“อวสานไตรภาค” สมัครแอร์ 14 ครั้ง ... กว่าจะได้หมวกแดงมา เลือดตาตรูแทบกระเด็น! O_o! 555555 (Emirates Final Interview@Johor Bahru)

ภารโรง: myoldeditor

“อวสานไตรภาค” สมัครแอร์ 14 ครั้ง ... กว่าจะได้หมวกแดงมา เลือดตาตรูแทบกระเด็น! O_o! 555555 (Emirates Final Interview@Johor Bahru)

โพสต์โดย Chittha Anchittha K. » วันพฤหัสฯ. พ.ย. 10, 2016 2:16 am

มาต่อตอนจบแล้วค่าาา

หลังจากที่อันไปทำกระเป๋าตังค์หายที่เมืองอิโปห์ แล้วไม่ได้ไปสัมภาษณ์ครั้งที่แล้ว ตอนนั้นคิดหนักเลยค่ะว่า เห้ย! หรือบร๊ะเจ้าเค้าไม่ต้องการให้เราไปทำงานสายการบินตะวันออกกลางฟระะะ?!!? 555 หรือว่าขุ่นบร๊ะเขาอยากให้เราอยู่สายการบินญี่ปุ่นต่อ??? O_O

เพราะไม่ว่าอันจะไปสมัครสายแขกกี่ครั้ง ก็ยังจะต้องตกรอบแรกหรือไม่ก็มีอุปสรรคมาขัดขวางทุกครั้งไป เช่นเดียวกันกับการเดินทางไปสมัครที่เมืองยะโฮร์บาห์รู ประเทศมาเลเซียรอบล่าสุดนี้ ที่อันตัดสินใจว่าจะไปลองสมัครอีกซักครั้ง! ตอนนั้นอันคิดไว้แล้วว่าถ้าครั้งนี้มันจะยังไม่ได้อีก อันก็จะทำงานที่ Japan Airlines ต่ออีก 3 ปีแล้วค่อยลองไปสมัครสายตะวันออกกลางใหม่อีกครั้งค่ะ! o_O!?! (ยังงงงง ยังจะไม่ยอมแพ้ 55555)

รูปภาพ
อันขออนุญาตแทรกรูปสมัยมอปลายกับสมัยที่อันสมัครแอร์ให้เพื่อนๆได้ดูกันขำๆนะคะ 55555555555555 เพราะนี่คือที่มาของการสมัครแอร์ทั้งหมด 14 ครั้งของอันเลยค่ะ! ตอนมอปลายอันว่าอันมีครบสูตรความสยองเลย ทั้งอ้วน! o_O! ดำ! O_o! ตัวใหญ่! ไหล่กว้าง! O_O!! แถมยังชอบหัวเราะอ้าปากกว้างด้วยนะคะ! อันเครียดดดด 5555555 ไม่สงสัยเลยว่าทำไมพวกเพื่อนผู้ชายในห้องหนีกันหมด! ขุ่นบร๊ะ! O_o!?!! 5555555 หลังจากที่อันตัดสินใจว่าจะลองสมัครแอร์ อันก็เลยเริ่มหัดแต่งหน้าตอนใกล้จะจบมหาลัยจากการเปิดดูรายการโมเมพาเพลินเกือบทุกวันเลยค่ะ หลังจากนั้นอันก็พยายามออกกำลังกายแล้วก็ควบคุมการกินให้ได้มากที่สุด แต่กว่าจะลดได้โลนึงนี่ยากมากกกก อันจำได้ว่าตอนไปสมัคร Japan Airlines อันยังหนักตั้ง 61 โลอยู่เลยค่ะ! บร๊ะเจ้า!#มือทาบอก O_O! 5555555

พออันตัดสินใจได้ว่าจะลองไปสมัครที่เมืองยะโฮร์บาห์รูอีกครั้ง ปรากฏว่าการเดินทางไปสมัครครั้งนั้น อันเจออุปสรรคหนักกว่าเก่าอีกค่ะ!!! เพราะหลังจากที่อันรู้ว่า Emirates จะไปเปิดรับสมัครลูกเรือที่เมืองยะโฮร์ วันที่ 26 เดือนมิถุนาที่ผ่านมา อันก็เลยเช็คตารางบินของอันว่าจะว่างตรงกับวันที่เค้าไปเปิดรับสมัครมั้ย ปรากฏว่าอันว่างวันที่ 26 พอดีค่ะ!!! แต่ตามตารางบินของอัน มีแค่วันที่ 26 วันเดียวที่เป็นฮอลิเดย์ ส่วนวันที่ 27,28,29 เป็นสแตนบายด์ แล้วบินไปญี่ปุ่นอีกทีวันที่ 30 มิถุนา

ซึ่งคำว่า ฮอลิเดย์ ในเจแปนแอร์ไลน์ มันหมายความว่า วันนั้นทั้งวันเป็นวันหยุดของเรา พี่ที่จัดสเก็ตบินจะไม่มีสิทธิ์โทรเรียกให้เราไปบินแทนใครในวันนั้น ส่วนคำว่า สแตนบายด์ ก็เป็นอย่างที่ทุกคนรู้กัน คือถ้ามีคนป่วยวันนั้น ยังไงเราก็จะต้องไปบินแทน แต่อาจจะไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่เป็นสแตนบายด์ในวันนั้นๆ ส่วนใหญ่จะมีคนอื่นอีกหลายคนที่ได้สแตนบายด์วันเดียวกับเรา ซึ่งตอนนี้ก็จะอยู่ที่ดวงแล้วว่า พี่สเก็ตจะโทรเรียกสแตนบายด์คนไหนให้ไปบินแทนเพื่อนที่ป่วย

