Review Open Day at Kuching , Malaysia By Backpacker 5 July 2015

ภารโรง: myoldeditor

Review Open Day at Kuching , Malaysia By Backpacker 5 July 2015

โพสต์โดย cupidcrew4343 » วันพฤหัสฯ. ก.ค. 09, 2015 10:35 pm

I post it on behalf of my friend na ja

just wanna share experience ^^

รีวิวสดร้อน ประสบกานณ์ EK open day in Kuching, Malaysia
พร้อมการเดินทางและที่พักกับงบจำกัด แบบฟลุคๆ
เราเคยผ่านประสบการณ์กับEK เมื่อปีที่แล้ว แค่ดรอป CV กับ 2 คำถาม แต่เราไม่ผ่านรอบถัดไป
ครั้งนี้ เราตัดสินใจมาวอคอินที่กูชิง ก่อนเดินทางเพียงแค่วันเดียว เช้าวันอังคารเราเชคค่าตั๋ว แต่ยังไม่จอง รีบอาบน้ำไปประตูน้ำ ซื้อกระโปรงดำ กับเสื้อตัวในสีดำ (เรามีเสื้อสูทสีเทาอยู่แล้ว) ตระเวนหาส้นสูง (ของเก่าหนังลอก)
เช้าวันพุธ เราจัดกระเป๋าออกเดินทางไปสถานนีรถไฟบางซื่อ ตีตั๋วเตียงบน กรุงเทพ-บัตเตอร์เวิร์ธ (1,100 บาท) ระหว่างทางเราเจอลุงออสซี่ เค้ามองหน้าเราๆ ก็ยิ้มใส่ สักพักได้เป็นเพื่อนกัน เราฟังเค้าพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง สำเนียงผู้ชาย พูดในลำคอ แก่ด้วย เลยฟังลำบาก แต่ก็ฟังไป คิดว่าฝึกภาษา สักพักก็ชินหูไปเอง สรุปเราเป็นล่ามระหว่างเจ้าหน้าที่รถไฟไทยกับลุงออสซี่ตลอดทาง ระหว่างทางเราก็จองไฟลท์บินจากปีนังไปกูชิงวันศุกร์เช้า ได้มา 1100 บาท และบุคเกสเฮาส์ที่ปีนังไว้ 1 คืน กูชิง 3 คืน (จองแบบเผาขนรูตรูดมากจ้าาา)
บ่ายพฤหัสฯ ถึงบัตเตอร์เวิร์ธ เดินไปขึ้นเรือเฟอร์รี่ข้ามไปปีนัง ระหว่างทางเจอฝรั่งหนุ่มหล่อพอประมาณ เพิ่งสร่างเมามาจากฟูลมูนที่เกาะพงัน ด้วยจริต และความสะตอที่มีอยู่ไม่น้อย แกล้งถามไปคะ "Are you going to Penang?" ทั้งๆ ที่มันไม่มีเฟอร์รี่ไปเกาะอื่นแล้วละ ดวกกกก ถามโง่ๆ แต่จากการแกล้งโง่ครั้งนี้ พอขึ้นเรือพ่อหนุ่มเดินมาหาค่าาาา เลยคุยกันไปตลอดทาง ลงเรือเสร็จ ชะนีไทยอย่างเรา รวยมากคะจะไปขึ้นรถเมล์ไปตัวเมืองจอร์จทาวน์ แต่หนุ่มตาน้ำข้าวจะเดินไป เราคนไทย เราคือ มนุษย์ เออ ออ คะ "ok, I think my hostel is not too far from Love lane street. Can I go with you?" ไกลมั้ยตรูไม่รู้ จังหวะนี้ขอประหยัดเงิน และหวังคุยกะเมิง ฝึกภาษาก่อนละกัน เดินไปจนถึงตัวเมืงสุดท้ายก็แยกกันไปคนละทาง เพราะเราจองที่พักมาแล้ว แต่สิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ถึง hostel เจ้าของไม่บอก ปล่อยห้องให้คนอื่นแล้ว แต่มีฝรั่งที่พักอยู่บอกว่าเค้าปล่อยห้องเพราะไม่อยากรับคนไทย เราเซ็งมากกกกกกก คนไทยมันแย่ยังไงฟระ เดินมาตั้งไกล hostel เมิงใช่ว่าจะอยูในเมือง
เราเดินกลับไปถนน Love lane อีกครั้ง แล้วได้ห้อง 150 บาท ห้องแอร์ ไม่ได้ขี้เหร่อะไร เจ้าของเฟรนลี่ เค้าจะไปส่งเราที่ปีนังแอร์พอร์ต คิดตังค์ 600 ไปๆมาๆได้ 490 ปกติเรียกแท็กซี่ไป 700 490 ถึงจะแพงแต่เราโอเคนะ ไม่มีทางเลือก คืนนั้นที่ปีนังจริงๆ เราควรนอนไวเพราะต้องตื่นตี 4 ไปสนามบิน แต่ด้วยพลังแรดเกินร้อย เลยนั่งคุยกับเจ้าของเกสเฮาส์สักพัก นั่งไปมาหันไปมองหน้าหนุ่มสเปนเลยยิ้มให้กัน เลยตะโกนคุยกันข้ามเค้าเตอร์เลยจ้าาาา แต่มันไม่สะใจ ชะนีไทยใจกล้าเดินไปนั่งคุยกันยันเที่ยงคืน พน้อมแลกเบอร์เป็นเพื่อนเรียบร้อย ทุกคนจำไว้นะคะ เราคนไทยทำอะไรต้องให้เรียบร้อยคะ
วันศุกร์เช้า ตี 4 ตื่นมาไม่อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า โบกครีม หน้าเมือก เดินไปเคาะประตูห้องเจ้าของเกสเฮาส์ บอก "I am ready, waiting downstair na"
เด่วมาต่อเรื่องเล่าที่กูชิงคะ
ปล. ที่ลงดีเทล เพราะอยากให้ทุกคนเห็นว่า เราไป ตปท. ไปตามฝันได้แบบประหยัด และเราสามารถสร้างมิตรภาพได้ง่ายๆ ทักฝรั่ง เปิดบทสนทนาคุยกับผช.ก่อน ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
อยากให้ทุกคนสังเกตพฤติกรรมเรา ซึ่งเดี๋ยวมาเล่าว่ามีผลต่อตอนสมัรแอร์ยังไง

