ช่วงนี้นับเป็นช่วงนาทีทองของสาวๆ จริงๆ เลย เพราะสายการบินต่างๆ ดาหน้ากันเข้ามากวาดสาวงามแห่งสยามประเทศไปติดปีกเป็นนางฟ้านับสิบสายการบิน ทั้งเจ้าประจำที่มาต้อนสาวไทยไปทุกปี และไอ้ที่นานๆ เปิดหนก็พร้อมใจกันมา เตรียมตัวกันให้ดีนะจ๊ะสาวๆ โอกาสรออยู่ตรงหน้าแล้ว
และ EVA Airways ก็เป็นหนึ่งในสายการบินที่กำลังเปิดรับสมัครอยู่ในขณะนี้ วันนี้ผมเลยไปคว้าแอร์สาวผู้น่ารักจาก EVA มาถกปัญหาคาใจเกี่ยวกับขั้นตอนการสมัคร เอ้าสาวๆ จะมัวช้าอยู่ใย Check It Out!!!

ทำไมสนใจมาเป็นแอร์ EVA ล่ะครับ
ส่วนตัวแล้วก็อยากเป็นแอร์เหมือนเพื่อนๆ น้องๆ นั่นแหละค่ะ แต่ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นสายการบินไหน ขอแค่ให้ได้ทำงานที่ชอบแค่นั้นก็พอ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องเป็นแอร์ที่ EVA หรอกค่ะ อาจจะเรียกว่าโชคดีบวกดวงเฮงด้วย เพราะก่อนจะมาสมัครที่นี่ก็สมัครมาแล้วหลายสายการบิน สมัครมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง EVA เปิดรับสมัครก็เลยจัดแจงส่งใบสมัครและได้มีโอกาสเข้าสัมภาษณ์จนกระทั่งได้มาเป็นแอร์ที่นี่ ก่อนหน้าที่จะมาสมัครป่านก็ไม่รู้รายละเอียดของสายการบินนี้เท่าไหร่ เพราะว่าเค้าก็ไม่ได้เปิดรับลูกเรือไทยมานานประมาณ 7 ปีได้มั้งค่ะ
ก่อนหน้านี้ทำอะไรมาก่อนครับ
เป็นเลขาอยู่โรงแรมแห่งหนึ่งค่ะ ทำอยู่ได้ประมาณ 10 เดือนก็มาเป็นแอร์ที่ EVA ตอนนี้ก็บินมา 1 ปีแล้วค่ะ
เล่าประสบการณ์การสัมภาษณ์คราวก่อนให้ฟังหน่อยซิครับ เผื่อเป็นแนวทางให้น้องๆ ที่กำลังสมัครอยู่ตอนนี้
อืม... (น้องป่านทำท่าคิด...) เท่าที่จำได้ ป่านส่งใบสมัครไป ไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่โทรมาให้ไปสอบข้อเขียนภาษาอังกฤษ สอบข้อเขียนของ EVA ก็คล้ายๆ สอบ TOEIC ค่ะ มีทั้งฟังเทป หาข้อผิด แกรมม่าร์ อ่าน Passage แล้วให้หา main idea ซึ่งการสอบมีเวลาค่อนข้างจำกัดค่ะ สอบเสร็จก็คิดว่าไม่ผ่านแน่ๆ เพราะทำไม่ทันเลย ข้อสอบก็ไม่ได้ยากมากมายอะไรหรอกค่ะ น้องๆ ทำได้อยู่แล้ว
หลังจากสอบข้อเขียนก็มาถึงรอบสัมภาษณ์ รอบนี้ก็เป็นการพูดคุยกันธรรมดาๆ ไม่ซีเรียส เข้าไปทีละ 5 คน และก็เดินให้กรรมการดู ชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูง แนะนำตัวเอง จะพูดอะไรก็ได้ค่ะแล้วแต่เรา สบายๆ และมีอ่าน Passage ด้วยค่ะ จำได้ว่าป่านอ่านผิดอ่านถูก แต่ก็ขอโทษกรรมการแล้วก็ยิ้มสู้ ไม่รู้ล่ะยิ้มไว้ก่อนค่ะ รอบนี้กรรมการอาจมีคำถามบ้างเล็กน้อย สั้นๆ อะค่ะ แป๊บเดียวเอง
