ผมมีโอกาสบินกับน้องปุ้ยครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน วันที่เธอเป็นแอร์น้องใหม่หน้ายังใสไร้พอลลูชั่น
วันนั้นเธอยังทำงานงกๆ เงิ่นๆ จะหยิบจับอะไรก็ดูเชื่องช้า ซ้ำยังเขินอายจนน่ารำคาญ
ยิ่งในไฟลท์ที่ต้องแสดง Life Vest และ Oxygen Mask ต่อหน้าผู้โดยสารจำนวนมากๆ
ผมแอบเห็นว่าเธอไม่กล้าสบตาใครเลยด้วยซ้ำ
ผมเคยชวนเธอคุยเรื่อยเปื่อยเพื่อหวังผูกมิตร แย่จังที่เธอคงรู้ทันว่าไอ้เฒ่ามันจะมาไม้ไหน
เพราะเธอพูดน้อยจนผมจับความผิดปกติได้ ท้ายสุดก็ต้องเดินก้มหน้างุดๆ
กลับครัวหน้าไปอย่างจ๋อยๆ
ผมเคยคิดในใจว่าน้องคนนี้ท่าทางแปลกๆ
ขัดกับ Concept ทั่วไปของแอร์การบินไทย ที่ต้องช่างเจรจาและมีท่าทีว่องไว
เหมือนผู้หญิงเก่งทำงานคล่องที่เราเห็นกันทั่วไปในสังคมสมัยใหม่
เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน
ผมพบเธออีกครั้ง เธอดูสดใสมีชีวิตชีวามากกว่าวันก่อน พูดเก่งขึ้น ยิ้มง่าย
และน่ารักขึ้นจนผมไม่กล้าเข้าไปคุยด้วย
ด้านได้อายอด ผมถือคตินี้ทุกครั้งเมื่อต้องสัมภาษณ์แอร์ ใจอยากให้อีตาแก่
webmaster ได้มาเห็นว่ากว่าผมจะได้บทสัมภาษณ์แอร์แต่ล่ะคนน่ะไม่ใช่เรื่องง่าย
โชคดีที่ไฟลท์นั้นผมได้ทำงานครัวหลังแทนน้องสจ๊วตที่ลาป่วยกระทันหัน
และเมื่อถูก Assign ให้ทำงานกับน้องปุ้ย ผมก็ดีใจจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่
ผม: น้องจบจากที่ไหนครับ
น้องปุ้ย : หนูจบคณะศิลปศาสตร์
ภาควิชาประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์พี่
ผม : แล้วไงมาเป็นแอร์
น้องปุ้ย : ตอนแรกหนูก็ไม่ได้ตั้งใจอะไรจริงจังหรอกนะพี่ จบมาก็ไปเป็นเซลส์ที่โตโยต้า
ช่วงที่ทำอยู่ที่นั่น เพื่อนก็ชวนไปสมัครแอร์แจส หนูก็ไปกะเค้าทุกครั้ง
ผม : เป็นแอร์แจสมาก่อนเหรอเนี่ย
น้องปุ้ย: หนูไปสมัครแอร์แจสสองครั้ง ตกสัมภาษณ์รอบสองทั้งสองครั้งเลยพี่
ไม่รู้เป็นไง
ผม : พี่ได้ข่าวว่าที่นั่นเค้าชอบคนสวย
น้องปุ้ย : ไม่ต้องมากัดเลย ไม่สวยไม่เป็นไรพี่ หนูน่ารักก็แล้วกัน
หนูว่าที่แจสเค้าชอบคนที่มีบุคลิกอ่อนหวานและเรียบร้อยหน่อยมั๊งพี่
และหนูไม่มีคุณสมบัติที่ว่านั่นเลย จำได้ว่าวันสัมภาษณ์หนูพยายามทำตัวให้น่ารักที่สุด
ก็ยังไม่รอด กรรมการเค้าคงดูออกน่ะพี่
ผม : เสียใจไม๊ ไปสอบตั้งสองครั้ง กินแห้วมาตลอด
น้องปุ้ย : ก็มีบ้างแหละพี่ คิดอยู่เหมือนกันว่าเราบกพร่องตรงไหน แต่สองครั้งที่หนูพลาดทำให้หนูได้ประสบการณ์ในเรื่องการเตรียมตัวและการสัมภาษณ์ขึ้นมาอีกเยอะเลย
ตอนการบินไทยเปิดรับสมัครแอร์ หนูกล้าพูดเลยว่าหนูมั่นใจสุดๆ
ผม : กลัวเส้นไม๊