เช้าวันศุกร์ ตี 5 ถึงสนามบิน ตรงไปเคาเตอร์แอร์เอเชีย every on can fly คะ เชคอิน ขึ้นเครื่องปุบ ก็แอบสังเกตสจ๊วตคะ เค้าทักเรายังไง เค้าเดิน เค้ายิ้มยังไง เก็บข้อมูลไว้

ถึงกูชิงไปขึ้นแทกซี่ไปเกสเฮาส์ 260 บาท ไม่มีรถเมล์ ตรูไม่มีทางเลือกอีกแล้ว ถึงเกสเฮาส์ ก็โชคดี ทั้งๆที่เราจองห้อง dorm มา แต่เจ้าของบอก ยูอยากนอนสองคนกับชะนีฝรั่งมั้ย ชั้นเห็นยูเป็นผู้หญิง กลัวจะไม่สะดวกกับห้องรวม ได้ห้องดีขึ้น ราคาเท่าเดิม มีหรือจะปฏิเสธ เก็บของเรียบร้อย ออกไปหาอาหารกิน ชะนีเบี้ยน้อย หอยน้อย เลยต้องหาอะไรถูกๆกินคะ เลยไปกินผัดหมีร้านจีน กับชา เสียไป 70 บาท ก็แอบแพงอยู่นะ มื้อละ 45 บาท เหมือยไทยมีมะ ไม่มีจ้ะ บอกเลย

อิ่มท้อง เดินเล่นไปมิวเซียม เข้าวัด กลับมาอ่านหนังสือ ดูดหรี่ นั่งคุยกับเจ้าของที่พัก แล้วเข้าไปนอนพักเอาแรง เพลีย

