
หนีอากาศแปรปรวนต้นเดือนเมษายนจากกรุงเทพ -วันนี้ร้อนโคตร พรุ่งนี้ฝนตกหนัก-
ได้ไม่ทันไร มาถึงสนามบินซูริคก็ยังอึ้งๆ เพราะแม้จะมีแสงแดดจ้า แต่ร่องรอยของหิมะยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไป
แต่นาทีนี้ผมไม่สนว่าที่ไหนจะหนาวหรือร้อน
แม้ตัวผมยังยืนโอนเอนอยู่ในเครื่อง แต่ใจและวิญญาณน่ะไปรออยู่ที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว
เครื่องจอดสนิท ผู้โดยสารทยอยลงจากเครื่อง
ผมและเพื่อนลูกเรือยืนส่งผู้โดยสารด้วยใบหน้าอันอิดโรยจากการอดนอน อย่าว่าแต่แรงจะยกมือไหว้เลย
แรงจะพูดยังแทบไม่มีด้วยซ้ำ

ผู้โดยสารลงจากเครื่องหมดแล้ว Procedure
สุดท้ายของพวกเราคือช่วยกันตรวจสิ่งของที่ผู้โดยสารอาจจะลืมทิ้งไว้ ...เก็บกระเป๋า
จากนั้นทุกคนก็รีบจ้ำออกจากเครื่องชนิดด่วนเลย อย่างป้าแอร์ในภาพ ตอนทำงานกับผมก็ใกล้ชิด
กุ๊กกิ๊กสนิทสนมกันดี แต่นาทีนี้ไม่มีแม้แต่จะรอผมสักนิด ไม่ว่ากัน ...การทำงานบนเครื่องบินนานกว่าสิบชั่วโมง
ทุกคนคงไม่นึกถึงอะไรนอกจากน้ำอุ่นๆ และเตียงอันอ่อนนุ่มที่รออยู่ข้างหน้า
....................................................................
มีคนกระแนะกระแหนว่าโรงแรมใหม่ของลูกเรือไทยที่สถานีซูริคไม่ต่างจากโรงเตี๊ยม
ผมเห็นด้วยนิดนึง แต่อยากบอกว่ามันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอก
แม้ล้อบบี้ของโรงแรมจะเล็กมากๆ แต่ในสภาพอากาศหนาวๆ
เย็นๆ แบบนี้ เบียดๆ กันเข้ามันก็ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นดี

แบกกันมาเพียบทั้งกระเป๋าเล็กกระเป๋าใหญ่
อย่าว่าแต่คนจะเดินเลย แม้แต่มดก็ยากที่จะแทรกเข้ามาได้

ห้องนอนชั้นดีตามมาตรฐานทั่วไปของโรงแรมระดับ
3 หรือ 4 ดาวแหว่งๆ มีกาต้มน้ำ ตู้เย็น และเครื่องทำความร้อน อ้อ! แอบเห็นว่ามีพัดลมหนึ่งตัวซ่อนอยู่บนหลังตู้เสื้อผ้า
(เป็นสัญลักษณ์ว่าโรงแรมนี้ไม่มีแอร์) เข้าหน้าร้อนเมื่อไหร่ล่ะก็ได้ใช้พัดลมกันแน่เพื่อนๆ

ม่านบังแสงควบคุมด้วยไฟฟ้าจากปุ่มกดหัวเตียง
ก็กดขึ้นกดลงเหมือนโรงแรมที่โรมนั่นล่ะ อย่าตลกไป เพราะลูกเรือหลายคนหาปุ่มที่ว่านั่นไม่เจอ
ก็ผมนั่นแหละใช่ใครอื่น ไอ้เรื่องเบ๊อะๆ แบบนี้ผมมักจะมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
แต่ไม่รู้นะครับ
ทั้งที่มีแสงสว่างส่องเข้ามาอย่างนั้น ผมก็ยังหลับได้หลับดีสิบกว่าชั่วโมง

ทิวทัศน์รอบโรงแรมค่อนข้างเหี่ยวเฉา มองไปทางไหนมีแต่โกดังเก็บของและโชว์รูมรถบรรทุก
หน้าโรงแรมมีบึงน้ำเล็กๆ และธงสวิสปลิวไสว... ผมก็เก็บภาพมาได้เท่านี้
ที่พักของเราเป็นโรงแรมอันเชิดหน้าชูตาของเมือง
Dietikon ไม่รู้ออกเสียงยังไง แต่ผมขอเรียกว่า ดิ-เอ-ติ-คอน ผิดถูกอย่างไรต้องขออภัยผู้รู้ไว้
ณ ที่นี้ อยู่ราวกึ่งกลางของสนามบินและเมืองซูริค ถ้าเทียบกับบ้านเราก็ทำนองประตูน้ำพระอินทร์
555
ใครจะเข้าซูริค โรงแรมก็มีรถ Shuttle Bus ให้บริการวันละ 3 รอบ และสำหรับผู้ที่นิยมช้อปปิ้งเล็กๆ
น้อยๆ แต่ไม่อยากเข้าเมือง โรงแรมก็มีบริการนำไปยัง Mall ขนาดย่อมๆ ไม่ไกลนักจากโรงแรม
อย่างไรก็ตาม จะไปจะมาต้องจองที่นั่งก่อนทั้งขาไปขากลับ เพราะรถรับส่งของโรงแรมเป็นรถตู้คันเล็กๆ
ให้เราได้เบียดกันอบอุ่นเช่นเคย