แล้วครั้งนี้อันได้ฮอลิเดย์วันที่ 26 ! ซึ่งตรงกับวันที่ Emirates ไปเปิดรับสมัครที่มาเลเซียวันแรกพอดี แต่วันที่ 27,28,29 อันดันได้สแตนบายด์ค่ะ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่อันทำงานที่เจแปนแอร์ไลน์ อันไม่เคยโดนเรียกบินเวลาเป็นสแตนบายด์เลย ทั้งๆที่เพื่อนในรุ่นอันโดนเปลี่ยนตารางบินแล้วก็โดนพี่สเก็ตโทรเรียกกันเยอะมาก!!! O_o!!! แต่ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา! อันก็ไม่รู้ว่าอันรอดมาได้ยังไงค่ะ แต่ไม่เคยมีพี่สเก็ตคนไหนโทรมาเรียกไปบินวันที่อันเป็นสแตนบายด์เลยซักกะครั้งเดี๊ยววว

พอคิดได้แบบนั้น อันก็ไม่รอช้าค่ะ! 5555555 ตอนนั้นคิดในใจว่ายังไงทุกครั้งที่ผ่านมาก็ไม่เคยโดนเรียกเวลาสแตนบายด์อยู่แล้ว ครั้งนี้ก็ไม่น่าจะเจอแจ็กพอตโดนเรียก อันก็เลยจัดการจองตั๋วเครื่องบินไปมาเลเซียตอนนั้นเลย แล้วก็ไม่ได้จองตั๋วกลับไทยด้วย เพราะหลายครั้งที่ไปสมัครเอมิเรตส์มา อันชอบตกรอบแรกตร๊อดดดด อันเลยคิดว่าถ้ารอบนี้ไปแล้วมันยังจะตกรอบแรกอีก อันจะจองตั๋วกลับไทยตั้งแต่เย็นวันที่ 26 จะได้กลับมาทันสแตนบายด์วันที่ 27 พอดี!

และแล้วก็มาถึงวันที่อันต้องเดินทางไปเมืองยะโฮร์ จำได้เลยว่าวันนั้นเพิ่งทำไฟล์ทจากญี่ป่นกลับมาถึงไทยวันที่ 23 มิถุนา ตอนนั้นอันก็คิดว่าตัวเองจองตั๋วไปคืนวันที่ 25 เพราะว่าถ้าไปถึงคืน 25 พอตอนเช้ามาจะได้ไปสัมภาษณ์เช้าวันที่ 26 มิถุนาพอดี แต่พอไปเปิดเช็ควันที่จองตั๋วในเว็บอีกที ปรากฏว่า O_o!!! งะ งะ งะ งานเข้าค่ะ!!! O_O! อันจองตั๋วผิดวัน!!! นั้นนนนนไง!!! ดันจองไปตั้งแต่คืนวันที่ 24 !!

สรุปว่าต้องเดินทางไปตั้งแต่คืนวันที่ 24 ละไฟล์ทที่อันจองไปนี้ มันไปถึงที่ยะโฮร์ตอนห้าทุ่มเลย กว่าจะลงจากเครื่อง รอกระเป๋า ก็ปาเข้าไปเกือบจะเที่ยงคืนแล้วค่ะ ปัญหาคือ ด้วยความที่ตอนแรกนึกว่าตัวเองจองตั๋วคืนวันที่ 25 แต่สรุปว่าต้องมาตั้งแต่วันที่ 24 เพิ่งมาคิดได้ตอนถึงยะโฮร์แล้วว่า เห้ย! อย่างนี้ตรูก็จองโรงแรมไปแค่วันที่ 25,26 ดิ! แล้ววันที่ 24 ล่ะ!??!! O_o!?!! ช็อกกุเดสสึง่ะะะะ!!! เออว่ะะะ!! วันที่ 24 อันยังไม่ได้จองโรงแรมจ้าาาา!!! O_O!!!! ณ จุดๆนั้น! พ่อกับแม่เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่โรงแรมแล้วขอเค้าเช็คอินวันที่ 24 ไปด้วยเลย

แต่ปัญหามันไม่ได้จบอยู่แค่นี้ เพราะการไม่เตรียมตัวให้มันดีๆ อันเลยต้องเจอกับปัญหาที่ตามมานี้ค่ะ นั่นก็คือ หลังเที่ยงคืนไป รถไฟเข้าเมืองมันไม่วิ่งแล้วจะพรี้!!! T_T ช็อกกกกกก อยากร้องไห้เดสสึง่ะ!!! ฮื้ออออ T_T ตอนนั้นได้แต่ปลอบตัวเองว่าไม่เป็นไร ตั้งสติใหม่! แล้วอันก็นึกขึ้นมาได้ว่า เห้ย!!! ใช่!!!! รถบัสไงงงงงง!!! อันจำได้ว่าตอนไปกัวลาลัมเปอร์ มีรถบัสวิ่งเข้าเมืองถึงเช้า! คิดได้เยี่ยงนั้นก็ไม่รอช้า!! อันเลยรีบวิ่งไปถามพนักงาน ว่าถ้าจะเข้าเมืองต้องไปรอรถบัสที่ป้ายไหน นางบอกอันอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสว่า “นี่ไง ป้ายเบอร์ 6 ใกล้ๆทางออกด้านขวาเลย” โอ่ยยย สวรรค์มีตา ฟ้าเป็นใจ ขอบคุณมากจริงๆ!