เรามาเที่ยว เราว่างเราจะดูดบุหรี่ รู้ยะว่าไม่ดี แต่ด้วยความที่เจ้าของที่พักก็ดูดเหมือนกัน ดูดไปคุยกันไป เรากับเค้าเลยสนิทกันดี เค้าก็ดูค่อนข้างเอ็นดูเรา อาจจะเพราะเราเฟรนลี่ด้วย

ตกเย็นตื่นมา งัวเงีย อ่าว รูมเมทตรูกับมานอนเตียงข้างๆเมื่อไร
ก็ทำงานเซย์ไฮ กันไปตามระเบียบ นางเป็นคนอังกฤษจ้ะ พูดสำเนียงบริติช และพูดไว รัว เราฟังสำเนียงบริติชไม่รู้เรื่องเป็นทุนเดิมอยู่ มาเจอนางรัววววว บอกเลย ตึ้บ แต่อิชั้นไม่กลัวคะ ชวนนางไปทานข้าวเย็นด้วยกัน แรกๆ นางดูเบื่อที่คุยกันแล้วเราตอบไม่ตรงคำถามนะ แต่เราก็บอกให้นางพูดซ้ำบ้าง สะกดบ้าง ผ่านไป 40 นาที เห่ยยย คุยกันไม่สะดุดแล้วว่ะ

กลับมาที่พัก นางเข้าห้องไปตามระเบียบ แต่นางชะนีนี่ มานั่งเม้าท์กับเจ้าองที่พักต่อ ส่วนเราเรื่องมันยาว เดี๋ยวมาเล่าต่อคะ

ขอไปซดเบียร์ก่อน

รูมเมทอังกฤษเรา นางไปนอน ส่วนเรานั่งเม้าท์กับเจ้าของเกสเฮาส์ สักพักลุงแกชวนไปกินข้าวที่ฟู้ดคอร์ท แล้วไปต่อคาราโอเกะ กินเบียร์ไป 1 ขวด กลับมาตอน 5 ทุ่ม ลุงใจดี ยกเบียร์มาให้อีกจ้าาาาา สักพักน้องชายแกมาแจมด้วย ซวยแล้วตรู คนเยอะ ติดลม คุยกันยาวถึงตีสอง

จริงๆเรากลัวหน้าโทรมนะ แต่ข้อดีคือ เราคุ้นกับสำเนียงมาเลย์เพราะสองคนนี้ ซึ่งมันช่วยให้เราคุยกับเพื่อนมาเลย์ตอนไปสมัครแอร์ค่อนข้างลื่นไหล

ตีสอง เลิกวง อาบน้ำ มาร์กหน้านอนจ้ะ สาวๆ คนไหนต้องแต่งหน้าจัดเต็มวันรุ่งขึ้น ไม่ว่าจะรับปริญญา สมัครแอร์ แต่งงาน เพื่อนเจ้าสาว ไปเดท มาร์กหน้าก่อนนอนช่วยให้แต่งหน้าติดดีขึ้นคะ

เช้าวันเสาร์ open day
ปลุกนาฬิกามาดมั่น 6โมงเช้า ที่ไหนได้ เห่ยมัน 7โมงนี่หว่า ลืมปรับเวลา 1ชั่วโมงให้ตรงกับมาเลย์

ริจะเป็นแบคแพคเกอร์ ต้องติดนิสัยซกมกไว้จ้ะ โกยเครื่องสำอางค์กับผ้าเช็ดตัว วิ่งผ่านน้ำภายใน 5 นาที พร้อมใส่ชุดนอนเน่าๆ กลับคืน เสื้อในไม่ใส่ ออกมายืนโทงๆ แต่งหน้าที่กระจก

ใครไม่เคยนอนเกสเฮาส์อาจนึกภาพไม่ออก เราต้องใช้ห้องน้ำรวม กระจกจะแปะตามผนังแถวห้องน้ำ ห้องนอน ใครเดินผ่านไปมาเห็นหมด โต๊ะให้วางเครื่องสำอางค์แผ่หราไม่มีหรอก ต้องหาที่วางประยุกต์เอง แต่สิ่งนึงที่คนมาอยู่เกสเฮาส์มีเหมือนกัน คือ ส่วนใหญ่แบคแพคมา และพวกแบคแพค มักรับได้กับความซกมก ดังนั้นเราจะกองของรกเกะกะ เค้าก็พอเข้าใจ แต่อย่ารกจนเกินงาม

