แชร์ประสบการณ์การสมัครแอร์ 14 ครั้ง จากคนที่ชอบโดนเพื่อนแซวว่า “อัน เมิงอย่าเป็นแอร์นะ กุกลัววว” เออะ! O_o! (ภาค 2 จ้าาา) 555555

ภารโรง: myoldeditor

แชร์ประสบการณ์การสมัครแอร์ 14 ครั้ง จากคนที่ชอบโดนเพื่อนแซวว่า “อัน เมิงอย่าเป็นแอร์นะ กุกลัววว” เออะ! O_o! (ภาค 2 จ้าาา) 555555

โพสต์โดย Chittha Anchittha K. » วันจันทร์ ต.ค. 31, 2016 8:35 pm

สวัสดีค่ะเพื่อนๆทุกคน ^^ หลังจากที่อันได้แชร์ประสบการณ์ การสมัครแอร์ทั้งหมด 11 ครั้งที่ผ่านมา รวมทั้ง Process ต่างๆในการรับสมัครลูกเรือของ Japan Airlines ไว้ในกระทู้ที่แล้ว วันนี้อันจะขออนุญาตกลับมาเล่าเรื่องราวและเหตุการณ์ ในการเดินทางไปสมัคร Emirates Airline ที่ประเทศมาเลเซียที่เหลืออีก 3 ครั้งให้เพื่อนๆฟังกันต่อนะคะ และสำหรับเพื่อนๆคนไหนที่ยังไม่ได้อ่านหรือมีความสนใจเกี่ยวกับขั้นตอนการรับสมัครลูกเรือของเจแปนแอร์ไลน์สามารถเข้าไปอ่านย้อนหลังได้ที่ลิงค์นี้เลยนะค้า ^^ http://www.thaicabincrew.com/forums/viewtopic.php?f=3&t=88756

ณ ห้องสัมภาษณ์ไฟนอล Emirates วันที่ 29 มิถุนายน 2559 เมืองยะโฮร์บาห์รู ประเทศมาเลเซีย

กรรมการ: “Tell me the situation you have challenged yourself when you work in Japan Airline”

อัน: “Sure! Let me tell you about the situation when I fly from Bangkok to Japan”

กรรมการ: O_O ?

อัน: (O_o??? ตอนนั้นอันแอบคิดในใจ ว่าทำไมกรรมการเค้าถึงได้ทำหน้างงแบบนั้น หรือสำเนียงอันไม่ผ่าน! o_O!?! คราวนี้อันเลยลองพูดใหม่ ด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด จัดไปแบบเน้นๆ!) “I would like to tell you about the situation when I fly from Bangkok to Japan”

กรรมการ: (O_o ยังคงทำหน้างง แล้วถามอันกลับมาว่า) “You fly??”

อัน: (คิดในใจ) เห้ย ใช่ดิ ตรู Fly ก็บินจากไทยไปญี่ปุ่น … แต่กรรมการถามแทรกมาอย่างงี้ แสดงว่ามันต้องมีตรงไหนผิดซักที่แน่ๆ! อันนั่งคิดอยู่ซักพักกก … ก็นึกขึ้นมาได้ว่า เหยยยยย O_O … o_O!!! ลำบากกกกก ละะะะ! เหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต! ใช้ fly ไม่ได้!!! fly เป็น verb ช่องที่ 1 ตรูต้องใช้ verb ช่องที่ 2 ของ Fly!!! โอเคเล่าใหม่! พูดต่อด้วยความมั่นใจ “Oh, I’m so sorry. I meant I flew from Bangkok to Japannnnn” นี่ไง! ต้องใช้ Flew! Verb ช่องที่ 2 ของ Fly!

และในขณะที่อันกำลังจะเล่าต่อ กรรมการเค้าก็ทำหน้าช็อกหนักกว่าเก่าไปอี๊กกก O_o!?! O_O!?!!! ตอนนั้นอันเริ่มใจไม่ดีแล้วค่ะ แต่ยังยิ้มหน้าบานให้กรรมการอยู่นะคะ ในหัวก็คิดไป ตรูทำอะไรผิด ตรูพูดอะไรผิดนะะะ จนกระทั่งกรรมการเค้าถามกลับมาว่า

กรรมการ: “Flew!!??! You really mean you flew???” แล้วนางก็ทำท่ากระพือปีกด้วยมือทั้งสองข้าง

อัน: (คิดในใจ) o_O ฟะ ฟะ ฟะ ฟลูวววว verb ช่องที่ 2 ของ fly O_o!!!! ก็ผันเป็น verb ช่องสองไปแล้ว แต่ทำไมนางต้องทำท่ากระพือปีก??? O_O!!!!!

เอาไงต่อดีล่ะ ลำบากละ ไออัน คิดสิคิดดดด!! คิดไปคิดมา ปรากฏว่า! ชะ ชะ ชะ ช็อกกุชิเต๊ะอิมัสสึง่ะ!!! O_o!?!! ตรูช็อกกกก o_O!!! หรือว่า Fly เค้าให้ใช้กับนกเท่านั้นฟระะะ!?!!!! นั่นนนนนน ไง! Fly ใช้กับคนไม่ด๊ายเหรออออ!! แต่ที่เรียนตอน ม.ปลายมา จำได้ว่า Fly ใช้กับการเดินทางของคนได้นะ!!! เห้ยหรือว่าตรูจำผิด! หรือประเทศเค้าไม่ใช้คำว่า Fly กับคน?!!? แต่กรรมการกระพือปีกมาซะชัดขนาดนี้ อันว่า ณ จุดๆนี้ Fly คงใช้กับคนไม่ได้ละ! เอาไงล่ะ! โป๊ะแตกเลยทีนี้ กรรมการรู้ตอนนั้นทันทีว่าสกิลภาษาอังกฤษของอันเข้าขั้นวิกฤต! กว่าจะนึกศัพท์คำว่าไปบินได้อีกทีก็ผ่านไปเกือบจะพักใหญ่! สูดหายใจเข้าลึกๆ เอาใหม่!

อัน: “Ohhhh I’m really sorry again. ^^ (ยิ้มสู้เข้าไว้ยยย) I meant that I was on duty from Bangkok to Japan”

T_T ฮื้อออออ ณ จุดๆนั้น! อันอยากจะร้องเพลงพี่ติ๊ก!ประกอบละครอย่าลืมฉันอีกซักกะครั้ง ว่า! #ชั้นเจ็บ! #ทุกการกระทำ!

