"มีเว็บไซต์ของลูกเรือจำนวนมากที่ล้มหายตายจากไปในปีสองปีที่ผ่านมา เนื่องจากลูกเรือส่วนใหญ่ไม่สนใจคอมพิวเตอร์" ผมได้ยินคนกล่าวประโยคนี้แล้วรันทดใจ แต่ก็ต้องทำใจยอมรับ และอดมิได้ที่จะเถียงข้างๆ คูๆ ว่าไม่ใช่ลูกเรือไม่สนใจเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ผมเชื่อว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์ลูกเรือไม่ประสบความสำเร็จ เพราะพวกเราไม่มีเวลา (จบกัน อ้างแบบนี้) อีกทั้งเว็บไซต์ลูกเรือส่วนใหญ่มีข้อมูลที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกเรือได้ แต่ปัจจุบัน ผมดีใจเมื่อทราบว่าเว็บไซต์ thaicabincrew เริ่มเป็นที่นิยมและรู้จักกันมากขึ้นในหมู่ลูกเรือ แม้ข้อมูลส่วนใหญ่ในเว็บไซต์แห่งนี้จะเหมาะสำหรับ "ผู้ต้องการเป็นลูกเรือ" มากกว่าผู้ที่เป็นลูกเรืออยู่แล้วก็ตาม
ขึ้นสูงย่อมมีตก มีสุดย่อมมีเสื่อม เป็นเรื่องที่ทีมงานทราบกันดี เราจึงไม่ได้กังวลแต่อย่างใด ดังนั้น สิ่งที่ทีมงานทำในขณะนี้คือการพยายามหาข้อมูลใหม่ๆ และน่าสนใจมาให้น้องๆ ให้มากที่สุดเท่าที่ความสามารถของพวกเราจะทำได้ อย่างน้อยก็ก่อนที่ "วันเสื่อม" ของเราจะมาถึง
อย่างคราวนี้ผมได้มีโอกาสบินกับน้องสจ๊วตใหม่คนนึง ที่ผมดูแล้วว่าเป็็นคนที่มีบุคลิกภาพดี พูดจาดี และที่สำคัญท่าทางมีรอยหยักในสมองเยอะ จึงปรี่เข้าไปทักทายและจึงได้ทราบว่าเอเป็นแฟนเว็บไซต์ตัวจริงเสียงจริง และติดตามเว็บไซต์แห่งนี้ก่อนเข้ามาเป็นลูกเรือเสียอีก

น้อง: ผมชื่อเอกสิทธิ์ เจริญนารถ ชื่อเล่นเอ ตอนนี้ก็อายุยี่สิบกว่าๆ จบจากคณะบริหารธุรกิจ เมเจอร์ Hotel Management มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ผม: ทำงานอะไรมาก่อนครับ
น้องเอ: หลายที่เลยพี่ เริ่มชีวิตการทำงานช่วงที่เรียนอยู่ปีสุดท้ายโดยเป็นงาน part-time ก่อนครับ เริ่มตั้งแต่งานเอกสารทั่วไป ขับรถให้เจ้านาย แปลเอกสารต่าง ๆ เป็นพนักงาน Front Office ในโรงแรม ฯลฯ แต่ถ้าจะถามถึงประสบการณ์การทำงานด้านสายการบินก็คงต้องเริ่มจาก Thai Flying Airlines ซึ่งปัจจุบันได้ยกเลิกการดำเนินการไปแล้ว จากนั้นก็ไปอยู่ที่ Bangkok Airways ก่อนจะมาอยู่การบินไทย
ผม: จบทางบริหาร แล้วเกี่ยวอะไรถึงมาเป็นลูกเรือล่ะครับ
น้องเอ: เอ่อ ผมคิดน่ะครับพี่ ก็สิ่งที่จุดประกายในชีวิตให้ดำเนินมาสู่การเป็นลูกเรือของผมคงเริ่มต้นที่ Thai Flying Airlines นั่นแหละครับ ผมเป็นหนึ่งในสี่สิบคนแรกที่ได้เข้ารับการฝึกอบรม พอฝึกอบรมเสร็จ บริษัทฯ ก็เกิดปัญหาภายในจนต้องยุติการดำเนินกิจการไป ก็เสียความรู้สึกไปมาก ฝึกอบรมก็ฝึกแล้ว ได้ขึ้นไปดูเครื่องบิน เครื่องแบบก็ได้แล้ว แล้วอยู่ๆ ก็เหมือนฝันสลาย ทุกอย่างจบ
ทุกวันนี้เครื่องแบบของ Thai Flying ยังแขวนอยู่ที่บ้านเลยครับ จากนั้นก็ไปสมัครเป็นลูกเรือ Bangkok Airways ทำงานอยู่ที่นั่นหนึ่งปีเต็มๆ ก่อนจะมาอยู่ที่การบินไทยนี่แหละครับ