เราทำทุกอย่างเสร็จในเวลา 1 ชั่วโมง 45 นาที ไม่เนี๊ยบ บอกเลย หน้าเราไม่ได้ปัดแก้ม ตาไม่ได้ทา กรีดตาไม่ทัน ปัดมาสคาร่าไม่ทัน จังหวะนี้ ตรูขอเกล้าผมก่อน ผมเราปะบ่า ซอยเยอะด้วย เกล้าลำบาก เราไม่มีเจลใส่ผม เพราะแบกเป้มา ต้องคัดสรรสิ่งจำเป็นจริงๆ แต่เป็นชะนี ความเป๊ะต้องมา ...มอยเจอร์ทาหน้าจ้าาาาา ชโลมไปบนผม ยีๆ เกล้ากล้วย ติดกิ๊บ หวีดปาด ฉีดสเปรย์แคริ่งเก็บ จบจ้ะ ส่วนขาเจ้ากรรม ลายยุงกัดสุด รองพื้นโบกไป ตบแป้ง เห็นรอยยุงอยู่นะ แต่ไม่มีเวลาแล้ว เอาภาพรวมโอเค แล้วไปให้ทันเวลาดีกว่า ตา แก้ม เดี๋ยวค่อยแอบเติมในห้องน้ำที่โรงแรม (จริงๆ หลักนี้ใช้กับทุกอย่างได้นะ ส่งงาน ไปเรียน สัมภาษณ์งาน นัดพรีเซนต์งานลูกค้า ประชุม ขอตรงเวลาไว้ก่อน ดีกว่าเค้าตัดสิทธิ์เรา)

"I am ready" เราบอกกับลุงเจ้ของที่พัก เค้าก็ขับรถไปส่งเรา ใจดีมากกกกกก เราเข้าห้องไปตอน 8.58 น. เค้านั่งแล้วเริ่มบรีฟ การกรอกฟอร์มกันแล้ว ใครไปเลทมาก ฟอร์มไม่มีนะจ้ะ ไม่รู้ว่าหมด หรือเจ้าหน้าที่เก็บ

เดี๋ยวค่ำกลับมาเล่าคะ ตกรอบแล้ว ขอไปมิวเซียมก่อนวันนี้ ประเด็นหลักเราคือ อยากแชร์ประสบการณ์การใช้ชีวิต วิธีพัฒนาตัวเองจากสิ่งรอบตัว ที่ไม่มีใครมาบอกเราในห้องเรียน ส่วนเรื่องได้งานมั้ย อันนี้ประเด็นรอง 555

กรอกฟอร์มเสร็จ เค้าจะให้ไปต่อแถว ไม่เรียงตามลำดับที่นั่งเหมือนไทย คนที่มาประมาณ 250 คน เราต่อท้ายๆ ถูกขนาบด้วย ex crew จากแอร์แอเชีย 2 คน และมีเจ้มืดเคนย่า ลูกเรือเก่ากะทะ แถวที่ต่อมีสองแถว แถวนึงกับคนอังกฤษ ชื่อ Holly อีกแถวกับคนจีน เราสามารถเลือกกรรมการด้วยตัวเอง เราต่อแถว Holly แต่พอใกล้ถึงคิว เริ่มสังเกตว่า เห่ย เค้าถามเสียงดัง ถามเยอะด้วย เจ้มืดบอก เห่ย พวกเราต่อผิดแถวป่ะ ๅๆคนจีนไม่ถามอะไรเลย แต่ย้ายตอนนี้ไม่ทันละ เพราะชั้นเป็นคนดำ นางจำชั้นได้ชัวร์ คือ ตรูก็อยู่ใกล้เมิงปะว่ะ ถึงตรูจะย้าย นางก็จำตรูได้เหมือนกัน เราหว่างยืนรอกรรมการจะมองพวกเราที่ต่อคิวตลอด เราว่าเค้าแอบสังเกตพฤติกรรมว่าพวกเราเฟรนลี่มั้ย ในแถวสิบๆ คน มองมาแล้วคนไหนเตะตาบ้าง เรารู้สึกนะว่าคนที่ผ่านเข้ารอบ หลายคนคือคนที่เราเล็งไว้ มันจะสะดุดตา บุคลิกดูดี ดูน่าเข้าไปคุยด้วย

