AUGUST 2015 Singapore

ภารโรง: myoldeditor

AUGUST 2015 Singapore

โพสต์โดย cupidcrew4343 » วันจันทร์ ม.ค. 04, 2016 11:17 pm

ยาวหน่อยนะคะ น้องนัทมาแบ่งปันแชร์ประสบการณ์ การสมัครแอร์ค่ะ น้องไม่ผ่านไฟนอล นะคะ แต่อยากแบ่งปัน เอาข้อมูล มาจาก กลุ่ม ติดดินก็บินได้ [smilie=bn18.gif] [smilie=bn18.gif] [smilie=bn18.gif]

smile emoticon wish you guys enjoy reading my experience.
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

สวัสดีค่ะทุกคน .. ชื่อนัทนะคะ บันทึกนี้นัทจะมาเล่าประสบการณ์การไปสมัครแอร์ให้ฟังค่ะ อ่านแล้วอาจสับสนบ้างนะคะ เหตุการณ์หลายอย่าง เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน
พิมพ์เองยัง งง เองเลยค่ะ มันเป็นเหมือนไดอารี่ที่นัทเขียนไว้ช่วยจำเมื่อเวลาผ่านไปกลับมาอ่าน จะได้รู้ว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตเราผ่านอะไรมาบ้าง ภาษาที่ใช้จะปนกันหมดเลยนะคะ
ภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาอังกฤษ ศัพท์สแลง ไม่ว่ากันน้า ก่อนอื่นขอเล่าความเป็นมาของตัวเองก่อนนะคะอาจจะยาว (มาก) อ่านข้าม ๆ ได้ค่ะ
(ถ้าใครอยากอ่านช่วงขั้นตอนต่าง ๆ ก็ข้ามได้เลยค่ะ) เพราะมันมีจุดหักเหในชีวิตหลายช่วงเหลือเกิน นัทเรียนจบด้านมัลติมีเดีย จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงค่ะ ตอนแรกจะยังไม่ทำงานจะไปเที่ยวต่างประเทศก่อน (แถบยุโรปเชงเก้น) ทำเรื่องทุกอย่างเรียบร้อย วีซ่าที่ว่าขอยาก ๆ ก็ผ่านฉลุย ก่อนวันเดินทาง 3 วัน (20 เม.ย. 2013) เกิดเปลี่ยนใจด้วยความบ้าบิ่น ยกเลิกไม่ยอมไปซะดื้อ ๆ อะไรที่จองไว้ก็ทำเรื่อง refund หมดเลย บางอันก็โดนปรับ บางอันก็ได้คืนหมด ตอนนั้นโดนที่บ้านยื่นคำขาดให้สมัครงานที่ทำงานแม่ซึ่งเป็นจังหวะที่กำลังเปิดรับพอดี (ห้ามไปอยู่ต่างจังหวัด ห้ามเข้ากรุงเทพ ง่ายๆ คือต้องอยู่บ้าน) เลยจำยอมต้องไปสมัคร พอสัมภาษณ์ผลออกเรียบร้อยสอบผ่านหลังจากนั้นประมาณวีคนึง แล้วก็เริ่มงานช่วงต้น พ.ค. 2013 เป็นนักประชาสัมพันธ์+นักข่าว ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี (บ้านอยู่ชลบุรีแต่ไปเรียนเชียงราย) การทำงานก็ไม่มีอะไรหวือหวา ไม่ต้องปรับตัว เพราะเราคุ้นเคยกับบุคลากรภายในเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ได้ทำตัวเหลิง งานคืองาน ต้องแยกแยะออกจากเรื่องส่วนตัว ถึงจะทำงานที่เดียวกับแม่ ก็คนละฝ่ายอยู่แล้ว และไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้เส้นสายในการเข้ามาทำงาน ทุกอย่างความสามารถล้วน งานทั่วไปก็หมกมุ่นกับงานเอกสารประชาสัมพันธ์นั่นแหละ ไหนจะออกแบบ ไหนจะอัพเดทข่าวสารในโซเชียล มีอีเวนท์เป็นพิธกรบ้างบางโอกาส ไหนจะทำหนังสือเวียนไปหน่วยงานในสังกัด พอจะนึกภาพออกเนาะ ระบบราชการ มันก็ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นมาก แค่มีเรื่องให้รับมือ และจัดการตลอดเวลา แต่นัทโชคดีที่ได้ทำงานกับคนภายนอกค่อนข้างเยอะ ทั้งนักข่าว ชาวบ้าน นักเรียน เจ้าหน้าที่ เวลาจัดประชุมที ประสานงานทีก็ปวดหัวกันยกใหญ่ ได้ออกนอกสถานที่อยู่บ่อย ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น งานมันก็วนลูป น่าเบื่อ บางวันก็ยุ่งสุด ๆ บางวันก็ว่างแบบที่ว่าไม่มีอะไรทำเลยก็มี พอทำงานได้ปีกว่า ๆ ตัดสินใจลาออก (อินดี้มากและนี่คือจุดเปลี่ยนครั้งที่ 2) นัทขอที่บ้านไปเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ ซึ่งก่อนหน้าที่จะลาออกประมาณสองเดือน นัทก็หาข้อมูล หาเอเจนซี่เรื่องโรงเรียน ทุกอย่าง เอาเป็นเอาตายมาก เหมือนทำโปรเจคเสนอที่บ้านว่าจะทำอะไร ไปที่ไหน ระยะเวลากี่เดือนกี่ปี และที่สำคัญที่สุด “งบประมาณ” เบ็ดเสร็จแล้วเท่าไหร่ เป็นช่วงที่เหนื่อยมาก ต้องทำทุกอย่างให้พ่อกับแม่ยอมรับข้อเสนอของเรา เพราะที่บ้านฐานะปานกลางค่ะ พ่อแม่รับราชการทั้งคู่ รายได้ก็ไม่ได้หรูหรา มีหนี้สินค่ะ แต่ก็พอมีพอใช้ ดังนั้นข้อมูลที่เรามีจึงต้องมีน้ำหนักมากพอ และคุ้มค่ากับเงินที่จะต้องลงทุน
ในที่สุดที่บ้านก็อนุมัติค่ะ ดีใจสุด ๆ พอลาออก (ปลาย มิ.ย. 2014) ก็ใช้เวลาสองเดือนเต็มกับการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องเรียนจนแทบจะเป็นบ้า กว่าจะได้วีซ่า กว่าทุกอย่างจะลงตัว ยากลำบากจริง ๆ แล้วก็ได้ไปนิวซีแลนด์สมความปรารถนา (ก.ย. 2014) ชีวิตที่นิวซีแลนด์จะเล่ารวม ๆ นะคะ เพราะมันยาวมาก ยังไม่เข้าเนื้อหาสมัครแอร์เลยเนี่ย ฮ่าๆๆ นัทไปอยู่ที่นู่นเกือบ ๆ ปีได้ ช่วงแรกอยู่กับโฮสอินเดีย ชีวิตทุกข์ระทมไม่น้อย แต่เราก็ได้อะไรหลายอย่าง วัฒนธรรม การปรับตัว การฟังภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดีย เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก หลังจากนั้นก็ออกมาอยู่หอเองในเมือง ใกล้ๆ โรงเรียน เรื่องหอก็ต้องจัดการเองทุกอย่าง เดินหาเอง ติดต่อเอง แข็งแกร่งมาก ฮ่าๆ ระหว่างเรียนที่นั่นก็ทำงานด้วย ร้านอาหารไทยเล็ก ๆ แต่ดังมาก และยุ่งทุกวัน เรียนจันทร์ ถึง ศุกร์ 8.30 น. ถึง 12.45 น. วันไหนมีการบ้าน มีงานก็ต้องรีบเคลียร์ให้เสร็จ วันไหนไม่มีก็ต้องนอนเอาแรง ทำงาน 16.30 น. ถึง เที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสอง ทุกวัน แล้วแต่ลูกค้าจะอยู่นานแค่ไหน กว่าจะเก็บร้าน ทำความสะอาดอีก ทำงานช่วงแรกก็ 3 วัน พอหลังๆ 5-7 วันตลอด ยิ่งช่วงซัมเมอร์ (ธ.ค.- ม.