และในขณะที่อันกำลังจะก้าวขาออกไปป้ายบัสนั้น นางก็ตะโกนไล่หลังมาว่า “Hey! but the earliest bus will start from 6am tomorrow. I think you should go by taxi” O_o!?!! ห้ะะะ!!! มะกี้ว่าไงนะะะะ ขออะเก๋นนนนน o_O!??! งื้ออออออ งานนี้เพลงพัดชาต้องมา! #บะ #บะ #บอกช้าเกินไปไหมเธอ T_T

ประเด็นคือตอนนั้นอันไม่อยากนั่งแท็กซี่คนเดียวตอนเที่ยงคืน คือถ้าเป็นเมืองไทยยังติดต่อพ่อแม่หรือเพื่อนได้ แต่นี่เน็ตก็ไม่มี ถ้านั่งแท็กซี่ไปแบบติดต่อใครไม่ได้ อันว่ามันค่อนข้างเสี่ยง ถนนหนทางก็ไม่รู้จักเลย เจ็บหนักกว่าคือสนามบินที่ยะโฮร์ไม่ได้เปิด 24 ชั่วโมงด้วยค่าาา พวกร้านอาหารหรือร้านกาแฟก็ทยอยกันปิดไปตั้งแต่ก่อนเที่ยงคืนละ นั่นไง! เอาไงล่ะทีนี้ !?!

และในขณะที่อันกำลังยืนเคว้งอยู่หน้าสนามบิน จู่ๆมีกลุ่มวัยรุ่นมาเลประมาณเกือบสิบคนเดินถือหนังสือคุยกันผ่านหน้าอันไป ตอนนั้นฟังไม่ออกเหมือนกันว่าเค้าพูดอะไร แต่จับได้คำนึง คือคำว่า McDonald O_O!! คุณพระ! McDonald!!! O_O!!! ใช่ละะะ!! มะ มะ มะ แมคโดนัลด์!! มะ มะ มะ แมคโดโน่!!! นางกำลังจะไปติวหนังสือกันที่แมคโดโน่เแน่ๆ! ตรูว่าใช่!!! ไม่ผิดแน่งานนี้! อันเลยรีบลากกระเป๋าตามพวกนางไปทันที เอาวะ! ตอนนั้นคิดแค่ว่า อย่างน้อยไปกับเด็กและเยาวชนก็แลดูน่าจะปลอดภัยกว่านั่งแท็กซี่ไปในเมืองฟระะะ!! 5555555

แล้วก็ใช่จริงๆจย้าาาา!! อันมาถูกทางงงงง! เจอแมคโดโน่อยู่หน้าสนามบินจริงๆค่ะ! สรุปว่าคืนนั้นทั้งคืนอันเลยนั่งรออยู่ที่แมคโดโน่จนกระทั่งถึงหกโมงเช้า โชคดีที่ในนั้นมีไวไฟให้ใช้ฟรี อันเลยติดต่อบอกพ่อกับแม่ได้ว่าตอนนี้ปลอดภัยอยู่ในแมคโดโน่แล้ว จนกระทั่งถึงหกโมงเช้าของวันที่ 25

พอฟ้าสว่างปุ๊บ อันก็รีบลากกระเป๋าเข้าสนามบินเพื่อไปรอรถบัสรอบแรก โชคดีที่วันนั้นทั้งวันทุกอย่างผ่านลุล่วงไปได้อย่างราบรื่น อันถึงโรงแรมอย่างปลอดภัย พอหัวถึงหมอนก็สลบไปจนถึงค่ำเลยค่ะ!! สรุปคือตื่นมาอีกทีตอนเกือบทุ่มจ้าาา!!! แทนที่จะได้เตรียมตัวสำหรับไปสัมภาษณ์พรุ่งนี้ อันดันหลับไปเกือบทั้งวัน! แต่ไม่เป็นไร จะทำการใหญ่ ใจต้องนิ่ง! ปรากฏว่าตอนนั้นตื่นมากินข้าวละก็หลับต่ออีกค่ะ!!! 5555555 ถามว่าไหวหม่ายยยย ให้มันได้จั่งซี้! ตื่นมาอีกทีก็ตอนตีห้าของวันที่ 26 เบ้ย

และแล้วก็มาถึงวันที่ 26 มิถุนา 2559! ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก!!! กระบวนการรับสมัครเกือบทุกขั้นตอนเกิดขึ้นภายในวันที่ 26 วันเดียว! ตั้งแต่รอบยื่นเอกสาร! รอบ Group Discussion 1! เอื้อมแตะ! ตามด้วยรอบ Group Discussion 2! จนกระทั่งถึงรอบข้อเขียน! ปรากฏว่าครั้งนี้อันฟลุ๊คผ่านมาจนถึงรอบข้อเขียนนนนน!!! ซึ่ง Process การรับสมัครและเทคนิคที่อันใช้ในแต่ละขั้นตอน อันทำเหมือนกับตอนที่ไปสมัครรอบเมืองกัวลาลัมเปอร์ ที่อันได้เขียนไว้ในโพสต์ก่อนหน้านี้เลยค่ะ (เพื่อนๆคนไหนที่ยังไม่ได้ทราบ Process รอบยื่นเอกสารและรอบ Group Discussion 1 สามารถเข้าไปอ่านจากลิงค์นี้ได้เลยนะค้า Emirates@ Kuala Lumpur) ซึ่งจากโพสต์ที่แล้ว อันผ่านเข้าไปจนถึงรอบ Group Discussion 2 แล้วก็ตกรอบนี้ ครั้งนี้อันเลยจะขอมาแชร์เทคนิคว่ารอบเมืองยะโฮร์ที่ผ่านมา อันทำยังไงถึงได้ผ่านรอบ Group Discussion 2 นี้เข้าไปได้นะคะ

รูปภาพ
#ชั้นเจ็บ! #ทุกการกระทำ! o_O!?!! ตอนมอปลายว่าน่ากลัวแล้ว ตอนมหาลัยน่ากลัวยิ่งกว่าค่ะ! คุณพะระ! O_O!!! 5555555 ไม่สงสัยเลยที่น้องชายอันชอบแซวว่า "ดูโดยรวมๆแล้วเหมือนกระทิงงงงงงง" อย่างนี้นี่เองค่ะ! อยากร้องไห้ยยยย 555555555555555

