ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีงามๆ เป็นการทักทายตามประสาคนไทยนิสัยดีค่ะ เกิดมาไม่เคยเขียนเรื่องกะเค้าหรอก พอดีเป็นพวกยุขึ้น มีน้องเค้ามาบอกให้ลองเขียนดู อีกอย่างเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่น้องๆ ที่อยากทำงานในอาชีพเดียวกันนี้ โอเคค่ะ จะลงมือเขียนละคะ
แอร์โฮสเตสดูจะเป็นอาชีพในฝันของหญิงไทยส่วนมาก เพราะเป็นงานที่ได้เที่ยวโดยไม่ต้องเสียค่าตั๋วเครื่องบิน แถมยังได้รับค่าตอบแทนสูงอีกต่างหาก ดีจัง สมัยเราเด็กๆ ก็แอบฝันกะเค้าด้วย แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้เป็นแอร์กะเค้าจริงๆ ตอนมัธยมก็เรียนโรงเรียนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียง สอบเอนทรานซ์ก็ไม่ติด (ไม่เคยหวังด้วยแหละ แหะแหะ) เลยไปสอบเข้าสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่ง เลือกเรียนเอกอังกฤษธุรกิจ (Business English) จบมาก็ไม่ได้ไปสอบสายการบินไหน เพราะคิดว่าตัวเองคงไม่ได้หรอก ไม่ได้จบสถาบันดังๆ จะเอาอะไรไปสู้เค้า ตอนนั้นจำได้ว่าเพื่อนในเอกไปสอบสวิสแอร์ แล้วเค้าได้ เราเลยมานั่งนึกว่า "เค้าก็จบเกรดพอๆ กะเรา ภาษาอังกฤษก็พูดได้พอๆ กัน หน้าตาและบุคลิกเราก็ไม่ได้เป็นรอง ถ้าเค้าทำได้ เราก็ต้องทำได้สิ'' เราก็เลยเตรียมตัวฝึกโทอิค โดยเข้าไปตามเว็บไซต์ที่มีแบบฝึกหัดโทอิคให้ทดลองทำ ในที่สุดเราก็ไปสอบ ได้คะแนนมาเป็นที่น่าพอใจ แฮ้ปปี้ แฮ้ปปี้
ก่อนไปสมัครเราก็เตรียมเอกสารสมัครงานทั้งหมด เหลือแต่รูปถ่าย เอาไงดี
. สมัยเรียนเค้าบอกว่าเมื่อจะไปสมัครงาน ให้ศึกษาข้อมูลบริษัทไปบ้าง เราก็ทำการบ้านอย่างดี ดูว่าชุดของสายการบินเค้าสีอะไร ก็ไปหาซื้อสีประมาณนั้นมาเลย กะว่าจะใส่ไปเอาใจเค้าเต็มที่ สถานที่ที่เราไปถ่ายรูป คือที่สวนหลวง ร.9 เลือกวิวดอกไม้สวยงาม (สมัยนี้รู้สึกเค้าจะนิยมไปตามสตูดิโอกันนิ) เป็นอันว่าเอกสารครบ ถึงวันสอบ เราผมยาวก็รวบมวยคลุมเน้ตไปอย่างดี ทาเล็บด้วย แต่งหน้านิดนึงพอให้หน้าไม่จืด (ทำเองหมดเลยนะ ไม่เสียตังค์ให้ร้านซักกะบาท) และก็ฉีดน้ำหอมกลิ่นอ่อนๆ พอให้สดชื่น
