
บทสัมภาษณ์กำลังมาแรง เพราะมันง่ายทั้งคนเขียนคนอ่าน
ช่วงนี้เลยมีมาให้อ่านกันบ่อยหน่อย ความจริงแล้วเรามีบทสัมภาษณ์ดีบ้างไม่ดีบ้างแบบนี้เยอะแยะพอจะลงได้ติดต่อกันหนึ่งปี
แต่เพราะอุบัติเหตุร้ายแรงฮาร์ดดิสก์เจ๊งเมื่อเดือนที่ผ่านมา ทำให้ไฟล์เกือบทั้งหมดสูญหาย
เหลือบ้างไม่กี่มากน้อยถือว่ายังโชคดีที่ไม่หายไปทั้งหมด
บางคนเป็นการพูดคุยกันเล่นๆ แบบ offline หรือไม่ก็สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กันดื้อๆ
แต่สำหรับน้องหน่อยคนสวย ผมว่าใครๆ ก็อยากใกล้ชิด
. ผมใช้เวลารวมแล้วกว่าสองชั่วโมงนั่งคุยกับน้องในทุกที่ที่มีโอกาส
งานการแทบไม่ได้ทำกันเลย
ผม: น้องหน่อยจบจากที่ไหนครับ
น้องหน่อย: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ สถาบันราชภัฏสวนดุสิตค่ะ
ผม: เรียนสาขาเหมาะเลยเนอะ ตั้งใจมาเป็นแอร์เลยหรือเปล่า
น้องหน่อย: ไม่เชิงค่ะ ก็อยากจะหางานที่ได้ใช้ภาษาอย่างที่เรียน แล้วก็มาสมัครแอร์ด้วย
ตอนแรกไม่รู้หรอกค่ะว่าแอร์เค้าทำอะไรกัน รู้แต่เวลาเห็นพี่ๆ แอร์การบินไทยเดินไปมาที่สนามบินก็เห็นเค้าสวยดี
เลยฝันว่าวันหนึ่งจะได้ทำงานแบบพี่ๆ เค้าบ้าง
ผม: แน่ใจเหรอว่าเป็นแอร์แล้วจะได้ใช้ภาษา
น้องหน่อย: เคยดูที่เค้าล้อๆ กันค่ะ coffee or tea or me ไม่เห็นตลกเลย
เค้าคงไม่รู้ว่าเราต้องพูดคุยและสื่อสารอีกตั้งหลายอย่างกับผู้โดยสาร
ผม: แล้วหนูรู้ไม๊ว่าเป็นแอร์ต้องทำอะไรมั่ง
น้องหน่อย: ไม่รู้อะไรมากค่ะ แต่เคยอ่านบินแหลกของอีแร้งก็เห็นว่าเป็นงานที่สนุกดี
ต้องดูแลผู้โดยสารระหว่างเดินทาง ให้น้ำให้อาหารตามเวลาอะไรแบบเนี้ย
ผม: คนนะน้องไม่ใช่นก
น้องหน่อย: ไม่ได้หมายความอย่างนั้นค่ะ แบบว่าเสริฟอาหารไงคะ แต่มารู้ทีหลังว่ายังมีอะไรที่ต้องรับผิดชอบมากกว่านั้น
เช่นช่วยเหลือผู้โดยสารหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
ผม: ตัวเล็กเงี้ยจะไปช่วยอะไรใครได้
น้องหน่อย: ถ้าไม่ฝึกมาก่อนคงช่วยใครไม่ได้หรอกค่ะ แต่หลังจากผ่านการเทรนแล้วมั่นใจค่ะ
ว่าหนูทำได้!!!