เสร็จจากรอบนี้ก็โค้งสุดท้าย Final รอบนี้กรรมการให้เข้าไปทีละ 5 คนเหมือนเดิม แต่คราวนี้กรรมการจะถามทีละคนเลยค่ะ การสัมภาษณ์ก็ไม่ซีเรียสนะคะ กรรมการประมาณ 5-6 คน เป็นกันเองมากๆ เลยค่ะ กรรมการที่มาสัมภาษณ์ก็จะเป็นผู้บริหารของ EVA และที่สำคัญ หนึ่งในคณะกรรมการก็คือเจ้าของสายการบินที่บินมาสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง เรื่องคำถามก็เป็นคำถามทั่วๆ ไป เช่น งานบริการที่ดีเป็นยังไง หน้าที่หลักของแอร์คืออะไร คุณสมบัติของแอร์ที่ดีเป็นยังไง มีวิธีฝึกฝนภาษาอังกฤษยังไง ทำไมถึงอยากเป็นแอร์ อะไรประมาณเนิ้ยค่ะ เสร็จแล้วก็กลับบ้าน รอให้เจ้าหน้าที่โทรมาแจ้งผล เป็นอันเสร็จเรียบร้อยค่ะ
พูดถึงสายการบินของตัวเองหน่อยครับ
ป่านคิดว่า EVA เป็นสายการบินที่ดีและมั่นคงมากสายการบินหนึ่งค่ะ ป่านคิดว่าโชคดีที่ได้เริ่มงานที่ EVA เพราะหลายๆ คนบอกว่างานที่นี่ค่อนข้างหนักถึงหนักที่สุด เนื่องจากสายการบินของเราไม่มีสจ๊วต แอร์ต้องทำอะไรเองทุกอย่าง ไม่รู้นะคะ ป่านคิดว่าถ้าเราเริ่มต้นจากความลำบาก ต่อไปในอนาคตไม่ว่าเราจะเจอเรื่องหนักๆ ขนาดไหนเราก็จะรับมือกับมันได้อย่างสบายๆ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของรูทบินที่ค่อนข้างหลากหลาย EVA มีรูทบินทั้งในเอเชีย ยุโรป อเมริกาและออสเตรเลีย ซึ่งลูกเรือไทยต้องบินทุกรูทค่ะ แต่ก็บินค่อนข้างเยอะนะคะ อย่างเดือนนี้ป่านบิน 100 กว่าชั่วโมง วันหยุดก็ประมาณ 8-10 วันต่อเดือน
EVA มีสเป๊คมั๊ยว่าชอบแบบไหน จำเป็นต้องขาว สวย หมวยด้วยรึป่าว
ไม่หรอกค่ะ แอร์ไทยมีทุกแนวเลย ไม่ว่าจะขาว สวย หมวย โก๊ะ ผิวพม่า นัยน์ตาแขก ผิวสีแทนสเป็คฝรั่ง ดั้งไม่มี จะเอาแบบไหนมีหมดค่ะ เค้าคงไม่มีสเป๊คตายตัวหรอกค่ะ ก็คงไปวัดกันตอนสัมภาษณ์มากกว่าว่าใครน่าสนใจกว่ากัน เช่น คนนี้บุคลิกดี คนนี้เก่งภาษา คนนั้นยิ้มสวย คนนั้นสดใส ร่าเริง เอาเป็นว่าอยากให้น้องๆ เป็นตัวของตัวเอง มั่นใจตัวเองเข้าไว้แต่อย่ามากเกินไป ยิ้มค่ะยิ้ม อย่าลืมเด็ดขาด ทำอะไรไม่ถูก ตอบคำถามไม่โดนก็ยิ้มไว้ก่อน ที่นี่เค้าชอบคนยิ้มเก่งๆ ค่ะ
จำเป็นต้องพูดจีนได้มั๊ยถึงจะมีสิทธิ์
ป่านว่าไม่จำเป็นนะคะ เพราะป่านเองก็พูดจีนไม่ได้เลย อย่างรุ่นของป่านที่เข้ามา 50 คนก็มีคนพูดจีนเก่งๆ 2 คนเองนอกนั้นก็พูดได้บ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ตอนที่เทรนจะมีการสอนภาษาจีนให้ด้วย เป็นอะไรที่สนุกสนานมากเลย อ้อ!!! รุ่นป่านมีเพื่อนเทรนไม่ผ่านด้วย 2 คน น่าเสียดายแทนเค้ามากเลยค่ะ
ค่าตอบแทนที่ได้รับเป็นยังไงบ้างครับ
เรื่องค่าตอบแทนที่ได้รับก็ในระดับแอร์ทั่วไป แต่อย่าเอาไปเปรียบเทียบกับสายการบินอื่นๆ เลยนะคะ มันแล้วแต่คนมองค่ะ อย่างป่านเอง ป่าน happy กับ EVA นะ เพราะอย่างน้อยที่สุดเราก็ได้ base ที่ประเทศของเราเอง ป่านไม่ค่อยคิดเรื่องรายได้เท่าไหร่ว่าจะมากหรือน้อย ป่านมีความสุขกับการได้เจอผู้โดยสาร ได้ไปบินที่โน่นที่นี่มากกว่าค่ะ ถ้าคนที่มองเรื่องรายได้เป็นสิ่งสำคัญก็คงบินอยู่ได้ไม่นาน แต่ถ้ามองในเรื่องประสบการณ์ที่ได้รับ ป่านคิดว่า EVA ให้อะไรกับเราเยอะค่ะ
