หน้า 1 จากทั้งหมด 2

เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โฮสเตส ตอนที่4.3ไฟล์ทเยี่ยมญาติ @ Paris, France2 (Mona Lisa is a big fat b*tch))

โพสต์โพสต์แล้ว: วันศุกร์ ธ.ค. 24, 2010 9:43 pm
โดย djsoloabs
Paris, France#2
Mona Lisa is a big fat bitch in a small frame!

กลับมาเยือนปารีสอีกครั้ง ซาเต็บซิ่วและโนบิตะ ยังคงรอเจอพี่สาวคนนี้เสมอ

แย่หน่อยตรงที่หนุ่มๆว่างแค่ช่วงเย็น เพราะมันเป็นช่วงที่ต้องฝึกงานตอนกลางวัน ทั้งสามจึงเจอกันได้เมื่อเย็นเท่านั้น แน่นอน เจ้านายไม่ยอมให้เวลาผ่านไปง่ายๆโดยไม่ได้ออกไปดูเมืองแน่นอน ยังมีหลายที่ที่เธอไม่ได้มาเยือนเมื่อคราวก่อน เธอค้นคว้าทางไปมาอย่างดี(คุ้นๆเหมือนคราวแรกก็ค้นนะ แต่ก็หลงอยู่ดี)

คราวที่แล้ว เธอได้แต่เกาะกระจกดูชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์Louvreเพราะเมื่อไปถึงมันก็ปิดเสียแล้ว คราวนี้เธอเตรียมการมาอย่างดี มันจะเป็นสถานที่แรกที่เธอจะไปดู ตามติดมาด้วยเพื่อนๆลูกเรืออีกสามคนและกัปตันชาวรัสเซียผู้เงียบขรึมอีกหนึ่งคน

ทั้งหมดดูเป็นกลุ่มที่ขำขันเป็นอย่างมาก ก็มีป้านาสจากชั้นเฟิสคลาสที่มักเป็นคนที่บ่นนู้นนี่(ตามสถาพอายุและรองเท้าส้นตึกที่เธอใส่มา) มาเรียและเอพริว(สองคนนี้เป็นชาวฟิลิปปินส์ที่น่ารักมาก ตลกสุดๆ) ส่วนกัปตันเขากลับเงียบๆไม่ค่อยคุยกับใครนัก แต่ก็น่ารักดี มาปารีสครั้งแรกเหมือนกันกับมาเรียและเอพริว แต่รู้สึกกัปตันก็ดูจะศึกษาเส้นทางมาดีไม่แพ้เจ้านาย

ตอนแรกคุณกัปตันว่าจะแยกไปเอง แต่สุดท้ายก็เห็นตามเจ้านายเราต้อยๆ เพราะที่นั่นคนไม่ค่อยยอมพูดอังกฤษเสียเท่าไร และก็มีแต่เจ้านายเราเท่านั้นที่พองูๆปลาๆฝรั่งเศสกับชาวปารีสได้บ้าง มันเลยกลายเป็นว่า คุณกัปตันเป็นนาวิเกเตอร์ ส่วนเจ้านายเป็นล่ามโบ้เบ้ถามทางชาวปารีส(แปลได้บ้างไม่ได้บ้าง)

เมื่อถึงLouvre ก็ใกล้เวลาปิดเสียแล้ว สิ่งที่มาแล้วต้องเห็นให้ได้สำหรับเจ้านายในทริปนี้ไม่ใช่หอไอเฟิลอีกต่อไป แต่เป็นรูปวาดโมนาลิซ่า ทั้งหมดเดินราวกับไฟจ่อก้น เดินเร็วมาก แถมรูปโมนา ลิซ่าก็อยู่ไกลมากๆเสียด้วย ไม่รู้ว่าที่นี่มันจะกว้างไปไหน

เจ้านายและเพื่อนๆเดินตามป้ายกระดาษปริ้นท์ใส่A4ที่เขียนว่า “ภาพวาดโมนา ลิซ่า(ไปตามลูกศร)” และแล้วเมื่อไปถึงห้องโถงห้องหนึ่งที่เขาว่ามีรูปโมนา ลิซ่า ก็แอบตกใจเล็กน้อยว่าคนเบียบเสียดเต็มไปหมด สงสัยรูปจะต้องอลังการงานสร้างแน่ๆ อาจจะใหญ่กว่าฝากำแพงบ้านเจ้านายก็เป็นได้ เจ้านายเตรียมเบิกตารอดูขณะที่เดินตามฝูงชนเข้าไป พยายามจะปรับหน้ากล้องเพื่อเตรียมรับกับความกล้างใหญ่ของขนาดภาพวาดที่ไม่รู้ว่ากล้องเธอจะเก็บได้หมดหรือไม่ และแล้ว...