ผม: สรุปว่าช่วงหลังๆ ทำแต่งานด้านการบิน จากประสบการณ์หลายแห่ง พอจะบอกถึงข้อดีข้อเสียของการเป็นลูกเรือให้เพื่อนๆ ที่กำลังตัดสินใจสมัครเป็นลูกเรือได้บ้างไม๊
น้องเอ: อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ จะเหมาว่าทุกคนต้องคิดเหมือนผมคงจะไม่ได้ ผมไม่ขอแยกเป็นข้อดีข้อเสียนะแต่ขอพูดรวมๆ แล้วกัน เชื่อว่าทุกคนที่ได้อ่านคงแยกแยะได้ว่าอันไหนคือข้อดีหรือข้อเสีย ผมว่าส่วนใหญ่ก็รู้กันอยู่แล้วล่ะว่าข้อดีข้อเสียของอาชีพนี้คืออะไรบ้าง เอาเป็นว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก็แล้วกันครับ
ผม: จะว่าอะไรก็ว่ามาไม่ต้องอารัมภบทมาก
น้องเอ: แหมพี่ อย่างแรกเลยก็คือเราได้ทำงานตามที่ได้ฝันไว้ น้อยคนที่จะได้เข้ามาทำงานตรงนี้ เพราะฉะนั้น
ถ้าทำแล้วก็ต้องทำให้ดี ให้รู้สึกว่าที่เขาเลือกเรามานั้น
เลือกคนได้ถูกต้องที่สุดแล้ว อย่าให้คนที่ไม่มีโอกาสเป็นลูกเรือมาพูดได้ว่า ถ้าเขาได้เป็นลูกเรือ
เขาต้องทำได้ดีกว่าเรา ดังนั้น เมื่อเรามีโอกาสแล้วต้องทำให้ดีที่สุด
การทำงานแบบพวกเราก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าไม่มีวันหยุดที่แน่นอน หยุดไม่ตรงกับชาวบ้านเขา จะหาวันหยุดช่วงเทศกาลไปเที่ยวกับเพื่อนหรือแฟน
โอ๊ย ลืมไปได้เลยครับ หลายครั้งที่ชาวบ้านเขาเข้านอนกันแล้ว แต่เราเพิ่งเดินทางออกจากบ้านไปทำงาน บางทีก็กลับถึงบ้านตอนที่เขากำลังจะออกไปทำงานกัน เรียกว่าเวลาสลับกับเขาไปหมด ระบบต่างๆ ในร่างกายบางครั้งก็ทำงานไม่เป็นปกติ การรักษาสุขภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับลูกเรือ พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นเพราะป่วย เบื่อ ขี้เกียจ หรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่มาบินก็ไม่ได้เงิน
ทีนี้พอพูดถึงเรื่องเงิน น้องๆ หลายคนก็คิดว่า เป็นลูกเรือที่ได้เงินเยอะ รายได้ดี เดือนละหลายหมื่นบาท อันนั้นก็จริง แต่ก็ต้องไม่ลืมนึกถึงความเสี่ยงในอาชีพนี้ด้วย ที่เราได้ผลตอบแทนเป็นเงินเยอะ ก็เพราะว่าอาชีพแบบเรามีความเสี่ยงสูง พูดไปก็จะหาว่าปากหมา แต่มันก็เป็นความจริงนะครับ ตัวผมเองบางครั้งยังคิดเลยว่า
วันนี้ไปบินแล้วจะได้กลับมาบ้านหรือเปล่า รายได้ที่ได้มา ลูกเรือหลายคนก็จะเก็บไว้รักษาตัวเองจากการบาดเจ็บอันเนื่องมาจากการทำงานนั่นแหละ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่คนครับ การบาดเจ็บของเราจะไม่เห็นผลในทันที แต่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บสะสมไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งร่างกายทนไม่ไหว เมื่อนั้นแหละครับ ที่เราต้องหยุดบินและหันมาทำการรักษาอย่างจริงจัง คำแนะนำในเรื่องนี้ก็คือ เราต้องรักษาสุขภาพให้ดีและแข็งแรงอยู่ตลอดเวลาครับ อย่าฝืน อย่าหักโหม ถ้าคิดว่าไม่ไหว
ปากก็มี เพื่อนร่วมงานก็มี บอกเขา
ช่วยกัน อย่าทำตัวเป็น one man show อย่าคิดว่าฉันเจ๋ง ฉันแน่ แล้วสุดท้าย
ฉันก็จะเดี้ยง
ผม: บางคนเข้ามาเป็นลูกเรือเพราะอยากเที่ยว อยากกิน อยากช้อปปิ้ง