ลูกเรือไทยได้บินไปไหนบ้างครับ
ลูกเรือไทยบินแทบทุกรูทเลยค่ะ ทางยุโรปก็มี London, Amsterdam, Vienna, Paris ในเอเชียก็มี Seoul ,Hong Kong, Macau, Singapore, Manila, Jakarta, Surabaya, Bali เมื่อก่อนบิน Narita ด้วย แต่เดี๋ยวนี้ให้ลูกเรือญี่ปุ่นบินแทนแล้วค่ะ ส่วนทางฝั่งอเมริกาก็มี San Francisco, L.A. และ Vancouver ของแคนาดา , ส่วนออสเตรเลีย ป่านเคยบิน Sydney กับ Brisbane ตอนช่วง OJT แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้บินอีกเลย ส่วนใหญ่ลูกเรือไทยบินรูทยุโรปเยอะค่ะ
บรรยากาศในการทำงานเป็นไงบ้างครับ
ตอนแรกๆ กดดันมากค่ะ เพราะรู้สึกว่าลูกเรือไต้หวันยังไม่ค่อยยอมรับลูกเรือไทยเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะเค้าไม่เคยทำงานร่วมกับคนไทยด้วย ก็เลยทำให้เค้าไม่ค่อยไว้วางใจเราเท่าไหร่ ตอนทำงานแรกๆ ลูกเรือไทยโดนสารพัดเลยค่ะ ทั้งพูดจาไม่ดีกับเรา ถูกชี้หน้ายังเคยเลยค่ะ แต่ตอนนี้ลูกเรือไต้หวันเริ่มเปลี่ยนทัศนคติแล้วและก็ให้เกียรติเรามากขึ้น จนตอนนี้ก็สนิทกันแล้วไม่ค่อยได้เจอเหตุการณ์แบบตอนที่เข้ามาใหม่ๆ
สำหรับบรรยากาศการทำงานก็ happy ดีค่ะ แต่รู้สึกว่าลูกเรือไต้หวันทำงานกันเร็วมากเลยนะคะ แป๊บเดียวเสิร์ฟเสร็จไปครึ่งลำแล้ว ไอ้เรายังไปไม่ถึงไหนเลยเพราะมัวแต่เล่นกับผู้โดยสาร ส่วนใหญ่ก็จะได้บินร่วมกับลูกเรือไต้หวันแหละค่ะ ไฟล์ทนึงจะมีลูกเรือไทยประมาณ 2-3 คน อย่างไป London จะมี 3 คน เส้นทางอื่นอาจจะ 2 คน ถ้าเป็นไฟล์ทสั้นๆ turn around บางครั้งก็มีลูกเรือไทยแค่คนเดียว
มีลูกเรือชาติอื่นๆ อีกมั๊ย
ที่ EVA มีลูกเรือ 4 ชาติค่ะ ไต้หวันเยอะสุด รองลงมาก็ลูกเรือไทย และก็ญี่ปุ่นกับเวียดนาม ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้บินกับลูกเรือญี่ปุ่นกับเวียดนามหรอกค่ะ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไม่ค่อยได้เจอกัน
สัญญาการทำงานเป็นยังไงบ้างครับ
เป็นแบบปีต่อปีค่ะ แต่ก็สามารถต่อสัญญาได้ตลอด แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับประวัติการทำงานของเราด้วยนะคะว่าเค้าพอใจเรารึป่าว ไม่ใช่ว่า sick กระหน่ำทุกเดือนอันนี้ก็ไม่ไหว อย่างที่ผ่านมาก็มีเพื่อนที่ไม่ได้รับการต่อสัญญา แต่น้อยมากค่ะ ส่วนใหญ่ก็จะได้ต่อกัน

คิดว่าทำไม EVA จึงเลือกคนไทยไปเป็นแอร์ของเค้าครับ
ป่านคิดว่าเพราะคนไทยสุภาพ เรียบร้อย นอบน้อม ยิ้มเก่งแล้วก็มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีผู้โดยสารหลายท่านนะคะที่บอกว่าลูกเรือไทยของ EVA ยิ้มสวย อันนี้เล่นเอาพวกเราอายม้วนไปเลยค่ะ อีกเหตุผลนึงก็คือ EVA มีรูทบินตรงจากกรุงเทพไปยังจุดหมายปลายทางในหลายๆ เมือง ก็เลยทำให้ทางสายการบินเห็นความสำคัญที่ควรจะมีลูกเรือไทยเข้ามาทำงานตรงนี้