มาต่อกันเลยนะคะ 5555555 จากรอบที่แล้วตอน Group Discussion 2 อันรู้ตัวว่าตัวเองแทบจะไม่ได้พูดเสนอความคิดเห็นเลย ซึ่งสาเหตุหลักๆเป็นเพราะว่าอันคิดคำตอบแล้วพูดสดออกมาเป็นภาษาอังกฤษตอนนั้นเลยไม่ได้ ต้องใช้เวลาซักพัก(ใหญ่ๆ) ในการรวบรวมแปลเป็นภาษาอังกฤษในหัวก่อน รอบนี้อันเลยเตรียมคำตอบไปก่อนเลยค่ะ ไม่ใช่แค่คิดคำตอบเตรียมไว้ในใจอย่างเดียวนะคะ แต่ต้องจดออกมาใส่กระดาษแล้วพยายามท่องจำที่สิ่งที่ตัวเองเขียนไว้ให้ได้ก่อนไปสัมภาษณ์ด้วยค่ะ เพราะว่าคำถามในรอบ Group Discussion 2 นี้ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเปลี่ยนไปจากเค้าเดิมมากเท่าไหร่ค่า

อย่างเช่นรอบที่อันไปสมัครที่กัวลาลัมเปอร์ก่อนหน้านี้ กรรมการให้คำถามมาว่า สมมติถ้าเราเป็นผู้จัดการโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง แล้วปรากฏว่าวันนั้นห้องพัก VIP ของโรงแรมเหลือเพียงแค่สองห้อง ส่วนห้องอื่นที่เหลือก็เต็มหมด ซึ่งทางโรงแรมสามารถเตรียมห้อง VIP ให้กับลูกค้าได้เพียงแค่ 2 จากใน 8 ข้อนี้ ในฐานะที่เราเป็นผู้จัดการโรงแรม เราจะเลือกลูกค้าสองข้อไหน เพราะอะไร แล้วจะแก้ปัญหากับลูกค้าที่เหลือยังไงค่ะ

ตัวอย่างลูกค้าก็จะเป็น

1. ลูกค้า VIP ที่เป็นสมาชิกบัตรทองและจองห้องพัก VIP กับทางโรงแรมทุกปี
2. หญิงแก่อายุ 80 ปี ที่ได้บัตรห้อง VIP จากลูกชายเป็นของขวัญวันเกิด
3. บรรณาธิการเขียนบทความและรีวิวต่างๆ
4. คณะรัฐมนตรี ที่จะต้องใช้ห้องโถงโรงแรมสำหรับการประชุมสำคัญ
5. ดาราสาวคนดังที่มียอดคนตาม Follow ในอินสตาแกรมเป็นจำนวนมาก
6. ลูกค้าที่เช็คอินในโรงแรมก่อนหน้านี้อยู่แล้ว แต่มีปัญหาเรื่องท่อตันในห้องน้ำ
7. คู่สามี-ภรรยาที่ตั้งใจว่าจะมาฮันนีมูนที่โรงแรมหลังแต่งงานใหม่
8. พ่อแม่และเด็กทารก ที่จำเป็นต้องไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลใกล้ๆโรงแรมในวันรุ่งขึ้น

ซึ่งบางครั้งคำถามอาจจะเปลี่ยนจากโจทย์ผู้จัดการโรงแรม เป็นผู้จัดการบนเรือสำราญที่มีลูกค้าจองมา 8 คน แล้วเราต้องเลือกเพียงแค่สองคนเหมือนเดิม และโจทย์ลูกค้าก็อาจจะมีเปลี่ยนบ้างบางข้อ อย่างเช่น เปลี่ยนจากพ่อแม่และเด็กทารก เป็น Ministry of Transportation และเปลี่ยนลูกค้าที่เช็คอินก่อนหน้านี้แล้วมีปัญหาเรื่องท่อตัน เป็น Students coming to celebrate their graduation ส่วนลูกค้าข้ออื่นก็เหมือนเลยเดิมค่ะ ซึ่งครั้งนั้นถือว่าอันโชคดีมากกกกกก เพราะอันได้โจทย์ข้อเดิมเหมือนกับรอบที่อันไปสัมภาษณ์ที่กัวลาลัมเปอร์เลยค่ะ!

ซึ่งพอกรรมการเริ่มจับเวลาแล้ว ทุกคนก็เริ่มทำการ Discuss กันอย่างเมามันส์มากค่ะ อันจำได้เลยว่าตอนนั้นกลุ่มอันเลือกลูกค้าข้อ 1 (ลูกค้า VIP ที่เป็นสมาชิกบัตรทองและจองห้องพัก VIP กับทางโรงแรมทุกปี) กับลูกค้าข้อ 8 (พ่อแม่และเด็กทารก ที่จำเป็นต้องไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลใกล้ๆโรงแรมในวันรุ่งขึ้น) ซึ่งข้อที่อันท่องและเตรียมมามันดันไม่ตรงกับที่เพื่อนๆเลือกไว้ข้อนึงค่ะ! เพราะอันเตรียมคำตอบของข้อ 1 กับข้อ 3 มาค่ะะะ!!! O_o!?!! อันเลยแก้ปัญหาด้วยการหาจังหวะที่เพื่อนๆทุกคนลงมติกันใกล้จะเสร็จแล้ว ด้วยการยกมือขึ้นช้าๆ แล้วพูดไปว่า "May I suggest my idea? ^^(พร้อมกับมองหน้าแล้วส่งยิ้มให้เพื่อนๆทุกคนในกลุ่มค่ะ)"