สายการบินแรกที่ไปสมัครคือ British Airway ต้องทำข้อสอบเยอะแยะไปหมด มีสอบเลขด้วย จำได้ โหย น่ากัวๆ แล้วเค้าก็ไม่ติดต่อมาอีกเลย เป็นอันรู้กันว่า "แห้ว" แต่ก็ยังไม่จ๋อย เพราะไปแบบทำใจไว้แล้ว ประมาณว่าคงไม่ได้หรอก แต่ถ้าได้ก็จะดีใจม้าาาาก จากนั้นก็ไปสมัคร JAL อันนี้ไม่ได้แห้วนะคะ คือวันที่ไปกรอกใบสมัคร บังเอิญเห็นความไม่น่ารักของเจ้าหน้าที่ที่เค้าทำการรับสมัคร เลยคิดว่าคับที่อยู่ได้ คับใจคงอยู่ลำบาก นี่แค่เจ้าหน้าที่รับสมัครยังขนาดนี้ แล้วพวกรุ่นพี่ที่เค้าบินอยู่ก่อนเรา จะขนาดไหนเนี่ย เลยตัดสินใจขอเอกสารทั้งหมดคืน แล้วเดินออกมา
สายการบินที่สามคือ Korean Air อันนี้ไม่ได้แห้วเพราะไร้ความสามารถนะคะ แต่แห้วเพราะสูงไม่ถึงน่ะคะ อ่ะ ทีนี้ก็มาถึงสายการบินที่สี่ Emirates Airline (ซึ่งเป็นสายการบินที่ยังทำอยู่จนปัจจุบันนี้นะคะ) เพื่อนโทรมาบอกว่าเอมิเรตส์กำลังเปิดรับสมัคร ไอ้เราก็ไม่เคยรู้จักสายการบินอะไรนี้เลย
แต่ก็ไปสมัครจนได้ (แหม! ก็อยากเป็นแอร์นิ) ไปสมัครแอร์ไม่มีครั้งไหนที่ไม่ตื่นเต้น แต่ว่าจะไปแบบทำใจไว้แล้ว ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เค้าเรียกให้ไปสัมภาษณ์รอบแรก ว้ายยย ดีใจ! ใช้เวลาหมดไปทั้งวันสำหรับรอบแรก แต่ก็ไม่เสียเวลาเปล่า เพราะเราผ่านเข้ารอบสอง โหย ตายและ ครั้งแรกในการสมัครแอร์แล้วเข้ารอบสอง ตอนนั้นเก็บเงียบไม่บอกใครเลย มีแต่ที่บ้านรู้ กลัวเดี๋ยวถ้าคนรู้เยอะแล้วเราไม่ได้นี่ อายนะ
..และแล้ว วันนัดสัมภาษณ์รอบสองก็มาถึง เค้าให้เราเล่นเกมส์และมี group discussion ปิดรายการด้วยสัมภาษณ์เดี่ยว เป็นอันจบวัน แล้วเค้าก็บอกว่าให้เรารอ อีกประมาณสี่สัปดาห์จะติดต่อมาว่าเราได้งานหรือไม่
รอ รอ รอ ได้แต่รอ จนเกินสี่สัปดาห์แล้ว เราก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากเอมิเรตส์ นึก นึก นึก เอาไงดี เป็นไงเป็นกัน ไม่รอแล้ว ตัดสินใจโทรไปที่สำนักงานดูไบ (เมื่อก่อนเค้าจะมีเบอร์โทรศัพท์ให้เราติดต่อได้โดยตรงกับทางดูไบ) บอกเค้าว่าเรารอเกินสี่สัปดาห์แล้ว ยังไม่รู้ผลเลย พอจะช่วยเราได้มั้ย ช่วยเช็คให้หน่อย เค้าก็เช็คให้เรา ถามชื่อ ถามหมายเลขสมัครเราไป เงียบไปประมาณ 3-4 นาที แล้วเค้าก็บอกเราว่า Congratulations! โห แบบว่า ไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลย ถามเค้ากลับไปอีกนะ ว่าแน่ใจนะว่าชื่อฉัน เค้าก็บอก sure sure..it's your name...congratulations! เป็นความรู้สึกที่ แบบว่า นะ ขนลุก โอ้ย! ดีใจจนพูดไม่ออก