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โฮสเตส ตอนที่4.3ไฟล์ทเยี่ยมญาติ @ Paris, France2 (Mona Lisa is a big fat b*tch))

โพสต์โพสต์แล้ว: วันศุกร์ ธ.ค. 24, 2010 9:50 pm
โดย djsoloabs
อย่าตกใจไปท่านผู้อ่าน ในรูปไม่ใช่อากรไปรษณีย์แต่อย่างใด แม้มันจะดูเล็กพอๆกันก็เถอะ แต่มันคือ “งานจิตรกรรมที่ยิ่งใหญ่ของลีโอนาร์โด ดา วินชี่ ภาพวาดโมนา ลิซ่าอันเรืองชื่อของฝรั่งเศสนั่นเองงงงงงงงงง” (กรุณาทำเสียงยิ่งใหญ่อลังการ)

ฉันรู้เลยว่าเจ้านาย ผิดหวัง อย่างแรง จนถึงกับบ่นออกมาว่า
“Mona Lisa is a big fat bitch in a small frame.” (โมนา ลิซ่าคือยัยอ้วนที่อัดอยู่ในกรอบรูปเล็กๆ)

เอาน่า เจ้านาย อย่างอนไปเลย ถึงรูปมันจะเล็กและไม่เป็นไปอย่างที่เธอหวัง แต่เธอรู้ไหมว่าภาพนี้น่าพิศวงแค่ไหน ไม่มีใครตอบได้แน่ชัดว่าสรุปแล้ว โมนา ลิซ่าเธอยิ้มหรือบึ้งกันแน่ เจ้านายควรจะประทับใจต่างหากนะ ที่ได้มีโอกาสมาเห็นผลงานระดับโลกขนาดนี้ อย่าตัดพ้อไป เดี๋ยวแฟนลีโอนาร์โดเขาจะฟ้องร้องพวกเราเอาได้ เอาเป็นว่าในนามของกระเป๋าคนสู้ชีวิต(ชื่อที่นายมอบให้) ขออภัยแทนเจ้านายด้วยนะคะ

เมื่อได้ดูรูปแล้ว เจ้านายไม่คิดแม้จะถ่ายรูปคู่กับโมนาด้วยซ้ำ อาจจะด้วยความผิดหวังหรือรีบไปดูรูปปั้นอื่นๆต่อก็ไม่รู้นะ เธอและเพื่อนๆเดินต่อไปยังห้องแสดงงานชิ้นอื่นๆ

จนในที่สุดทางพิพิธภัณฑ์ประกาศว่าจะปิดภายในอีก15นาที ฝูงชนเริ่มกรูเดินออกไปในทางเดียวกัน และนั่นก็เป็นเวลาที่โนบิตะ โทรมาหาเจ้านาย

“พี่สาวอยู่ไหนฮะ ซาเต็บซิ่วบอกให้ผมโทรหาพี่ เพราะมันโทรหาพี่ไม่ติดเลย” โนบิตะถามด้วยความเป็นห่วง
“อ้อ เจ๊อยู่กับเพื่อนๆลูกเรือที่พิพิธภัณฑ์Louvre เดี๋ยวยังไงเจอกันตอนพวกเธอเลิกงานแล้วกัน” เจ้านายตอบ
“ได้ฮะ ว่าแต่ เจอที่ไหน.........ดี...ฮ.........” สัญญาณขาดเสียแล้วโนบิตะ

เจ้านายเองก็วุ่นอยู่กับการเดินหลีกหนีฝูงชนเพื่อหาทางออกให้ได้ จึงได้แต่ดูผ่านๆเท่านั้น บอกตามตรง ที่นี่กว้างมากจนใช้เวลาทั้งวันก็ดูไม่ครบหรอก ดูแค่อันที่สำคัญๆก็พอแล้ว

ว่าแล้ว เมื่อหลุดพ้นฝูงชนมาได้ จึงไปต่อกันที่Montmatre ซึ่งก็คือโบสถ์ขาวที่โดดเด่นอยู่กลางใจเมือง ลำบากหน่อยที่ รองเท้าเจ้านายเราเริ่มทำพิษ เดินขึ้นเนินเหมือนปีนเขาสิบลูกกว่าจะถึงโบสถ์มงมาร์ต ป้านาสเธอบ่นตลอดว่าหิวบ้าง เหนื่อยบ้าง เมื่อเท้าบ้าง แต่เห็นเวลาถ่ายรูปทีไร ป้าแกยิ้มสู้ทุกที อิๆ(นินทาคนแก่)