และนั่นก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ณ วันที่อันได้มีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์ Final Interview ที่เมืองยะโฮร์บาห์รู ประเทศมาเลเซีย รอบล่าสุดที่ผ่านมาค่ะ ที่อันยกเหตุการณ์นี้ขึ้นมาให้เพื่อนๆได้อ่านกันก่อน เพราะว่าอันอยากจะบอกทุกคนว่า อย่าเพิ่งกังวลเรื่องภาษา และอย่าลังเลที่จะไปลองสมัครสนามต่างประเทศกันดูนะคะ เพราะอันก็เป็นคนนึงที่ไม่ได้แข็งแรงภาษาอังกฤษเลย โดยเฉพาะด้านการพูด ถ้าเป็นเรื่องแกรมม่า หรือเวลาทำข้อสอบภาษาอังกฤษ อันเชื่อว่าคนไทยอย่างเราสู้ตายเลยค่ะ ไม่แพ้ชาติใดในโลกแน่นอน แต่ถ้าเป็นทักษะการพูด อันว่าของอันเปลี้ยเลยค่ะ สังเกตได้จาก Fly Flew Flown ที่อันตอบกรรมการไปนะคะ! O_o!!! 555555555555555555

แต่สุดท้ายยย กรรมการเค้าก็ยังอุตส่าห์เห็นใจให้อันผ่านการสัมภาษณ์ Final ครั้งนั้นมาจนได้ค่ะ เพราะฉะนั้นอันอยากให้เพื่อนๆเชื่อมั่นในตัวเองไว้นะคะ อย่าเพิ่งกังวลว่าถ้าไปสมัครสนามต่างประเทศ แล้วเราจะพูดทันคนต่างชาติมั้ย อันเชื่อว่าทุกอย่างสามารถสำเร็จได้แน่นอน ถ้าเรามีการฝึกฝนและเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปสมัครในแต่ละครั้งค่ะ

และเหตุการณ์ที่อันกำลังจะเล่าหลังจากนี้ จะเป็นการเล่าย้อนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ก่อนที่อันจะได้มีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์ Final ที่เมืองยะโฮร์บาห์รู รอบที่ผ่านมานี้ รวมทั้งจะเป็นการแชร์ประสบการณ์และเทคนิคต่างๆที่อันได้ใช้ในการสมัครและสัมภาษณ์แต่ละรอบในสนามต่างประเทศด้วยนะค้า ^^

และเมืิองแรกที่อันเดินทางไปสมัครเลยก็คือ "เมืองกัวลาลัมเปอร์" ประเทศมาเลเซียค่ะ ตอนนั้นอันจองตั๋วจากไทยแค่ขาไป แต่ไม่ได้จองขากลับไว้ เพราะอันกลัวว่าถ้าครั้งนี้ไปสมัคร แล้วยังตกรอบแรกเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาอีก อันจะได้ตีตั๋วกลับไทยเย็นวันนั้นเลยค่ะ แฮชแท็ก-มีความเตรียมพร้อม 55555 แต่ปรากฏว่าครั้งนั้นนน … อันผ่านรอบพรีสกรีนจนได้ค่ะ! ขุ่นบร๊ะะะ ตรูช็อกกก O_o?! ตอนนั้นอันคิดว่าน่าจะเป็นเพราะจำนวนผู้เข้าสมัครน้อยกว่าที่ไทยมากๆ ประกอบกับการที่อันลองเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวไปสมัครใหม่ เอาแบบที่คิดว่าถ้ากรรมการเห็นแว้บแรกแล้ว เค้าจะสนใจเราขึ้นมามากกว่าครั้งก่อนๆบ้าง

เพราะปกติเวลาอันไปสมัครแอร์ของสายตะวันออกกลาง อันก็จะใส่สลับกันระหว่างสูทสีฟ้ากับสูทสีชมพูสะท้อนแสงที่อันเคยอัพรูปให้เพื่อนๆดูจากโพสต์ที่แล้วเลยค่ะ 5555555 ซึ่งตอนหลังอันมานั่งคิดกับแม่ว่า จากที่ตกรอบแรกติดกันรัวๆที่ผ่านมา อันคิดว่ามันน่าจะเป็นเพราะลุคเราที่กรรมการเค้าเห็นครั้งแรก แล้วเค้าอาจจะไม่ประทับใจค่ะ เพราะเวลาที่เค้าเห็นเราครั้งแรก สิ่งหนึ่งที่เค้ามองมาเลยก็คือ Grooming หรือ เสื้อผ้าหน้าผมของเรานั่นเองค่ะ เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำ Appearance ให้ออกมาเนี้ยบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เริ่มจากการเลือกชุดที่เราใส่แล้วมั่นใจมากที่สุด ซึ่งในที่นี้อาจจะเป็นชุดสูทสมัครแอร์ หรืออาจจะเป็นเสื้อเชิ้ตกับกระโปรง หรือบางคนอาจจะใส่เดรสแล้วสวมสูททับก็ได้ค่ะ เอาชุดที่เรามั่นใจเลยว่า พอกรรมการเห็นครั้งแรกแล้วเค้าจะต้องประทับใจแน่ๆ

ตอนนั้นอันเลยลองเปลี่ยนจากสูทสีชมพูสะท้อนแสง O_o!!! 55555 มาเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกระโปรงสีแดง แล้วรวบผมมวยต่ำเหมือนที่ทำประจำทุกครั้งเวลาไปบินค่ะ ซึ่งผลออกมาปรากฏว่า! เวิร์ค เหวิก เหวิก เหวิ้ก เหวิ้ก มากค่ะ 55555 ตอนนั้นกรรมการเค้าดูจะสนใจอันมากกว่ารอบที่แล้ว เพราะรอบที่ผ่านมานั้นนนน กรรมการเค้าแค่มองอันสลับกับ Resume และพูดแค่ว่า "Thank you for coming" แค่นี้เลยค่ะ ช็อกกุเดสสึง่ะ! o_O!? เจ็บหนักมากค่ะตอนนั้น เพลงดาวใจ ไพจิตรต้องมา! #ทำไมถึงทำกับชั้นด๊ายยยย 555555555555

รูปภาพ
อันนี้เป็นรูปสมัยที่อันกับเพื่อนๆไปเทรนภาษาญี่ปุ่นที่ Japan Airlines กันนะคะ ^^ ซึ่งตอนไปสมัคร Emirates อันก็ทำผมแบบในรูปเลยค่ะ ต้องเก็บผมข้างหน้าด้วยการปาดเจลให้เรียบที่สุด ส่วนผมด้านหลัง อันจะใส่เน็ตผมชนิดบางก่อนแล้วค่อยมวยต่ำเก็บไว้ข้างหลังค่า

และด่านแรกในการสมัคร ก็คือรอบที่เรียกว่า CV Drop หรือรอบ Pre-screen หรือที่ใครๆเรียกกันว่า รอบ 3 วิ นั่นเองค่ะ รอบนี้จะเป็นการยื่นเอกสารในการสมัคร ซึ่งจะประกอบไปด้วย Resume และรูปถ่ายขนาดพาสปอร์ตที่เราใช้ในการสมัครให้กรรมการ ในรอบนี้จะเป็นการพรีสกรีนและทดสอบไหวพริบในการตอบคำถาม โดยที่กรรมการจะคุยและถามคำถามเราเล็กน้อยประมาณ 1-2 คำถามค่ะ ซึ่งตอนนั้นพออันเอาเอกสารไปยื่นให้กรรมการที่โต๊ะ อันได้คำถามว่า "Why did you learn Japanese?" (ตอนนั้นมีกรรมการมารับสมัครสองคนด้วยกัน ชื่อว่า Elizabeth กับ Yeliz อันได้ยื่นเอกสารกับ Elizabeth ค่ะ) และตอนนั้นพอกรรมการยิงคำถามว่า "ทำไมถึงเรียนภาษาญี่ปุ่น" มาให้อันแล้ว ตอนนั้นสิ่งแรกที่แว้บเข้ามาในหัวอันเลยก็คือ "เพราะว่าตอนปีหนึ่งทางมหาลัยที่ญี่ปุ่นเค้าบังคับให้เด็กปี 1 ทุกคนเรียนค่ะ" เออะ! O_O ขุ่นพระ! 5555555 แต่ถ้าตอบไปตามความเป็นจริงแบบนั้น อันตกรอบแน่ๆค่ะ อันเลยเปลี่ยนคำตอบใหม่แต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นจริงว่า "เพราะว่าอันไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้ทั้งภาษาและวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ตอนนั้นมาค่ะ ^^"