ถึงตาเราก็เดินยิ้มเข้าไป ทักทายกันปกติ เค้าถามว่ามาจากไหน เราก็บอก เราคนไทย เราบินมาจากปีนัง คุยกันเหมือนเพื่อน ไม่ถามคำตอบคำ จะได้ดูว่าอีนี่เฟรนลี่ เข้าถึงง่าย เค้าถามเกี่ยวกับงาน อธิบายไปสั้นๆ ยกมือ ยกไม้ ทำภาษามือประกอบ เราเอามือประสานแล้วตอบนิ่งๆ ไม่ได้ มันเกร็งแล้วทำให้พูดตะกุกตะกัก ซึ่งเราว่ามันก็ไม่ดูแย่อะไร แล้วตบท้ายด้วย Nice to see you ไม่ถึงนาที ก็เดินออกมา

ขณะต่อแถวเรากลัวมากกับกรรมการคนนี้ เพราะเราฟังสำเนียงอังกฤษไม่รู้เรื่อง แต่จากอานิสงค์ที่เมื่อวานนั่งคุยกับรูมเมทบริติช มันช่วยเราเยอะมาก และจากการที่เราแรดที่ปีนัง ใช้ภาษาอังกฤษมาตลอดทริป มันทำให้ภาษาเราลื่นไหลกว่าปกติ ซึ่งช่วยมากในรอบ Group discussion ซึ่งปกติเรางานที่เราทำ ไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเลย

พอประกาศผล เราผ่าน เพื่อนแอร์เอเชียคนหน้าเราก็ผ่าน เจ้มืดแอร์กะทะ แต่ไม่ผ่าน ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าทำไม จาก 250 คน คัดเหลือประมาณ 50 คน ใครมาสายที่ไม่มีใบฟอร์มสมัคร ไม่มีใครผ่านเลย

และที่ถามๆ มา คนที่ผ่านคือ คนที่สัมภาษณ์กับ Holly

รอบถัดไปแบ่งเป็น สองกรุ๊ปใหญ่ แยกกรรมการไปคนละกรุ๊ป นั่งเป็นวงกลม เราได้อยู่กับ Holly อีกแล้ว จากกรุ๊ปใหญ่ จะแบ่งย่อยกลุ่มละ 3 คน แล้วแจกการ์ดเกี่ยวกับอาชีพ แล้วให้เราสามคนคุยว่า อาชีพนั้นๆ ต้องใช้สกิลอะไรบ้าง แล้วให้ลุกขึ้นพร้อมกันสามคน พูดคนละสกิล จับเวลา 10 นาที สำหรับ discuss กันในกลุ่ม

เราได้ gardener กลุ่มอื่นๆมี graphic desiger สถาปนิก อาร์ติส อาชีพไม่ยาก

จริงๆ ตอนคุยกัน ได้คำตอบไวมาก ไม่ถึง 5 นาทีก็เสร็จแล้ว เพื่อนในกลุ่มคนนึงพยายามจะนั่งนิ่ไม่คุย เพราะชีบอก ขอเรียบเรียงคำพูด แต่เรารู้สึกว่า กรรมการมองอยู่ ถ้าเมิงเงียบอมคำพูดไว้ในใจ ไม่คุยกับพวกตรู ได้ตกรอบยกทีมแน่ เราเลยบอก อยากพูดไร พูดเลย เดี๋ยวจะได้ช่วยกันเชคประโยคและคำศัพท์ ก็เป็นอันว่า ช่วยกันเรียบเรียง และซ้อมพูด

ระหว่างคุย เห็นมีบางคน ลืมตัว ไขว้ห้าง เอาแขนยกพาดพนักเก้าอี้ พวกนี้ไม่ได้ไปต่อนะจ้ะ

ส่วนตัวเรานั่งหุบธรรมดานี่แหละ คุยตามธรรมชาติ หัวเราะ ยกมือ ยกไม้ ตามปกติ ไม่ต้องประสานไว้บนตักตลอดก็ได้