และนี่คือวิวในโบสถ์ จะเห็นด้านหลังของเอพริว และ มาเรีย ทั้งสองเป็นคริสเตียนอยู่แล้วจึงตั้งใจกุมมือสวดมนต์ขอพร ส่วนเจ้านายก็ได้แต่ไหว้แบบชาวไทย เพราะรู้สึกเคอะเขินกับการกุมมือแบบชาวคริสต์ที่ชาวพุทธอย่างเราๆอาจไม่คุ้นเคย

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โฮสเตส ตอนที่4.3ไฟล์ทเยี่ยมญาติ @ Paris, France2 (Mona Lisa is a big fat b*tch))

โพสต์โพสต์แล้ว: วันศุกร์ ธ.ค. 24, 2010 9:50 pm
โดย djsoloabs
หลังจากนั้น จึงไปต่อกันที่หอไอเฟิล แม้เจ้านายจะเคยไปมาแล้ว แต่การที่จะได้กลับไปเห็นอีกรอบก็คงไม่เสียหายอะไร อีกอย่างมันทำให้เธอนึกถึง ฌอน ชายหนุ่มผู้ใจดีที่อาสาพาเธอทัวร์หอไอเฟิลเมื่อมาปารีสครั้งก่อน ไม่รู้ว่าป่านนี้ ฌอนจะยังอยู่ที่ปารีสรึเปล่า มันคงดีไม่น้อย หากเธอได้เจอและกล่าวคำขอบคุณฌอนอีกครั้ง

ซาเต็บและโนบิตะโทรนัดเจ้านายให้มาเจอกันที่หอไอเฟิล เมื่อไปถึง ที่ขาทั้งสี่ทิศยังคงมีทัวร์คนจีนมาต่อแถวยาวเหยียดเช่นเดิมเหมือนครั้งแรกที่มา เจ้านายและเพื่อนๆ นั่งพักอยู่ครู่หนึ่งเพื่อรอน้องเต็บและโนบิตะ

..........กริ๊งงงงงงงงงงง............
“ฮัลโหล น้องเต็บซิ่ว อยู่ไหน เจ๊อยู่ที่หอไอเฟิลแล้วนะ” เจ้านายมองหาสองหนุ่ม
“พี่สาวฮะ พวกป๋มก็อยู่ที่นี่แล้วฮะ พี่อยู่ส่วนไหนละ” ทั้งสองหนุ่มก็มองหาเจ้านาย
“นั่นใช่เพื่อนๆของเธอรึเปล่า สองหนุ่มนั่น” คุณกัปตันทักขึ้นมา

สมแล้วที่เป็นกัปตัน หูตาไว ขนาดกัปตันบอกแล้วเจ้านายยังมองไม่เห็นสองหนุ่มเลย สักพักเมื่อแนะนำตัวกันเสร็จเรียบร้อย เพื่อนๆลูกเรือก็ปล่อยไปป้าหลาน เอ้ย! พี่น้องได้ใช้เวลาร่วมกันอีกครั้ง เพื่อนๆลูกเรือแยกตัวไปจากเจ้านาย งานนี้เจ้านายจึงต้องกลับเองคนเดียว ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เธอไม่กังวลเท่าไรเพราะมั่นใจว่าคราวนี้ไม่หลงแน่นอน เนื่องจากศึกษามาดี(ฉันละไม่มั่นใจกับประโยคนี้ของเธอเลย)

โนบิตะพาเพื่อนสาวชาวจีนมาด้วย เธอชื่อเฟย์ ทั้งสวยและสูงราวกับนางแบบ เฟย์มาเรียนภาษาที่นี่ และซาเต็บก็เผาโนบิตะให้เจ้านายฟังว่า เจ้าหมอนี่มันติดน้องเฟย์คนนี้มาก สงสัยจะแอบชอบ แต่ทั้งสองก็ยืนยันว่าเป็นแค่เพื่อนกัน เพื่อนก็เพื่อนสิจ้ะ ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย อิๆ

สักพัก ได้เวลาอาหารเย็น ทั้งสามคนพาเจ้านายไปทานอาหารมื้อค่ำที่ร้านที่ชื่อว่า Le coq ฟังชื่อแล้วสงสัยจะขายไก่(มันแปลว่าไก่)

