ก่อนตัดสินใจสมัครเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เรามาคุยกันก่อนนะคะว่าน้องๆ
เหมาะกับงานนี้หรือเปล่า งานนี้ไม่ใช่งานสบายหรูหราอย่างที่หลายคนคิด
ไม่ใช่แค่เสริฟชา กาแฟ แล้วได้ไปเดินเฉิดฉายช้อปปิ้งทั่วโลก จะบอกให้ว่างานนี้หนักทีเดียว
เพราะจริงๆ แล้วหน้าที่หลักของลูกเรือคือ การดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสารในขณะที่อยู่บนฟ้า
ส่วนการทำให้ผู้โดยสารได้รับความเพลิดเพลินและสะดวกสบายระหว่างการเดินทางเป็นเพียงหน้าที่รองเท่านั้น
ต้องทราบก่อนนะคะ ว่าธุรกิจการบินนั้น บินกันทั้งปี ไม่มีหยุดเสาร์อาทิตย์
ปีใหม่ สงกรานต์ วันหยุดที่คนอื่นได้หยุด เราก็ไม่ได้หยุดเหมือนคนอื่น
ทำงานก็ไม่เป็นเวลา บางทีต้องตื่นแต่เช้ามืด ในขณะที่คนอื่นกำลังฝันหวาน
หรือว่า 5 ทุ่มเที่ยงคืน ชาวบ้านกำลังเข้านอน เรากลับต้องแบกกระเป๋าเสื้อผ้าไปบิน
เดี๋ยวเช้าเดี๋ยวดึกทำงานไม่เป็นเวลา นอนก็ไม่เป็นเวลา จะนัดกับใครก็ลำบาก
เรียกได้ว่าแทบจะหาเวลาตรงกับชาวบ้านไม่ได้เลย บางทีไปบินเป็นอาทิตย์
ละครเรื่องโปรดก็ไม่ได้ดู แฟนก็ไม่ได้เจอ อยากจะกินข้าวร้านประจำก็ไม่มี
ไปต่างที่ต่างถิ่นปรับตัวปรับเวลาก็ลำบาก ตอนไปจากเมืองไทยร้อนแทบบ้าไปถึงอีกทวีปกลับหนาวเดี๋ยวสามวันกลับมาร้อนอีกแล้ว
น้องๆ รับกันได้หรือเปล่าคะ
เห็นหรือเปล่าว่างานนี้ไม่ได้สบายๆ เลย ดังนั้นเมื่อมีการสอบคัดเลือกลูกเรือ
จึงต้องคัดแล้วคัดอีกเพื่อจะหาคนที่เหมาะสมกับงานนี้จริงๆ เอาล่ะ
ถ้าอ่านถึงตรงนี้แล้วยังคิดว่าตัวเองไปไหว เรามาดูกันต่อไปว่างานของลูกเรือนั้นมีอะไรบ้าง
อย่างที่บอกนะคะว่าหน้าที่คร่าวๆ ของลูกเรือก็คือ ดูแลความปลอดภัยและให้ความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสาร
เราลองมาดูซิว่าจริงๆ แล้วมันมีรายละเอียดอะไรอีกบ้าง แต่ต้องหมายเหตุไว้นิดนึง
ว่าแต่ล่ะสายการบินมีระเบียบปฏิบัติสำหรับลูกเรือแตกต่างกัน จึงอาจจะไม่เหมือนกันบ้างในรายละเอียด
เมื่อแรกขึ้นเครื่อง ลูกเรือต้องตรวจเครื่องไม้เครื่องมือที่ต้องใช้ในกรณีฉุกเฉินตามสเตชั่นที่ตนเองได้รับมอบหมาย
หากพบสิ่งใดสูญหายหรือบกพร่องต้องรายงานต่อผู้รับผิดชอบโดยด่วนที่สุด
ต้อนรับและทักทายเมื่อผู้โดยสารขึ้นเครื่อง และนำไปยังหมายเลขที่นั่งที่ปรากฏบน
boarding pass พร้อมทั้งช่วยเหลือและแนะนำผู้โดยสารในการเก็บสัมภาระ
(carry-on items) ที่นำติดตัวมาไปไว้ในที่ที่กำหนด
ก่อนเครื่องขึ้น ต้องตรวจดูว่าผู้โดยสารคาดเข็มขัดทุกคนหรือเปล่า