หมดเวลาก็ลุกขึ้นพรีเซนต์ทีละกลุ่ม ทำหน้าทำตามองเพื่อน ฟังเพื่อนเข้าใว้ แม้ในใจตรูจะท่องสคริปต์ตัวเองอยุ่ก็ตาม

เวลาตอบ ก็ขุดสกิลพรีเซนต์งานหน้าชั้นเรียนมาใช้ เทคนิคการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษจงขุดมา เช่น คำนำ เนื้อเรื่อง สรุป ซึ่งคนแรกของกลุ่ม ควรมีบทนำนิดนึง กลุ่มเราได้อะไร และจากการสนทนากลุ่มเราคืดว่า ข้อ 1 อาชีพคนสวนต้องมี....เพราะ... คนที่ 2 ข้อ 2 สิ่งสำคัญอีกสิ่งที่เราต้องมีคือ.... เนื่องจาก ประเด็นที่ 1(the first point)..... และประเด็นที่ 2(the second point).... คนที่สาม จริงๆแล้วคนสวนเป็นมากกว่าคนสวนเพราะ... ถ้าสังเกตดีๆ มันคือหลักการเขียนเรียงความนี่แหละ ใช้คำเชื่อม ให้ฟังดูมีความรู้ มีการแบ่งเป็นข้อ ให้ฟังง่าย พูดน้อยไปก็ไม่ดี พูดให้มีเหตุและผลสนับสนุนความคิดนั้นๆ เวลาพูดต้องเอามือประสานมั้ย? เราว่าไม่จำเป็น ผายมือ ยกมือ ทำท่าทาง ให้สอดคล้องกับสิ่งที่กำลังพูด ก็ผ่านเข้ารอบกันมาได้ อย่าเกร็ง...

จบเรื่องอาชีพไป ยังไม่หนีไปไหน ทุกคนนั่งที่เดิม แต่กรรมการสลับกลุ่ม พร้อมแจกการ์ด คีย์เวิร์ดใหม่ เป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ขวดน้ำ ลูกโป่ง แล้วให้ลิงค์ผลิตภัณฑ์กับอาชีพที่ได้ก่อนหน้านี้ คุยกันในกลุ่มเดิม เลือกมา 1 ข้อว่าจะทำอะไรกับผลิตภัณ์ แล้วเค้าจะเลือก 1 คนในกลุ่มพูด

รอบนี้ เราได้ผ้าเช็ดตัว ควรเตี๊ยมกันในกลุ่มให้เรียบร้อย ว่าถ้าแกต้องพูด แกจะพูดว่าอะไรบ้าง
กรรมการจีน เลือกคนพูดแบบไม่เสียวเลยจ้ะ ในสามคนชี้คนกลางตลอด เราเลยคิดในใจ เห่ย ตรูชัวร์

พอถึงกลุ่มเรา หวยล็อคเป๊ะเลยจ้ะ "No. 45" เราตื่นเต้นก็ทวนคำพูดเค้า "No. 45" ทุกคนก็หัวเราะกันไป เราเริ่มด้วยแนะนำคร่าวว่าเราได้ผ้าเช็ดตัว จริงๆแล้วเป็นผลิตภัณฑ์ที่พวกเราใช้กันทุกวัน แต่สำหรับคนสวน มันเป็นมากว่านั้น เค้าใช้เพื่อ..... ยกตัวอย่างเช่น 1...... 2...... และที่นี่สิ่งที่พวกเราในกลุ่มคุยกัน ขอบคุณคะ จบ

ตอนพูดตื่นเต้นนะ ที่ท่องไว้ ลืมหมด แต่จับประเด็นสำคัญไว้ มีหลุด you know that จริงๆมันฟังไม่ทางการ แต่ไอ้การหลุดนี่แหละ มันทำให้เราพูดเป็นธรรมชาติขึ้น

จบกรุ๊ปทุกคนออกไป กรรมการจะออกมาบอกผล จาก 50 คน มีคนได้ไปต่อไปประมาณ 17 คน กลุ่มเราๆ กับคนที่บอกว่าอยากเตรียมคำพูดได้ไปต่อ แต่อีกคนเป็นแอร์เก่า จริงๆ เค้า แสดงความคิดเห็นในกลุ่มดีมาก แต่ไม่ผ่าน เราเสียดายแทน