ซาเต็บแนะนำเมนูตามชื่อร้าน ไก่ในไวน์แดง เจ้านายก็เชื่อตามเพราะถือว่าซาเต็บเป็นคนฝรั่งเศสน่าจะรู้ดีที่สุด และในที่สุดแล้ว เจ้านายก็ต้องไปเบียดเบียนอาหารชาวบ้านกินเพราะรสชาติที่อาจจะไม่คุ้นปากชาวไทยเรา
“เหมือนอุนจิไม่มีผิด” นั่นแหละ เจ้านายเราปากเสียอีกแล้ว

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โฮสเตส ตอนที่4.3ไฟล์ทเยี่ยมญาติ @ Paris, France2 (Mona Lisa is a big fat b*tch))

โพสต์โพสต์แล้ว: วันศุกร์ ธ.ค. 24, 2010 9:54 pm
โดย djsoloabs
สุดท้ายซาเต็บเลยแบ่งสเต๊กเนื้อของตัวเองให้เจ้านายกิน แล้วเอา “อึ” ในจานเจ้านายไปกินเป็นอาหารเย็นแทน

นั่งพูดคุยกันได้สักพัก ก็ถึงเวลาที่ต้องลาจาก มาคราวนี้เวลาเจอกันช่างน้อยเหลือเกิน ทั้งสามก็ยังอยากจะนั่งคุยเล่นกันต่อนะ ก็นานๆจะได้เจอกันสักที เฟย์เองก็เป็นเพื่อนใหม่ที่น่ารักคนหนึ่งสำหรับเจ้านาย แต่เนื่องจากรถโรงแรมของเจ้านายหมดรอบเที่ยงคืน จึงต้องรีบกลับไปก่อนที่รอบรถจะหมด ซึ่งเวลาที่แยกย้ายก็เป็นเวลาสี่ทุ่มเสียแล้ว จึงนับว่าเสี่ยงพอสมควรที่เจ้านายจะพลาดรถ

ทั้งสามคนไปส่งเจ้านายที่รถไฟใต้ดิน โชคดีที่เจ้านายไปทางเดียวกันกับเฟย์ เฟย์จึงอาสานำทางเจ้านายไปต่อยังสายรถไฟที่จะกลับโรงแรม แต่ก่อนกลับขอสองหนุ่มแอบทำอะไรให้เจ้านายตกใจเล่นนิดหน่อย อยู่ดีๆก็มาหอมแก้มคนละฟอด ถือว่าเป็นธรรมเนียมฝรั่งเวลาบอกลาเพื่อน (แต่เจ้านายก็แอบตั้งตัวไม่ทันเหมือนกัน หน้าเหวอไปทีเดียว) ทั้งซาเต็บและเดวิดก็คงรู้ดีว่าตามธรรมเนียมไทย เรื่องแบบนี้ผู้หญิงเขาเขินนะยะ เพราะเห็นหัวเราะชอบใจใหญ่พอเห็นเจ้านายเราอายหน้าแดง แต่ขอแกล้งเสียหน่อยว่างั้นเถอะ

สี่ทุ่มครึ่งแล้ว มันอันตรายมากสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียว เจ้านายยังใจเย็นและคิดว่าไม่น่าเกิดอะไรขึ้น
แต่เธอคิดผิด!
ไม่ว่าที่ไหน ในยามวิกาล ก็เป็นที่อันตรายได้เสมอสำหรับลูกผู้หญิง

เริ่มตั้งแต่นั่งรถไฟกลับไปที่สนามบิน เธอถามชายอินเดียคนหนึ่งซึ่งดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี ว่าจะต้องเปลี่ยนสายอีกไหม แม้ตอนที่แยกจากเฟย์ เฟย์จะย้ำแล้วว่าไปจนสุดสาย แต่เจ้านายก็ยังต้องการความมั่นใจอีกครั้งว่าเธอไม่ได้นั่งสายผิด

ชายอินเดียคนนี้เริ่มถามว่าเธอมาทำอะไร และด้วยความไว้ใจคนง่ายเกินไป เจ้านายจึงเล่าไปหมดว่าเธอเป็นลูกเรือ มาที่นี่กี่วัน