หลังจากนั้นก็มีการนัดเจอผู้ที่ได้รับเลือกทั้งหมด14 คนที่สำนักงานกรุงเทพฯ มีเอกสารตรวจร่างกายให้เราไปตรวจตาม list เลย เยอะมาก! เค้าให้เวลาประมาณหนึ่งเดือน (ถ้าจำไม่ผิดนะคะ นานมาแล้วอ่ะ) แล้วเราก็ต้องแฟกซ์ผลการตรวจร่างกายไปที่ดูไบ รอเค้าตอบกลับมาว่าผ่านมั้ย ถ้าผ่านเค้าจะส่งตั๋วเครื่องบินมาให้เรา ขั้นตอนการสมัครตั้งแต่ส่งจดหมายสมัครงานจนถึงวันเดินทางนับได้ 6 เดือนค่ะ

เมื่อถึงดูไบ ก็มีคนมารอรับและไปส่งพวกเราที่อพาร์ตเม้นท์ที่จัดไว้ให้ ไม่มีใครได้อยู่ด้วยกันสักคน แต่บางคนก็ได้อยู่ตึกเดียวกัน อพาร์ตเม้นท์ของแต่ละตึกสไตล์ก็จะต่างกันไป บางตึกเป็นแบบสองห้องนอน บางตึกเป็นแบบสามห้องนอน ขนาดของห้องก็จะแตกต่างกันไปด้วย อพาร์ตเม้นท์ที่เค้าจัดให้เราเป็นแบบสามห้องนอน ห้องนั่งเล่นกับห้องครัวส่วนกลาง ห้องนอนนี่ของใครของมัน แฟลตเมทสองคนที่เค้าอยู่มาก่อนเรา เป็นคนจีนกับคนเลบานีส ซึ่งสองคนนี้เค้าอยู่มาก่อนเราเกือบปี เรื่องแฟลตเมทนี่ จะว่าไปก็ต้องอาศัยโชคเหมือนกัน ถ้าโชคดีได้แฟลตเมทน่ารัก ก็สบายไป ถ้าเจอแฟลตเมทงี่เง่า เอาแต่ใจ อันนี้เซ็งมาก ถ้าเราเพิ่งเข้าใหม่ ก็ต้องทนไปก่อน (ประมาณหกเดือนถึงจะขอย้ายได้ ) นอกจากกรณีที่แบบว่า ไม่ไหวแล้ว แฟลตเมทร้ายเหลือเกิน อันนี้แจ้งไปทางบริษัทส่วนที่เค้ารับผิดชอบเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของลูกเรือ เค้าจะมาจับแยกให้ (เอ๊ะ ศัพท์คุ้นๆ!) สำหรับลูกเรือใหม่เค้าจะเตรียมห้องไว้ให้เรา และมีของใช้จำเป็น (เช่น เตารีด โต๊ะรองรีด กาต้มน้ำไฟฟ้า ที่ปิ้งขนมปัง หม้อ) เตรียมไว้ให้เราด้วย ประมาณว่ามาแต่ตัวก็เข้าอยู่ได้เลย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ในประเทศ นี่ทางบริษัทจ่ายให้หมด แต่ถ้าโทรทางไกล อันนี้ต้องจ่ายเอง พวกที่เป็นโฮมซิก (Homesick) ไม่ต้องพูดถึง เดือนนึงจ่ายกันหมดตัว
คืนแรกที่ถึงดูไบ เหนื่อย แต่นอนไม่หลับหรอกนะ เพราะยังตื่นเต้นไม่หาย พอตอนเช้าตรู่ เค้าก็มารับพวกเราตามเวลานัด ปรากฏว่าไม่ได้มีแต่สาวไทยที่ไปด้วยกันหรอกนะ มีชาติอื่นด้วย (และพวกนี้คือกลุ่มเรียนเดียวกันกับพวกเรา) เริ่มแรกเค้าพาเราไปที่ออฟฟิสและก็ให้เราทำความคุ้นเคยกันในกลุ่ม แลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนตัวของแต่ละคน จากนั้นก็พาเราไปทัวร์เมือง (Culture Tour) พาไปทานอาหารอาราบิค แล้วก็พาเราไปตามสถานที่ที่ควรรู้จัก หมดไปอีกหนึ่งวัน เหนื่อยมากค่ะ! จำได้ว่าภายในอาทิตย์แรกนี่ยุ่งเกือบทุกวัน เพราะมีหลายอย่างต้องทำที่คลีนิค เพราะเราต้องไปตรวจร่างกายอีกหนึ่งรอบ (ตรวจครั้งแรกที่เมืองไทย ตาม list ที่เค้าให้มา แล้วพอมาถึงดูไบ ต้องตรวจอีกรอบค่ะ) เค้าจะตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจสายตา ตรวจทุกอย่างน่ะค่ะ วันเดียวไม่เสร็จก็ต้องมาต่ออีกในวันรุ่งขึ้น วุ่นวายมากค่ะ
สองสัปดาห์แรกของการเทรน เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องบินรุ่นต่างๆ ของเอมิเรตส์ อุปกรณ์สำคัญที่มีบนเครื่องหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน (เครื่องดับเพลิง, อ๊อกซิเจน, ที่ปั้มหัวใจ, กระเป๋ายา etc.) ต้องจำให้ได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เพราะทุกอย่างที่เค้าสอนเรา วันรุ่งขึ้นคือข้อสอบ มีสอบทุกวัน ต้องอ่านหนังสือทุกวัน ส่วนภาคปฏิบัติ ต้องเรียนวิธีสู้ไฟ การอพยพผู้โดยสารทั้งบนบก และในน้ำ (ใช่แล้วค่ะ เราต้องลงน้ำด้วย) วิธีเปิดประตู ต้องเปิดยังไง ต้องใช้คำสั่งอพยพยังไง ตะโกนกันเจ็บคอไปหมด ต้องเข้า simulator (เป็นเหมือนเครื่องบินจำลองน่ะคะ เวลาเราอยู่ข้างใน เครื่อง simulator จะรู้สึกเหมือนจริงมาก เอาไว้ใช้ฝึกการอพยพผู้โดยสาร หรือจำลองเหตุการณ์ emergency ค่ะ) ทุกวัน เหนื่อยมากค่ะ เมื่อก่อนคิดว่าเป็นแอร์นี่ แค่เดินสวย เสริฟอาหารผู้โดยสารบนเครื่อง แต่จริงๆ แล้วคนละเรื่องกันเลย เสริฟอาหารนี่เป็นงานรองของอาชีพแอร์ ความปลอดภัยของผู้โดยสารมาเป็นอันดับหนึ่ง เข้าใจเลยว่าทำไมเงินเดือนของลูกเรือถึงได้สูงกว่าอาชีพอื่นมากนัก

สองสัปดาห์แรกหมดไป นึกว่าจะได้ผ่อนคลายหน่อย ปล่าวเลย เพราะสัปดาห์ที่สามนี่เราต้องเรียนการปฐมพยาบาลเบื้องต้น อ๊ะ อ๊ะ เบื้องต้นในที่นี้ ไม่ใช่แค่ หัวเข่าถลอก หรือมีดบาดมือนะคะ มากกว่านั้นค่ะ ในสัปดาห์นี้เราจะได้เรียนรู้การปฐมพยาบาลตั้งแต่ ปวดฟัน ยันทำคลอดเลย ต้องรู้วิธีปั๊มหัวใจ เป่าปาก (ไม่ต้องดีใจค่ะ ไม่ได้เป่าปากจริงหรอก ฝึกกะหุ่นยางจ๊ะ) มีสอบปฏิบัติด้วย