ตอนนั้นอันเห็นกรรมการเค้าเงียบไป ซึ่งเพื่อนอันเคยบอกมาว่า พยายามอย่าให้เกิด dead air อันเลยพูดเสริมต่อไปว่า "แล้วอันก็ได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นที่เรียนมาตลอด 4 ปีกับการทำงานในตอนนี้ด้วย เพราะว่าอันมีโอกาสได้เข้ามาทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ Japan Airlines มาได้เป็นเวลา 2 ปีแล้วค่ะ ^^" โอ่ย เจ็บสีข้างงงง แถได้อี๊กกกก 5555555 ตอนนั้นกรรมการเค้ายิ้มกลับมาให้ แล้วก็มา shot เดิมเลยค่ะ "Thank you for coming" O_o!!! อะเก๋นนนนนนนนน!?!! o_O!!! แอบช็อกเบาๆ ประโยคนี้มันมาอีกแล้วค่ะ

พอยื่นเอกสารเสร็จอันก็ออกมารอลุ้นผลหน้าห้องด้วยความกังวลปนตื่นเต้น ซึ่งตอนนั้นกรรมการเค้าให้กลับมาฟังผลในอีกสองชั่วโมงถัดไปค่ะ สำหรับคนที่ได้กรรมการเค้าจะไฮไลท์ชื่อเราในกระดาษที่เค้าให้ลงชื่อไว้ตอนที่เราไปยื่นเอกสาร พอผลออกมา ปรากฏว่า ชื่ออันได้ไฮไลท์ด้วยค่าาา ตอนนั้นผ่านแค่รอบแรกนี้ก็ดีใจหนักมากแล้วววว 55555 รีบโทรบอกแม่ก่อนเลยค่ะ

และนอกเหนือจาก Grooming หรือ การเตรียมความพร้อมในเรื่องของเสื้อผ้าหน้าผม ที่อันได้บอกไว้ก่อนหน้านี้แล้ว สิ่งสำคัญที่อันคิดว่าเราต้องใช้ในการยื่นเอกสารรอบแรกนี้ ก็คือ การยิ้มสบตากรรมการ รวมทั้งการมีสติและสมาธิในการฟังและตอบคำถามค่ะ ซึ่งการยิ้มนั้นเราควรจะยิ้มตั้งแต่ตอนที่ก้าวขาเข้ามาในโรงแรมที่เราไปสมัครเลยค่ะ ถือว่าฝึกเอาไว้ แล้วถ้าเมื่อยเมื่อไหร่อย่าเพิ่งหุบยิ้มนะคะ แต่ให้เปลี่ยนเป็นอมยิ้มแทนค่ะ ตอนที่นั่งรอยื่นเอกสารกับเพื่อนๆ ก็ต้องเตือนตัวเองอยู่ตลอดว่าต้องนั่งหลงตรง คุยกับเพื่อนข้างๆไปยิ้มไปรัวๆเลยค่ะ อันจำได้เลยว่ามีอยู่ shot นึง พอถึงคิวที่อันต้องออกไปยืนรอยื่นเอกสารให้กรรมการแล้ว ปรากฏว่ามีเพื่อนผู้ชายคนอินโดนีเซียคนนึงที่เพิ่งรู้จักกันตอนนั้น จู่ๆนางก็พูดกับเพื่อนคนอื่นๆที่นั่งอยู่ตรงนั้นด้วยเสียงอย่างดังเลยค่ะว่า "Look at her. How can she smile all the time?" เอิบบบบบบบส์ คุณพระะะ!!! O_o!!! หมายความว่าาาาา?? คือนางกำลังชมใช่มั้ย??? หรือนางคิดว่าอันยิ้มเยอะไปเหมือนคนบ้ากันแน่ 555555555555 ซึ่งต้องขอบคุณนางจริงๆค่ะ เพราะพอนางพูดแล้ว Elizabeth ก็หันมามองหน้าอันเลยค่ะ อุ๊บ๊ะ!!! นางทำดี!!! มีการเปิดตัวให้ตรูด๊วยยยย 5555555555

นอกจากนี้แล้ว สติในการตอบคำถามก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ พอเราฟังคำถามจากกรรมการมาแล้ว เราก็จะต้องคิดคำตอบตอนนั้นให้ไวที่สุด และตอบคำถามกรรมการไปด้วยการสบตาและยิ้มให้เค้าตั้งแต่ตั้นจนจบ และพยายามอย่าหลบตากรรมการเวลาตอบคำถามด้วยนะคะ พอเรายื่นเอกสารเสร็จแล้ว จังหวะที่เราเดินออกมาก็สำคัญเช่นกัน เพราะหลังจากที่เราหันหลังเดินออกมาแล้ว กรรมการเค้าจะมองตามจนกระทั่งเราออกจากห้องเลย เพราะฉะนั้นการฝึกบุคลิกภาพด้านต่างๆโดยเฉพาะการเดินและการนั่ง จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการสมัครเช่นกันค่ะ

หลังจากนั้นก็จะเป็นด่านที่ 2 ของการสมัคร นั่นก็คือ รอบ Group Discussion ครั้งที่ 1 ค่ะ ในรอบนี้กรรมการเค้าจะแบ่งกลุ่มให้เราออกเป็นกลุ่มละ 3 คนเพื่อทำ Group Discussion รอบแรกกัน โดยที่แต่ละกลุ่มจะได้ใบคำศัพท์อุปกรณ์มากลุ่มละหนึ่งอย่างแตกต่างกันออกไป ตอนนั้นกลุ่มอันได้คำศัพท์ "รองเท้าส้นสูง" ค่ะ ซึ่งกรรมการเค้าต้องการให้เรา Discuss ว่าอุปกรณ์ที่แต่ละกลุ่มได้ไปนั้น มันสามารถทำอะไรอย่างอื่นได้บ้าง นอกเหนือจากสิ่งที่มันถูกใช้งานอยู่เป็นประจำ อย่างเช่น รองเท้าส้นสูงเค้าก็จะให้เราคิดว่า มันสามารถทำอะไรได้อีก นอกเหนือจากการใส่เดินทั่วไปค่ะ

ตอนนั้นอันโชคดีได้อยู่กลุ่มเดียวกับคนไทยด้วยกันทั้งสามคนเลยค่ะ และในระหว่างที่เรากำลังแชร์ไอเดียกับเพื่อนในกลุ่ม อันขอให้ทุกคนงัดเทคนิคการสัมภาษณ์กลุ่มเหมือนของ Japan Airlines ที่อันเคยบอกไปครั้งที่แล้วมาใช้เลยนะคะ นั่นก็คือ การนั่งหลังตรง ยิ้มสบตาและฟังที่เพื่อนพูดอย่างตั้งใจ รับรองว่าเวิร์ค เหวิก เหวิก เหวิ้ก เหวิ้ก อีกแน่นอนค่ะ เพราะว่ากรรมการเค้าจะสังเกตและเดินไปรอบห้องเพื่อให้คะแนนตอนที่เรา Discuss เลยค่ะ ซึ่งตอนที่เราแชร์ไอเดียกับเพื่อนอยู่นั้น ห้ามหันไปมองกรรมการเราเลยนะคะ ถึงแม้ว่าตอนนั้นเค้าจะเดินมาหยุดฟังที่กลุ่มเรา ให้เราสนใจแค่เพื่อนๆในกลุ่มเท่านั้นเลยค่า

