มีคนถามผมบ่อยๆ ว่าเรียนจบด้านไหน (ไม่ใช่ซ้ายขวา แต่คือสาขาวิชา) จึงเหมาะสมที่จะทำงานแอร์และสจ๊วต ผมก็ตอบไปตามประสบการณ์ที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่า ขอให้มาเหอะ เพียงคุณมีจิตใจรักการบริการ ไม่หยิ่งยโส มีความอ่อนน้อมถ่อมตน (แต่ไม่อ่อนแอ) และพร้อมจะรับฟังความเห็นของผู้อื่น เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับงานให้บริการอย่างเราๆ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะจบจากไหน สถาบันใด สาขาวิชาอะไร ผมก็เชื่อว่าเราจะทำงานร่วมกันได้

"สถาบัน" มิอาจวัดความเป็น "มนุษย์" ได้ทุกครั้งไป จึงยังมีบุคคลอีกจำนวนมากซึ่งจบจาก "สถาบันดีๆ" แต่ยังสร้างความเลวร้ายให้กับสังคมอย่างไม่มี "หิริ โอตัปปะ" อันนี้ต้องโทษไปถึงการอบรมเลี้ยงดูของสถาบันครอบครัว

บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา บางทีก็เหมือนฟ้าลิขิต เหมือนกับชีวิตของเป้ง …

ผมจบถาปัตย์จุฬาพี่ จบมาก็ได้ทำงานตามสาขาวิชาที่เรียนมาเลย คุมคนงานก่อสร้าง สนุกกับการออกแบบบ้านและออกแบบสำนักงาน ผมทำงานด้านนี้อยู่สี่ปี ชีวิตตอนนั้นนึกย้อนกลับไปก็ไม่เคยลืม เพราะมันเหมือนทำงานกับคนคุ้นเคย เพื่อนร่วมงานก็ล้วนแต่เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่เคยเห็นกันมาตั้งแต่มหาลัย แล้วพวกถาปัตย์นี่เค้าเหนียวแน่น เปิดบริษัทรับงานแข่งกันจริง แต่นั่นมันเป็นเรื่องธุรกิจ เวลาเจอกันก็สนิทสนมกอดคอกินเหล้ากันเหมือนเดิม

แต่นั่นแหละพี่ วิถีชีวิตคนเราบางทีมันเลือกไม่ได้ ช่วงที่ผมจบใหม่ๆ เริ่มงานใหม่ๆ เศรษฐกิจไทยกำลังรุ่งเรือง ธุรกิจการก่อสร้างกำลังขยายตัว เดี๋ยวก็มีคนสร้างตึกตรงโน้นตรงนี้ ผมรับเป็น Freelance ออกแบบที่พักอาศัยด้วยนอกจากจะทำงานประจำแล้ว ต้องทำงานเขียนแบบจนดึกดื่น แต่ก็มีความสุขดีเพราะได้ทำงานที่เรารัก จนเหตุการณ์ฟองสบู่แตก มีการลดค่าเงินบาท ลางร้ายก็มาเยือนพี่ ตอนนั้นในบริษัทเริ่มมีการพูดถึงการลดค่าใช้จ่าย อะไรที่ไม่จำเป็นก็ถูกตัดออกไป มีพนักงานบางคนถูก lay off บางคนถูกลดเงินเดือน ผมเห็นทำท่าไม่ดี รู้สึกชีวิตตอนนั้นมันง่อนแง่นยังไงพิกล เลยกลับมานั่งคิด ว่าผมควรทำอะไรบางอย่างก่อนชะตาจะขาด

ตอนนั้นมีงานอะไรให้ทำก็เอาครับ ผมไปสมัครเป็นลูกเรือสายการบินแองเจิ้ล สมัครตั้งแต่รุ่นแรกเลยแต่ไม่ได้ ก็เลยหางานอื่นไปเรื่อยๆ แต่ไม่นานแองเจิ้ลก็เรียกผมไปสัมภาษณ์เข้าทำงาน เค้าคงเสียดายคนมีความสามารถอย่างผม (พอๆ ไม่ต้องฝอยมาก-editor) งานที่นั่นก็สนุกอีกแหละ แม้ว่าผมต้องปรับตัวอย่างมากในช่วงแรก จากงานถาปัตย์มาเป็นงานบริการ มันเปลี่ยนแปลงชีวิตผมไม่น้อยเลยครับ

ลูกเรือแองเจิ้ลตอนนั้นมีไม่เยอะ ถ้าผมจำไม่ผิดก็ราวเจ็บสิบคน พวกเราจึงสนิทสนมกัน เพราะเคยเห็นหน้าเคยทำงานร่วมกันอยู่บ่อยๆ การใช้ชีวิตที่นี่จึงไม่น่าเบื่อ ตอนนั้นเรามีบินไปคุนหมิง เฉินตู สิงคโปร์ ถ้าในประเทศก็ภูเก็ต ทำอยู่ที่นี่ปีครึ่ง เห็นสายการบินนี้ทำท่าจะไม่รุ่ง (ทำงานที่ไหน ไหงพาให้เค้าเจ๊งไปหมดล่ะน้อง-editor) เลยคิดขยับขยายหางานใหม่