ค.) และเทศกาลต่าง ๆ แทบจะไม่มีเวลาหายใจ ไม่มีแม้แต่โต๊ะว่างให้ลูกค้าที่ไม่ได้จองล่วงหน้า และงานนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้นัทพัฒนาตัวเองได้อย่างก้าวกระโดด ทั้งภาษา ทักษะการให้บริการ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การจัดการภายในร้าน การเผชิญหน้ากับลูกค้าหลากหลายรูปแบบ (ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว กับคนในพื้นที่บ้าง คนไทยมีน้อยถึงน้อยมากที่สุด) การจดจำรายละเอียดของลูกค้า (ลูกค้าประจำ) ว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เป็นสิ่งที่ได้นอกจากการเรียนในห้องเรียน (การเรียนการสอนที่นู่นสนุก และน่าสนใจมากค่ะ ได้ความรู้เนื้อ ๆ เน้น ๆ สมองใช้งานตลอดเวลา) ชีวิตที่นู่นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ต้องมีความรับผิดชอบ ตั้งแต่ทำงานนัทไม่ขอเงินที่บ้านเลย (แต่พ่อก็โอนเงินให้ทุกเดือนนะแค่เราไม่กดออกมาใช้โดยไม่จำเป็นเท่านั้นเอง) สิ่งแวดล้อมทำให้เราโตขึ้นมากค่ะ มีช่วงนึงป่วย หูชั้นกลางอักเสบ คุยกับใครไม่รู้เรื่องเลย ไปหาหมอยังต้องให้เพื่อนช่วยคุยให้ แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นคือ เราต้องเรียน และใช้ชีวิตให้ได้ค่ะ ต้องทำงาน ซึ่งเป็นอุปสรรคสุด ๆ มีความผิดพลาดเกิดขึ้น แต่เราก็ต้องแก้ไขมันให้ได้ เกือบเดือนกว่าจะหายเป็นปกติ นอนดึกตื่นเช้าทุกวัน ร่างกายก็อ่อนแอเป็นธรรมดา จะว่าไปตอนอยู่ที่นู่นก็ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ เหมือนเพื่อน คนอื่นหรอก อิจฉาเวลาเพื่อนได้ไปเที่ยวนู่นนี่ ไปที่สวย ๆ แต่เราต้องทำงาน ตอนนั้นก็คิดไว้ว่าประสบการณ์จากการทำงานจะส่งผลดีกับเราในอนาคต อีกอย่างเราไม่มีเงินถุงเงินถังมากมายขนาดนั้น เงินที่ได้จากการทำงานมันเยอะ(มาก)นะ แต่ค่าใช้จ่ายมันก็ไม่น้อยเลย ค่าหอก็เป็นวีค (ประมาณ 5,000 บาท) แต่ละเดือนแค่ค่าหอก็แทบอ้วกแล้ว ไหนจะค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก เหลือเก็บตามสัดส่วนแต่ก็ไม่มากมาย เพราะฉะนั้นเก็บเงิน และจดรายรับรายจ่าย เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตต่างแดน เวลาก็ผ่านไปเร็วเหมือนโกหก ผ่านไปสองสามเดือนอยากอยู่ต่อ อยากเรียนต่อ ก็คุยกับที่บ้านตอนแรกก็เหมือนจะโอเค ไม่มีปัญหา ไปสอบไว้ทุกอย่าง ผ่านเรียบร้อย นัทก็แพลนอะไรไว้พร้อมสรรพ อย่างน้อยก็ได้อยู่ต่ออีกปี สองปี แต่เหมือนทุกอย่างกลับตาลปัดไม่เข้าข้างนัทเลยสักนิด ที่บ้านอยากให้กลับบ้าน ซึ่งกลับก่อนกำหนดด้วย !! ร้องไห้โฮเลยจ้า เหมือนสร้างบ้านเสร็จแล้วโดนทุบ เครียดมาก เพราะใจจริงตอนนั้นไม่อยากกลับ ยังใช้ชีวิตไม่คุ้มเลย อะไรๆ กำลังเข้าที่เข้าทาง เราต้องกลับแล้วหรอ? โลกนี้ไม่ยุติธรรมเลย
ตัดมาที่ตอนกลับไทย (เกือบ เม.ย. 2015) ต้องปรับตัวอีกครั้ง เพราะเวลาช้ากว่าที่นิว 5-6 ชั่วโมง แถมกลับมาเจอหน้าร้อนบ้านเราด้วย หน้าก็สิวเห่อ หุ่นก็อ้วนตุ้บ เกือบ 70 กิโล แม่บอกว่าทำไมปล่อยให้อ้วนขนาดนี้ คือตอนอยู่นู่นเราก็ไม่รู้หรอกว่าเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน เพราะเรายังใส่เสื้อผ้าได้ปกติ อาจจะมีฟิตบ้าง แต่ก็ถือว่าปกติ ถ้าเทียบกับคนที่นู่น เราก็ไม่ได้ อ้วนจนน่าเกลียด สำหรับคนที่ไม่ได้เจอกันนาน ๆ เค้าจะรู้ทันทีว่าเราไม่เหมือนเดิม ฮ่าๆๆ จิตตกมาก เพราะไม่อยากกลับไปอ้วนเหมือนตอนเด็ก ๆ ช่วงแรกปรับตัวไม่ค่อยได้ ประมาณ 4-5โมงเย็นที่ไทย ก็ง่วงนอนแล้ว ตื่นตีสองตีสาม แทบทุกวัน 6 โมงเช้า ก็เริ่มหิวแล้ว ต้องหาอะไรกิน จะบ้าตาย น้ำหนักปาไป 64 กว่า ตอนนั้นคิดไม่ออกว่าจะทำงานอะไรที่ไทย เคยพูดกับตัวเองไว้ว่าจะขอว่าง ๆ ชิว ๆ ก่อน 3 – 4 เดือน แล้วค่อยหางานทำ ระหว่างนั้นก็ลดน้ำหนัก เพราะรับตัวเองไม่ได้เลย แล้วอยู่ ๆ ก็คึกอยากสอบโทอิค เพราะคิดว่าคนไทยให้ความสำคัญกับคะแนนพวกนี้มาก ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตาม ฟิตอยู่ครึ่งเดือนไปสอบครั้งแรก (16 เม.ย. 2015) อะไรกันพระเจ้า ความรู้ที่ร่ำเรียนมา ไม่ช่วยอะไรเลย คะแนนออกมาห่วยมาก น่าอับอาย 545 คะแนนไม่ถึงขั้นต่ำที่เค้ากำหนดไว้ด้วยซ้ำ เครียดก็เครียด ทำไมทำไม่ได้ แต่ก็เริ่มตั้งสติใหม่ จับจุดอ่อนของตัวเอง อ่านใหม่ แล้วก็มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง ในวันที่นัทอยากเป็นแอร์ 555 ฟังดูอลังการ เพราะได้ไปอ่านรีวิวคนอื่นแล้วรู้สึกว่า ทำไมเค้าเป็นได้ ทำไมเค้าทำกันได้ล่ะ เก่งจัง อยากลองบ้าง อยากทำบ้าง (โดยไม่มีความรู้ ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการสมัครแอร์มาก่อนเลยแม้แต่น้อย) ในความคิดเป็นแอร์มันต้องสวย หุ่นดี บุคลิกเลิศ ภาษาเป๊ะ แต่นัทมีไม่ครบแค่ความสวยก็ไม่ผ่านแล้ว สิวเต็มหน้า อ้วนอีก ภาษาก็ไม่ได้มั่นเวอร์ มีดีที่บุคลิกเท่านั้น ตอนแรกก็ถอดใจ แต่พอเราหาข้อมูลมากขึ้น อ่านประสบการณ์หลาย ๆคน ก็ทำให้มีกำลังใจขึ้นมาว่าเราต้องทำได้สิ ไม่มีใครสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกหรอก แล้วก็เริ่มเลยบอกที่บ้านว่าจะสมัครแอร์ จะไปถ่ายรูปที่ กทม ที่บ้านก็แบบงง เกิดอะไรขึ้นกับลูกตัวเอง คึกอะไรจะสมัครแอร์ เค้าถามว่าถ่ายในชลไม่ได้หรอ ทำไมต้องเสียเงินเสียทอง เสียเวลาเข้าไป กทม ก็บอกไปแค่ว่าเป็นร้านแนะนำกันในเว็บ (นัทถ่าย Photolista) พอได้รูปมา ก็เริ่มสมัครเลยค่ะ ซีวีพร้อมอะไรพร้อม ส่งไปเลยสายดัง ๆ ช่วงนั้นดีใจมากเพราะได้ invitation letter จาก EK + EY ส่งไปเมล์เดียว รอบเดียว แล้วความรู้สึกของคนที่ไม่เคยสมัครเลย พอได้มันรู้สึกตื่นเต้น ดีใจมากกกกกกกก แต่ตอนนั้นลุยกับที่แรกก่อน ไปวอล์คอินของกาตาร์ ไปที่ KL มาเลย์ สมัครออนไลน์ก่อนนะ โดนรีเกรท แต่ก็ดื้อดึงไป เพราะเค้าไม่ได้บอกว่า invitation only จองตั๋ว จองที่พักไว้แล้วนี่ไม่ไปได้ไง ทุลักทุเลน่าดูสำหรับครั้งแรก วันนั้นทำผมแบบรวบตึงไรสติ หน้าบานเท่ากระด้ง หน้าก็สิวเห่อโดยไม่ได้นัดหมาย ไปถึงคนไม่เยอะมากแต่รอ 2- 3 ชั่วโมง มากันเช้าจริง ๆ ตามกำหนดการเริ่ม 9.00 แต่บางคนมาตั้งแต่ ยังไม่ 7 โมงเช้าก็มี คนไทยประปราย เกาหลี มาเลย์ ก็เยอะพอสมควร เค้าให้เราเข้าไป ดรอป ซีวี กรรมการถามนิดหน่อย คนผ่านจะได้กระดาษมาให้กรอก ส่วนคนไม่ผ่านจะพูดทำนองว่า นี่เบอร์ อีเมล์ ยูใช่ไหม เดี๋ยวจะติดต่อกลับไปนะภายใน 6 โมงเย็นวันนี้ (9 พ.