หลังจากนั้นกรรมการก็จะให้เราลุกขึ้นยืนพรีเซ็นต์ทีละกลุ่ม ซึ่งครั้งนี้สมาชิกทุกคนในกลุ่มจะได้พูดกันทั้งสามคนเลยนะคะ เริ่มจากการแนะนำตัวให้เพื่อนๆในห้องฟัง ตามด้วยการพูดไอเดียในการ Creative อุปกรณ์ที่กลุ่มเราได้ ซึ่งเราควรเตรียมหรือแบ่งกับเพื่อนในกลุ่มไว้ก่อนว่าใครจะพูดไอเดียไหน ตอนที่พรีเซ็นต์จะได้ไม่ซ้ำกันค่ะ และสิ่งที่สำคัญเวลาที่เราพรีเซ็นต์เลยก็คือ การพูดเสียงดังฟังชัด พูดไปยิ้มไป และพยายามสบตาเพื่อนๆรอบห้องให้ได้มากที่สุด พอถึงตาเราพูดแล้ว คำสรรพนามที่ใช้ในการพูดก็จะต้องเป็น We แทน I ทั้งหมดเลยนะคะ อย่างเช่น แทนที่เราจะพูดว่า I think… ให้เราเปลี่ยนสรรพนามใหม่เป็น We think… หรือว่า After we have discussed, our group think that… ประมาณนี้เลยค่ะ พยายามใช้สรรพนามว่า "เรา" หรือ "กลุ่มเรา" ให้มากที่สุด เพื่อแสดงถึงความเป็นทีมเวิร์คว่าการพรีเซ็นต์ครั้งนี้ เราได้ลงสมติเห็นพ้องต้องกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากพรีเซ็นต์ครบทุกกลุ่มแล้ว กรรมการเค้าก็จะให้กระดาษคำศัพท์มาอีก 1 อัน แต่รอบนี้เปลี่ยนจากคำศัพท์อุปกรณ์มาเป็นคำศัพท์ "อาชีพ" ตอนนั้นกลุ่มอันได้อาชีพ "นักแสดง" ค่ะ ซึ่งกรรมการเค้าจะให้เรา Discuss กันในกลุ่มว่า อุปกรณ์กับอาชีพที่กลุ่มเราได้ไปนั้น สามารถนำมาประยุกต์หรือเชื่อมโยงอะไรกันได้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น อาชีพนักแสดงกับรองเท้าส้นสูง โดยทั่วไปคือนักแสดงต้องใช้รองเท้าส้นสูงในการเข้าฉากต่างๆใช่มั้ยคะ แต่ว่ากรรมการเค้าไม่อยากได้แนวนี้ค่ะ เค้าต้องการไอเดียที่เครเอทีฟและอยู่นอกกรอบ ดังนั้นเราจึงต้องช่วยกันจินตการให้มันออกมาครีเอทีฟมากที่สุด ตอนนั้นกลุ่มอันเลยสรุปกันว่า จะหักส้นรองเท้ามาตกแต่งใหม่แล้วทำเป็นต่างหูให้นักแสดงใช้ในการเข้าฉาก แล้วก็แกะเอาลวดลายจากตัวพื้นรองเท้าออกมาตกแต่งเสื้อผ้าให้ชิคๆมีกิมมิคไม่ซ้ำชุดของแบรนด์ไหนค่ะ งานมโนจึ่งต้องมา 55555 หลังจากนั้นกรรมการเค้าก็จะเลือกเพียงแค่ 1 คนเท่านั้น ให้เป็นตัวแทนของแต่ละกลุ่มในการพรีเซ็นต์ในรอบนี้ ซึ่งตอนนั้นกรรมการเค้าเรียกน้องผู้ชายคนไทยในกลุ่มอันให้เป็นคนพรีเซ็นต์ค่ะ

และทั้งหมดนี้คือ Process ในการทำ Group Discussion 1 ที่อันไปเจอมาตอนนั้นเลยค่ะ หลังจากนั้นกรรมการเค้าก็จะใช้เวลาซักพักในการคัดเลือกคนที่จะได้เข้ารอบต่อไป นั่นก็คือรอบเอื้อมแตะความสูงที่ 212 cm. ค่ะ พอผ่านไปประมาณไม่ถึง 10 นาที กรรมการเค้าก็เอาหมายเลขคนที่ได้ไปต่อ มาแปะไว้หน้าห้องค่ะ ปรากฏว่า ฮั้ยยะะะะ! ผะ ผะ ผะ ผ๊านนนนนนนน!!! ผ่านมาจนถึงรอบเอื้อมแตะในวันนั้น เป็นอันเสร็จสิ้นการสมัครในวันแรกค่ะ พอเสร็จแล้วอันเลยรีบทำการจองโรงแรมเพิ่มคืนนั้นอีกคืนแล้วไปลุยต่อวันที่สองเลยค่ะ

รูปภาพ
อันนี้เป็นภาพเก็บตกจากโพสต์ที่แล้วนะค้า อิอิ รูปนี้รวมสมาชิของรุ่นไว้ครึ่งนึงเลยค่ะ อันอยู่รุ่น JAL112 ซึ่งมีสมาชิกในรุ่นทั้งหมด 40 คนด้วยกัน ^^ ซึ่งเราจะต้องเทรนที่่ไทยเป็นเวลา 2 เดือนและไปเทรนที่ญี่ปุ่นอีก 1 เดือนก่อนออกไปบินจริงค่ะ ซึ่งในระหว่างที่เทรนนั้น จะมีกฏสำหรับน้องๆที่เข้ามาใหม่ว่า ทุกคนจะต้องรวบผมตึงและทาปาดแดงทุกวันจนกระทั่งเทรนเสร็จเลยค่า

รูปภาพ
พอได้มาบินจริงๆ เพื่อนส่วนใหญ่ในรุ่นเลยเข็ดกับลิปสติกสีแดงไปเลยค่ะ 5555555 ทาสีแดงทุกวันจนเบื่อกันไปเลย >< พอบินไปซักพักเลยฮิตทาลิปสีอ่อนกันรัวๆเลยค่า

มาต่อกันหลังจากที่เราผ่านรอบพรีสกรีน, รอบ Group Discussion 1 และรอบเอื้อมแต่ในวันแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ ด่านถัดไปที่เราจะต้องเจอในวันที่สอง ก็คือ รอบ Group Discussion ครั้งที่ 2 นั่นเองค่ะ สำหรับรอบนี้กรรมการจะแบ่งกลุ่มให้เราออกเป็นกลุ่มใหญ่ กลุ่มละประมาณ 15 คน รอบนี้เราจะได้ Discuss กับเพื่อนในกลุ่มเป็นเวลาประมาณ 15 นาที โดยที่กรรมการจะคอยสังเกตการณ์และให้คะแนนอยู่นอกวงสนทนาค่ะ เพราะฉะนั้นให้เราทำเหมือนเดิมเลยนะคะ นั่งหลังตรง ยิ้มสบตาและ concentrate แต่สิ่งที่เพื่อนพูดเท่านั้น อย่าได้หลุดหันไปมองกรรมการเด็ดขาด แนวคำถามในรอบนี้จะเป็นการยกตัวอย่างสถานการณ์สมมติขึ้นมา อย่างเช่น

สมมติว่าถ้าเราเป็นผู้จัดการโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง แล้วปรากฏว่าวันนั้นห้องพัก VIP ของโรงแรมเหลือเพียงแค่สองห้อง ส่วนห้องอื่นที่เหลือก็เต็มหมด ซึ่งทางโรงแรมสามารถเตรียมห้อง VIP ให้กับลูกค้าได้เพียงแค่ 2 จากใน 8 ข้อนี้เท่านั้น เราจึงต้อง Discuss กันในกลุ่มว่า จะเลือกลูกค้าสองข้อไหน เพราะอะไร แล้วจะแก้ปัญหากับลูกค้าที่เหลือยังไงค่ะ ตัวอย่างลูกค้าก็จะเป็น