สุดท้ายเมื่อชายอินเดียผู้นั้นจะต้องลง เขากลับบอกข้อมูลที่ผิดแปลกไปจากตอนแรกที่คุยกัน เขาบอกให้เจ้านายลงที่สถานีเดียวกับเขาเพื่อเปลี่ยนรถไฟ ทั้งที่ตอนแรกบอกเองว่าไม่ต้องเปลี่ยนสาย เท่านั้นไม่พอ ยังพูดเหมือนใจดีว่าคราวหน้าถ้าบินมาปารีสอีกก็ให้มาพักที่บ้านเขาได้ เขามีบ้านใหญ่โต เจ้านายเริ่มรู้สึกไม่ดี

เมื่อรถไฟจอดที่สถานี ชายผู้นี้พยายามเรียกให้เธอตามเขาไป เจ้านายเองเริ่มไม่ไว้ใจเขาแล้วเช่นกัน จึงเดินไปถามหญิงสาวอีกคนหนึ่งว่าถ้าจะไปสนามบินจะต้องเปลี่ยนสายรถไฟหรือไม่ และคำตอบก็คือ ไม่ต้อง

ณ จุดนี้ ความสนุกและความรู้สึกดีๆต่อชาวปารีสเริ่มกลายเป็นความกลัวและหวาดระแวง เธอภาวนาแค่ขอให้ได้กลับถึงที่พักอย่างปลอดภัย

เมื่อถึงสุดสถานี เธอรีบลงจากรถไฟและเดินหาที่จอดรถของโรงแรม เธอเดินวนอยู่นาน จนได้เวลารถรอบสุดท้ายของโรงแรมออก และสุดท้าย เธอก็พลาดนั่งรถโรงแรมจนได้

แต่เรื่องมันไม่จบแค่นั้น เธอถามคนขับรถโรงแรมอื่นแทน ซึ่งคนเหล่านั่นก็พูดอังกฤษไม่รู้เรื่องเสียด้วย เรียกว่า อังกฤษคำ ฝรั่งเศสหลายคำ จนสุดท้ายตกลงกันว่าจะไปส่งที่ถนนใกล้ๆโรงแรมของเจ้านายเพราะเป็นทางผ่านพอดี เจ้านายจึงตัดสินใจขึ้นรถโรงแรมนั้น ซึ่งก็อีกแล้ว คนขับดูเป็นคุณลุงอารบิคใจดี

แต่เนื้อเรื่องก็ดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น ลุงพยายามชวนเธอมานั่งข้างเบาะคนขับ โดยอ้างว่าไม่ได้ยินคำถามที่เธอถาม เธอเองก็ปฎิเสธตลอดเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และแล้ว ก็มาถึงวงเวียนที่ลุงแกว่าจะปล่อยให้เธอเดินต่อ วงเวียนที่ลุงบอกว่าเดินต่อไปโรงแรมที่เจ้านายพักได้

เรื่องมาถึงจุดที่ว่า เจ้านายโดนปล่อยอยู่ตรงพงหญ้ามืดๆเวลาเที่ยงคืน ซึ่งเป็นถนนที่ไม่มีคนเขาเดินกันในยามวิกาลเช่นนี้ แม้แต่ตอนกลางวันเองก็เถอะ ไม่มีคนเขาเดินกันแน่ๆ เพราะมันไม่มีฟุตบาทให้เดินเลย แถมทางไปโรงแรมก็อีกไกล วงเวียนที่เจ้านายคิดกับวงเวียนที่ลุงแกพูด มันคนละจุดกัน เจ้านายเธอคงมองโลกแง่ดีเกินไปจึงคิดว่าวงเวียนที่ลุงพูดถึงคือจุดที่อยู่หน้าโรงแรม ส่วนลุงแกก็คงมองโลกในแง่ดีเกินไปเช่นกันว่าเจ้านายจะแกร่งพอเดินทางระยะไกลได้

เจ้านายกลัวอย่างถึงที่สุด ไม่รู้ว่าจะมีใครออกมากฉุดกระชากลากเธอไปทำอะไรหรือเปล่า เวลานั้น ในใจมีแต่หน้าพ่อแม่โผล่ขึ้นมา แต่จะทำอะไรได้ในเมื่ออยู่กันคนละประเทศ คนละทวีป เธอจึงได้แต่ขอพรพระให้คุ้มครองเธอให้ปลอดภัย

เธอพยายามโบกรถเพื่อถามทาง แต่รถแต่ละคันได้แต่ชะลอมองเธอด้วยความแปลกใจ แล้วก็เร่งเครื่องผ่านไป สายตาคนในรถมองเธอเหมือนราวกับว่าเธอเป็นผี ไม่ก็ ทำอาชีพบริการยามค่ำคืน(แต่ฉันก็เข้าใจพวกเขานะ ผู้หญิงที่ไหนจะมาโบกรถตอนเที่ยงคืนข้างพงหญ้า)

มีรถหยุดเหมือนกัน หยุดทั้งที่เจ้านายไม่ได้โบก หยุดเพื่อชวนให้เธอขึ้นรถไปกับเขา เจ้านายรีบปฏิเสธ

ตอนนี้น้ำตาแทบจะไหลแล้ว เจ้านายใจเย็นๆไว้นะ รวบรวมสติก่อน


เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป จะเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงกับเจ้านายหรือไม่ โปรดติดตาม....