ค. 2015) (ซึ่งเพิ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นการปฏิเสธทางอ้อม แล้วคนที่ได้กระดาษจะทำกรุ๊ปต่อช่วงบ่าย) กรรมการก็ถามว่า ทำงานอะไรอยู่ แล้วคือไม่ได้เตรียมตัวไง ไม่รู้ว่าจะตอบแนวไหน ก็บอกว่าไม่ได้ทำ (จริง ๆ ทำฟรีแลนซ์ แต่นึกไม่ทัน) แต่เคยทำนั่นนี่มา เค้าก็ถามอีกว่าทำไมอยากทำกับกาตาร์ ไม่ทำสายอื่น ก็ตอบแบบ งงๆ คือรู้ตัวเองว่าตอบไม่ดี ไม่นิ่งด้วย วอกแวกมาก เวลาคิดชอบมองฟ้ามองอากาศ ออกจากห้องมาก็พยายามทำตัวให้สดใสไว้ ไม่อยากเศร้ามาก กลับ รร ไปนอนพัก ตื่นมาก็เกือบหกโมงเย็นแล้ว สรุปแห้วโดยไม่ต้องสืบ ก็เลยเดินไปตึกแฝด สร้างแลนด์มาร์กสักหน่อย มา KL ทั้งที ต้องไปให้ถึง และคืนนั้นก็จองตั๋วกลับไทยวันรุ่งขึ้นเลย (10 พ.ค. 2015) เพราะไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม

กลับบ้านที่บ้านพูดว่าไม่เป็นไรเอาใหม่ EK รออยู่ ระหว่างรอ AD วันที่ 23 พ.ค. 2015 ที่ กทม ก็อ่านหนังสือเตรียมสอบโทอิคด้วย หาชุด หารองเท้ากันให้วุ่นวาย ตัดชุดใหม่เลย 2 ชุด (แม่ลงทุนมาก) แก้ชุดสามรอบ เพราะผอมลง แต่น้ำหนักไม่ลดนะ สัดส่วนเปลี่ยน เอว 28.5 เหลือ 26 ภายในอาทิตย์เดียว (ฮูลาฮูปช่วยได้ค่ะเชื่อนัท วันละ 10-20 นาที) วันที่รอคอยก็มาถึง นัทได้รอบเช้า 9.00 น. ตื่นตั้งแต่ตีสองครึ่ง เพื่อมาออกกำลังกาย และแต่งตัว ออกจากบ้านตีห้า (ไปกับพ่อสองคน) คนเยอะอะไรขนาดนี้ แต่ละคนผมเนี้ยบ หน้าเด้ง ชุดเริด มองตัวเองรู้สึก แป้ก ๆ ไปเลย ผมก็ทำเอง หน้าก็แต่งเอง เป็นคนทำผมไม่เก่ง แต่แต่งหน้านี่เข้าขั้นอยู่ เข้าไปนั่งรอในห้องประชุม มีกรรมการ 4 คน อินเดีย 2 ตาน้ำข้าว 2 คน) และหนึ่งในนั้น โหดมาก เป๊ะเกิน ซึ่งนัทเจอคนนั้นค่ะ นั่งรอคิวไปเรื่อย พอถึงนัทก็เดินไปยื่นซีวี ให้กรรมการ เค้าก็ถามว่าทำงานอะไร ตอบเหมือนเดิมเป๊ะ ไม่ได้ทำ (เพราะทำงานอยู่บ้านสมองเลยคิดไม่ทันว่าชั้นทำงานนะ) เค้าก็ถามว่าเคยทำอะไรมาบ้าง ก็เล่าไป แต่เหมือน กรรมการจะฟังผิดว่าไป ซิดนีย์ นัทก็เลยบอกว่าไปอยู่โอ๊คแลนด์ นิวซีแลนด์มา ไม่ใช่ออสเตรเลีย (คิดในใจเราพูดไม่รู้เรื่องหรอ) แล้วก็เจอคำถามน็อคดาวน์ What is challenging in your previous works? ตอบหลุดประเด็นไปไกล สติกระเด็น กรอกตาไปมา โอยๆ แถมโดนตัดบทด้วย แล้วกรรมการก็ยื่นหมายเลขมาให้ แล้วก็ออกไปรอข้างนอก เจ้าหน้าที่แจ้งไว้ว่า ช่วงเที่ยงๆ จะประกาศผลคนผ่าน ออกไปกินข้าวกับพ่อ แล้วก็นั่งรอเวลา มันไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไหร่ เพราะในใจคิดว่าเราทำได้ไม่ดี ไม่มีสมาธิเลย คุยกับเพื่อนก็แล้ว นั่งรอก็แล้ว ย้ายห้องก็แล้ว กว่าจะได้เวลาประกาศ คนรอบบ่ายเริ่มมา วุ่นวายไปหมด ไม่รู้ใครรอบไหน เกือบบ่ายโมงเจ้าหน้าที่เรียกให้ไปห้องเมื่อเช้า ประกาศคนผ่าน คนที่เป็นคนสัมภาษณ์นัทเป็นคนประกาศ ข้ามเลขนัทไปเลย ฮ่าๆ กลับบ้านค่ะ นัทเองก็ผิดหวัง พ่อเองก็ผิดหวังนัทรู้สึกได้ ใครก็คาดหวังเนาะ แต่ทำยังไงได้ ตัวเลือกเยอะ กรรมการเค้ามีสิทธิ์นี่ว่าจะเลือกใคร ไม่เลือกใคร ก็ไม่แปลกเพราะคนส่วนใหญ่ก็ไม่ผ่านเหมือนเรา (ปลอบใจตัวเอง) หลังจากนั้นที่บ้านก็พูดเหมือนว่า มันไม่ใช่แนวลูกแล้วมั้ง จะดิ้นรนหรอ จะพยายามถึงเมื่อไหร่ เราไม่เหมาะรึเปล่า แล้วก็อีกหลายคำพูดที่ทำให้นัทรู้สึกแย่ หลายครั้งที่ร้องไห้คนเดียว เพราะไม่อยากให้ใครเห็นว่าเราเหมือนเด็กไม่รู้จักโต คำพูดแค่นี้ก็รับไม่ได้ แล้วก็ทะเลาะกันบ่อย ๆ เพราะใจจริงที่บ้านอยากให้รับราชการ (ค่านิยมเดิม ๆ มั่นคง แต่นัทไม่ชอบ) เพราะนัทสอบภาค ก. ผ่านไว้ตั้งแต่ก่อนไปนิว แต่ไม่เคยเอาไปใช้สมัครที่ไหน นัทจบสายนิเทศก็จริง แต่ได้วุฒิ วท.บ. (วิทยาศาสตรบัณฑิต) ทำมีผลกระทบหลายอย่าง เพราะตำแหน่งที่รับทุกสาขา มันก็ไม่น่าทำ ตำแหน่งที่ตรงสาย ก็มีปัญหาเรื่องวุฒิ แล้วอีกอย่างเคยได้เงินเดือนเยอะๆ มาจากที่นิว พอกลับมาไทยเห็นเงินเดือนแล้ว อยู่บ้านเฉยๆ ยังรู้สึกดีกว่าอีก (ถ้าใจไม่อยากทำ มันก็มีไม่มีความกระตือรือร้น)
ตัดสินใจสมัครสอบโทอิครอบสอง (10 มิ.ย. 2015) รอบนี้มั่นใจขึ้น แต่ผลที่ออกมาก็ยังไม่เป็นพี่พอใจอยู่ดี มันยังน้อยมากสำหรับตัวนัทเอง 680 แต่ก็เอาน่า อย่างน้อยก็ยื่นสมัครได้มากขึ้น ก็ลองส่งนกแอร์ไปค่ะ Lofthansa ก็ส่ง Siam Air ก็ลอง สรุปว่าอะไรที่คุณสมบัติถึงนัทส่งหมด แล้วนัทก็ไปวอล์คอิน (19 มิ.ย.2015) BFS ที่สุวรรณภูมิค่ะ ตำแหน่ง Passenger Services Agent คือคิดว่าอย่างน้อยมีงานทำไว้ก่อน เพราะอยากมีเงินเป็นของตัวเองแล้ว วันนั้นสัมภาษณ์สบายๆ กรรมการ 1 คนสมัคร 2 คน คนที่คู่กับนัทเค้าน่าจะตื่นเต้น แล้วภาษาเค้ายังไม่ดีเท่าไหร่ ทักษะการฟังยังไม่ผ่าน เพราะนัทช่วยเค้าแปลด้วย ศัพท์บางคำเค้าก็ไม่รู้จัก นัทก็เป็นกำลังใจให้นะ จับมือเค้าไว้ตลอด แล้วกรรมการก็บอกว่าเค้ายังไม่ผ่าน ให้กลับไปเตรียมตัวใหม่ แล้วกรรมการก็บอกนัทเลยว่าเค้าให้ผ่าน แต่นัทเขียนเงื่อนไขไว้ว่าเริ่มงานได้หลัง 13 ก.ค. กรรมการก็บอกว่าไม่มีปัญหาเดี๋ยวจะมีเจ้าหน้าที่โทรติดต่อไปอีกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้ชวนเพื่อนไปโอเพ่นเดย์ EK ที่ปีนัง (26 มิ.ย. 2015) ด้วยกัน จองทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วจะพลาดไม่ได้ แต่เราก็บอกตรงๆ ไม่ได้หรอก เลยบอกว่าติดภารกิจกับที่บ้านยังเริ่มงานไม่ได้ทันที แล้วนกแอร์ประกาศคนผ่านไปสัมภาษณ์ วันที่ 20 มิ.