ไฟล์ทแรกเป็นยังไงบ้างครับ
( น้องป่านถอนหายใจอย่างแรง) เวียนนาค่ะ ก่อนไปบินตื่นเต้นมาก ไปถึงสนามบินแล้วก็ยังตื่นเต้นไม่หาย ลากกระเป๋าไปก็คิดว่านี่เราได้เป็นแอร์แล้วเหรอเนี่ย ก่อนขึ้นเครื่องนี่เดินยิ้มตลอดเลยค่ะ จนเพื่อนที่ไปบินด้วยกันสะกิดบอก เพ้อและๆ ตอนทำงานก็ไม่รู้จะทำอะไรก่อนดี ทำไม่ถูกเลย หัวหน้าถามอะไรก็ตอบไม่ได้ บวกกับแรงกดดันต่างๆ นานา อันโน้นอยู่ตรงไหน ไอ้นี่เก็บยังไง เรียกว่าใบ้รับประทานเลยค่ะ แล้วโดนหัวหน้าดุอีก ไฟล์ทแรกร้องไห้เลยค่ะ แต่ก็ยังดีมีพี่แอร์ไต้หวันคนนึงมาปลอบ ขอเรียกพี่แอร์คนนั้นว่าพี่ซูฉีและกันนะคะ พี่เค้าบอกว่าตอนเค้าบินใหม่ๆ ก็เป็นแบบนี้แหละ ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน แต่พอทำไปเรื่อยๆ มันก็จะเริ่มปรับตัวได้ แล้วไม่นานเราก็จะเก่งเอง ก็ยอมรับว่าท้อกับไฟล์ทแรกเหมือนกัน เคยคิดว่าเราคงจะทำงานนี้ไม่ได้ มันยากเกินไปสำหรับเรารึป่าว แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ เริ่มเก็บเกี่ยวประสบการณ์ มันก็ทำให้เราทำงานได้ดีขึ้นจริงๆ เหมือนอย่างที่พี่ซูฉีบอก พอไฟล์ทต่อๆ ไปก็เริ่มทำงานคล่องขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันนี้เร็วกว่าลูกเรือไต้หวันแล้วละค่ะ อิอิ...
ประสบการณ์ประทับใจ
เป็นไฟล์ทจากไทเปกลับเข้ากรุงเทพค่ะ ตอนผู้โดยสารลงจากเครื่อง ก็มีผู้โดยสารฝรั่งคนนึงเดินเข้ามาขอจับมือเรา แล้วก็บอกว่าประทับใจการบริการของสายการบินเรามาก แล้วผู้โดยสารท่านนั้นก็ยิ้มพร้อมกับกล่าวขอบคุณ คือมันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับคนอื่น แต่สำหรับป่าน ป่านรู้สึกว่านี่แหละคือสิ่งที่เราต้องการ แค่เพียงรอยยิ้มของผู้โดยสารที่มีให้ แค่นี้ก็ทำให้เราหายเหนื่อยแล้วค่ะ
อีกไฟล์ทนึงเป็นไฟล์ทจากกรุงเทพไปอัมสเตอร์ดัม มีผู้โดยสารสามีภรรยาบินกับ EVA เป็นครั้งแรก ตอนอยู่บนเครื่องป่านก็ดูแลเค้าเหมือนผู้โดยสารคนอื่นๆ เดินผ่านไปกี่ทีเค้าก็ยิ้มให้ กี่รอบๆ ก็ยิ้มให้ พอเครื่องลงเค้าก็บอกกับเราว่า ขอบคุณนะคะสำหรับการบริการที่ดีและรอยยิ้มที่แสนประทับใจ เค้าพูดจบก็ยิ้มให้แล้วก็เดินลงจากเครื่อง หลังจากนั้นไม่กี่ไฟล์ทก็เจอผู้โดยสารคู่นี้อีก เค้าก็เข้ามาทักว่า เจอกันอีกแล้วนะ ยินดีที่ได้พบกันอีกนะจ๊ะ โอ้โห...ตอนนั้นรู้สึกเซอร์ไพร์สมากๆ ไม่คิดว่าจะเจอกันอีกโดยบังเอิญ และที่สำคัญเค้ายังจำเราได้ด้วย มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกค่ะ นึกถึงทีไรก็ทำให้เราอมยิ้มได้ทุกที...