ผู้นิยมการวิ่งออกกำลังกาย ที่นี่นับเป็นสวรรค์น้อยๆ
ออกจากโรงแรมเลี้ยวซ้าย ข้ามสะพานเล็กๆ ขวามือจะเป็นทางเดินเลียบลำธารไปยังแม่น้ำลิมมัท
(Limmat-แม่น้ำเดียวกับที่ผ่านกลางเมืองซูริคนั่นแหละ) บรรยากาศเดินเล่น
ถ่ายรูปใช้ได้ครับ ดีกว่านั่งจับเจ่าอยู่ในห้องอย่างอ้างว้าง และเปลี่ยวเหงา

สองคนตายาย พี่กัมปนาท สจ๊วต First Class
เอนเตอร์เทนเนอร์ตัวจริงเสียงจริงจาก OV และครูอิงเรียม ...เดินอ้อยอิ่งไปตามทางเดินเลียบริมแม่น้ำลิมมัท
(Limmat Weg) ...ไม่รอกันเลยนะพี่

แต่ไม่อดตายแน่ๆ ไม่ไกลจากโรงแรมมีร้าน
Coop ขนาดใหญ่ ไปทีไรก็ได้แต่ช็อคโกแลตมาฝากกิ๊กและไวน์เป็นของขวัญให้ตัวเองดื่มแก้เซ็ง

..
และตัวฉัน ที่เสียใจในตอนนี้
ไม่เคยรู้มาก่อน ไม่คิดก่อน ไม่เคยมองมุมเธอซักที
เมื่อวันที่เธอจะไป ก็เพิ่งรู้ว่าเธอแสนดี
อยากขอ... ขอร้องเธอคนนี้
ให้โอกาสมองมุมของคนที่มองเป็นอีกที
..
กลางวันเหงาๆ ครับ ยิ่งในวันที่มีหิมะตกหยิมๆ
อย่างวันที่ผมมาถึง บรรยากาศแบบนี้มักทำให้อะไรๆ ที่เศร้าอยู่แล้วให้กลับแย่ลงไปอีก
โดยเฉพาะสำหรับคนที่เพิ่งหัวใจเดาะมาหมาดๆ อย่างน้องต้นที่เห็นในภาพ

พวกที่ไม่รู้จะออกไปไหน มักจับกลุ่มเมาท์แตกกันอยู่ใน
Crew Lounge ใครทำกับข้าวก็ทำไป ในภาพน้องอุ๋นกำลังทำแกงจืดสนองตัณหาพี่ๆ
อย่างเมามัน ห้อง Crew Lounge ที่นี่อยู่ในระดับห้าดาว เพราะมีเครื่องครัว
เตาแก็ส ตู้เย็น หม้อชามรามไหและอุปกรณ์ครบครัน วันนั้นผมได้ทานปลาเทราต์ผัดพริกไทยดำฝีมือน้องอุ๋นด้วยซ้ำ
(ปลาซื้อจากโคออป ส่วนเครื่องจากตลาดบองมาร์เช่)

กินอาหารอร่อยๆ เคล้าไวน์ ลับฝีปากด้วยการแซวน้องแอร์เด็กๆ
ตามประสาวัวเฒ่าก็พอแก้เหงาไปได้บ้าง

ตกค่ำ บรรยากาศใน Crew Lounge เริ่มคึกคัก
พวกที่ออกไปเผชิญโชคในเมืองกลับมาหุงหาอาหาร วงคาราโอเกะเริ่มต้นด้วยเพลงช้าๆ
สไตล์สโลว์ซบ ก่อนจะแดนซ์กันกระจายในยามดึกตามปริมาณแอลกอฮอล์ที่กระจายอยู่ในสายเลือด
(ส่วนใหญ่จะถือแก้วเดียวแต่หนุกหนานกันได้ทั้งคืน) ในภาพจะเห็นน้องเหมียว
แอร์ที่เพิ่งขึ้นมาบินยุโรปใหม่ๆ หมาดๆ พี่ๆ สจ๊วตจึงรุมโอ๋เอาใจกันน่าดู
ส่วนป้าโจ๋ แอร์รุ่นกลางเก่ากลางใหม่ต้องยึดไมค์เป็นเพื่อนเพราะบินมานาน
ใครๆ ก็เริ่มไม่รักแล้ว 555

สุดยอดตรงที่มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงออนไลน์ตลอด
24 ชั่วโมง ในภาพจะเห็นเฮียโกเมศ ขาโจ๋แห่งห้องกล้อง/Blue planet กำลังเช็ค
rating ของตัวเองใน 1000ติ๊บ ผมคิดจะส่งเรื่องและรูปให้ myoldeditor ข้ามทวีปแบบนี้เหมือนกัน
แต่อายเกินกว่าจะเอาโน้ตบุ๊กเก่าๆ ของตัวเองออกมาโชว์
ชีวิตที่นี่ไม่ได้เปลี่ยวเหงาอย่างที่คิดหรอกครับ
อาจจะเบื่อบ้างตรงที่ไม่มีอะไรให้ทำมากนัก แต่ผมถือว่ามาพักผ่อน นอนกอดเปอร์เดี้ยม
กลับบ้านกระเป๋าตุง แค่นี้ก็มีความสุขจะแย่แล้ว
...ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม
จนกว่าจะพบกันใหม่ไฟลท์หน้า ...ลอนดอนครับ

เรื่องและภาพโดย กำแหงหาญ for www.thaicabincrew.com
© 2005 All Rights Reserved 07apr05