โอ้ย! กว่าจะผ่านมาได้ สามสัปดาห์แรก เหนื่อยแบบหืดขึ้นคอ เข้าสัปดาห์ที่สี่และห้า ซึ่งเป็นการบริการ (Service) ตอนนี้ได้ใส่ยูนิฟอร์มแล้ว อ้อ แล้ววันแรกของสัปดาห์นี้เค้ามีสอนวิธีแต่งหน้า ทำผม (Grooming) ให้พวกลูกเรือสาวๆ ในกลุ่มด้วย พวกหนุ่มๆ ก็ไปนั่งจิบกาแฟรอ (สมัยนี้จะได้ใส่ยูนิฟอร์มตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเทรน และเค้าจะอบรมgrooming ในวันแรกเลย) สองอาทิตย์นี้ค่อนข้างผ่อนคลาย เพราะเป็นบรรยากาศแบบสบายๆ เราจะได้เรียนรู้วิธีการเสิร์ฟอาหาร ประเภทของผู้โดยสาร ถ้าผู้โดยสาร complain ควรทำอย่างไร วิธีแก้ไขสถานการณ์คับขัน เรียน serviceนี่ ก็ต้องเข้า simulator เหมือนกันแต่จะเป็น simulator คนละแบบ ข้างในจะเป็นที่นั่งซึ่งจำลองมาจากเครื่องบินรุ่นต่างๆ มีแกลลี่ (Galley) มี oven ให้เราได้ฝึกกันจริงๆ เมื่อถึงวันสุดท้ายของสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นวันจบคอร์ส ทุกคนตื่นเต้นมาก เพราะในที่สุดเราจะได้เริ่มบินกันจริงๆ แล้ว
เมื่อได้เริ่มบิน ก็เริ่มได้เห็นว่า งานแอร์นี่เป็นงานหนักจริงๆ เริ่มบินใหม่ๆ ที่เอมิเรตส์นี่เราจะได้ทำงานชั้นประหยัด (Economy) ก่อน ผู้โดยสารมีตั้งแต่ชนชั้นแรงงาน พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ไม่เคยขึ้นเครื่องบินมาก่อน ไม่เคยใช้ห้องน้ำแบบชักโครก อย่างเช่นพวกผู้โดยสารจากดักก้า ประเทศบังกลาเทศ พวกนี้ไปทำงานต่างเมือง ตอนทำBoarding จะเห็นพวกนี้ถือกระเป๋า briefcase แบบเดียวกันเลย แต่ถ้าลองยกดูจะรู้ว่าหนักมาก เคยมีรุ่นพี่บอกว่าข้างในกระเป๋านั่นคือทอง พวกนี้ทำงานทั้งชีวิตเพื่อที่จะซื้อทองกลับบ้าน ทำไฟลท์นี้ใหม่ๆ เคยรู้สึกรังเกียจผู้โดยสาร เพราะเค้าตัวเหม็น น่าตาก็ไม่รับแขก แต่พอไปถึงที่ประเทศเค้า (เพราะเอมิเรตส์มีค้างที่ดักก้าหนึ่งหรือสองคืน) ระหว่างนั่งรถไปที่โรงแรม เห็นถึงความยากจนของเค้า เห็นเด็กเล็กๆ วิ่งตามรถ เคาะกระจกแบมือขอเงิน บางคนก็ไม่มีแขน บางคนไม่มีขาน่าสงสารมาก เราเห็นแล้ว รู้สึกว่าทำไมเราโชคดีอย่างนี้ มีร่างกายสมบูรณ์ มีชีวิต มีงาน มีครอบครัว อย่างนี้แล้ว ยังจะมานั่งบ่นอะไรอีก
..โทษทีนะคะ นอกเรื่องไปนิดนึง อ่ะ ต่อๆ