พอคนอื่นๆในกลุ่มพยักหน้าแล้วส่งยิ้มกลับมาให้ อันเลยพูดต่อว่า "I totally agree with all of you that we should keep our room for the valued customer because he/she has been our loyal customer for many years and because they’re satisfied with our service that's why they come back for our hotel agin" หลังจากนั้นอันก็เสนอความคิดเห็นต่อว่า "And May I suggest the Magazine Editor as one of our choices too? ^^ As a great deal of social media we have at present, it is very quick and easy for people to know about our company. Therefore, when the magazine editor comes to visit our hotel, he may write about our company’s service in his website or on a magazine. So, I think that it will be good for our hotel to be well-known. และ ณ จุดๆนั้น ต้องมีการส่งต่อให้เพื่อนในกลุ่มที่ยังไม่ได้พูดด้วยค่ะ “What do you think? ^^” (พร้อมกับผายมือไปให้เพื่อนที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามพูดต่อ) ซึ่งสรุปแล้วสุดท้ายกลุ่มอันก็ลงมติกันเหมือนเดิมค่ะ นั่นก็คือข้อ 1 กับ ข้อ 8 ปั๊ดโธ๊! 55555555555

พอหมดเวลา 15 นาทีแล้ว กรรมการก็ไล่ถามทีละคนเลยค่ะ ว่าสรุปแล้วเราเลือกใคร แล้วจะแก้ปัญหากับลูกค้าที่เหลือยังไง โดยที่กรรมการจะเล่น role play แสดงเป็นลูกค้าในแต่ละข้อ เพื่อให้เราตอบคำถามด้วยการแก้ปัญหาจากบทบาทที่กรรมการเล่นตอนนั้นค่ะ ปรากฏว่าตอนนั้นอันไม่โดนถามอะไรเลย พอมาถึงหมายเลขอัน กรรมการเค้าข้ามไปเลยค่ะ O_o!?!!

ซึ่งจากที่อันเคยฟังเพื่อนบอกมา เค้าบอกว่าถ้ากรรมการไม่ถามอะไรเลยแปลได้สองอย่างว่า เป็นเพราะเค้าเห็นว่าตอนที่ discussion เราได้พูดเยอะแล้ว หรืออาจจะแปลว่าเราไม่น่าสนใจและไม่ได้อยู่ในสายตาเค้าตั้งแต่แรกแล้วค่ะ! O_O เอาละไงงง ตอนนั้นอันคิดว่า ของอันเป็นแบบข้อหลังแน่ๆ เพราะว่าตอนนั้นอันได้พูดไปแค่รอบเดียว ในขณะที่เพื่อนคนอื่นได้พูดกันคนละสองสามรอบบบ แต่สุดท้าย อันก็ผ่านรอบนี้มาจนด๊ายยยยย T_T ตอนนั้นอยากจะโทรไปบอกพ่อกับแม่คนแรกเลยค่ะ แต่แบตมือถือดันหมดไปซะก๊อนนนน

แล้วก็มาถึงรอบข้อเขียน ซึ่งเป็นรอบสุดท้ายของวันนี้ก่อนที่จะไปสัมภาษณ์ไฟนอลในวันถัดไปค่ะ สำหรับข้อสอบในรอบนี้จะแบ่งออกเป็น 4 Part ใหญ่ๆด้วยกัน เริ่มจาก Part แรกของข้อสอบจะเริ่มจาก Part Reading ที่ให้เราอ่านเนื้อเรื่องแล้วตอบคำถามจากที่อ่านมาค่ะ Part แรกนี้จะเป็นการวัดความเข้าใจจากเรื่องที่เราอ่านมาค่ะ ต่อด้วย Part ที่ 2 ก็ยังจะเป็น Reading เหมือนกัน แต่คราวนี้เค้าจะให้เนื้อเรื่องมา แล้วเว้นที่ว่างใน Passage ที่เราอ่านไว้เพื่อให้เอาคำตอบที่เป็นประโยคจาก choice ไปเติมค่ะ ซึ่งอันคิดว่า Part นี้นอกจากจะวัดความเข้าใจจากเนื้อเรื่องที่อ่านแล้ว เค้ายังจะทดสอบเกี่ยวกับ Vocabulary โดยเฉพาะศัพท์พวก Synonym หรือคำพ้องความหมายต่างๆด้วยค่ะ ส่วน Part ที่ 3 จะเป็นการเช็ค Grammar เกี่ยวกับการผัน Noun, Verb, Adverb และ Adjective และ Part สุดท้ายจะเป็นการตอบคำถามจากป้ายโฆษณาหรือสัญลักษณ์ที่เค้าให้มาค่ะ

ซึ่งถ้าเพื่อนๆคนไหนตั้งใจจะไปสมัครของสายการบินตะวันออกกลาง อันอยากแนะนำให้ฝึกทำโจทย์จากหนังสือโทอิคหรือหาข้อสอบโทอิคเก่ามาฝึกทำเตรียมไว้ล่วงหน้าเลยนะคะ เพราะว่าข้อสอบที่อันเจอมา อันคิดว่าเนื้อหาและรูปแบบข้อสอบค่อนข้างเหมือนกับแนวข้อสอบโทอิคเลยค่ะ ถ้าฝึกทำข้อสอบโทอิคไปมากกว่า 5-10 ชุด รับรองว่าไม่ยากเกินไปและทำได้แน่นอนค่า ^^

พอทำข้อสอบเสร็จแล้ว กรรมการเค้าก็ให้เราออกมารอผลข้างนอกค่ะ ซึ่งครั้งนี้เค้าไม่ได้ประกาศผลด้วยการแปะหมายเลขคนที่ผ่านเข้ารอบไว้หน้าห้องเหมือนทุกๆครั้ง แต่รอบนี้เค้าเรียกผู้สมัครบางส่วนเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ค่ะ ซึ่งตอนนั้นอันไม่โดนเรียกเข้าไป ในใจนี่แบบว่า เอาแล่ววววว หยิบบทสวดมนต์ของพระพุทธศาสนาทุกบทต่อด้วยบทสวดนำโมไต๋ซื้อไต๋ปุยของเจ้าแม่กวนอิมขึ้นมาสวดกับพี่ที่รอผลอยู่ด้วยกันเลยค่ะ! สวดไปซักพักกรรมการก็ออกมาบอกว่า คนที่ไม่โดนเรียกเข้าไปคือคนที่สอบผ่านแล้วจ้า! ปั๊ดโธ๊ววววว!!!