1 ปีที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรจากงานนี้บ้างครับ
การทำงานในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินกับ EVA ทำให้ป่านเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีความรับผิดชอบ มีความอดทน เวลาเจอปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหาเล็กๆ หรือปัญหาใหญ่ มันสอนให้เรารู้จักเผชิญกับปัญหา รู้จักแก้ไข เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น อีกอย่างคืองานนี้สอนให้ป่านเป็นคนใจเย็น มองโลกในแง่ดี เรื่องบางเรื่องถ้าเราไม่เก็บมาคิดให้มันรกสมอง และมองแต่ส่วนดีๆ มันก็ทำให้ชีวิตของเรามีความสุขได้ และสิ่งสำคัญที่สุดที่ได้รับจากการทำงานก็คือ ความสุข ความสุขที่ได้ทำงานที่เรารัก ความสุขที่ได้เห็นรอยยิ้มของคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสาร เพื่อนร่วมงาน หรือแม้กระทั่งพ่อแม่พี่น้องของเรา สิ่งเหล่านี้มันก็พลอยทำให้เรามีความสุขไปด้วยค่ะ
ฝากอะไรถึงน้องๆ เพื่อนๆ ที่กำลังจะมาลงเรือ (บิน) ลำเดียวกันหน่อยครับ
อยากบอกว่าถ้าน้องๆ เพื่อนๆ รักอาชีพนี้จริงก็ขอให้ตั้งใจทำให้ดีที่สุด ถ้าเราตั้งใจจริง อดทนกับความเหนื่อย ความลำบากในช่วงแรกๆ รู้จักการวางตัว ป่านเชื่อว่าไม่นานทุกคนก็จะประสบความสำเร็จ และเมื่อเข้ามาได้แล้วก็ต้องทำตัวให้ดี รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ใช่เพื่อตัวของเราเอง แต่เราต้องทำเพื่อรุ่นน้องๆ ของเราที่กำลังจะเข้ามาใหม่ด้วย หากเราปฏิบัติตัวดี น้องๆ รุ่นหลังก็จะมีโอกาสเข้ามาร่วมงานเพิ่มมากขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม หากเราปฏิบัติตัวไม่ดี ก็เป็นได้ที่เค้าอาจไม่ต้องการลูกเรือไทยอีกต่อไป เพราะฉะนั้น เมื่อก้าวเข้ามาแล้วก็ต้องทำให้เต็มที่นะคะ รุ่นพี่ๆ ยินดีต้อนรับน้องๆ ทุกคนสู่ครอบครัว EVA ค่ะ
และนี่ก็คือบทสัมภาษณ์พิเศษ น้องป่าน แอร์ EVA พี่ๆ ทีมงาน TCC ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำหรับน้องๆ ว่าที่นางฟ้า EVA รุ่นใหม่ที่ใกล้ถึงกำหนดคลอดเต็มทีแล้ว เห็นน้องป่านบอกว่าคราวนี้รับเยอะซะด้วยซิ ยังไงก็สู้ๆ นะครับ ได้ดิบได้ดีแล้วอย่าลืมบ้านน้อยหลังนี้ที่ชื่อ TCC กลับมาแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์เพื่อช่วยน้องๆ รุ่นต่อๆ ไปด้วยนะจ๊ะ แม่นางฟ้าชุดเขียว

เรื่องและภาพโดย nemesis for www.thaicabincrew.com
© 2005 All Rights Reserved 12dec05