บางไฟล์ทยุ่งมาก ยุ่งซะจนเราไม่มีเวลาดื่มน้ำ เริ่มเสริฟตั้งแต่สัญญาณไฟรัดเข็มขัดดับ เสริฟเสร็จต้องตรวจเคบินต่อเลย เพราะเครื่องจะลงแล้ว บางไฟลท์เจอลูกเรือขี้เกียจ เราก็ทำอยู่คนเดียว เหนื่อยอยู่คนเดียว ขี้เกียจไปต่อว่าเค้า เพราะคิดในใจว่าเอานะ เดี๋ยวจบไฟลท์ก็ไม่เจอกันแล้ว ผู้โดยสารหลายคน เข้าใจว่าพวกเราเป็นยอดมนุษย์ที่ สามารถทำได้ทุกอย่าง และทำหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน เหนื่อยค่ะ เหนื่อย จึงอยากจะบอกน้องๆเอาไว้ว่าถ้าใจไม่รัก อย่ามาเลยค่ะ มีคนที่รู้จักหลายคนต้องลาออกเพราะไม่ไหว สมัครมาเพราะแค่อยากเที่ยวฟรี แต่ทำงานที่ไรบ่นทุกที ไม่มีความสุขหรอกค่ะ งานนี้ถ้าใจไม่รัก อยู่ได้ไม่นาน เพราะงานบริการเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนสูง ต้องมีไหวพริบแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ ต้องมีน้ำใจ ใจกว้างและยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นได้ (ทั้งจากผู้โดยสารและเพื่อนร่วมงานด้วยกัน) นอกจากนี้งานแอร์/สจ๊วต ยังเป็นงานที่กินนอนไม่เป็นเวลา Bodyclock ก็เดินไม่ปกติอย่างคนที่เค้าทำงานออฟฟิศทั่วไป เพราะบางครั้งต้องบินข้ามโซนเวลาต่างกันเป็นห้าหรือหกชั่วโมง สำหรับน้องผู้หญิงยิ่งต้องคอยดูแลตัวเองมากกว่าปกติหลายเท่า เพราะเวลาทำงานบนเครื่องร่างกายจะเกิดอาการขาดน้ำ (Dehydrate) ทำให้ผิวแห้งและดูไม่ผ่องใส ถ้าไม่ดูแลรักษาสุขภาพให้ดี จะทำให้แลดูแก่เร็วกว่าผู้หญิงวัยเดียวกันค่ะ
สำหรับน้องๆที่ตั้งใจจะสอบเข้าสายการบินเอมิเรตส์ ถ้าน้องเป็นคนติดครอบครัว อยู่ไกลบ้านสักสองวันก็เหงา คิดถึงเพื่อนๆ คิดถึงหมาน้อยที่บ้าน อันนี้บอกได้เลยว่าถ้าน้องมาดูไบจะลำบากมากค่ะ และกรณีที่มีแฟนก็เช่นกัน เห็นน้องหลายคนแล้ว แทนที่จะได้ทำงานเก็บตังค์ ปรากฏว่า ทำงานมาเอามาจ่ายค่าโทรศัพท์ กะค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับกรุงเทพฯ-ดูไบ หมดตัวไปตามๆกัน เสียดายแทนนะคะ ที่สำคัญเลยเนี่ย หมดค่าโทรศัพท์กะแฟนไปตั้งแยะ สุดท้ายก็บ้ายบาย เพราะบ้านน้องอยู่ฝั่งกะนี้ บ้านพี่อยู่ฝั่งกะโน้น long distance relationships ไม่ค่อยเวิร์คนะคะ แต่ถ้าจะลองก็ไม่ห้าม อันนี้แนะนำกันไว้เฉยๆค่ะ
เนื้อที่หมดค่ะ ตอนหน้ามาดูข้อดีข้อเสียของการเป็นแอร์เอมิเรสต์กันบ้าง แล้วลองบวกลบคูนหารดู ว่าน้องยังอยากจะมาร่วมงานกับพี่อีกหรือเปล่า