึงถามอีกทีว่าอ่านออกเสียงรึเปล่า แล้วจึงค่อยๆ อ่านไปอย่างที่ซ้อม
นั่นแหละ ช้าๆ ชัดๆ ศัพท์อะไรเนี่ยเกิดมาไม่เคยเห็น แปลว่าอะไรหว่า อ่านผิดอ่านถูกไม่รู้แหละแต่ดิฉันก็อ่านไป
ดีที่อ่านช้า มีเวลาเดาคำอ่านอยู่บ้าง หมดย่อหน้าแรกกรรมการก็บอกว่าพอได้
กรรมการคนแรกมองดิฉันสลับกับรูปในใบสมัครสลับไปสลับมา
แล้วในที่สุดคำถามที่ดิฉันรอคอย (รึเปล่าน้อ) ก็มาถึง
"ขอโทษที่ต้องถามนะแต่ว่า บนหน้าเธอน่ะอะไรเหรอ ในรูปนี้ไม่เห็นมีเลย"
ดิฉันกะอยู่เหมือนกันว่าถ้าไม่ถามถึงดิฉันก็เตรียมจะบอกอยู่แล้ว เลยอธิบายตอบไปว่าไปจี้เอาตำหนิที่กลับมาหลังจากถ่ายรูปออกค่ะ
อีกอาทิตย์หนึ่งก็หาย โชคดีที่กรรมการสาวเข้าใจ และบอกกรรมการชายท่านนั้นว่าเธอเองก็เคยไปเอาออกมาเหมือนกัน
โล่งเป็นโอ่งโถง... เฮ้อ ..
เหมือนโลกนี้จะสิ้นสุด กรรมการสาวอธิบายเป็นภาษาไทยว่าถ้าผ่านรอบนี้ไปจะมีการตรวจร่างกาย
ซึ่งจะมีการตรวจเอชไอวีด้วย นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องสัญญาที่สามารถระงับได้หากไม่ผ่านเทรน
เมื่อเข้าใจกันทุกอย่างดิฉันก็ไหว้ลาทุกท่านไปสู่ห้องกั้นห้องใหญ่นั้น
พอจะจ้างหนูไหวไหมคะ
ผู้บริหารบริษัทสองท่านรออยู่ เชิญให้ดิฉันนั่งแล้วก็จ้อง
ๆๆๆ ในที่สุดก็กล่าวขึ้นมาว่า "เธอนี่หน้าเหมือนใครซักคนนะเนี่ย"
อีกท่านก็เห็นด้วย เอ้า จะตอบว่าไงดีฉัน ปกติถ้าใครพูดอย่างนี้ก็มักจะตอบว่า
"คงจะหน้าโหลน่ะค่ะ" แล้ว หน้าโหล ภาษาอังกฤษมันว่ายังไงฟะ ก็เลยพูดตะกุกตะกัก
" เอ่อ คือสงสัยคงเป็นหน้าเหมือนคนทั่ว ๆ ไปที่ท่านเคยรู้จัก.. เอ่อ.."
แล้วก็พร่ำอะไรไม่รู้เรื่องอีกสองประโยค ... เครียดเกลียดตัวขึ้นมาทันที
แต่ก็นะ...ยิ้มไว้ก่อน
จากนั้นก็ซัดภาษาญี่ปุ่นกันอีกแล้ว โอย สะบักสะบอมอ่ะ
ทุกคำถามเลยโดนเป็นญี่ปุ่นหมด ไม่ได้เตรียมด้วยสิ ทำไมถึงอยากเป็นแอร์จะพูดยังไงดีเป็นยุ่น
ตอบผิดคำถามอีกต่างหาก ถามเรื่องประวัติการเรียนและความยินยอมของครอบครัว
(อีกละ) ขนาดบอกว่าคุณพ่อเป็นคนบอกให้มาสมัครท่านก็ยังถามซ้ำเป็นภาษาอังกฤษว่าพ่อยอมให้มาทำจริงๆ
เหรอ สงสัยท่านเห็นว่ามันผิดวิสัยของการเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อล่ะมั้ง
จบแล้วก็ไหว้ลาทั้งสองท่าน ดิฉันเดินกะเปิ๊บกะป๊าบออกมาจากห้องกั้นเหมือนไม่แน่ใจว่าตกลงถามหมดแล้วจริง
ๆ เหรอคะ (เห็นนะว่าแอบหัวเราะท่าเดินของเรา หึ) ออกมาจากห้องพาโนรามาก็ไม่เห็นเพื่อนที่คุยกันตอนแรกแล้ว
แต่ละคนคงกลับไปหรือไม่ก็ยังรบอยู่ ดิฉันเลยลงไปเล่าให้พ่อฟัง เล่าไปก็เริ่มเปลี่ยวใจ
... ถึงบ้านปุ๊บก็หยุดแม่และน้องชายไว้เลยว่า "ไม่ต้องถามอะไรนะ เพราะหนูไม่อยากพูดถึงมัน.."
(ท่าทางแม่จะอยากรู้มากเพราะไปเปิดเวบบอร์ด TCCอ่านเอาเลย) โอ ใครจะเปลี่ยวอารมณ์อย่างเราบ้างนะ
7 วันผ่านไป... แล้วไงต่อ?

แต่ก่อนแต่ไรไม่เคยอุ่นใจ (พี่แหวนอีกละ) ... นั่งเครื่องบินในวันประกาศผล
เดินตรงไปที่บอร์ด .. อา.. มีเลขที่ของดิฉัน ก็เลยหันมาพยักหน้าให้แม่
ไม่กล้ายิ้มมากเพราะข้างๆ ตัวมีคนที่ผิดหวังร้องไห้... ถ้าเป็นเรามั่งจะเป็นยังไงนะ..
ไม่คิดมันละ ไปรายงานตัวที่ชั้น 7 ดีกว่า อ้อ เตือนนิดค่ะ เข้าไปในออฟฟิศแจลเวย์แล้วต้องนอบน้อมมาก
ๆ นะคะเดี๋ยวโดนว่าเอา
ได้กล่องเก็บอึกลับลงมา ไม่ได้อุ่นใจตามเคย เพราะต้องรีบไปถ่ายพยาธิด่วน!!!
.. ศึกชิงบัลลังก์ลอยฟ้านี้เมื่อไร่จะจบสิ้น และจบอย่างไร... ต้องติดตามกันต่อไป...
ตอนแรก: วันสมัคร
สาวดอยจะไปสอยดาว
ตอนสอง: วันสัมภาษณ์
รอบแรก ความกังวลของคนที่พูดญี่ปุ่นได้
ตอนหน้า: ตรวจร่างกายแล้วค่ะ

โดย Lovemonkey © 2004 All Rights
Reserved
15sep04