ที่นั่งปรับตรงมั้ย ของสัมภาระต่างๆ อยู่ในที่ๆ มันควรจะอยู่หรือเปล่า
ช่องที่ใส่ของสัมภาระเหนือศรีษะปิดแน่นสนิทดีหรือยัง เผื่อบินๆ
อยู่เกิดตกหลุมอากาศ ของที่ใส่ไว้เกิดกระเด็ดหลุดออกมา อาจทำอันตรายแก่ผู้โดยสารได้
เตรียมและเสริฟอาหารรวมทั้งเครื่องดื่ม อำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารพิเศษ
เช่นเด็กเดินทางคนเดียว คนแก่ แม่ลูกอ่อน คนป่วย คนพิการ พระ และผู้โดยสารที่ไม่คุ้นเคยกะภาษาอังกฤษสำเนียงไทยๆ
ของเรา หรืออาจจะถึงกับพูดอังกฤษและไทยไม่ได้เลย
และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือความสะอาดของห้องน้ำและห้องผู้โดยสาร คนเป็นร้อยมันต้องมีคนที่มาทำให้ห้องน้ำเราเลอะเทอะ
เราจึงต้องเข้าไปจัดการทำให้มันน่าดู เพื่อให้คนอื่นๆ เข้าไปใช้ได้
อย่าลืมว่าความสะอาดของห้องน้ำสามารถบอกได้ทุกอย่างว่าคนที่ดูแลอยู่มีนิสัยอย่างไร
เป็นไงคะสำหรับงานคร่าวๆ ที่ลูกเรือจะต้องเจอ นี่ยังไม่นับถึงกรณีพิเศษอีกมากนะคะ
ยังสู้อยู่มั้ย ถ้ายังสู้อยู่ก็ไปดูในหัวข้อถัดไปเลยค่ะ
การสัมภาษณ์
การสัมภาษณ์ไม่ว่าที่ไหนๆ สิ่งแรกที่จะให้ทำคือการแนะนำตัวเองอย่างสั้นๆ
เคยสงสัยกันมั้ยคะว่าเราควรจะแนะนำตัวว่าอย่างไร โดยส่วนใหญ่แล้ว
สิ่งที่เราควรจะบอกกรรมการไปก็คือ ชื่อ อายุ เรียนจบจากที่ไหน
กำลังทำงานอะไรอยู่ งานอดิเรกคืออะไร แค่นี้ล่ะค่ะที่ควรบอก แล้วก็ควรบอกอย่างชัดเจนและให้ได้ใจความที่สุด
ไม่ต้องบอกรายละเอียดมากไปมากกว่านี้หรือพูดให้มันยืดยาวเพราะกรรมการไม่ต้องการรู้มากถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ
เดี๋ยวดีไม่ดี เค้าอาจสั่งให้เราหยุดพูดได้ เวลาพูดก็สบตากรรมการด้วยนะคะ
ทางที่ดีควรเตรียมเพิ่มไปอีกนิดนึงด้วยเผื่อสมมุติว่าเราแนะนำตัวเองว่าเรียนจบจากคณะสัตวแพทย์
กรรมการอาจจะถามว่าทำไมไม่ไปทำอาชีพที่เราเรียนจบมา หรืออาจจะสนใจในงานอดิเรกของเรา
ก็เตรียมๆ ไปเผื่อกรรมการถามอะไรต่อด้วยนะคะ
บางสายการบินอาจเรียกเข้าสัมภาษณ์เป็นกลุ่ม ซึ่งก็ประมาณ 5 คน
เค้าจะให้ทำ group discussion หรือสนทนากันเองภายในกลุ่ม กรรมการจะนั่งฟังว่าเราแสดงออกอย่างไร
พูดอย่างไร ในคำตอบทุกคำที่พูดออกไป ไม่มีผิดหรือถูกหรอกค่ะ สิ่งที่กรรมการมองก็คือเราแสดงออกอย่างไร
พูด over acting หรือเปล่า หรือว่าเป็นพวกนั่งเงียบไม่มีความคิดเห็น
เอาแต่พยักหน้าหงึกๆ แล้วก็ I agree with you ตลอดเวลา มันก็ไม่ดีทั้ง
2 อย่างใช่มั้ยคะ นอกจากนั้น เวลาทำ group discussion เราต้องให้ความสนใจคนอื่นด้วยว่าเค้าพูดว่าอย่างไร