ย. ที่ดอนเมือง มีชื่อนัทด้วย ตื่นเต้นๆ ไม่คิดว่าจะผ่าน คนที่ไปก็มีประมาณ 400 คน+ มีหลายขั้นตอน บางคนก็ไม่ผ่านตั้งแต่วัดส่วนสูง น่าสงสารสุด ๆ แล้วก็แบ่งกลุ่มเยอะแยะ นัทได้กลุ่มสุดท้ายแบบสุดๆ รอทั้งวัน กลุ่มย่อยนัทมี 7 คน กลุ่มใหญ่มี 14 คน เหมือนกลุ่มเก็บตกแล้ว ฮ่าๆๆ ก็เข้าไปกรรมการมี 3 คน แล้วให้ออกมาทีละคน แนะนำตัว กับเบอร์ แล้วหยิบคำขึ้นมา พูดเกี่ยวกับคำนั้น 15 วินาที ได้คำว่า “ไฟ” ตอบสั้นไปไม่โดนใจกรรมการ มอดม้วยมรณาเลยทีเดียว เพื่อนคนอื่นก็พูดดีนะ บางคนก็เกินเวลาโดนตัดบท ต่อไป group discussion กลุ่มนัทเหลือ 6 คน อีกคนเค้าต้องบินแล้ว (เป็นแอร์สายการบินหนึ่ง เค้าเลยต้องสละสิทธิ์) ก็เข้าไปให้แนะนำตัว กับเบอร์ กรรมการ 3 คน แต่คนละชุด จากนั้นก็ให้คำถามเรามาให้เริ่มคิดกัน ได้คำถามว่า “ถ้านกแอร์จะทำสินค้าขายจะทำอะไร เพราะอะไร และรูปแบบเป็นยังไง” ก็คุยกันไป หลายสิ่งอย่าง นัทเป็นคนเขียนในกระดาษ มีคนนึงก็พูดมากเกิน บางคนก็ไม่พูดอะไรเลย คุยกันไปมา จนใกล้หมดเวลา ก็ได้ แก้ว ช้อนกาแฟ เจลล้างมือ แล้วก็กิฟเซท ถึงเวลาก็พูดแบ่งกัน ส่งกันดีอยู่ นัทพูดเรื่องช้อนกาแฟ แต่ยอมรับว่าก็ไม่โดนใจ ถ้าในมุมมองของกรรมการ เรายังด้อยอยู่ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเค้าวัดกันยังไงนะ วันนั้นแต่งหน้าไม่เหมาะกับตัวเองด้วยแหละ มันเลยไม่ค่อยมั่นใจ กลับบ้านก็ไม่ได้กังวลอะไรเพราะก็คิดว่าไม่น่าผ่าน ตอนห้าทุ่มกว่าประกาศเป็นไปตามคาด กินแห้วรอบสองค่ะ ก็บอกให้แม่ฟังว่าไม่ผ่านแล้วนะ วันรุ่งขึ้นก็บอกพ่อ ก็คุยกันเยอะ สายการบินแต่ละสายก็มีสเปคแตกต่างกันไปเนาะ เราอาจจะไม่ใช่แนวที่เค้าต้องการ ก็เป็นกำลังใจให้คนที่ผ่านเข้ารอบต่อ ๆ ไปค่ะ แล้วนัทก็ตั้งใจเตรียมตัวไปปีนังค่ะ
เริ่มแล้วหนทางสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ นัทจองไฟลตไปหาดใหญ่วันที่ 24 มิ.ย. นอนโฮสเทลรอเพื่อนที่อยู่ภูเก็ตนั่งรถไฟไปพร้อมกันเช้า 25 มิ.ย. เหตุผลที่ไม่บินตรงเพราะประหยัดค่าใช้จ่ายค่ะ ยอมเสียเวลาแต่จ่ายน้อยกว่า แต่ใครจะไปรู้มันจะเป็นการเดินทางที่สุดแสนทรมาน ไฟลตไปหาดใหญ่ 14.10 น. นัทนั่งรถตู้จากบ้านไปดอนเมืองเอง เพราะพ่อไปราชการต่างจังหวัด แม่ก็ทำงาน แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา ถึงแอร์พอร์ตประมาณ สิบเอ็ดโมงกว่า ไปรอดีกว่าไปเลท ถึงสนามบินหาดใหญ่ บ่ายสามโมงกว่า เดินต๊อกแต๊ก ไปขึ้นรถสองแถว ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ไปที่พัก แถวตลาด กิมหยง อากาศก็ร้อนมาก จะเป็นลม นัทจอง The Hive Hatyai Hostel ไว้ 1 คืน 450 บาท เป็นเหมือนหอพัก นัทเลือกแบบ ญ ล้วน ถ้าเป็นแบบรวมก็จะถูกลงมา 350 บาท โชคดีคืนที่นัทพักมีนัทคนเดียวทั้งห้อง เป็นเตียงสองชั้น มี 6 ที่ ที่พักโดยรวมโอเคเลย เจ้าของใจดีค่ะ อยู่ในย่านชุมชน เรื่องอาหารการกินสะดวกสบายมากค่ะ คืนนั้นนอนเร็วมากสามทุ่มกว่า กลัวไม่ตื่น นัดกับเพื่อนไว้ประมาณ ตีห้าครึ่ง อ้อ คืนนั้นนัทส่ง CV ไปสมัครของ Hainan Airlines พอดีมีเมล์แจ้งเตือนจากเว็บที่นัทเป็นสมาชิกไว้ ว่าสายการบินนี้เปิดรับ Internatioal FA พอดีนัทอัพเดท CV ไว้ในระบบแล้วเลยกดส่งเลยโดยที่ไม่หวังผลอะไร ตอนเช้าเช็คเอาท์ตีห้า เดินไปสถานีรถไฟ ไม่ไกลมา 7 นาทีถึง เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งรถไฟ ข้ามประเทศด้วย เพื่อนมากับแม่ซื้อตั๋วไว้ให้เรียบร้อย รอบ 7.00 น. ปรากฏว่าดีเลย์ 2 ชั่วโมง ไปรอตั้งแต่ยังไม่หกโมง กว่าจะได้ขึ้น เก้าโมงกว่า ตอนแรกเกือบไม่มีที่นั่งด้วย แย่งชิงกับชาวบ้านมาได้ ใช้เวลาเกือบ 7 ชั่วโมงสำหรับการนั่งรถไฟ ไหนจะลงตรวจที่ ตม. ไหนจะรอรถไฟซ่อมบำรุงอีก ถึง Butter Worth ก็ต้องเดินอีกไกลเลยไปนั่ง Ferry ข้ามฝั่ง ประมาณ 15 นาที นั่ง Rapid ไปที่พักอีกประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ระหว่างทางมีโทรศัพท์เข้าจาก Hainan โอ้วแม่เจ้า อะไรจะรวดเร็วขนาดนั้น โทรมาสองรอบ เพราะรอบแรกนัทไม่สะดวกคุย ตอนอยู่บนรถไฟ เค้าเลยโทรมาอีกตอน 4 โมงกว่าตามเวลาที่มาเลย์ เค้าเรียกนัทไปสัมภาษณ์ ที่จีนคุยก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ คร่าวๆ เค้าถามเรื่อง น้ำหนัก ส่วนสูง ตอนนั้น 170/58 แล้วเค้าก็ถามว่าจะสะดวกมั้ยวันที่ 12 ก.ค. 2015 แล้วจากนั้นโทรศัพท์ก็ตัดไป นัทเปิดโรมมิ่ง กินเงินหมดเกลี้ยง ตอนนั้นก็ยัง งง อีกอย่างก็กังวลเรื่องที่ลงรถไม่รู้พิกัดด้วย ลงที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ปริ้นแผนที่มามันถึงก่อนโรงแรมที่จัดงาน (Holiday Inn) นั่งไปนั่งมาจนถึง รร ที่จัดงานแล้ว เลยต้องรีบลงจากรถ ถามใครก็ไม่มีคนรู้จักเลย เพราะมันเป็นเกสเฮาส์ เดินย้อนกลับไปกว่าจะถึงที่พัก ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ไกลมาก มันเป็นที่ลึกลับสุด ๆ ถ้าไม่ได้คนแถวนั้นช่วยโทรคุยให้แย่เลย ถึงที่พักเหมือนสวรรค์ ที่พักสวยมากกกกกก แต่หายาก เดินไกล ทั้งวันไม่ได้กินอะไรเลยนอกจากแอ๊ปเปิ้ลเขียว 1 ลูก (เพื่อนกับแม่ถือศีลอดนัทก็เลยถือศีลไปด้วยเลยค่ะมันไม่มีอารมณ์กินอย่างมีความสุขหรอกเครียด) คุยกับที่บ้านนิดหน่อย เช็คเมล์ดูได้เมล์จาก Hainan มาบอกว่าติดต่อเราไม่ได้ พยายาม 4 – 5 ครั้ง เค้าเลยส่งเมล์มาแทน แล้วบอกว่าจะส่งรายละเอียดมาให้ จากนั้นหลับเป็นตาย