1. ลูกค้า VIP ที่เป็นสมาชิกบัตรทองและจองห้องพัก VIP กับทางโรงแรมทุกปี
2. หญิงแก่อายุ 80 ปี ที่ได้บัตรห้อง VIP จากลูกชายเป็นของขวัญวันเกิด
3. บรรณาธิการเขียนบทความและรีวิวต่างๆ
4. คณะรัฐมนตรี ที่จะต้องใช้ห้องโถงโรงแรมสำหรับการประชุมสำคัญ
5. ดาราสาวคนดังที่มียอดคนตาม Follow ในอินสตาแกรมเป็นจำนวนมาก
6. ลูกค้าที่เช็คอินในโรงแรมก่อนหน้านี้อยู่แล้ว แต่มีปัญหาเรื่องท่อตันในห้องน้ำ
7. คู่สามี-ภรรยาที่ตั้งใจว่าจะมาฮันนีมูนที่โรงแรมหลังแต่งงานใหม่
8. พ่อแม่และเด็กทารก ที่จำเป็นต้องไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลใกล้ๆโรงแรมในวันรุ่งขึ้น

จากนั้นกรรมการก็จะเริ่มจับเวลาแล้วให้เรา Discuss กันในกลุ่ม ซึ่งตอนนั้นนน อันตกรอบนี้แลยค่ะ!!! แงงงงง เสียใจหนักมากกก ไม่อยากมาตกรอบนี้เลย T_T เพราะถ้าผ่านรอบนี้ไปได้ ก็จะเหลือแค่รอบข้อเขียนอีกรอบเดียว และหลังจากนั้นก็จะเป็นการสัมภาษณ์ไฟนอลแล้ว แต่สุดท้ายอันก็ไม่รอดค่ะะะ เพราะตอนที่ Discuss กัน อันแทบจะไม่ได้พูดเสนอความคิดเห็นเลย บางคนที่ไม่ค่อยได้พูด อาจจะเป็นเพราะพูดไม่ทันเพื่อนคนอื่นๆในกลุ่มนะคะ แต่ตอนนั้นอันไม่ใช่แค่พูดไม่ทันนะคะ! แต่อันพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้ด้วยค่ะ!!! คุณบร๊ะะะะ!!! O_o!?!! ถามว่าภาษาน่ะไหวหม๊ายยยย

ตอนนั้นอันคิดในหัวว่าจะเลือกใครเพราะอะไร แต่มันดันคิดออกมาได้แค่ภาษาไทยค่ะ!! ให้อันพูดสดเป็นภาษาอังกฤษออกไปตอนนั้นเลย อันทำไม่ด๊ายยยยย 5555555 เพราะว่าอันต้องใช้เวลาซักพัก(ใหญ่ๆ) ในการรวบรวมแปลเป็นภาษาอังกฤษในหัวก่อนค่ะ ซึ่งตอนนั้นคนอื่นๆในกลุ่มเค้าก็พูดกันไปจะครบหมดแล้ว อันเลยได้พูดเป็นคนสุดท้าย แต่คือก่อนหน้านั้นอันไม่ได้ตั้งใจฟังที่เค้า discuss กันเลย คือนั่งหลังตรง สบตา มองหน้าเพื่อนที่กำลังพูดแล้วยิ้มจริง แต่ในหัวนี่แปลคำตอบภาษาไทยที่คิดไว้ให้เป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียวเลยค่ะ 5555555

และแล้วความลำบากก็มาเยือนนนนนน เพราะว่าหลังจาก Discuss เสร็จแล้ว กรรมการเค้าจะไล่ถามทีละคนในกลุ่มเลยว่า สรุปแล้วกลุ่มเราเลือกลูกค้าคนไหน เพราะอะไร แล้วเราแก้ปัญหากับลูกค้าที่เหลือยังไง จริงๆคือกรรมการเค้าก็นั่งฟังตอนที่เรา Discuss อยู่ตลอดนะคะ แต่ที่เค้ามาไล่ถามเราแบบนี้ เป็นเพราะว่า เค้าต้องการจะทดสอบดูว่าเราได้ฟังที่เพื่อนๆในกลุ่มพูดมั้ย!!! O_O!!! นั่นไง!!! ลำบากละ! แล้วยิ่งถ้าใครได้พูดตอน Discuss น้อยๆ เค้าก็จะยิ่งถามคนนั้นเยอะ เพราะเค้าคิดว่าเราไม่ค่อยได้แสดงความคิดเห็นค่ะ!!! O_o!?!! แต่ความจริงคือตรูพูดไม่ด๊ายยยย 5555555 ตอนนั้นอันได้ข้อสรุปแค่ว่า กลุ่มเราเลือกลูกค้า 2 ข้อไหน แต่อันไม่ได้ฟังเลยค่ะว่าจะแก้ปัญหากับลูกค้าคนที่เหลือยังไง o_O!?! พอกรรมการจี้ถามว่า แล้วคนนี้ล่ะ เธอกับเพื่อนๆคิดว่าจะแก้ไขปัญหายังไง ตอนนั้นอันแบบบบบ ช็อกกกก กรุเดสสึง่ะ!!! ตายไปเลยค่ะะะ!!! เมื่อกี้ไม่ได้ฟั๊งงงง เลยตอบวิธีแก้ปัญหาที่ตัวเองคิดได้ตอนนั้นออกไป ซึ่งมันไม่ตรงกับที่เพื่อนๆเค้า discuss กันไว้ก่อนหน้านี้ แค่นี้กรรมการก็จับได้แล้วค่ะ ว่าเราไม่ได้สนใจฟังที่เพื่อนพูด แถมอันยังพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษสดๆไม่ค่อยจะด๊ายอี๊กกก เลยต้องตกรอบไปไม่มีข้อสงสัยเลยค่ะ T_T

หลังจากนั้นอันเลยกะจะกลับไปเก็บของที่โรงแรมแล้วจองตั๋วกลับไทยเย็นวันนั้นเลย ปรากฏว่าสุดท้าย อันก็เปลี่ยนใจยังไม่กลับไทยวันนั้นนนน! O_O แต่อันตัดสินใจเดินทางไปสมัคร Emirates อีกครั้ง! เพราะนางกำลังจะเปิดรับสมัครลูกเรือ ที่เมืองอิโปห์ ในอีกสองวันถัดไปค่ะ ซึ่งเมืองอิโปห์นั้นนนน เป็นจังหวัดนึงในประเทศมาเลเซีย ที่ถ้าเดินทางโดยรถบัส จะต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณเกือบ 4 ชั่วโมง จากเมืองหลวง! ตอนนั้นอันก็ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้อันเปลี่ยนใจกะทันหัน เพราะถ้าอันตัดสินใจกลับไทยตั้งแต่วันนั้น อันก็คงจะไม่เจอกับเหตุการณ์ที่อันกำลังจะเล่าต่อไปนี้ค่ะ! ช็อกกกกกกก!!!กุเดสสสส O_o!?!!!
เหตุการณ์มีอยู่ว่า !