ถ้าเห็นด้วยก็พูดไปว่าดิฉันเห็นด้วยค่ะ ดิฉันคิดว่า
เพิ่มไปอีกนิดหน่อยอะไรก็ได้
อย่างพูดแค่ว่าเห็นด้วยอย่างเดียว แต่ถ้าไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องไปบอกว่า
ดิฉันคิดว่าคุณคิดผิดนะหรือว่าคุณน่ะผิด ดิฉันคิดว่า
ไม่เอานะค่ะ
ไม่พูดอย่างนั้น มันเหมือนกับเราเป็นพวกเผด็จการทางความคิด ถ้าไม่เห็นด้วยก็อาจจะพูดว่า
มันเป็นความคิดที่ดีนะคะแต่ดิฉันคิดอีกแบบว่า
คล้ายๆ กับว่าเธอไม่ผิดนะ
เพียงแต่เราคิดไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง
วิธีการสัมภาษณ์อีกแบบที่ใช้กันก็คือการสัมภาษณ์เป็นรายบุคคล เราคนเดียวกรรมการ
3-6 คน คำถามที่จะถามเราก็เพื่อที่จะวัดว่า เราเป็นคนที่มีบุคลิกและลักษณะตรงตามที่บริษัทต้องการหรือเปล่า
คำถามที่ถามๆ กันบ่อยๆ ก็มี
ทำไมถึงอยากเป็นแอร์
ก็ตอบไปเลยค่ะว่าเพราะอะไร อย่าไปตอบแค่เพียงว่า ได้ทำงานกับคนหลายเชื้อชาติแล้วก็ได้เที่ยวรอบโลก
เค้าจ้างให้มาทำงานนะ ไม่ได้จ้างให้มาเที่ยว เดี๋ยวกรรมการก็คิดหรอกว่ากะมาเที่ยวอย่างเดียวเท่านั้นเอง
ไม่ได้รักงานนี้จริงๆ
ทำไมถึงอยากทำงานที่สายการบินนี้
ก็อาจจะอ้างจากข้อมูลบริษัทที่เรามีว่ามันมีดีอะไรเราถึงอยากมาทำ
เอาข้อมูลที่มีมาตอบให้เป็นประโยชน์ อย่าเผลอไปตอบเชียวนะคะว่า
หนูสมัครไปทุกสายการบินแหละค่ะ แต่ที่นี่เรียกหนูก่อน ก็เลยมาค่ะ
ทราบมั้ยว่าแอร์มีหน้าที่อะไรบ้าง
มีข้อมูลจากหน้าต้นๆ แล้วก็ตอบไปเลยค่ะ ว่าทำอะไรบ้าง อะไรที่รู้ก็ตอบไป
อะไรที่ไม่รู้ ก็ไม่ต้องไปแต่งขึ้นมาค่ะ
งานบริการที่ดีคืออะไร
จุดเด่น จุดด้อยของเราคืออะไร
ถ้าคุณต้องไปอยู่ต่างประเทศนานๆ คุณจะมีปัญหาอะไรมั้ย
บางทีกรรมการอาจสร้างสถานการณ์สมมุติขึ้นมาเพื่อดูไหวพริบในการแก้ปัญหาของเรา
เช่น อาจจะถามว่าถ้าเจอคนเมาบนเครื่องจะทำอย่างไร ถ้าเจอเด็กร้องให้จะปลอบอย่างไร
เป็นต้น
นอกจากการสัมภาษณ์แล้ว ข้อทดสอบอีกอย่างที่บางสายการบินมีก็คือ
ข้อสอบเลข ภาษาอังกฤษ ความรู้ทั่วๆ ไป ซึ่งไม่ควรต้องกังวลมาก
เพราะไม่ได้ต้องการคนที่ฉลาดล้ำลึกอัจฉริยะ เพียงผ่านเกณฑ์ที่กำหนดก็พอแล้ว
สำหรับเรื่องความรู้ทั่วๆ ไป บางสายการบินก็อาจจะคาดหวังว่า เราควรที่จะรู้ศัพท์ที่ใช้ในวงการการบินบ้าง
เช่น pax คืออะไร departure time คืออะไร ศัพท์ง่ายๆ (ซึ่งอาจจะยากสำหรับบางคน)
หรืออาจจะถามว่าสายการบินเค้าบินไปไหนบ้าง ข้อแนะนำก็คือไปหาข้อมูลเพิ่มเติมจาก
website ของสายการบินนั้นๆ อ่านหนังสือพิมพ์ด้วยเผื่อว่าช่วงนั้น