หลังจากนั้นกรรมการเค้าก็ให้เข้าไปในห้องเพื่อกรอกเอกสารและอธิบายสิ่งที่เราจะต้องทำหลังจากวันนี้ ที่สำคัญเลยก็คือการทำแบบทดสอบในเว็บของบริษัทให้เสร็จก่อนเที่ยงคืนวันนั้นค่ะ พอกรรมการอธิบายเรื่องเอกสารเต่างๆเสร็จแล้ว เค้าก็จะให้เราลงชื่อสำหรับการสัมภาษณ์ Final Interview ซึ่งตอนนั้นแบ่งออกเป็น 3 วันด้วยกัน นั่นก็คือวันที่ 27,28 และ 29 มิถุนาค่ะ

เอาแล่ววววว 27,28,29!!! สแตนบายด์ทั้งสามวันเลยเบ้ยยย! ณ จุดๆนั้น อันได้ลงชื่อสอบสัมภาษณ์ Final วันที่ 29 นู่นเลยค่าาาา!!! สอบช้าไปอี๊กกกก แต่ตอนนั้นคือคิดในใจไว้แล้วว่า เอาวะ! ไหนๆก็ไหนๆละ ถือว่ามีเวลาเตรียมตัว! ตอนนั้นคิดแค่ว่า ยังไงสแตนบายด์อันคงไม่โดนเรียกอยู่แล้ว เดาได้จากสองปีที่ผ่านมา รอบนี้ก็ไม่น่าโด๊น! คือถ้าครั้งนี้โดนเรียกขึ้นมาจริงๆนี่ถือว่าแจ๊กพอตจริงไม่อิงนิยายค่ะ!

สุดท้าย เพลงพี่ไอซ์ ศรัญยูต้องมา #จั๊ด! จ๊าดาด๊า! #จั๊ด! จั๊ดจ้าดาด้า! โวะะะ! O_O!!! แจ๊กพอตชิ้นโตมันมาจริงๆเลยค่าาาา!!! ปรากฏว่าพี่สเก็ตโทรมาตั้งแต่เช้าวันที่ 27 เลย!!! เชรบบบบบบ ลำบากกกกกละะะะะ!!! พี่เค้าโทรติดเพราะอันเปิดโรมมิ่งเผื่อไว้ก่อนมา แต่ไม่คิดว่าจะต้องโดนเรียกจริงๆ! แล้วเวลาเป็นสแตนบายด์คือไม่รับสายไม่ได้ด้วยค่ะ!!! ถึงพี่เค้าวางสายไป ยังไงเราก็ต้องโทรกลั๊บบบบ!!!

นั่นไง! เอาละไงงงงงง!!! มือไม้สั่นกันเลยทีเดียว ตอนนั้นอันรีบโทรไปขอคำปรึกษาจากพ่อแม่และเพื่อนๆด้วยความแพนิคขั้นสุด! สุดท้ายได้ข้อสรุปว่า อันต้อง Sick ค่ะ! คือต้องโทรกลับไปบอกพี่สเก็ตว่า อันป่วย ไปบินแทนไม่ได้ แต่ด้วยความที่อันไม่ได้ป่วยจริง! ความไม่เนียนจึงบังเกิด! รู้เลยว่าพี่สเก็ตเค้ารู้แน่ๆว่าอันทอแล เพราะพี่เค้าบอกว่า “ เอาล่ะ พี่รู้ว่ามันเป็นข้ออ้าง ใบรับรองแพทย์อะ ยังไงก็ไปเอามาจากหมอมาให้พี่หน่อยละกันนะ พี่ขอก่อนห้าโมง ไม่อย่างนั้นพี่จะ report บริษัท” เชรด!!! อันโดนจับได้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำเสียงแหบค่า! 5555555

เอาละไง ใบรับรองแพทย์!!! ก่อนห้าโม๊ง!!! ประเด็นคือกตรูอยู่มาเลลลล!!! จะไปหาจากที่ไหนส่งไปให้พี่เค้าาาาา สุดท้ายก็ไม่พ้นพ่อกับแม่ ที่ต้องลำบากวิ่งวุ่นหาใบรับรองแพทย์ให้เป็นสิบๆที่เลยค่ะ แต่ไม่มีที่ไหนออกให้ได้เลย เพราะอันก็เพิ่งจะมารู้ตอนนั้นว่าถ้าจะขอใบรับรองแพทย์ เจ้าตัวหรือคนที่ขอจะต้องเป็นคนไปพบแพทย์เอง ให้คนอื่นไปขอแทนไม่ด๊ายยยย นั้นไง ! งานเข้าชุดใหญ่เลย!!! สรุปคือวันนั้นทั้งวัน ไม่เป็นอันทำอะไรเลยค่ะ! ได้แต่คิดหาหนทางว่าต้องทำยังไงถึงจะได้ใบรับรองแพทย์มา

สรุป!!! ปาเข้าไปหนึ่งทุ่มละจ้าาาา! ยังไม่ได้อะไรเลย!!! ใบรับรองแพทย์ก็ยังไม่ได้ และการที่เราเข้าไปทำงานที่บริษัทไหนแล้ว กฏยังไงก็ต้องเป็นกฏค่ะ จะปล่อยมึนไปเลยไม่ได้ ถ้าจะลาป่วยยังไงก็จะต้องมีใบรับรองแพทย์ เราถึงจะลาได้ สุดท้าย! อันเลยตัดสินใจกลับไทยคืนนั้นเพื่อจะไปเอาใบรับรองแพทย์ก่อนค่ะ!!!