พออันนั่งรถบัสจากกัวลาลัมเปอร์ไปถึงอิโปห์ปุ๊บ! คนขับก็บอกให้อันไปขึ้นรถ City bus เพื่อเข้าไปในตัวเมืองค่ะ พอนั่งรถเข้ามาในเมืองแล้ว คนขับ City bus นางก็บอกว่านางไม่รู้ว่าโรงแรมของอันอยู่ตรงไหนจ้าาาา!?!! ขุ่นบร๊ะะะ!!! ทำไมเพิ่งมาบอกหนูตอนนี้ T_T แต่ตอนนั้นอันก็โอเคไม่เป็นไร ไดโจ้บุ! เดี๋ยวตรูเรียกแท็กซี่ไปเอง จากนั้นอันก็เลยข้ามถนนไปเรียกแท็กซี่ที่จอดรอลูกค้าอีกฝั่งนึงของถนน ปรากฏว่าพอไปถึงโรงแรม ในขณะที่กำลังจะควักเป๋าตังค์ออกมาจ่ายเงินให้แท็กซี่นั้นนน!!! กระเป๋าตังค์มันไม่ได้อยู่ในกระเป๋าอันแล้วค่ะ!!! ช็อกกุชิเต๊ะอิมัสสึง่ะ!!!! O_o!?!!! อันช็อก! จำได้เลยว่าฉากสุดท้ายที่ควักเงินออกมาจ่ายคือตอนที่อยู่บน City bus ! ซึ่งพนักงานโรงแรมบอกว่า ยากมากที่จะได้เป๋าตังค์กลับมา เพราะถ้าเป็น City bus มันจะวิ่งวนทั่วเมือง! คนขึ้นลงตลอดเวลาาา ตอนนั้นคือใจอันตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มแล้วค่ะ!! เพราะตอนนั้นไม่มีเงินติดตัวซักกะริงกิตเลย!!! ไม่มีเลยซักกะบาทเดียว!! เงินทุกสกุลอยู่ในกระเป๋าตังค์หมด! เอาละไง!!! แล้วอยู่เมืองอิโปห์ คือไม่ใช่เมืองหลวงด๊วยยย T^T จะกลับไทยก็ต้องใช้เงินซื้อตั๋วรถไฟไปลงกัวลาลัมเปอร์ก่อน ไหนจะค่าแท็กซี่ไปสถานีรถไฟอีก ค่าอยู่ค่ากินอี๊กกกก! แล้วจะเบิกเงินยังไง คือบัตร ATM อะไรก็อยู่ในเป๋าตังค์หมด

ตอนนั้นอันแบบเครียดมาก!!! เครียดขั้นสุด!!! พยายามจะตั้งสติแล้ว แต่ตอนนั้นคือมันแพนิคคคค ละมาคนเดียว ไม่มีคนรู้จักอยู่มาเลเซียเลยซักกะคน!!! ณ จุดๆนั้น อันลองพยายามหาสัญญาณติดต่อพ่อกับแม่ก่อน แต่ยังติดต่อใครไม่ด๊ายยยย ลุงคนขับแท็กซี่ก็ช่วยพลิกเบาะรถหาแบบขั้นสุด! สุดท้ายพอไม่เจอ เค้าเลยบอกว่า ไม่เป็นไร เค้าไม่เอาเงิน ทั้งๆที่นั่งรถจากในเมืองมาโรงแรมนี้มันไกลหลายร้อยบาทมาก! ฮื้ออออออ T_T ตอนนั้นอันแทบลงไปกราบลุงทั้งน้ำตา! จิตใจของลุงกว้างใหญ่ยิ่งกว่ามหาสมุทร! นางชื่อคุณลุง Steve เปนคนจีน-มาเลขับแท็กซี่อยู่แถวๆ Ipoh Parade อันสัญญากับตัวเองไว้แล้วว่า ถ้าได้กลับไปอิโปห์อีกครั้ง อันจะต้องไปตามหาลุง Steve แล้วเอาเงินไปคืนลุงแกให้ได้!!! ฮื้ออออออ T_T ลุงใจดีมากเดสสึง่ะ!!!

ในขณะเดียวกันพนักงานโรงแรมสองคนซึ่งอันพึ่งมารู้ทีหลังว่าเค้าชื่อ Sabiena กับ Pirus ก็ช่วยกันตามหาข้อมูลรถบัสให้แบบเต็มที่ เค้าพยายามถามอันว่าขึ้นรถบัสสีอะไร ลักษณะเป็นแบบไหน ขึ้นมาตอนประมาณกี่โมง แล้วนางก็โทรติดต่อสถานีรถบัสให้แบบรัวๆ จังหวะนั้นผู้จัดการโรงแรมเค้าก็ออกมาช่วยคิดหาวิธีแก้ไขไปด้วย! สรุปคือนางบอกว่าเดี๋ยวให้ Pirus ขับรถของโรงแรมพาไปที่สถานีรถบัส แล้วก็ไปแจ้งความไว้ก่อน เผื่อว่าจะมีคนเก็บไว้ได้แล้วเอามาส่งคืนให้ !

ตอนนั้นคือแบบ เห้ยยยย ประทับใจทุกคนที่นี่มากค่ะ! รู้สึกซาบซึ้งใจตั้งแต่ลุงคนขับแท็กซี่แล้ว!!! คือนี้อาจจะเป็นบริการอย่างนึงของโรงแรมนี้ แต่อันสัมผัสได้เลยว่า นี่แหละ!!! นี้แหละะะ!!! ที่เค้าเรียกว่า Service mind ของจริง!!! นางทั้งสามช่วยอันแบบเต็มที่มากๆ!

ก่อนจะออกไปอันเลยขอตัวเอาของขึ้นไปเก็บไว้บนห้องก่อน ซึ่งตอนนั้นเพื่อนก็โทรเข้ามาพอดี! พออันได้ยินเสียงคนใกล้ตัวเท่านั้นแหละค่ะ!! ต่อมน้ำตาแตกเลยค่าาา อุตส่าห์ควบคุมสติไม่ให้ร้องไห้มาจนเกือบจะรอดฝั่งแล้ว!! แต่พอได้ยินเสียงเพื่อนละแบบ จนได้ยยยยย T-Tตอนนั้นเพื่อนก็ตกใจแล้วบอกว่าให้ใจเย็นๆ มันมีทางแก้ไข ต้องหาทางออกได้ นางบอก "เมิงใจเยนๆ อย่าเพิ่งร้องไห้ ตั้งสติ เมิงไปติดต่อสถานฑูตไทยนะ ยังไงเค้าต้องช่วยส่งตัวเมิงกลับไปที่ไทยได้"

เออะ เมื่อกี้ว่าไงนะ?? ส่งกลับโดยสถานฑูตไทย!?!!! o_O!?!!