ผม: เค้าเทรนอะไรกันมั่ง
น้องหน่อย: ถ้าเรื่องความปลอดภัยก็เทรนกันน่าดู มีทั้งฝึกนำผู้โดยสารกระโดดสไลด์
ใช้คำสั่งในการอพยพผู้โดยสารออกจากเครื่อง แต่ที่หนูที่คิดว่ามีประโยชน์และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้แน่ๆ
ก็พวกการปฐมพยาบาลและการช่วยชีวิต การผายปอดอะไรแบบเนี้ย
ผม: น้องหน่อยทำงานมากี่ปีแล้วครับ
น้องหน่อย: เข้าปีที่สี่แล้วค่ะ
สี่ปี
ในแวดวงลูกเรือถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว
ลองคิดดูว่าสายการบินอื่นๆ มักเซ็นสัญญากันแค่ 2 ถึง 5 ปี แต่ถ้านับอย่างนี้ก็ถือว่าน้องหน่อยเข้าช่วงสุดท้ายของอาชีพแล้วน่ะสิ
ผม: สนุกอย่างที่อ่านในหนังสือไม๊
น้องหน่อย: ตอนทำงานเหนื่อยค่ะ เหนื่อยกว่าที่คิดไว้ แต่พ่อแม่ให้กำลังใจเสมอว่าไม่มีงานไหนที่ทำแล้วไม่เหนื่อย
แต่รวมๆ แล้วสนุกค่ะ ได้เดินทางไปโน่นไปนี่ ยิ่งถ้าแลกสเก็ตบิน (Schedule)
ไปกับเพื่อนสนิทแล้วยิ่งสนุก ที่สำคัญได้ใช้ภาษาตรงกับที่หนูเรียนมา แต่ที่ชอบที่สุดคือจบไฟลท์แล้วจบเลย
เดินออกจากเครื่องก็จบกัน ไม่มีเรื่องปวดหัวกลับมาคิดที่บ้าน
ผม: ไหนๆ พูดถึงพ่อแม่แล้ว ท่านว่าไงบ้างตอนหนูตัดสินใจมาสมัคร
น้องหน่อย: ตอนจะไปสมัครก็ปรึกษาท่านด้วยเหมือนกัน ก็ไม่เห็นว่าอะไรค่ะ
มีแต่ช่วยลุ้นตอนวันประกาศผล
ผม: กับผู้โดยสารล่ะ
น้องหน่อย: หลายชาติหลายภาษา ต่างกันอย่างสิ้นเชิงในทุกๆ เรื่องค่ะ ก็ต้องพยายามทำความเข้าใจธรรมชาติของคนชาตินั้นๆ
แต่ที่ผ่านมาไม่มีปัญหาอะไร
ผม: กับเพื่อนร่วมงานล่ะ
น้องหน่อย: ยิ่งไม่มีปัญหา เพราะเจอกันวันนี้อาจไม่เจอกันอีกเลย เปลี่ยนเพื่อนร่วมงานบ่อยๆ
แบบนี้ดีค่ะ ไม่ทันจะทะเลาะกันก็จบไฟลท์ซะแล้ว มาบินด้วยกันอีกทีก็ลืมไปแล้วว่าเคยทะเลาะกัน
แต่ทั่วไปก็น่ารักดีค่ะ เป็นกันเอง แต่จริงๆ อยู่ที่การปฏิบัติตัวของเราด้วย
ถ้าเราทำตัวไม่น่ารัก คนอื่นเค้าจะน่ารักกับเราได้ยังไง ใช่ไม๊คะ
ผม: ตอนสัมภาษณ์เค้าว่าหิน
น้องหน่อย: จะว่ายากก็ยาก แต่หนูว่ามันกดดันมากกว่า เพราะมีกรรมการตั้งห้าคนคอยซักถามเรา
ถ้าเราเตรียมตัวมาดีๆ ควบคุมสติไม่ให้ประหม่าได้ หนูว่ามันก็ไม่ยากอะไรเท่าไหร่
เอาเป็นว่า หนูว่าถ้าเราลดความตื่นเต้นได้ โอกาสก็มีมากขึ้นด้วย
นั่นสิ เคยสงสัยบ้างหรือเปล่า ว่าคนที่ไปสมัครพร้อมเราก็เรียนจบมาเหมือนกันกับเรา
ความรู้ความสามารถในเรื่องทั่วๆ ไปก็ไม่แตกต่างกับเรา แต่ไฉนคนอื่นประสบความสำเร็จ
แต่เรากลับต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่รู้นะ แต่ผมว่า อันดับแรกต้องยอมรับเสียก่อนว่าตัวเราเองอาจมีข้อบกพร่อง
ไม่ใช่ตีโพยตีพาย แก้ตัว แพ้เส้น กรรมการไม่ยุติธรรม ฯลฯ คิดอย่างนั้นไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
เมื่อยอมรับว่าตัวเองมีข้อบกพร่องแล้วคราวนี้อะไรๆ ก็ง่ายขึ้น จากนั้นตรวจสอบตัวเองดูอย่างไม่เข้าข้างตัวเอง
ว่าเรามีข้อเสียข้อด้อยตรงไหน เมื่อทราบแล้วรีบแก้ไข
อย่ารีรอที่จะทำ
ที่สำคัญอย่าเพิ่งท้อ
เรา
thaicabincrew.com เชื่อว่าทุกคนทำได้ เพียงแต่ต้องตั้งใจให้มากขึ้นอีกหน่อยเท่านั้น

by myoldeditor 2004 All Rights Reserved
10may04