น้องปุ้ย : บอกตามตรงว่าไม่กลัว หนูคิดว่าหนูก็ไม่ธรรมดา
ผม : ได้เป็นแอร์แล้วมีความสุขไม๊
น้องปุ้ย : มีความสุขสุดๆ เลยพี่ วันหยุดเยอะดี เมื่อก่อนนึกว่าบินไปโน่นไปนี่จะไม่มีเวลาให้ครอบครัว
แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าใกล้ชิดจนพ่อแม่เริ่มรำคาญแล้วพี่ และที่สำคัญแม้งานนี้จะมีหัวหน้าเยอะแยะ
แต่เราก็ยังมีอิสระในการคิด ไม่มีใครมาจ้ำจี้จำไชมากนัก เพราะหัวหน้าของเราก็เคยทำงานมาเหมือนกับเรานี่แหละ
ส่วนใหญ่จึงค่อนข้างจะเข้าใจจิตใจของเราดี แล้วเวลาไปติดต่องานราชการยิ่งสบายเลยพี่
คนอื่นเค้าต้องลางานไปทำกันใช่เปล่า แต่อาชีพอย่างเรา วันเสาร์อาทิตย์หรือวันธรรมดาไม่มีความหมายอะไรเลย
เพราะมันเหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็นวันไหน
ผม : มีข้อเสียบ้างเปล่าเนี่ย อาชีพเนี้ย
น้องปุ้ย : มีพี่ และสำคัญด้วย งานนี้เป็นงานที่แผ่วปลาย ในตอนเริ่มต้น
เราได้เงินเดือนจำนวนมาก มากกว่าเพื่อนที่จบมาพร้อมๆ กันที่ไปทำงานด้านอื่น
แต่เมื่อเราทำงานนานขึ้น เพื่อนของเราก็จะเขยิบไปทำงานเป็นผู้จัดการ
เป็นผู้บริหาร มีลูกน้อง มีหน้ามีตาในสังคม ซึ่งแน่นอนว่าค่าตอบแทนก็มากขึ้น
ในขณะที่เราไปไหนไม่ได้ไกลหรอกพี่ ค่าตอบแทนก็ไม่ได้ขยับตามไปได้มากมายนักหนา
เพราะฉะนั้นใครมาทำงานนี้ต้องมีใจรักบริการและต้องทำใจให้ได้ในเรื่องนี้
เรื่องนี้ผมเห็นด้วยกับน้องปุ้ยอย่างยิ่ง ถ้าใครทำใจไม่ได้ ขอเตือนว่าไม่ควรเข้ามาทำงานเป็นลูกเรือ
ผมเคยเป็นที่อิจฉาของเพื่อนๆ ในเรื่องค่าตอบแทน แต่ทุกวันนี้ คนที่เคยอิจฉาผมในวันก่อน
ปัจจุบันล้วนมีอาชีพและหน้าที่การงานที่คนทั่วไปให้การยอมรับ ในขณะที่ผมมีเพียงขีดเล็กๆ
ขีดเดียวบนบ่า เพื่อนผมบางคนมีมงกุฎครอบดาวมาเกือบสิบปีแล้ว แต่ใครจะว่าอะไรผมได้
ในเมื่อผมเลือกทางเดินของผมเอง ทุกคนภูมิใจในอาชีพของตน ผมก็ภูมิใจในอาชีพของผม
ศักดิ์ศรีบางทีก็ไม่มีอะไรนอกจากความว่างเปล่า
ผมชอบคำที่
DD คนใหม่ของการบินไทย คุณกนก อภิรดี กล่าวไว้ที่ศูนย์ลูกเรือหลักสี่เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
"งานบริการอย่ายึดติดกับศักดิ์ศรี เพราะหน้าที่เราคือต้องบริการคนอื่น
และทำงานร่วมกับผู้อื่น คนยึดติดกับศักดิ์ศรีจะคิดว่าเราอยู่เหนือหรือดีกว่าคนอื่น
ซึ่งคนอื่นนั้น อาจเป็นผู้โดยสารเราหรือเป็นเพื่อนร่วมงานเรา การยึดติดกับศักดิ์ศรีจะทำงานลำบาก"
อ่านแล้วรู้สึกอะไรกันบ้างหรือเปล่า ผู้ที่ทำงานบริการชุ่ยๆ และพวกผู้ใหญ่หัวหงอกทั้งหลาย

โดยกำแหงหาญ ©2003-2004 All
Rights Reserved
29jun02