มันเป็นความใฝ่ฝันของลูกเรือส่วนใหญ่นะครับที่อยากจะทำงานกับสายการบินแห่งญาติ เอ๊ย แห่งชาติ ผมก็เป็นคนหนึ่งเพื่อนๆ ร่วมงานของผมก็คิดเหมือนกัน ขอออกตัวก่อนว่า ไม่ใช่ผมไม่รักบริษัทที่รับผมเข้าทำงานในขณะที่ผมกำลังย่ำแย่นะครับ แต่เพื่อความก้าวหน้าของชีวิต ผมมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ดีกว่าไม่ใช่เหรอครับ ผมอยากจะแสวงหาสิ่งดีๆ ให้กับครอบครัว ให้พ่อแม่ รวมทั้งคนที่ผมรัก ผมจึงตัดสินใจ

ตอนนั้นคิดจะเอาดีทางด้านงานสายการบินแล้วครับ เพราะเป็นงานอิสระและได้เปรียบผู้ที่ทำอาชีพอื่นอยู่หลายอย่าง ผมมีเวลาว่างมากมายหลังกลับจากบิน จึงมีเวลารับ job งานออกแบบมานั่งทำที่บ้านได้อีก และการที่เราได้เดินทางไปประเทศโน้นประเทศนี้ทำให้โลกทัศน์ผมกว้างขึ้น หูตาสว่างมากขึ้น ผมได้ไอเดียใหม่ๆ มากมายในการออกแบบจากสถานที่ต่างๆ ที่ได้ไปเห็น ก็เอาตรงนั้นแหละครับ กลับมาเพิ่มพูนความรู้ (และฐานะ-editor) ของตัวเอง

จริงๆ ก็เสียดายความรู้ที่เรียนมาเหมือนกัน ผมเคยได้ยินคำว่าความสูญเปล่าทางการศึกษา เช่นคนจบวิศวะแทนที่จะไปทำงานด้านที่เล่าเรียนมา แต่กลับไปทำงานด้านอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย วิชาความรู้ก็เลอะเลือนไปหมดนำมาใช้ประโยชน์อะไรอีกไม่ได้ แต่ปัจจุบันผมกลับคิดว่า ทำงานอะไรก็ได้ เพียงแต่ตั้งใจทำจริงๆ ไม่อู้ไม่เลือกงานจนมากเกินไป ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดในส่วนที่รับผิดชอบถือเป็นหน้าที่ของเรา การเป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติไม่ได้สงวนไว้กับทหาร ตำรวจหรือนักบวชเท่านั้น แต่การทุ่มเทให้กับงานที่เรารัก ผมก็ถือว่าเป็นคนดีของสังคมได้เหมือนกัน (คิดได้ไง-editor)

ผมคงทำงานนี้ไปเรื่อยๆ แหละครับ ตราบใดที่ยังมีความสุขและมีแรง อยากฝากบอกเพื่อนๆ และน้องๆ ที่เข้ามาเป็นลูกเรือใหม่ว่าคุณกำลังก้าวเข้ามาในบริษัทที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ลองตรวจสอบตัวเองดูอีกครั้ง ว่าตอนนี้คุณพร้อมหรือยัง

หวังว่าคุณคงยังไม่ลืม ว่าคุณเคยบอกกรรมการสัมภาษณ์ไว้ว่าอย่างไร ผมจำได้ ผมบอกกรรมการ สั้นๆ ง่ายๆ ว่า

"ผมไม่ใช่คน perfect ทุกอย่าง แต่ผมขอสัญญา ว่าถ้าผมได้รับการคัดเลือก ผมจะทำให้ดีที่สุด เพื่อสายการบินของเรา" (นี่สั้นแล้วเหรอน้อง-editor)

บางทีเว็บไซต์แห่งนี้ก็ดูเหมือนสถาบันสอนจริยธรรม เหมือนวัด เหมือนสถานปฏิบัติธรรมกล่อมเกลาจิตใจ แต่เรามิได้อาจเอื้อมปานนั้น เราเพียงแต่หวัง ว่าทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาชมเว็บไซต์แห่งนี้ จะได้สิ่งดีๆ มีประโยชน์รวมทั้งข้อแนะนำดีๆ จากรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ นำออกไปเป็นข้อคิดในการประกอบอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินบ้างไม่มากก็น้อย

นั่นก็ทำให้พวกเราผู้จัดทำเว็บไซต์แห่งนี้อยู่ดีกินดีมีความสุขแล้วครับ

เรื่องดีๆ เก็บเอาไปใช้ ส่วนเรื่องเบียร์เรื่องเหล้าอ่านผ่านๆ ไม่ต้องจำมันมากก็ได้ คิกคิก

สวัสดี





โดยกำแหงหาญ ©2004 All Rights Reserved
26jul03