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โฮสเตส ตอนที่4.3ไฟล์ทเยี่ยมญาติ @ Paris, France2 (Mona Lisa is a big fat b*tch))

โพสต์โพสต์แล้ว: วันเสาร์ ธ.ค. 25, 2010 1:47 am
โดย lemon-_-jui
ตื่นเต้นค่ะ ลุ้นมากเลย รีบเขียน ตอนที่ 4.4 เร็วๆ นะคะ อยากอ่านต่อมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เป็นกำลังใจให้ สู้ๆค่ะ :)))

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โฮสเตส ตอนที่4.3ไฟล์ทเยี่ยมญาติ @ Paris, France2 (Mona Lisa is a big fat b*tch))

โพสต์โพสต์แล้ว: วันเสาร์ ธ.ค. 25, 2010 8:17 pm
โดย lra
มาเล่าต่อไวไวนะคะ กำลังสนุกเลย

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โฮสเตส ตอนที่4.3ไฟล์ทเยี่ยมญาติ @ Paris, France2 (Mona Lisa is a big fat b*tch))

โพสต์โพสต์แล้ว: วันเสาร์ ธ.ค. 25, 2010 11:43 pm
โดย pinkiberry
[smilie=bn38.gif] ติดตามอย่างใจตึกตั๊ก..

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โฮสเตส ตอนที่4.3ไฟล์ทเยี่ยมญาติ @ Paris, France2 (Mona Lisa is a big fat b*tch))

โพสต์โพสต์แล้ว: วันจันทร์ ธ.ค. 27, 2010 8:37 pm
โดย niya==>>
มาเล่าต่อไวๆ นะจ๊ะน้องแอ๊บส์ ลุ้นๆๆๆ ตัวโก่งเลย

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โฮสเตส ตอนที่4.3ไฟล์ทเยี่ยมญาติ @ Paris, France2 (Mona Lisa is a big fat b*tch))

โพสต์โพสต์แล้ว: วันพุธ ม.ค. 26, 2011 3:59 pm
โดย djsoloabs
เพิ่งเห็นว่าลุงมายโอลด์เอาเรื่องเล่ามาตั้งไว้ในห้องชีวิตลูกเรือด้วย ขอบคุณด้วยคะ มีตอนใหม่แล้วติดตามด้วยนะคะทุกท่าน จะรวบรวมส่งสำนักพิมพ์เร็วๆนี้ให้ได้(หวังว่าจะปีนี้สักทีนะ โบ้ยมา2ปีละ) เวอร์ชั่นในหนังสือมีอะไรเพิ่มเติมจากในนี้แน่อนคะ

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โฮสเตส ตอนที่4.3ไฟล์ทเยี่ยมญาติ @ Paris, France2 (Mona Lisa is a big fat b*tch))

โพสต์โพสต์แล้ว: วันเสาร์ ม.ค. 29, 2011 11:34 pm
โดย chimchim
อ่านไป ตื่นเต้นไป

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โฮสเตส ตอนที่4.3ไฟล์ทเยี่ยมญาติ @ Paris, France2 (Mona Lisa is a big fat b*tch))

โพสต์โพสต์แล้ว: วันเสาร์ เม.ย. 23, 2011 9:50 am
โดย ิnatthika
น่าสนุกจังเลยค่ะ!!!!
กดLike

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โฮสเตส ตอนที่4.3ไฟล์ทเยี่ยมญาติ @ Paris, France2 (Mona Lisa is a big fat b*tch))

โพสต์โพสต์แล้ว: วันศุกร์ ก.ค. 08, 2011 6:39 pm
โดย Indy_little girl
ทำไมไม่เอาตอนที่ 4.4 มาลงล่ะคะ..รออยู่นานแล้วนะ..ติดตามอยู่ค่ะ..ปล. อยากจะบอกว่าเล่าเรื่องได้น่ารักมาก รีบๆๆ เอามาลงนะคะ