ประเด็นคือตอนจะจองตั๋วกลับไทย ดั๊นนนนน ไม่มีตั๋วให้กลับอี๊กกกก!! เพิ่งมารู้ตอนนั้นว่า เมืองยะโฮร์นานๆทีจะมีไฟล์ทบินมาลง! ปกติมีไฟล์ทบินมาลงแค่ 4 ไฟล์ทต่อสัปดาห์ค่ะ อุ๊บ๊ะ! เอาไงต่อล่ะ! เอาฟระ! ก็ถ้ามันจะไม่มีไฟล์ทจากยะโฮร์ ตรูไปขึ้นเครื่องที่สิงคโปร์ก็ด๊ายยยย!!! แล้วอันก็ไปเลยค่ะ! นั่งรถบัสจากยะโฮร์ไปลงสนามบินชางงีที่สิงคโปร์เกือบสองชั่วโมง! พอไปถึงแล้วก็ยังไม่ได้กลับไทยนะคะ!! เพราะไฟล์ทดึกจากสิงคโปร์ไปไทยมันไม่มี! หมดไปตั้งแต่สี่ทุ่มแล้ว T_T อันเลยต้องจองตั๋วกลับไทยไฟล์ทหกโมงเช้าวันถัดไป สรุปต้องรอขึ้นเครื่อง อีกแปดชั่วโมงในสนามบิน!! ถามว่ามีที่ให้นอนมั้ย ตอบเลยว่า หม๊ายยยยย นั่งสัปหงกอย่างนั้นไปจนถึงเช้าเลยค่ะ มีความอมทุกกกกข์

พอแปดโมงเช้าของวันที่ 28 เครื่องแลนด์ถึงไทยปุ๊บ! อันก็รีบบึ่งไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดจากสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งที่เดียวที่คิดได้ตอนนั้นคือ โรงพยาบาลลาดกระบัง! แต่พอไปถึงเท่านั้นแหละ! ขุ่นบร๊ะ! o_O! อันแทบช็อกกุชิเต๊ะอิมัสสึง่ะ! ทำไมมีแต่คนกัมพูชาล่ะจ๊ะพี่!?!! ปั๊ดโธ๊!!!! ต่อคิวยาวไปอี๊กกกก กว่าจะได้ใบรับรองแพทย์มาก็ปาเข้าไป 11 โมงกว่าละ พีคสุดคือหมอเขียนในใบรับรองแพทย์ให้ว่า “ตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติใดๆ ให้บริษัทเป็นคนพิจารณาวันหยุดให้เอง” O_O! ขุ่นบร๊ะ! เพิ่งรู้ว่าแบบนี้ก็มีได้ด้วยเหร๊อออ 5555555

แล้วงานก็เข้าจริงๆค่ะ เพราะพอส่งใบรับรองแพทย์ไป พี่สเก็ตก็โทรมาทันที! แล้วก็บอกว่า “ถ้าหมอเขียนมาอย่างนี้ พี่ก็ให้หนูหยุดไม่ได้นะคะ” นั่นไง! นั้นไงงงง! สุดท้ายอันเลยต้องสวมวิญญาณจากถ้วยรางวัลออสก้า วิญญาณ Queen of Drama เฮือกสุดท้าย! เพราะไม่งั้นอันไปขึ้นเครื่องกลับสิงคโปร์ไม่ทันแน่ๆ ! สรุปพี่เค้าเลยยอมให้อันลาหยุดถึงวันที่ 29 แล้วให้ไปบินวันที่ 30 เหมือนเดิม หลังจากจัดการเรื่องใบรับรองแพทย์เสร็จ อันก็รีบบึ่งไปให้ทันไฟล์ทกลับไปสิงคโปร์ตอนสามโมง! แล้วกว่าจะนั่งรถบัสจากสิงคโปร์กลับไปถึงยะโฮร์ก็ปาเข้าไปเกือบจะเที่ยงคืนแล้ว สรุปคือวันที่ 27,28 ที่อันตั้งใจไว้ว่าจะเตรียมตัวสำหรับการไปสอบสัมภาษณ์ไฟนอลวันที่ 29 นั้นนนน T_T งานนี้ คงไม่มีเพลงไหนเหมาะไปยิ่งกว่าซิงเกิ้ลของพี่ใหม่เจริญปุระ! จัดไปข่ะะะ!!! #คิดๆแล้วแค้นนน สุดขีด! #สุดฤทธิ์สุดเดช! #ว่าทำไมทำไมต้องทำร้ายกันอย่างนี้! T^T

พอมาถึงวันที่ 29 มิถุนา เกิดปรากฏการณ์ After Shock จากการที่อดหลับอดนอนมาสองวันเต็มไม่พอ คำถาม Final แต่ละข้อเป็นคำถามที่ไม่ตรงกับที่อันเตรียมมาเลยค่ะ! เพราะอันจะเตรียมคำตอบของตัวเองจากแนวคำถาม Final จากรีวิวที่อ่านมา แต่อันก็เพิ่งมาทราบวันนั้นว่าคำถามรอบไฟนอล กรรมการเค้าจะถามจากข้อสอบที่เราไปทำในเว็บของบริษัทคืนก่อนมาสัมภาษณ์ แล้วก็จะถาามอ้างอิงจากประวัติการทำงานของเราที่เค้าให้กรอกในเอกสารค่ะ ขุ่นบร๊ะะะ!!! ตรูต้องคิดสดอีกแล้วเหร๊อออ T^T เริ่มจากคำถาม Fly Flew Flown ที่อันเล่าค้างไว้ครั้งที่แล้วเลยค่ะ