น้องเอ: อันนี้ก็เป็นผลพลอยได้ของอาชีพเราครับ เรื่องการใช้จ่ายในการซื้อของเวลาที่ไปต่างประเทศ หลายคนเวลาบินกลับมาแต่ละที ขนของกลับมากระเป๋าแทบระเบิด ถุงเสื้อพองอ้วนกลมตั้งได้เหมือนถุงทะเล อันนี้ก็เป็นการซื้อความสุขให้กับตัวเองครับ ช่วงแรก ๆ ทุกคนก็จะซื้อกันแหลกแบบนี้แหละ ผมเองก็ซื้อแหลกเหมือนกัน แต่พอบินไปได้สักระยะนึง ทีนี้ก็ไม่รู้จะซื้ออะไรแล้ว เพราะได้ซื้อของที่อยากได้แล้วทุกอย่าง ก็จะเริ่มหันมาเก็บเงินสร้างฐานะและความมั่นคงให้ชีวิต เป็นธรรมดาของทุกคนครับ
ผม: แล้วเรื่องเส้น น้องๆ เค้ากังวลกันเหลือเกินเกี่ยวกับเรื่องนี้
น้องเอ: โอ้
คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตที่เพื่อน ๆ มักจะถามผมเสมอเมื่อรู้ว่าผมผ่านการคัดเลือก ทำไมล่ะ ผ่านการคัดเลือกของการบินไทยต้องมีเส้นด้วยเหรอ ตระกูลผมตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยมีใครที่ทำงานที่การบินไทยหรือสายการบินอื่นใดเลยสักคน พ่อผมเป็นอดีตป่าไม้อำเภอที่ จ.จันทบุรี แม่ผมก็เป็นแม่บ้านธรรมดา ญาติพี่น้องทางฝ่ายพ่อแม่ก็เป็นครู เป็นพยาบาล ฯลฯ ไม่มีใครรู้จักพนักงานที่การบินไทยเป็นการส่วนตัวเลยสักคน เพื่อนผมหลายคนก็ผ่านการคัดเลือกโดยที่ไม่มีเส้น เพราะฉะนั้น
น้องๆ หรือผู้ที่คิดจะสมัครการบินไทยแต่ไม่มีเส้นทั้งหลายก็ไม่ต้องไปท้อแท้ครับ โอกาสของทุกคนมีอยู่แล้วครับ อยู่ที่ว่าคุณจะเตรียมตัวให้พร้อมได้ดีแค่ไหน
ผม: แล้วเรื่องปัญหาในการทำงาน
น้องเอ: ปัญหาในการทำงานที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะมาจากอุปกรณ์ในการทำงานและผู้โดยสารเป็นส่วนมาก ปัญหาระหว่างเพื่อนร่วมงานไม่ค่อยมีครับ เพราะทำใจได้ว่าจบไฟล์ทแล้วก็จบกัน ไม่รู้ว่าจะได้มาบินด้วยกันอีกเมื่อไหร่ อะไรที่ไม่ชอบ ที่ไม่ถูกชะตาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น อยู่ด้วยกันแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง ช่วยกันทำงานให้ผ่านไปด้วยดีจะเกิดประโยชน์กว่า
ส่วนปัญหาส่วนตัวของผมที่เกิดขึ้นเป็นประจำก็คือ
เลือดกำเดาไหลครับ เนื่องจากผมเป็นคนที่เส้นเลือดฝอยในจมูกแตกง่ายมากเวลาที่เจออากาศหนาว เช่น ตอนที่ไปเกาหลีหรือเมืองจีน บางทีหนาวมากจนหิมะตก อันนี้ก็ทำใจไว้เลยว่า
เดี๋ยวเลือดกำเดาไหลอีกแน่ ก็ไปปรึกษาหมอครับ หมอก็ให้ยามาเหมือนเป็นวาสลีนมาพ่นเคลือบในโพรงจมูกเวลาที่เจออากาศหนาว ๆ ก็ได้ผลดีครับ แต่ว่ายาจะมีกลิ่นแปลก ๆ ไม่หอมเอาซะเลย ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็จะไม่พ่นครับ
น่าเสียดายที่นานๆ ผมจะได้คุยกับสจ๊วตซักที แต่กลายเป็นว่าไฟลท์ที่เราร่วมทำงานด้วยกันนั้นเป็นไฟลท์ในประเทศที่เราเรียกกันว่า quick turn ผมจึงมีเวลาเสวนากับน้องเอไม่นานนัก คุยกันได้ไม่เท่าไหร่ผมก็ต้องวิ่งแจ้นกลับไปที่ครัวหน้า ไปตรวจตราความเรียบร้อยก่อนที่เครื่องจะร่อนลงที่สนามบินกรุงเทพ
จนกว่าเราจะพบกันใหม่ครับ

โดย กำแหงหาญ ©2003-2004 All Rights Reserved
7feb2003