มีข่าวใหม่ๆ ของบริษัทที่เรากำลังจะไปสอบสัมภาษณ์
TIPS OF INTERVIEW
คืนก่อนวันสัมภาษณ์ พยายามนอนพักผ่อนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพื่อที่ว่าเราจะได้ดูสดชื่นและสดใส เข้าใจว่าทุกคนต้องตื่นเต้น
ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ก็สัมภาษณ์แอร์นี่คะ ยังไงก็ต้องพยายามข่มตานอนให้หลับค่ะ
ในเรื่องการแต่งตัว แต่งไปให้เนี้ยบเลยนะคะ ภาพลักษณ์ภายนอกเป็นสิ่งแรกที่กรรมการจะมองเห็น
ไม่ว่าจะเป็นทรงผม เล็บ การแต่งหน้า รองเท้า (แนะนำว่าถ้าเป็นรองเท้าใหม่
ก็ให้ใส่ซ้อมเดินก่อนวันจริงนะคะ จะได้คุ้นเคย) เครื่องประดับไม่ควรแต่งมากไป
ต่างหูใหญ่ๆ ไม่เอานะคะ กำไลเพชร สร้อยข้อเท้า สิ่งที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องแต่งมาค่ะ
พยายามเลือกเครื่องประดับให้เข้ากับชุดของเราด้วย
พูดถึงชุด ระมัดระวังนะคะ ดูด้วยว่าสายการบินนั้นๆ ต้องการให้เราแต่งแบบไหน
บางที่อาจต้องการให้ใส่เสื้อแขนสั้น ไม่ให้ใส่ถุงน่องเข้ม บางทีอาจจะบอกเลยว่าให้ใส่สูทสุภาพเรียบร้อย
บางทีอาจจะชอบให้แต่งหน้าเข้มๆ ปากแดงสดๆ เค้าอาจจะดูว่าหน้าเรารับกับชุดยูนิฟอร์มของเค้ามั้ย
สิ่งเหล่านี้ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ
เช็คเรื่องสถานที่สัมภาษณ์ให้ดี อย่าได้ไปผิดเชียว ไปให้ตรงเวลา
การทำงานที่เกี่ยวกับธุรกิจการบิน เวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก รถติดไม่ใช่ข้ออ้างนะคะ
อยากจะแนะนำให้ลองไปก่อนถึงวันจริงเพื่อที่ว่าเราจะได้กะเวลาในการเดินทางถูก
ทางที่ดีเผื่อเวลาในวันเดินทางจริงด้วย ไปถึงก่อนดีกว่าไปสาย อีกอย่าง
ไปถึงก่อนจะได้มีเวลาไปคุยกับผู้สมัครคนอื่นๆ อย่างน้อยก็คลายเครียดได้ค่ะ
ในกรณีที่เป็นการสัมภาษณ์กลุ่ม ไม่ต้องถึงกับชิงตอบ พูดอยู่คนเดียว
ทำตัวโดดเด่นมากเกินไป แย่งเพื่อนตอบไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนเก่ง
คิดได้ไวเสมอไป กรรมการสนใจที่คำตอบของเรามากกว่าว่าเราจะตอบอย่างไร
การทำอย่างนั้นอาจจะหมายถึงเราเป็นคนที่ไม่มี team work ที่ดี
งานสายการบิน เราทำงานกันเป็นทีม ฉะนั้น ในเวลาสัมภาษณ์แบบกลุ่ม
เอื้อเฟื้อเพื่อนข้างๆ การช่วยรับส่งกัน จะทำให้เราดูเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีในสายตากรรมการค่ะ
ก่อนตอบคำถามกรรมการ ใส่ใจคำตอบของตัวเองด้วย คิดก่อนตอบ ทางที่ดีเตรียมซ้อมมาจากบ้านก่อนเลยค่ะ
ว่าถ้ากรรมการถามอย่างนี้ เราจะตอบไปว่าอย่างไร แต่การเตรียมก็ไม่ต้องกับถึงท่องนะคะ