วันที่รอคอยก็มาถึง CV drop ตื่นตีห้า แต่งตัวกว่าจะได้ออกเกือบ 8 โมงเช้า ทำผมแต่งหน้าแบบที่เป็นตัวเอง และมั่นใจที่สุด นัทชอบแต่งหน้าเอิร์ธโทน และปากแดง โชคดีเป็นคนทาปากแดงแล้วรอด ส่วนผม ก็แสกกลาง รวบติดเน็ต อัดสเปรย์ จบค่ะ ง่าย ๆ ตามที่เราถนัด ครั้งนี้คิดว่าจะไม่ทำอะไรที่ตัวเองไม่ถนัด และขัดกับบุคลิกตัวเอง ต้องดึงความเป็นตัวเองออกมาให้มากที่สุด พวกเราตัดสินใจย้ายที่พัก ไปที่บริเวณชุมชน (ติดต่อไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืน) ที่เดินทางสะดวกขึ้น Ferringhi Inn เค้าใจดีมากเลย ลดให้ด้วย ถึงจะไม่หรูหรามาก แต่เค้าบริการเราด้วยใจจริง ๆ อยากได้อะไรหาให้ทุกอย่าง สะดวกสบาย อยากกินอะไรก็สั่งได้เลย นั่ง taxi ไปประมาณ 10 RM (แพงมาก ขากลับคนละคันนะต่อได้ 5 RM) ไปถึงแล้วอยากเดินกลับเลย คนเยอะ คนเป๊ะ ทั้งนั้น เกาหลีมาให้ละลานตามาก grooming แต่ละประเทศก็จะเป็นเอกลักษณ์เลยนะ โดยเฉพาะคนไทย มองไปนี่รู้เลยคนไทย เกาหลีก็จะหน้าเงา เบ้าชิมเมอร์ มาแต่ไกล ส่วนมาเลย์ ก็จะแนวทั่วไป สูทสากล แต่บางคนก็ใส่กระโปรงสั้นเชียว นั่งรอคิว ได้คุยกับเพื่อนมาเลย์ บ้าง มีคนนึงเป็นผู้ชาย รุ่นน้องสองปี คนมาเลย์นะแต่พูดไทยได้เก่งเลยทีเดียว บอกว่าตอนเรียนมีสอนวิชาภาษาไทยด้วย ได้เปรียบคนไทยไปอีก พูดได้ไทย จีน มาเลย์ แล้วก็อังกฤษ เจ๋งมาก รู้จักกันไม่นานเหมือนสนิทกันมาหลายปี อีกคนเป็นผู้หญิง เป็นคุณครูประถม นิสัยน่ารักดี รอไปนั่งคุยกันไป เกือบ 4 ชั่วโมง ในที่สุดก็ถึงคิวนัทแล้ว ตื่นเต้นมาก แต่กรรมการคนเดียว จัดการทุกอย่าง นับถือจริง ๆ (แรนด้า) น่ารัก เป็นกันเอง เป็นมิตรที่สุด แต่ก็มีมุมโหดเหมือนกันนะ แต่ละรอบก็จะประกาศคนผ่าน เสียงกรี๊ดกร๊าดมีให้ได้ยินเป็นระยะ คนดีใจห้ามยังไงไหว คนนั่งรอเนี่ย ใจเต้นแรงมาก
Step 1: CV drop 26.06.15
พอเข้าไปยื่นเอกสารให้กรรมการ (CV + Passport size / Full size photograph นัทให้ไป 2 รูปเลยกันเหนียว) แล้วให้เขียนชื่อ นามสกุลเราลงในกระดาษที่เตรียมไว้ให้ ก่อนเริ่มการสัมภาษณ์ นัทก็ไหว้อย่างไทยค่ะ (แม่สอนมาไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตามอย่าลืมเอกลักษณ์ประจำชาติตัวเอง) แล้วจากนั้นค่อยทักทายเป็นภาษาอังกฤษ กรรมการก็ถามมาว่า What do you do? คำถามมาตรฐานสากลโลก รอบนี้นัทเรียงตั้งแต่เริ่มทำงาน จนถึงปัจจุบันเลย จบด้วย Now I’m a Freelance graphic designer ขำในใจ จริง ๆ ต้องตอบปัจจุบันก่อน แต่ด้วยความตื่นเต้นก็ตามนั้นไป พูดไปยิ้มไป อย่าลืมนะคะสำคัญ นัทมองหน้ากรรมการตลอด มือประสานกันทีด้านหน้า ให้ดู professional มีสติ ไม่วอกแวก พูดชัดถ้อยชัดคำ ไม่ช้าไม่เร็วเกินไปให้ฟังง่าย กรรมการฟังไปยิ้มไป เราก็รู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง พอพูดจบก็ถามว่า อายุเท่าไหร่ ก็ตอบไปว่า 24 ปี แล้วเค้าก็ขอบคุณเรา ก่อนจากนัทก็พูดว่า Thank you so much have a nice day ตามด้วย ขอบคุณค่ะ พร้อมยกมือไหว้งามๆ ยิ้มหวาน ๆ ปิดท้าย ณ ตอนนั้น เหมือนยกเขาออกจากอก โล่ง โปร่ง สบาย เลย เดินของมานอกห้อง ก็ไปนั่งคุยกับเพื่อน รอประกาศผล 40 นาทีผ่านไป เจ้าหน้าที่ รร เอาใบมาแปะ คนผ่านคือชื่อที่มี highlight นัทผ่านค่ะ กอดกับเพื่อนใหญ่เลย (นึกว่าจะไม่ผ่านพรีสกรีนอีกซะแล้ว) กรรมการบอกว่าคนที่ผ่านให้มาพรุ่งนี้ (27 มิ.ย.) 9.30 น. กลับห้องก็รีบไลน์บอกพ่อกับแม่ ด้วยความดีใจ เตรียมตัวกันสำหรับวันต่อไป อ่านเมล์จาก Hainan เกิดกิเลส แม่บอกว่าเอาไว้ก่อนกลับบ้านค่อยว่ากัน
Step 2: Assessment Day (Group Discussion 1) 27.06.15
วันที่สองเริ่มแล้ว คนผ่านจากเหมือนว่าครึ่งหนึ่ง ยอดทั้งหมดเกือบ 400 คนได้ สำหรับรอบที่ปีนัง บางส่วนที่ไม่ผ่าน ก็บินไปสิงคโปร์ต่อ วันนี้นั่งรถฟรีไป มีคนใจดีไปส่ง น้ำใจงามจริง ๆ กรรมการเริ่มเรียกชื่อแต่ละคนเพื่อไปรับหมายเลขสำหรับกิจกรรมวันนี้ แบ่งคนเป็น 3 กลุ่มใหญ่ 50 คน นัทได้กลุ่ม 2 เลยต้องรอ เกือบ 11 โมงกว่าจะได้ทำกรุ๊ป เมื่อถึงเวลา ทุกคนก็เข้าไปในห้อง อีกห้องกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรก ก็ทำ English test กรรมการจะแบ่งเป็นกลุ่มย่อย 2 กลุ่ม 25 คน แล้วแบ่งย่อยอีกกลุ่มละ 2 – 3 คน กลุ่มนัท 3 คน (ไทยล้วน) จากนั้นให้รูปมากลุ่มละ 1 ใบ คอนเสป ของรอบนี้คือ Think out of the box คิดอะไรก็ได้ที่มันไม่ปกติธรรมดาของสิ่งที่ได้มาคนละ 1 ไอเดีย กลุ่มนัทได้รองเท้า (shoe) ก็ตกลงกันว่าจะจำลองสถานการณ์ว่าอยู่ในป่า คนแรกเอาเป็นอาวุธ คนสองใช้เป็นที่ใส่น้ำใส่อาหาร ส่วนนัทนำสกินของรองเท้ามาตกแต่งสถานที่ หรือทำเป็นเครื่องประดับ เสื้อผ้าได้ และปิดด้วยเอาส้นรองเท้ามาทำตะเกียบ ก็ได้เสียงตบมือเกรียวกราวกันไป รู้สึกดีใจ และคิดว่ากลุ่มเราทำได้ดีเกินคาด ออกไปนอกห้อง ทำ arm reach มีคนไม่ผ่านด้วย เกาหลี ขนาดนัทสูงยังไม่มั่นใจเลย กลัวไม่ถึง 212ซม. สูงกว่าที่คิด มีเกาหลีอีกคนนางตะเกียกตะกายมาก แต่ก็ผ่านนะ แบบขาลอย 1 ข้างด้วย นัทไม่มั่นใจว่ามันลอยได้มั้ย เรียบร้อยก็รอผล ประมาณ เกือบชั่วโมง ผลออกมา นัทผ่านค่ะ แต่อีกสองคนในกลุ่มไม่ผ่าน เสียดายจัง ส่วนกลุ่มเพื่อนนัทผ่านยกกลุ่ม ก็ดีใจกันยกใหญ่ ช่วงบ่ายกลับมาทำ English test ระหว่างรอก็ถามคนที่สอบก่อนว่าข้อสอบแนวไหนยังไง เป็นธรรมชาติของคน ต้องหาที่พึ่ง อย่างน้อยรู้ไว้ก็ดีกว่าเข้าไปสอบแบบไร้แนวทาง
Step 3: English test
