ถึงแม้จะเป็นไฟลท์ไปกลับที่มีเวลาเจ๊าะแจ๊ะไม่มากนัก ผมก็ยังอุตส่าห์จับ น้องอ้อ กัลยานุช สายเชื้อ มาสัมภาษณ์และถ่ายรูปจนได้ ท่ามกลางสายตาของเพื่อนลูกเรือหลายคู่ที่คิดไปในทางเดียวกันว่า ลุงหาญ…อีกแล้ว

แม้จะไม่สวยสะดุดตา ดั่งนางฟ้าที่จุติลงมาจากสรวงสวรรค์ (ฮา) แต่ผมต้องหาโอกาสพูดคุยกับเธอให้ได้ เพราะผมแน่ใจว่าเธอมีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจสำหรับสมาชิก thaicabincrew มากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก โดยเฉพาะประสบการณ์หนหลังของเธอที่ผ่านงานมาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพนักงานเสริฟในร้านอาหารของโรงแรมชั้นหนึ่ง เป็นเลขาบริษัทไฟแนนซ์ เป็นแอร์สายการบิน JALways กระทั่งเป็นแอร์น้องใหม่ปี 2003 ของสายการบินไทยในวันนี้

"จบคณะมนุษยศาสตร์ สถาบันราชภัฏจันทเกษมค่ะ จบใหม่ๆ ก็หางานทำไปเรื่อยๆ แต่ยังไงก็ตั้งใจหางานที่จะได้ฝึกภาษาตามที่เรียนมา เคยคิดอยากเป็นแอร์เหมือนกัน แต่ภาษาอังกฤษของตัวเองตอนนั้นยังไม่ดี หนูเลยไปทำงานโรงแรม กะไปหาประสบการณ์ก่อนค่ะ"

เป็นความจริงที่ลูกเรือการบินไทยส่วนหนึ่งเคยผ่านงานโรงแรมมาก่อน เนื่องจากผู้ผ่านงานโรงแรมมักมี "บุคลิกพิเศษเฉพาะตัว" ซึ่งอาจมีส่วนดึงดูดความสนใจจากคณะกรรมการคัดเลือกได้ไม่มากก็น้อย

"ทำที่เพนนินซูล่าครึ่งปี จากนั้นมาเป็น Waitress ที่ Wine Bar ไฮแอทเอราวัณอีกครึ่งปี ได้คุยกับฝรั่งเยอะค่ะ แต่จะบอกว่าภาษาอังกฤษของหนูดีขึ้นก็ไม่เชิง เพียงแต่หนูกล้าพูดกล้าคุยมากขึ้น ตอนนี้รู้แล้วค่ะว่า งานบริการเป็นงานที่หนูชอบ ไม่คิดกลับไปเป็นแอร์ด้วยซ้ำ เพราะได้ยินมาว่าสอบยากเส้นเยอะ หนูคงไม่มีความสามารถขนาดนั้น"

"แต่ความตั้งใจอยากกลับไปเป็นแอร์มันก็มีบ้างนะพี่ มันแบบมีลูกฮึดเป็นพักๆ แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไรเพราะหนูก็สนุกและยังมีความสุขกับงาน จนเกิดอุบัติเหตุถูกน้ำร้อนลวกที่ขา หนักค่ะพี่ เดินไม่ได้ไปเดือนนึง (เอ่อไม่ต้องโชว์ครับน้องไม่ต้องโชว์-กำแหงหาญ) หนูเลยไปเป็นเลขาที่บริษัทไฟแนนซ์อยู่ปีกว่า ภาษาอังกฤษของหนูดีขึ้นก็ที่นี่แหละ เพราะต้องดิวกับฝรั่งตลอด ตอนนั้นให้ไปสัมภาษณ์งานที่ไหนเป็นภาษาอังกฤษก็ไม่กลัวแล้ว"

"JALways เปิดรับสมัครพอดี เพื่อนสมัยเรียนมาชวนหนูไปสมัครเป็นเพื่อน …หนูได้ค่ะ แต่เพื่อนแห้ว"

เออหนอ ใยชะตาชีวิตคนเราจึงเป็นเช่นนี้

"รู้ว่าแอร์โฮสเตสก็เป็นงานบริการเหมือนกัน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเค้าทำอะไรกันบ้างบนเครื่องบิน ก็ดีใจนะคะ เพราะอาชีพนี้เป็นความฝันของหนูอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่รู้มาก่อนว่าลักษณะงานจะต่างกันยังไง แต่ทำๆ ไปก็ชอบเพราะนอกจากจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ แล้ว ยังได้เรียนและได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีกภาษา เพียงแต่ที่ JALways เป็นสัญญาห้าปีและบินไม่กี่เส้นทาง เลยคิดว่าน่าจะลองมาสมัครสายการบินไทยดูบ้างเพราะไหนๆ ก็เป็นแอร์แล้วก็อยากจะเป็นให้สุดๆ ไปเลย"

ผม: แต่รุ่นของน้องก็ต้องเซ็นสัญญาห้าปีเหมือนกันนี่

"ใช่ค่ะ ในเมื่อสัญญาห้าปีเหมือนกัน หนูขอเป็นแอร์การบินไทยดีกว่า เพราะยังไงก็เป็นสายการบินของคนไทย มี Destination ให้ไปบินไปเที่ยวมากแห่งขึ้น สังคมก็น่ารักเป็นกันเองดี ส่วนการทำงานบนเครื่องไม่ต่างอะไรกันนักหรอกค่ะ แต่งานที่ JALways จะหนักกว่าตรงที่ไม่มีสจ๊วตช่วยทำงาน Galley และตอนเทรนก็เครียดกว่าค่ะ เพราะเอาจริงเอาจังมากมีสอบวัดผลอะไรต่อมิอะไรอยู่บ่อยๆ"

ก็ดีครับ การบินไทยจะได้มีบุคลากรที่มีคุณภาพมากยิ่งๆ ขึ้นไปด้วย (ฮา)

"ฟันธงว่ามีความสุขกว่าค่ะ แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนที่ JALways ด้วย เพราะถ้าหนูไม่ได้เป็นแอร์ที่ JALways ในวันนั้น ก็ไม่รู้ว่าหนูจะได้เป็นแอร์สายการบินไทยในวันนี้หรือเปล่า"

คล้ายๆ ตบหัวแล้วลูบหลัง แต่แอร์การบินไทยที่มาจากสายการบิน JALways ส่วนใหญ่มักมีความเห็นคล้ายๆ กันอย่างนี้ อาจเป็นธรรมชาติของคนไทยอย่างเราๆ ที่ชอบทำงานสบายและไม่ตกอยู่ภายใต้บรรยากาศตึงเครียดเอาจริงเอาจังจนเกินไป

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า การประเมินผลอย่างเข้มข้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบริษัทสมัยใหม่ที่ต้องการพัฒนาพนักงานของตนเองให้มีประสิทธิภาพตามทิศทางที่ผู้บริหารกำหนด เพียงแต่นิสัยถาวรและบุคลิกของคนไทยนั้นออกจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากคนชาติอื่น (โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น)

ลองสังเกตดูสิครับว่าเรามัก "อดทน" กับอะไรๆ ที่เข้มงวดไม่ได้นาน


โดย กำแหงหาญ 2004 ©All Rights Reserved
04oct04