รูปภาพ
อันลืมบอกเพื่อนๆไปว่าวันที่ไปสัมภาษณ์ Final เราจะต้องเตรียมรูปถ่ายตามที่เค้ากำหนดไว้ในเอกสารไปให้กรรมการก่อนสัมภาษณ์ด้วยนะคะ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็จะมีรูป Casual หรือรูปถ่ายทั่วไปขนาดครึ่งตัวที่เราต้องส่งให้กรรมการด้วยค่ะ ตอนนั้นอันเอาไปให้เค้าเลือกประมาณ 4-5 รูป ปรากฏว่ากรรมการเลือกรูปนี้ไปเพราะว่ารูปอื่นที่อันเตรียมไปใช้ไม่ได้หมดเลย เพราะว่าอีก 4 รูปที่เหลือเป็นรูปที่อัน Selfie เองหมดเลยค่า 5555555 เพราะฉะนั้นรูปถ่ายครึ่งตัวทั่วไปที่เราเตรียมไปให้กรรมการควรจะเป็นภาพที่คนอื่นถ่ายให้โฟกัสประมาณศีรษะถึงเอวนะค้า ^^

1. Tell me the situation you have challenged yourself when you work in Japan Airline.

2. Tell me about your first flight when you were on duty as a real cabin crew.

3. Have you ever solved any problems instead of your colleague? What happened? How did you solve that problem and what was the result of the solution? O_O #อยากจะหล่องห้ายยยย 555555555555

4. Tell me the situation when you’re disappointed and how did you solve it?

5. What did you challenge yourself from studying Japanese language?

6. You did so many part time jobs when you were a student in Japan. So, can you tell me the difference of working system between Japan and your country?

7. I heard that Japan Airlines is a very good company and you lived there for 6 years. So, why Emirates? Why do you want to work with us?

การสอบสัมภาษณ์ไฟนอลของอันใช้เวลาทั้งหมด 1 ชั่วโมงเต็มๆค่ะ และจากการตอบคำถามที่ต้องคิดสดตอนนั้นด้วยสมองเบลอๆที่ไม่ได้นอนติดกันมาสองวัน กับสกิลภาษาอังกฤษ Fly Flew Flown ของตัวเองในครั้งนั้น อันถือว่ามันคือเรื่องปาฏิหาริย์จริงๆค่ะที่รอดมาจนถึงตอนนี้ได้ เพราะหลังจากที่สัมภาษณ์เสร็จ ก่อนที่อันกำลังจะออกจากห้อง กรรมการพูดประโยคนึงซึ่งอันยังคงจำได้แม่นมาจนถึงทุกวันนี้ เค้าบอกว่า “เธอยังจะต้องไปฝึกภาษาอังกฤษมาให้มากกว่านี้นะ” ตรึงงงงงงงงงง!!!!! O_O!!! หูอันแทบบล็อกไปเลยค่ะ! ได้แต่ส่งยิ้มแห้งกลับไปให้กรรมการ ในใจมันคิดเลยว่า ปัดโถ่!!! กรรมการบอกมาแบบนี้ไม่รอดแน่ๆค่ะ แล้วที่เหนื่อยข้ามประเทศไปๆมาๆมาสองสามวันนี้มันขื่ออะไร๊ยยย???

แต่สุดท้ายยยย อันคิดว่าครั้งนี้ตัวเองก็ได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว ยังมีอีกหลายๆเรื่องที่อันสะเพร่า ไม่รู้จักเตรียมพร้อม แล้วก็ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าไว้ให้ดี แต่การเดินทางไปสมัคร Emirates ที่เมืองยะโฮร์บาห์รูครั้งนั้น สำหรับอันแล้วเรียกได้ว่าคุ้มเกินคุ้มจริงๆค่ะ เพราะว่าตอนนี้อันได้หมวกแดงมาอย่างที่ตั้งใจไว้และกำลังจะเดินทางไปดูไบวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้แล้วนะค้า

สุดท้ายนี้ อันอยากขอบคุณคนรอบข้างทุกคน โดยเฉพาะพ่อแม่และเพื่อนๆที่คอยสนับสนุนและช่วยเหลืออันในทุกเรื่องตั้งแต่เริ่มสมัครแอร์มาจนกระทั่งถึงตอนนี้ และอันขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆพี่ๆและน้องๆทุกคนที่มีความฝันเดียวกันตามล่าปีกและสู้อย่างเต็มที่ ขอให้เราได้ติดปีกไปด้วยกันทั้งหมดนี้เลยนะคะ ^^

ปล.1 สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่ยังไม่ได้อ่านหรือมีความสนใจเกี่ยวกับขั้นตอนการรับสมัครลูกเรือของเจแปนแอร์ไลน์ รวมทั้งเรื่องเล่า+ประสบการณ์ในการเดินทางไปสมัครเอมิเรตส์ที่เมืองกัวลาลัมเปอร์และอิโปห์ที่ผ่านมาของอัน สามารถเข้าไปอ่านย้อนหลังได้ที่ลิงค์ http://www.thaicabincrew.com/forums/viewtopic.php?f=3&t=88756 และลิงค์ http://www.thaicabincrew.com/forums/viewtopic.php?f=4&t=88764 นี้เลยนะค้า อิอิอิ ^^
ปล.2 และถ้าเพื่อนๆคนไหนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการเตรียมตัวสมัครอยากถามอะไรเพิ่มเติม สามารถเข้าไปถามอันในเฟสบุ๊ค Chittha Anchittha K หรือที่ลิงค์ https://www.facebook.com/anchittha.kraitat ได้ตลอดเวลาเลยนะค้า ยินดีให้คำปรึกษาและตอบทุกคำถามเลยค่า
Chittha Anchittha K.
 
จำนวนการตอบ: 4
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันพุธ ต.ค. 26, 2016 11:11 pm
Reputation point: 0
Chittha Anchittha K. โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

ย้อนกลับไปยัง Emirates, Etihad

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และขาจร 0 คน