สวัสดี!!! นี่คือทางออกที่เมิงว่าใช่มั้ยยย!?!! ทำไมตรูรู้สึกเหมือนตรูเป็นต่างด้าวที่กำลังจะถูกส่งกลับเข้าประเทศ! บ๋ายยยยยย น้ำตาไหลหนักกว่าเดิมอี๊กกกก!!! ฮื้อออ จังหวะนั้น Sabiena โทรขึ้นมาพอดี บอกว่าเตรียมรถโรงแรมให้เรียบร้อยแล้ว อันก็เลยรีบขึ้นรถบัสไปสถานีกับ Pirus ! ตอนนั้นคือหน้าไม่ไหวแล้ว ตาแดงก่ำหนักมาก Pirus นางคงเห็นแล้วเวทนาเลยถามอันว่า หิวมั้ย เดี๋ยวนางแวะซื้ออะไรให้กิน ฮื้อออออ น้ำตาจิไหล!!! ไม่ได้ซาบซึ้งนะะะ กำลังคิดอยู่ว่าตรูมาทำอะไรที่นี่ฟระเนี่ยยยย!?!!! 5555555555 ไม่ใช่! ตอนนั้นซาบซึ้งจริงๆ!
พอไปถึงสถานีรถบัส Pirus นางก็วิ่งไล่ถามให้ทุกฝ่ายเลย ตั้งแต่คนขายตั๋วยันพนักงานขับรถ! แต่สุดท้ายแล้ว ก็ไม่มีวี่แววว่าจะสามารถติดต่อรถบัสคันนั้นได้

ณ จุดๆนั้นคือ เอาละไง ใจไม่ดีอย่างแรง นี่ตรูต้องกลับไทยผ่านทางสถานฑูตจริงๆใช่มั้ย??? จะเบิกเงินทางไหนก็ไม่ได้เพราะบัตร ATM และทุกสิ่งอยู่ในกระเป๋าตังค์หมด! ตอนนั้นทั้งเนื้อทั้งตัวคือมีอยู่ 0 ริงกิต 0 บาท 0 สตางค์จริงๆ พอขึ้นมานั่งบนรถ อันแบบไม่ไหวละจ้าาาา!!! น้ำตาไหลออกมาเป็นก๊อก! โถ่ถัง! รันทดชีวิต! น้ำตาแตกหนักมาก!!! สตงสติไปหมดละ!!! Pirus ขับรถอยู่ ถึงกับตกกะใจ ด้วยความที่นางเป็นผู้ชาย นางเลยไม่รู้จะทำยังไง สุดท้ายนางได้แต่หันมาทำหน้าเศร้าแล้วพูดปลอบใจตรูว่า "Sorry, I don't have tissue" ฮื้ออออออ Pirus อย่าบิ๊วได้มั้ยยย!! สะอื้นไห้หนักกว่าเดิมอี๊กกก! 555555555
ณ จุดๆนั้น Pirus ตกใจหนักกว่าเก่า! นางก็ยังพยายามจะชวนคุยให้หายเศร้าอีกว่า นางเคยได้ยินมาว่าถ้าผู้หญิงเศร้าใจ เราต้องซื้ออะไรให้กิน แล้วนางก็หันมาถามว่า เธออยากกิน MacDonald มั้ย?? ปั๊ดโธ๊!!! ซึ้งใจก็ซึ้งใจนะ แต่ตอนนั้นคือตรูกินอะไรไม่ลงแล้ว Pirussssss! แต่อันรู้สึกขอบคุณมากจริงๆ!

และในขณะที่กำลังสะอื้นไห้อยู่นั้น! เพื่อนคนเดิมเมื่อกี้ก็โทรมาบอกว่า ให้ส่งที่อยู่โรงแรมกับเบอร์โทรศัพท์ที่มาเลเซียไปให้นางในไลน์ตอนนี้เลย เพราะเพื่อนพ่อนางอยู่มาเลซีย เดี๋ยวเค้าจะเอาเงินไปให้ที่โรงแรมมม!!! เห้ยตอนนั้นคือแบบ!!! น้ำตานองงงเต็มสองแก้มมมม!! ซึ้งใจหนักมากจะพี่!!! ที่บอกให้ตรูไปสถานฑูตเมื่อกี้คือพูดเล่นใช่มั้ย จริงๆแล้วนางกำลังไปหาทางช่วยอยู่! ขอบคุณมากจริงๆ คือโคตรเพื่อนตาย ซึ้งใจหนักมาก!!!

หลังจากนั้นพ่อเพื่อนอันก็โทรมา แล้วบอกว่าเดี๋ยวพ่อจะโอนเงินไปให้ แล้วให้อันใช้พาสปอร์ตไปเบิกเงินจาก Western Union ได้เลย ไม่ต้องใช้บัตรเอทีเอ็ม แต่ถ้ามีปัญหาเบิกไม่ได้จริงๆ พ่อบอกเพื่อนพ่อที่อยู่มาเลเซียไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ฮื้ออออออ ตอนนั้นคือแบบ!!! ซาบซึ้งใจหนักมาก อยากขอบพระคุณพ่อเพื่อนมากจริงๆ!!!

หลังจากได้คุยกับพ่อเพื่อน อันก็เริ่มจะได้สติ เริ่มคิดอะไรออก!!! ตอนนั้นแบบ อ๋ออออ แบบนี้แสดงว่าต้องให้คนที่ไทยโอนเงินมาทาง Western Union ให้ แล้วอันก็ใช้พาสปอร์ตเบิกเอาเงินออกมา! ประเด็นคือเอาละไงงงงง ตอนนั้นพ่อกับแม่อันอยู่ญี่ปุ่นกันหมดเลยจย้าาา!!! ไม่มีใครอยู่ไทยซักคนนน! พอกลับมาถึงโรงแรม อันเลยขึ้นห้องไปทำใจให้ร่มๆไว้ก่อน แต่ตอนนั้นก็ยังกังวลอยู่ว่า ถ้าเกิดมีปัญหาแล้วเบิกเงินออกมาไม่ได้นี้ลำบากเลยนะพรี้ยยยยยย


และในขณะนั้นเอง!! เสียงโทรศัพท์ห้องอันก็ดังขึ้น!! O_o!?!!! ตอนนั้นแบบ เห้ยยยย!!! หรือจะมีคนเก็บเป๋าอันได้แล้วเอามาส่ง!! ณ วินาทีนั้น วิ่งเลยค่ะะะ อย่าได้รอ!!! วิ่งไปรับสาย ใจเต้นตุ๊มๆต่อมๆ! ปรากฏว่า!!! ไม่ใช่!!! Sabiena โทรมาถามว่า อันอยากกินอะไรมั้ย พุทโธ๊!! นางบอกไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย เดี๋ยวผู้จัดการนางจะจัดการให้หมดเลย คือสุดยอดมากจริงๆค่ะโรงแรมนี้! คือนางใส่ใจมาก!! แล้วทั้งๆที่อันบอกว่าไม่เป็นไรจ้า ขอบคุณมากๆเลย ปรากฏว่า 10 นาทีต่อมา มีคนมาเคาะห้อง พอตรูเปิดประตูออกมา กลายเป็นผู้จัดการโรงแรมกับพนักงานเอา room service ขึ้นมาเสิร์ฟให้ถึงห้องเลยจะพี่!!! แค่นั้นยังไม่พอ! นางยังเอาคูปองอาหารเช้ามาให้ บอกว่าพรุ่งนี้เช้าให้ไปทานฟรีได้เลยอี๊กกกกก

O_o!?! O_O!!! o_O!?!! โอ้ยยยยยย คือไม่รู้จะบรรยายความประทับใจให้กับโรงแรมนี้ยังไง!!! ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นโรงแรมที่แพงหรือหรูอะไรเลยนะคะ แต่เค้าใส่ใจลูกค้าจริงๆ! โรงแรมนี้มีชื่อว่า Symphony Suites ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆกับตัวเมืองอิโปห์เลยค่ะ

สุดท้ายพออันติดต่อพ่อกับแม่ได้ ปัญหาทุกอย่างคลี่คลายไวมากภายในไม่กี่นาที!!! ตอนนั้นพ่อกับแม่อันไม่ว่าอะไรเลย แล้วยังพูดปลอบใจว่า "ไม่เป็นไรลูก ถือไว้ว่าเป็นบทเรียนสำคัญ วันหลังลูกจะได้ระวังตัวให้มากกว่านี้" หนูขอบคุณจริงๆนะคะป๊าแม่ T_T พอป้ากับน้องญาติอันที่อยู่ไทยตอนนั้นรู้ข่าวจากพ่อแม่อันแล้ว ก็รีบออกไปโอนเงินจากธนาคารที่ไทยมาให้อันตอนนั้นเลยค่ะ พอรุ่งเช้าขึ้นมา ผู้จัดการโรงแรมเค้าก็อุตส่าห์ให้ Pirus ขับรถโรงแรมพาอันไปเบิกเงินที่ธนาคาร แล้วขับไปส่งอันที่สถานีรถไฟ แถมยังยืนรอเป็นเพื่อนจนรถไฟมาเลยค่ะ!