ข้อสอบมี 2 ชุด 6 / 7 นัทได้ชุด 6 รูปแบบคล้ายข้อสอบ IELTS แต่ไม่ยากขนาดนั้น มีทั้งหมด 50 ข้อ เวลา 1 ชั่วโมง (เหมือนเวลาเยอะนะแต่ทำจริงๆ เวลาทำไมหมดเร็วจัง) reading 2 เรื่อง(เรื่องแรกถามตอบจากเนื้อเรื่องที่อ่าน เรื่องที่สองให้อ่านเนื้อเรื่องแล้วเลือกประโยคที่ให้มาว่าจะไปอยู่ในพารากราฟไหนมีข้อหลอกด้วย) synonym จากเนื้อเรื่องแรก , sign post (ป้ายประกาศต่าง ๆ จะมีข้อความในนั้นมาให้แล้วเลือกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร มีวัตถุประสงค์อะไร) matching vocabs + definitions , use of English (part of speech) ไม่มี writing ทำเสร็จก่อนหมดเวลา 5 นาที ทวนคำตอบอีกรอบ หมดเวลาพอดี (เป็นพวกย้ำคิดย้ำทำใช้เวลาในการสอบคุ้มตลอดตั้งแต่สมัยเรียน) ออกไปรอ 2 ชั่วโมง ได้มั้ง เค้าก็ไม่ประกาศสักที เพราะกรรมการคนเดียวเข้าใจเลยว่าเหนื่อยขนาดไหน ทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตารอ ผลรอบแรกประกาศตอนที่นัทกำลังทำข้อสอบอยู่ แต่รอบนัทต้องรอไปอีก ตรวจไม่ทัน และแล้วกรรมการก็มา แล้วบอกว่าหมายเลขที่จะแปะคือคนไม่ผ่าน English test ต้องตั้งสติดีๆ ต้องลุ้นว่าไม่ให้มีหมายเลขเรา โอ้ว ววววววว นัทผ่านค่ะ น้ำตาเล็ด แต่เพื่อนอีกคนไม่ผ่าน แย่เลย เพื่อนเลยกลับที่พักไปก่อน ส่วนผู้รอดชีวิตก็รอทำกรุ๊ป 2 ต่อไป
Step 4: Group Discussion 2
เป็นรอบที่นัทกลัวที่สุด ไม่มีประสบการณ์ เพราะจริงๆ ก็ไม่มีประสบการณ์ทุกอย่างเลยตั้งแต่หลังพรีสกรีนมา รอบนี้คนที่ผ่าน English test (แต่ละกลุ่มใหญ่ทำเป็นรอบ ๆ เหมือนเดิม นัทกลุ่ม 2) ก็จะถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อย 2 กลุ่ม กลุ่มละ 8-10 มั้ง ถ้าจำไม่ผิด แล้วให้ใบสถานการณ์มา สมมติว่าเราเป็น Manager Amusement Park แล้วเกิดเหตุการณ์ขึ้น 6 ข้อ กลุ่มเราจะจัดการเหตุการณ์เหล่านั้นยังไง กลุ่มนัทได้ 1 – 3 ข้อแรกบอกว่ามีแม่พาลูกมาต่อคิวซื้อบัตร แล้วลูกร้องไห้งอแง เพราะต่อคิวยาวจะทำยังไง ข้อสองถามว่า เครื่องเล่นปิดซ่อมบำรุง แต่นักท่องเที่ยวอยากเข้าไปถ่ายรูปจะทำยังไง ข้อสามมีผู้สูงอายุมาที่สวนสนุกแล้วจะใช้สิทธิ์ส่วนลด แต่ดันลืมปริ๊นบัตรออกมา และเค้าก็ต้องการใช้สิทธิ์นั้น เราจะทำยังไง กรรมการให้เวลา 10 นาที ในการปรึกษากัน ตอนแรกนัทแอบคุยกับน้องข้างๆ ก่อนแล้วสำหรับเหตุการณ์แต่ละข้อ และนัทก็คิดในใจว่านัทต้องได้ข้อแรก พอกรรมการให้เริ่มคุย ทุกคนก็แสดงความคิดเห็นแต่ละคน นัทก็เสนอความคิดตัวเอง แล้วพยายามเป็นคนเชื่อมให้ทุกคนมีโอกาสได้พูด พูดสรุปบ้างตามความเหมาะสม แล้วเราก็ได้โซลูชั่น สำหรับ 3 เหตุการณ์ กรรมการก็บอกหมดเวลา จากนั้นกรรมการบอกว่าจะสุ่มเรียกหมายเลขในกลุ่มพูด 3 คน คนละหัวข้อ นัทยิ้มแล้วมองหน้า แล้วนัทก็รู้ทันทีว่ากรรมการจะเรียกนัท เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ประเดิมเลยค่า เป็นไปอย่างที่คิดนัทได้ข้อแรก และนัทก็พูดตามที่ได้ตกลงกันในกลุ่มอย่างครบถ้วน เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดจากการมโนเอง เป็นสิ่งที่ทุกคนในกลุ่มลงความเห็นร่วมกัน เสร็จเรียบร้อยออกไปรอผลค่ะ รออีกเกือบชั่วโมง กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดยาวๆ ดัง ๆ นัทผ่านกรุ๊ป 2 ค่ะ โผกอดกับน้องผู้ชายที่เป็นพาร์ทเนอร์กัน น้องเค้าก็ไม่ถูกเลือกให้พูดนะ แต่เราคอยรับคอยส่งช่วงจังหวะการพูดกันตลอด ตอนที่กรรมการให้ปรึกษากัน (อย่าลืมนะรอบนี้ต้องให้ความสำคัญกับความคิดกลุ่ม ห้ามคิดเองตอบเอง บางคนไม่ได้ถูกเลือกให้พูดแต่ก็ผ่านก็มี กรรมการจะดูการมีส่วนร่วมภายในกลุ่ม บุคลิก และการให้ความสนใจเพื่อนในกลุ่ม)
พอประกาศผลครบทุกกลุ่ม กรรมการก็เรียกให้เราไปรวมกันในห้อง ผู้รอดชีวิตมีทั้งหมด 70 หรือ 71 คน นัทไม่แน่ใจเพราะเหมือนมีเลขคนนึงกรรมการเรียกแล้วไม่มีใครขาน ไม่รู้ว่าเค้ารู้รึเปล่าว่าผ่าน กรรมการก็แจกเอกสารให้เรากรอก เกี่ยวกับเรื่องรอยสัก มีเงื่อนไขต่าง ๆ ให้อ่าน ให้เซ็นชื่อรับรองด้วย แล้วก็ให้กลับไปทำ Attitude test ก่อนเที่ยงคืน มีใบแจ้งรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับเอกสารและสิ่งที่ต้องการในวันสัมภาษณ์ไฟนอล เยอะเหมือนกัน ให้ใบ pre-joining กลับไปกรอกด้วย (ใบนี้สำคัญกับชีวิตมาก) ที่แน่ ๆต้องถ่ายรูปใหม่หมดเลย เพราะเค้าบอกว่าห้าม retouch ฟังรายละเอียดต่าง ๆ ครบ ก็แยกย้าย นัทยังไม่ได้สัมภาษณ์ที่ปีนัง กรรมการบอกว่าจะจัดอีกที สำหรับคนไทยก็จะจัดที่กรุงเทพ คนไทยผ่านรอบนี้ 16 คน เกาหลี 19 คน มาเลย์ 30 กว่า แล้วก็มีnative 3 คน (ดูท่าแล้วลอยลำมาก) เค้าจะนัดหมายอีกครั้งให้รอการติดต่อไป การรอคอยเริ่มต้นอีกครั้ง กว่าจะได้กลับที่พัก 1 ทุ่มตรง โชคดีเพื่อนมาเลย์ที่ผ่านเหมือนกันขับรถไปส่ง กลับถึงที่พักก็คุยกับเพื่อนกับแม่เพื่อน กินข้าวกัน รู้สึกเพลียๆ เพราะตื่นเช้าแล้วก็ทำกิจกรรมทั้งวัน โทรคุยกับที่บ้านเม้ากันยาวว่าทำอะไรบ้างสำหรับวันนี้ ที่บ้านก็ตื่นเต้นดีใจกันน่าดู หลังจากนั้นก็เก็บของเตรียมเดินทางเช้ามืดวันรุ่งขึ้น
กลับมาถึงไทย จะเล่าคร่าวๆนะคะ ว่า 4 เดือนที่รอคอยก่อนถึงวันสัมภาษณ์ไฟนอล เป็นยังไง ก็เคว้งคว้างน่าดูทำงานฟรีแลนซ์ไป (พูดนอกเรื่องหน่อยนะคะ สำหรับการสมัครหลายที่แบบบ้าระห่ำของนัท ก่อนไปปีนัง สายการบิน Hainan นิดนึงนะคะสรุปไม่ได้ไป ทำวีซ่าเรียบร้อยทุกอย่างแล้ว แต่ที่บ้านไม่ให้ไปก็เลยต้องปล่อยลอยค่ะ เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้วย เรื่องความปลอดภัยด้วย (เสียดายนะแต่ก็เอาเถอะ เป้าหมายคืน EK ท่องไว้แบบนี้ตลอด) อีกที่ของ BFS ที่ตอนแรกเลื่อนเค้าไปก่อนเค้าก็บอกว่าให้เริ่ม 3 ส.ค. จนท.จะโทรมหาอีก แล้วพอใกล้ถึงวัน ก็มี จนท.โทรมา ครั้งนี้คงเลื่อนอีกไม่ได้แล้ว นัทเลยบอกความจริงเค้าไป ว่ารอสัมไฟนอล EK อีกอย่างไม่อยากไปกั๊กตำแหน่งด้วย อยากให้คนอื่นที่เค้าพร้อม และมีความตั้งใจจะทำงานตรงนั้น จริงๆได้ทำ นัทยินดี จนท. ก็บอกว่าโอเค ไม่เป็นไร เค้าเสียดายนันะ แต่นัททำถูกต้องแล้ว ต่อมา Lufthansa โทรไปสัมภาษณ์ ช่วงนั้นพ่อไปราชการ ไม่มีคนพาไป ก็เลยต้องปฏิเสธอีก และ Siam Air จนท.