การท่องไปตอบมันทำให้ขาดชีวิตชีวา ไม่เป็นธรรมชาติ แต่ถ้าถึงเวลาจริงๆ
ตายล่ะคำถามนี้ไม่ได้เตรียมมา ยังคิดไม่ออกก็ยิ้มไปก่อนเลย แล้วรีบคิดคำตอบด่วน
อย่าทำหน้าฉงนหรือแสดงอาการว่าแย่แน่ๆ ตอบไม่ได้ทำไงดี คิดดูสิ
ขณะอยู่บนเครื่องอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เสมอ การตัดสินใจที่ฉับไวเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่กรรมการจะพิจารณาค่ะ
ก่อนวันสัมภาษณ์ เตรียมคำถามที่คิดว่ากรรมการจะถามเช่น แนะนำตัวคุณเองซิ
ทำไมถึงสนใจงานทางด้านนี้ จุดเด่นและจุดด้อยของคุณคืออะไร นี่เป็นการสมัครงานที่แรกของคุณหรือเปล่า
ถ้าไม่ใช่ ผลจากการสมัครของครั้งก่อนๆ ได้ให้อะไรจากคุณบ้าง ตอนนี้ทำงานอยู่หรือเปล่า
ทำอะไร รับผิดชอบเกี่ยวกับอะไรบ้าง ทำไมถึงอยากทำงานที่สายการบินนี้
ฝึกทั้งภาษาไทยและอังกฤษนะคะ
ถ้ามีการสอบเรื่องภาษาอังกฤษ หรือ attitude test เตรียมตัวล่วงหน้านะคะ
ดูไปบ้างว่าศัพท์แสงอันนี้เค้าเรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษก็ไปหาหนังซาวด์แทรคมาดูให้คุ้นเคยสำเนียง
ฝึกคิดฝึกพูด เวลาสัมภาษณ์จะได้ไม่ต้องมา pardon, again please
ตลอดเวลา
ทำตัวให้สบาย เป็นตัวของตัวเอง คิดว่านี่คือการพูดคุยธรรมดา อย่าคิดว่าคือการสอบ
หรือคิดว่ากรรมการจะจับผิดอะไรเราบ้าง
แสดงความมั่นใจได้โดยการสบตาเวลาตอบคำถาม ตอบเสียงดังฟังชัดไปเลย
และก็จำไว้นะคะว่าการสื่อสารที่ดีต้องมีทั้ง 2 ทาง พูดแล้วก็ต้องฟังด้วย
พูดมากไปน้อยไปไม่ควรค่ะ
ศึกษาประวัติบริษัทไว้บ้างนะคะ คงไม่ต้องถึงกับรู้ว่าใครเป็นคนก่อตั้งเมื่อปีอะไร
แต่ก็รู้ไว้เพื่อว่าเผื่อเวลากรรมการถามว่ารู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทบ้าง
จะได้ตอบให้กรรมการได้ชื่นใจว่าเราอยากจะทำที่บริษัทเค้าจริงๆ
เคยมีมาแล้วนะคะที่ถามว่าสายการบินเราย่อมาจากคำว่าอะไร แล้วก็ตอบไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องที่หลายๆ
คนมักจะมองข้าม และสอบตกมาแล้ว บางครั้งกรรมการเค้าอาจจะถามว่าอะไรที่ทำให้คุณอยากทำงานที่นี่
คุณจะได้ใช้ข้อมูลที่คุณมีอยู่ เลือกจุดเด่นมาประกอบการตอบของคุณได้
แต่ถ้าไม่มีข้อมูลอะไรเลย อาจจะใช้ประโยคที่ว่า หนูสนใจในงานนี้ค่ะ
คิดว่ามันเหมาะกับบุคลิกลักษณะของหนู และหนูก็คิดว่าบริษัทได้เปิดโอกาสให้หนูค่ะ
ความมั่นใจในตัวเองและความมีสติในระหว่างการสอบสัมภาษณ์ถือเป็นหัวใจ
ขอให้ทุกท่านโชคดีและอย่าลืมทักทายกันบนเครื่องนะคะ