อยากบอกว่า การมาอิโปห์ครั้งนี้มันอาจจะดูเหมือนว่า เป็นการมาเพื่อทำกระเป๋าตังค์หาย 55555555 เพราะสรุปแล้วอันก็ไม่ได้ไปสมัคร Emirates รอบเมืองอิโปห์ตามที่ตั้งใจไว้นะคะ เพราะว่ากว่าอันจะกดเงินออกมาได้ มันก็เลยเวลากำหนดการรับสมัครมาหลายชั่วโมงมากแล้วววว ToT แต่ยังไงก็แล้วแต่ อยากบอกจากใจเลยว่า อันไม่เสียดายเลยที่ได้มาที่นี่ เพราะมันทำให้อันได้รับบทเรียนอย่างดี ที่ทำให้รู้ว่า มีคนที่เป็นห่วงแล้วพร้อมจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แถมยังทำให้อันได้รู้จักคนดีๆ ที่ถึงเราจะต่างชาติต่างภาษา แต่น้ำใจที่เค้ามีให้ ไม่ได้มีผลต่อความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติหรือภาษาใดๆเลยค่ะ

และบทเรียนที่สำคัญที่สุดในครั้งนี้ "ถ้าทำเงินหายที่ต่างประเทศ เราสามารถไปเบิกที่ Western Union ได้ อย่าเพิ่งไปสถานฑูตนะคะทุกคนนนน!!!" 55555555555
ป.ล.1 ขอบคุณเพื่อนๆอีกครั้งที่อ่านมาจนถึงตอนที่สองนี้นะคะ ครั้งหน้าอันจะรีบกลับมาแชร์ประสบการณ์และเหตุการณ์ที่เหลือ จากการเดินทางไปสมัคร Emirates Airline ครั้งสุดท้ายที่เมืองยะโฮร์บาห์รู ให้เพื่อนๆได้อ่านกันต่อนะค้า ^^
ป.ล. 2 ถ้าเพื่อนๆคนไหนมีข้อสงสัยอยากถามอะไรเพิ่มเติม สามารถเข้าไปถามอันในเฟสบุ๊ค Chittha Anchittha K หรือที่ลิงค์ https://www.facebook.com/anchittha.kraitat ได้ตลอดเวลาเลยนะค้า ยินดีให้คำปรึกษาและตอบทุกคำถามเลยค่า

รูปภาพ
ป.ล.2 อันนี้เป็นรูปส่งท้ายสำหรับสาวๆที่ถามกันเข้ามาจากครั้งที่แล้วว่า ถ้าจะสมัครแจล จำเป็นจะต้องได้ภาษาญี่ปุ่นหรือไม่นะคะ อันจะบอกว่าเพื่อนๆไม่ต้องกังวลเลยนะคะ เพราะว่าทางบริษัทเค้าจะมีการเทรนภาษาญี่ปุ่นให้เรา ตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงระดับที่เราสามารถนำไปใช้ในการทำงานบนเครื่องและในชีวิตประจำวันได้เลยค่ะ ซึ่งรูปข้างบนนี้เป็นภาพบรรยากาศตอนที่อันและเพื่อนๆไปเรียนภาษาญี่ปุ่นช่วงที่รอเทรนที่บริษัทก่อนที่จะถึงวันเริ่มเทรนจริงค่ะ ถ้าเพื่อนๆคนไหนมีพื้นฐานมาก่อน ก็จะเรียนเข้าใจง่ายกว่าคนที่อาจจะไม่เคยมีพื้นฐานมา แต่เพื่อนๆอย่าเพิ่งหวั่นใจไปนะคะ เพราะว่าอันก็เป็นคนนึง ที่ถึงจะมีพื้นฐานจากตอนที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่นมาบ้าง แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว อันยังนั่งมีหัวหมุนกับการใช้คำศัพท์และประโยคขั้นสุภาพที่เราจะต้องเรียนเพื่อนำไปใช้กับผู้โดยสารอยู่เลยค่ะ ทุกวันนี้ครูกับเพื่อนในรุ่นยังแซวอยู่เลยว่า "สงสัยตอนนั้นอันจะไปเรียนญี่ปุ่นแค่เสาร์-อาทิตย์ค่ะ!!!" คุณพระ!!! O_o!?!! แฮชแท็ก-ร้องไห้หนักมากกกกกกก 5555555 เพราะฉะนั้นตอนที่เทรน เพื่อนๆในรุ่นเรานี่แหละค่ะ ที่จะเป็นคนคอยช่วยติวและคอยช่วยเหลือกันจนทุกคนสามารถผ่านการเทรนมาได้ในที่สุดค่ะ ^^
แก้ไขล่าสุดโดย Chittha Anchittha K. เมื่อ วันพฤหัสฯ. พ.ย. 10, 2016 2:04 am, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
Chittha Anchittha K.
 
จำนวนการตอบ: 3
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันพุธ ต.ค. 26, 2016 11:11 pm
Reputation point: 0
Chittha Anchittha K. โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

Re: แชร์ประสบการณ์การสมัครแอร์ 14 ครั้ง จากคนที่ชอบโดนเพื่อนแซวว่า “อัน เมิงอย่าเป็นแอร์นะ กุกลัววว” เออะ! O_o! (ภาค 2 จ้าาา) 555555

โพสต์โดย jannyjung » วันศุกร์ พ.ย. 04, 2016 5:24 pm

ขอบคุณนะค่ะที่มาแชร์ประสบการณ์ กำลังอ่านเพลินเลยค่ะ แล้วมาต่อ EK ที่ ยะโฮร์บาห์รู กำลังติดตามภาคต่อไปค่ะ [smilie=bn49.gif]
"You can get it if you really want but you must try-try & try you successful"
jannyjung
เตาะแตะๆๆๆ เอ้าพยายามเข้าๆๆ
 
จำนวนการตอบ: 21
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันพุธ มี.ค. 15, 2006 10:03 pm
ที่อยู่: Donmeang
Reputation point: 0
jannyjung โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

Re: แชร์ประสบการณ์การสมัครแอร์ 14 ครั้ง จากคนที่ชอบโดนเพื่อนแซวว่า “อัน เมิงอย่าเป็นแอร์นะ กุกลัววว” เออะ! O_o! (ภาค 2 จ้าาา) 555555

โพสต์โดย meili » วันอาทิตย์ พ.ย. 06, 2016 8:10 am

ขอบคุณ จขกท. ค่ะ
meili
Free Ticket 1st Class Everywhere
Free Ticket 1st Class Everywhere
 
จำนวนการตอบ: 728
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันจันทร์ ม.ค. 28, 2008 1:35 pm
ที่อยู่: Donmuang
Reputation point: 7
meili โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย


ย้อนกลับไปยัง Emirates, Etihad

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และขาจร 2 คน