โทรให้ไปสัมภาษณ์ ก็ไม่ได้ไปเพราะพ่อบอกว่าไม่ต้องไป สมัครประกวดโครงการของ Nesvita ผ่านเข้ารอบ 300 คน จนท.โทรมาให้ไป Audition ก็ต้องปฏิเสธเช่นกัน นัทต้องตัดทุกอย่างจริงๆ แอบเสียดายเล็กๆ แต่ก็ต้องทำ) อยู่บ้านนัทก็ขายของบ้าง ช้อปปิ้งบ้าง ไม่ค่อยได้ไปไหน ว่างๆ ก็อัพเดทข้อมูลจาก กลุ่ม whatapp เพื่อนๆ ทางมาเลย์เริ่มสัมภาษณ์กันช่วง ก.ค. ส.ค. ก็มาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง แล้วก็อัพเดทข้อมูลกันตลอด ตอนนี้มีทั้งคนได้ GC และบินไปเทรนแล้ว บางคนกำลังจะไปเทรนเร็วๆ นี้ บางคนได้ ON HOLD เพราะช่วงเทรนเต็ม บางคนได้บินไปเทรนปีหน้า และบางคนก็จะได้ทำไฟลตแรกในชีวิตแล้วหลังจากเทรนเสร็จเรียบร้อย ส่งรูปที่ดูไบมาให้ดู อิจฉาสุด ๆ บางคนก็ได้ UM นัทเข้าใจความรู้สึกทุก ๆ คน เพราะมันเป็นช่วงเวลาแห่งการรอคอยจริงๆ บางคนรอ 10 weeks เพื่อได้ UM เป็นนัทก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ส่วนตัวนัทเอง ก็แอบวอกแวกไปสอบของบางกอกแอร์ช่วง ก.ย. ผ่านข้อเขียน แต่ไม่ผ่านพรีสกรีน นน/สส ผ่านนะ มาตรฐานผอมมาก ตอนนั้น งดข้าวงดน้ำ 3 วันเต็ม พอรู้ผลว่าไม่ผ่านไปรอบสัมภาษณ์เดี่ยว ก็โอเคตั้งใจว่า อีเคอย่างเดียว และในที่สุดก็ได้เมล์แจ้งสัมภาษณ์ไฟนอลของอีเค วันที่ 1 ต.ค. ทุกคนที่รอคอยก็ตื่นเต้นกันสุด ๆ ของนัทได้ วันที่ 29 ต.ค. รอบ 11 โมงตรง ไม่รู้จะเตรียมตัวยังไง ช่วงนี้ สายการบินต่างๆ เปิดรับสมัครลูกเรือเยอะมาก แอบกดสมัคร FD แต่ระบบมันบอกว่าสมัครไม่ได้ ลองทำอยู่สองรอบ โอเค ไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจไม่สมัครแล้ว คือ ไม่สมัครสายไหนเลยตอนนี้ (สิ่งล่อลวงจริงๆ)
ส่วนเรื่องการเตรียมตัว ยอมรับนะว่าเตรียมตัวได้ดีไม่พอจริงๆ (4 เดือน เหมือนนานนะ) วันเวลาผ่านไปเร็วมาก เตรียมรูป เตรียมเอกสาร ตลอด เช็คทุกวัน ได้รูปทั้งหมด 13 รูป ครึ่งตัว 6 รูป เต็มตัว 7 รูป แล้วก็รูปฟอร์มอลเต็มตัว 1 รูป (สูทต้องแขนยาวเท่านั้นนะ สำหรับ ผญ) แล้วก็รูปพาสปอร์ตไซส์ 8 รูป (ชุดเดียวกับรูปเต็มตัว) จนถึงคืนวันที่ 28 ต.ค. ที่บ้านก็ช่วยกันปรับพอร์ทใหม่ (จริงๆแล้ว มันไม่จำเป็นหรอก แต่ก็เอาไปด้วยก็ไม่เสียหาย) กว่าจะได้นอนเที่ยงคืนกว่า ก็คุยกันเรื่องแนวคำถาม นัทประมาทไปไม่ค่อยฟังที่บ้านแนะนำ เดี๋ยวจะลงรายละเอียดตอนวันสัมภาษณ์
Final step: Final Interview 29.10.15
ในที่สุดวันขึ้นเขียงก็มาถึง นัทตื่น ตั้งแต่ ตี 4ครึ่ง ตื่นมายืดเส้นยืดสาย นิดนึง อาบน้ำแต่งตัว ก็ทำเองทุกอย่างเหมือนเดิมเสื้อผ้า หน้า ผม เอาแบบที่เรามั่นใจ และเหมาะสม ออกจากชลบุรีเกือบ 8 โมงเช้า (ออกสายเพราะเสียเวลาทำผมนานไปนิด) ไปถึง โรงแรม InterCon ประมาณ 10 โมง บรรยากาศเยือกเย็น ฮ่าๆๆ ก็ลงไปหน้าห้องที่สัมภาษณ์ เจอน้องๆ ที่มารอสัมรอบ 10 โมง กำลังนั่งคุยกันอยู่ ก็เข้าไปคุยกัน นานเหมือนกัน กก มี 2 ห้อง ห้องนึงผมดำ อีกห้องนึงผมทอง (เป๊ะทั้งคู่) นัทได้คนผมทองนะ พอรอบ 10 โมงเข้าไปสัมภาษณ์ นัทก็เดินไปหน้า รร ไป ไหว้พระนารายณ์ คือจุดนั้นพึ่งทุกสิ่ง แล้วก็กลับขึ้นไปนั่งรอที่เดิม เจอน้องรอบ 11 โมงเหมือนกันมาถึงพอดี ก็คุยกันระหว่างรอ กก ..พอ 11 โมงตรง น้องอีกคนได้เรียกไปสัมภาษณ์ก่อน (กับผมดำ) เพราะน้องอีกคนยังสัมอยู่ นัทก็นั่งรอ พยายามมีสติ(แต่ก็เอาอยู่ยาก) พอ 11 โมงกว่า น้องก็ออกมา แบบ นิ่ง ๆ คือรู้เลยว่ากดดัน ไม่ได้คุยอะไรกันมาก น้องเลยบอกจะไปรอข้างบน นั่งรออีกพักนึง ประมาณ 11.15 น. กก เดินออกมาเรียกชื่อนัท นัทก็เดินเข้าห้อง คำแรกที่ กก ทักคือ เราเคยเจอกันมากก่อนรึเปล่า นัทก็บอกไม่แน่ใจเหมือนกัน อาจจะเคยเจอกันบนไฟลตนะ เค้าถามว่าเคยไปสมัครที่ไหนมาก่อนมั้ย แบบที่นิว ที่ออส อะไรอย่างนี้ นัทก็บอกว่าไม่เคย แต่นัทเคยบินกับอีเค ตอนไปเรียนนิว กก ก็พูดว่า อ่อใช่เธอไปเรียนที่นิวมา ชั้นอ่านประวัติเธอแล้ว (ตอนนั้นแบบ อู้ววววว ขนลุก ตื่นเต้นมาก) ขั้นตอนต่อไป ให้วัดส่วนสูง และเอื้อมแตะ (ขั้นตอนนี้เพิ่งมีตอนรอบพวกนัทเนี่ยแหละ) แล้วกรรมการก็ให้นั่ง แล้วก็ยื่นเอกสารให้ตรวจ แล้วนัทก็บอกว่า นี่พอร์ทชั้นนะ ถ้าไม่รังเกียจก็อยากให้เธอได้ดู กก ก็พูดว่า ชั้นอาจจะไม่มีเวลาดูนะ เพราะเวลาเราสัมกันชั้นจะต้องพิมพ์ข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ นัทก็บอกว่าไม่เป็นไร แล้วก็ยิ้มหวานๆ กก เริ่มตรวจเอกสาร เลือกรูปนัทไป 4 รูป เต็มตัว 2 ครึ่งตัว 2 รูป เรียบร้อยทุกอย่าง ก็เริ่มดูในใบ Pre-Joining กรรมการ ก็ถามเกี่ยวกับประวัติการทำงานของเราตั้งแต่แรกจนปัจจุบัน ว่าถูกต้องมั้ย ประมาณนี้ แล้วก็เหมือนจะมีปัญหานิดนึงตรง ปีจบม.ปลายของนัท นัทไปยึดตามปีการศึกษาแบบไทย คือเรียน 2005 -2008 แล้วเรียนมหาลัย 2009-2013 กก ก็งงว่า หายไป 1 ปี ทำอะไร เราก็บอกว่าไม่ได้ทำอะไร แล้วก็บอกว่า คนไทยคนอื่นเค้าก็เรียนต่อตรงเลยไม่ใช่หรอ ที่จริงก็เป็นความผิดพลาดของเราด้วยแหละ เพราะต้องเขียนปีชนปีไปเลย ไปยึดตามปีการศึกษาบ้านเราไม่ได้ ก็เลยบอกว่าระหว่างนั้นก็เตรียมตัวสอบเข้ามามหาวิทยาลัย แล้วก็ไปทำกิจกรรมของมหาลัย รอการเปิดเทอมใหม่ในปีต่อไป (แถแล้วก็ต้องเอาให้สุด) แล้วก็ถามเรื่องการเป็นโมเดล เพราะนัทเขียนไปว่าเคยถ่ายแบบ เค้าก็ถามมาว่า ทำอะไรบ้าง ก็เล่าไป แล้วก็มีคำนึงที่นัทไม่เข้าใจก็เลยให้อธิบายใหม่ ก็โอเค เข้าใจแล้วก็ตอบไป (เค้าต้องการแน่ใจว่าเราไม่เคยถ่ายนู้ด ถ่ายเปลือยอะไรแบบนี้ เพราะประเทศเค้าเป็นอิสลามเนาะ เคร่งครัดเรื่องพวกนี้มากอย่างที่รู้กัน)