อนนี้เค้าแบ่งเป็น สองกลุ่ม กลุ่มแรกกลุ่มใหญ่ ให้เข้าห้องไปก่อน ส่วน 6 คนที่เหลือให้รอก่อน

ทุกคนตื่นเต้นไม่มีใครไปกินอะไร

รอบถัดไป เค้าจะให้เอื้อแตะ เชคแผลเป็น รอยสัก ซึ่งเค้าใช้คำว่า ยูนีค สการ์ ซึ่งเราคิดว่า ไว้พวกรอยดำยุงกัด รอยเบิร์นเล็กน้อย ไม่ต้องไปบอกหรอก นอกจากมันจะยิ่งใหญ่สุดๆ จริงๆ

เชคเสร็จเค้าจะให้สมมติว่า เราเป็นเมเนเจอร์อะไรสักอย่าง แล้วเค้าแกล้งว่าสถานการณ์นี้จะทำยังไง แล้วเค้าแกล้งเป็นลูกค้า ให้เราขอโทษ จนเค้าพอใจ

เราเข้าไป ตอนเอื้อมแตะ เราตายจ้ะ เราแตะถึงนะ แต่กรรมการไม่ให้ขเย่งสุดปลายเท้า เราได้กรรมการจีน เราเลยออกมานอกห้องเลย แต่กรรมการอังกฤษแอบใจดีนะ บอกว่า ชั้นเห็นนะว่าเธอแตะได้ แต่อุปกรณ์มันสูง เธอจะมีปัญหาถ้าไปทำงานจริง ไปฝึกโยคะมา แล้วกลับมาใหม่ พูดจบ ยิ้ม และขยิบตา เต๊ะลิ้นใส่เรา

เซ็งมั้ย เซ็งนะ เพราะมันตกรอบด้วยตัวเราเอง ไม่ได้มีใครมาตัดสินเรา เราเดินไปห้องน้ำถอดถุงน่อง ถอดสูท เปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะ เดินกลับไป พอออกจากโรงแรม ความหงุดหงิด ความเซ็งมันหายไปเลย เรากลับมีความสุขที่เราตกรอบ

เราคิดว่า เห่ย ดีนะทีตกวันนี้ ดวงคนมันจะไม่ได้ ถ้าพรุ่งนี่ผ่านไปถึง final interview แล้วมันไม่ผ่าน ซวย สมัครไม่ได้ 6 เดือนอีก และที่สำคัญพรุ่งนี้เรามีเวลาเที่ยว และคืนนี้เราเป็นอิสระแล้ว เราปาร์ตี้ได้

การมาที่นี่เสียค่าบินไป แล้วไม่ได้งาน มันดูน่าเสียดาย แต่จริงๆ มันมีอะไรมากกว่านั้น มันทำให้เราได้มีโอกาสมากูชิง เมืองเล็กๆ วิถีชีวิตแบบ slow life ได้เรียนรู้ประวัติศาสต์ รากเง้าที่เกิดขึ้นบรรพบุรุษ ที่เดินทางมาจากจีน ได้นอนเกสเฮาส์ที่เจ้าของน่ารักมากกกก เรานั่งกินเบียร์กับเค้าทุกคืน เค้าสอนเรา เราฟังแล้วคิดตาม มันทำให้เราได้รู้ว่าเราควรใช้ชีวิตยังไง เจอเพื่อนต่างชาติ ฝึกภาษา แชร์ประสบการณ์ชีวิต มันมากกว่าการสมัครที่เมืองไทย