เริ่มเข้าประเด็น กก ถามว่าได้ทำ research ก่อนมาสัมมั้ยว่าคำถามที่ชั้นจะถามเนี่ย ประมาณไหน ก็บอกว่าไปว่า ทำมาบ้าง ก็บอกไปว่าประมาณไหน หลักๆนะ จะเป็น Different culture , Colleagues’ faults, life in abroad, Excellent customer service you have done?, Challenging customers, Why do you wanna be a Cabin Crew of EK? แล้ว กก ก็ถามคำถามพวกนี้แหละ คำถามแรกมาเลยทำไมอยากเป็นแอร์ ก็เล่าไป ตื่นเต้นจริงๆ คุมสติแทบไม่อยู่ แล้วก็ถามเรื่องเวลาเพื่อนทำผิด กก เค้าจี้มากนะ พูดตอนไหน พูดยังไง ทำยังไง เราก็ต้องตอบให้ตรงประเด็นที่เค้าต้องการ พูดไปก็จ้องหน้า กก ไป ถึงเค้าจะไม่ได้มองตอบก็เถอะ แต่มือเค้าพิมพ์รัวมากกกก แล้วก็รันคำถามไปเรื่อยๆ มีเพิ่มเติมจากที่นัทบอกไปก็คือ what is you biggest chance in your life? ก็บอกว่าไปว่า ได้มาสัมภาษณ์ในวันนี้ เค้าก็บอกว่า มีอะไรอีกมั้ย ก็บอกว่า เรียนจบและมีโอกาสไปใช้ชีวิตต่างประเทศ กก แทรกมาว่า นิว ใช่มั้ย? (ก็ตอบว่าใช่ค่ะ ยิ้มมมมมมมมมมมมมม) อีกข้อคือ what makes you feel disappointed in your life? ก็ตอบไปว่า ติด F แมท ตอนเรียนมหาลัย ก็เล่าไป ที่จริงจะได้เกียรตินิยมอันดับ 2 แล้ว แต่ไม่เพราะติด F แต่ก็บอกไปถึงจะ F ในการเรียน ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะล้มเหลวในอนาคต ประมาณนี้ กก ก็ถามเสริมว่า มันไม่ได้ทำให้เธอกังวลใช่มั้ย ก็บอกว่าใช่ มันไม่ทำให้ชีวิตแย่ แล้วก็ถามเพิ่มว่าแล้วก็เรียนใหม่รึเปล่า ตอนไหน นัทก็บอกว่าเรียนใหม่ตอนเทอมต่อไป (กก ก็พูดประมาณ 6 เดือนเนาะ นัทก็บอกว่าประมาณนั้น) กก ถามต่อว่า เคยทำอะไรที่เป็นข้าม culture มั้ย ตอนแรกนัทไม่เข้าใจ นัทก็บอกว่า การไหว้ กับช่วยคนแก่ถือของหนักๆ กก เลยถามว่า เธอทำที่ไทยด้วยมั้ย ถ้าทำก็ไม่ถือว่าข้าม culture นะ ก็เลยบอกว่า ทำอาหารไทยให้เพื่อนเกาหลี แล้วก็สอนเพื่อนทำอาหารไทย คือเราก็แลกเปลี่ยนกันสอน แล้วก็ถามว่า อยู่ที่นิวอยู่กับใคร ใช่เกาหลีมั้ย นัทก็บอกว่าใช่ แล้วก็มี ญี่ปุ่นอีกคนนึง ทั้งสองคนเป็นเพื่อนที่ รร เดียวกัน แล้วก็ดันพลาด บอกว่าไม่อยากอยู่กับคนไม่รู้จัก (ณ ตอนนั้นเราคิดว่า อย่างน้อยเพื่อนใน รร ก็จะอุ่นใจมากกว่า) แต่ไม่รู้ว่า กก จะเข้าใจว่าเราไม่สามารถอยู่ร่วมกันคนอื่นได้รึเปล่า (และนี่ก็เป็นสิ่งที่นัทอยากร้องไห้มาก ที่ให้ความมั่นใจหายไปหมดหลังจากสัมเสร็จ) ใกล้จบละ กก เลยถามว่า มีอะไรอยากถามชั้นมั้ย คือตอนนั้นก็คิดไม่ออก ก็เลยถามว่า เธอคิดว่าชั้นทำเป็นไงบ้าง กก ก็บอกว่าไม่สามารถบอกอะไรได้ เป็นนโยบายของสายการบิน นัทก็บอกว่า คือตื่นเต้นและกังวลมาก บางทีอาจจะตอบคำถามไม่เคลียร์ แล้ว กก ก็ถามกลับแล้วเธอคิดว่าเธอทำดีมั้ยล่ะ มีอะไรอยากแก้ไขมั้ย นัทก็ตอบไปว่า ไม่มี คิดว่าทำดีแล้ว ดีกว่าที่คิดไว้ กก ก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอกนะ เพราะเธอทำดีที่สุดแล้ว (พอมาคิดได้ก็แบบ ทำไมไม่ถามชื่อ ทำไมไม่ชม กก น่าจะถามอย่างนั้น น่าจะชวนคุยอย่างนี้ มีประโยคมากมายผุดขึ้นมาในหัว แต่...เฮ่ออ สมองกลวงมากตอนนั้น) แล้ว กก ก็บอกว่า ข้อมูลทั้งหมดของเธอจะส่งไปให้ กก ที่ดูไบ แล้วที่นู่นจะแจ้งผล โดยการโทรหาเธอประมาณ 5 วีคหลังจากนี้ ก่อนจะออกจากห้อง กก ขอดูพอร์ทของเรา (แอบดีใจนะอย่างน้อยเค้าก็ยังดู อาจจะช่วยได้นิดนึงก็ยังดี กก เปิดดูทุกหน้าเลยนะ เค้าให้ความสนใจดี) แล้ว กก เดินมาส่งที่หน้าประตูห้อง ก่อนจากก็เลยบอกไปว่า Have a pleasant time in Thailand กก ก็บอกว่า ขอบคุณนะ แล้วก็ยิ้มให้ เวลาที่ใช้สัมภาษณ์ทั้งหมดของนัทประมาณ 40 นาที ตอนนั้นไม่มั่นใจอะไรเลยจริงๆ ออกไปนั่งคุยกับพ่อพักนึง ก็เดินไปคุยกับน้องๆ ที่นั่งรออยู่ ทุกคน แบบอยู่ในอารมณ์เดียวกัน เครียด สมองว่างเปล่า คุยกันหลายสิ่งอยู่ แต่นัทต้องรีบกลับ ก็เลยแยกย้ายกันก่อน และ 5 วีคหลังจากนี้จะเป็นยังไง ก็ไม่รู้ชะตาเหมือนกัน กลับมาที่บ้านก็คุยกันยาวเลย เป็นสิ่งที่เราพลาด เป็นสิ่งที่ควรจะพูดออกไป แต่ไม่พูด ที่บ้านก็สอนอะไรหลายอย่าง นัทเครียดมาก ๆ บอกเลย ซึมเป็นไก่ป่วย กินข้าวไม่ลงจริงๆ ยังไงก็แล้วแต่ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว เราทำเต็มที่ที่สุดแล้ว (ทำความดีไว้เยอะ ๆ เลยตอนนี้ สะสมบุญ)
นัทขอขอบคุณพี่แตงมากนะคะ ที่คอยให้คำแนะนำ ผลักดัน และทำให้นัทมีกำลังใจในการเดินตามความฝัน คอยกระตุ้นให้นัทเข้มแข็งและอดทน และสิ่งที่อยากฝากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่มีความฝันอยากเป็นแอร์นะคะ อยากให้เตรียมตัวให้ดี ทุก ๆ ขั้นตอน ฝึกฝน พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ มันยาก มันเหนื่อย นัทเข้าใจ บางคนท้อ แต่อย่าหมดความพยายามนะคะ (ตอนนี้นัทเองก็รู้สึกท้อและกังวลมาก แต่นัทจะสู้ต่อไปค่ะ) หวังว่าสิ่งที่นัทได้พิมพ์เล่าประสบการณ์ให้ได้อ่านในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์เพื่อใช้ประยุกต์ในการเตรียมตัวสมัครสอบแอร์ของทุกคนนะคะ เป็นกำลังใจให้นักล่าปีกทุกคนค่ะ
ALL THE BEST
xoxo
cupidcrew4343
เตาะแตะๆๆๆ เอ้าพยายามเข้าๆๆ
 
จำนวนการตอบ: 47
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันอังคาร ก.พ. 02, 2010 8:51 pm
Reputation point: 0
cupidcrew4343 โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

Re: AUGUST 2015 Singapore

โพสต์โดย meili » วันอังคาร ม.ค. 05, 2016 12:47 am

ขอบคุณค่ะ
meili
Royal First Class
Royal First Class
 
จำนวนการตอบ: 693
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันจันทร์ ม.ค. 28, 2008 1:35 pm
ที่อยู่: Donmuang
Reputation point: 7
meili โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย


ย้อนกลับไปยัง Emirates, Etihad

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และขาจร 5 คน