บทสรุป ของการสมัครแอร์สำหรับเรา
1. ชุดที่ใส่ อะไรก็ได้ที่ใส่แล้วมั่นใจ พอดีตัว สวย ไม่ต้องตัดมาแพงอะไรหรอก
2. ผม ผมสั้นก็ปาดให้เรียบร้อย ประบ่า เกล้ากล้วยได้ก็เกล้า ผมยาว เกล้าเก็บสบายๆ
3. บุคลิก ยืน นั่ง หลังตรง ขาหุบ จบ อย่าเกร็ง
4. แต่งหน้า รองพื้นแน่น พอมีสีสรรพอ เลือกสีเข้ากับบุคลิกตัวเอง ปากชมพูชอคกิ้งพิ้งไม่เอานะ มีเกาหลีทามา ตกรอบแรกจ้ะ
5. ขาลาย มีแผลเป็น หน้ามีแผลเป็น มีไฝ เหล่านี้เราพิสูจน์แล้วว่าไม่มีผล ก่อนหน้านี้เรากลัวกับหลุมอีสุกอีใสที่แก้มมาก มองปุ๊บเห็บปั๊บง่ะ ไฝที่คาง เราก็ผ่านมาได้ เพื่อนอีกคนขาแอบลาย ก็ผ่านมาได้
6. สมัครต่างประเทศโอกาสได้ง่ายกว่าจริงๆ คนน้อย กรรมการอารมณ์ดี และผู้สมัครทุกคนดูมีความเป็นตัวเอง มันจะเห็นเลย คนนี้เด่นดูดี ในแบบตัวเอง ไม่ได้มาชุดแบบเดียวกันเป๊ะ หน้า ผม เหมือนกันหมด
7. สมัครต่างประเทศภาษาเราไม่ได้ด้อยไปกว่ามาเลย์หรอก พอกัน
8. มาต่างประเทศไม่แพงก็ทำได้

สุดท้ายอยากให้ทุกคนมีกำลังใน ไม่ท้อ อย่าคิดเยอะ ชีวิตนึงเกิดมาเอาให้คุ้ม อยากทำไร ทำ ที่ได้มาไม่ขาดทุนหรอก อย่างน้อยมันคือประสบการณ์ชีวิต

Other process review 2014 - 2015

viewtopic.php?f=4&t=86772

Fight for your wings na ka.

I use hotel's computer can't type in Thai

You can join our group Page named :: ติดดินก็บินได้
แก้ไขล่าสุดโดย cupidcrew4343 เมื่อ วันพฤหัสฯ. ก.ค. 23, 2015 2:42 pm, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
cupidcrew4343
เตาะแตะๆๆๆ เอ้าพยายามเข้าๆๆ
 
จำนวนการตอบ: 44
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันอังคาร ก.พ. 02, 2010 8:51 pm
Reputation point: 0
cupidcrew4343 โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

Re: Review Open Day at Kuching , Malaysia By Backpacker 5 July 2015

โพสต์โดย irada306 » วันอาทิตย์ ก.ค. 12, 2015 4:39 pm

ขอบคุนที่นำมาแบ่งปันนะค้ะ
irada306
 
จำนวนการตอบ: 1
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันอาทิตย์ ก.ค. 05, 2015 2:03 pm
Reputation point: 0
irada306 โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

Re: Review Open Day at Kuching , Malaysia By Backpacker 5 July 2015

โพสต์โดย chaaems » วันพฤหัสฯ. ก.ค. 16, 2015 9:23 pm

ใช่เทอที่ใส่สูทแดงรึป่าวววววว ?!
chaaems
 
จำนวนการตอบ: 2
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันอาทิตย์ พ.ค. 18, 2014 11:07 pm
Reputation point: 0
chaaems โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

Re: Review Open Day at Kuching , Malaysia By Backpacker 5 July 2015

โพสต์โดย Trainee Angel » วันศุกร์ ก.ค. 24, 2015 7:52 pm

ขอถาม จขกท ว่า ต้องมี invitation มั้ยค่ะ ขอบคุณนะค่ะที่ช่วยมาแชร์ประสบการณ์
Sometime you gotta fall before you fly.
ภาพประจำตัวสมาชิก
Trainee Angel
Royal First Class
Royal First Class
 
จำนวนการตอบ: 500
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันพุธ เม.ย. 19, 2006 7:13 pm
ที่อยู่: Utopia Parkway
Reputation point: 0
Trainee Angel โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย


ย้อนกลับไปยัง Emirates, Etihad

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และขาจร 4 คน

cron