เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โอสเตส ตอนที่5 เมื่อสุวรรณภูมิถูกปิด “บทความที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับโหวตจากกระทู้ในพันทิพ เขียนโดย เจ้านาย”

ภูมิใจเสนอโดยทีมงาน thaicabincrew : กำแหงหาญ ดูแลเนื้อหาใกล้ชิด

ภารโรง: myoldeditor, กำแหงหาญ

เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โอสเตส ตอนที่5 เมื่อสุวรรณภูมิถูกปิด “บทความที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับโหวตจากกระทู้ในพันทิพ เขียนโดย เจ้านาย”

โพสต์โดย djsoloabs » วันอาทิตย์ ต.ค. 31, 2010 10:11 pm

ตัวเรื่องในบทนี้ กระเป๋าคนสู้ชีวิตอย่างฉันได้คัดลอกมาจากกระทู้ในพันทิพที่เจ้านายได้เคยบรรยายเอาไว้ และได้รับโหวตเป็นกระทู้ดีเด่นเสียด้วย ทั้งนี้ต้องขอออกตัวอย่างเป็นทางการว่าไม่ได้มีเจตนาพาดพิงฝ่ายใดและไม่ได้ต้องการข้องเกี่ยวกับการเมืองใดๆทั้งสิ้น ขอให้เรื่องราวนี้เป็นเพียงบันทึกความทรงจำที่เจ้านายได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปิดสนามบินโดยมิได้มีจุดประสงค์อื่น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงเนื้องานของอาชีพลูกเรือว่าต้องเตรียมพร้อมทุกสถานการณ์ หากมีข้อมูลที่บกพร่องประการใด ขออภัยมาณ ที่นี้

เมื่อสุวรรณภูมิถูกปิด แล้วดิฉันติดอยู่เมืองไทย
สนามบินสุวรรณภูมิที่นับว่าเป็นสนามบินที่ชาวไทยทั้งประเทศต่างภาคภูมิใจ ด้วยความที่เป็นสนามบินที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในโลกจนเรียกได้ว่าเป็นประตูสู่เอเชียนั้น ใครจะนึกว่า วันหนึ่งจะถูกปิดลง

สมัยก่อนหากใครจะไปเมืองนอก ก็ต้องขับรถไปดอนเมือง ต้องเผื่อเวลาก่อนออกจากบ้านหลายชั่วโมงเลยทีเดียวเพราะรถติด แต่ตอนนี้ สบ๊ายสบาย ไปสุวรรณภูมิ มีตั้งหลากหลายทางที่จะไปได้ แถมไปยังไงก็ไม่ต้องกลัวหลงเพราะไม่ว่าเราจะขับรถอยู่ถนนอะไร ประตูน้ำ พระรามสี่ ราชเทวี ศรีสมาน สะพานพุทธ สังเกตได้เลยว่าจะมีป้ายรูปเครื่องบินสีฟ้าๆนำทางไปสุวรรณภูมิทุกที่ไป แถมในอนาคตก็จะมีรถไฟฟ้าเชื่อมต่อจากสนามบินไปยังที่ต่างๆในตัวเมือง น่าภูมิใจมั๊กๆ และถึงแม้ว่าพวกเราต้องรอคอยสนามบินสุวรรณภูมินี้ถึง45ปี (เรียกว่าตั้งแต่สมัยพ่อยังหนุ่มแม่ยังสาวจนตอนนี้ลูกมีสามีไปแล้ว) แต่ก็นับว่าไม่ทำให้ชาวไทยอย่างเราผิดหวังเลย ตอนที่เราไปฝรั่งเศส เจอฌอนชาวฝรั่งเศสที่พาเราเที่ยวเมือง เขายังออกปากชมเลยนะว่าสนามบินเธอนะสวยจริงๆ ใหญ่แล้วก็สะดวกสบาย ทุกครั้งที่เราทำไฟล์ทกลับมาไทย เมื่อเดินลงสนามบินสุวรรณภูมิ รู้สึกเหมือนเป็นไทยมาเฟีย เป็น ผู้นำฝูง แบบเฮ้ย ถิ่นตรูๆ เดินเชิดอย่างภูมิใจว่า นี่ละสนามบินของประเทศฉัน แล้วเพื่อนๆรู้ไหมว่าสุวรรณภูมิของพวกเรานะ ให้บริการสายการบินถึง102สายการบินด้วยกัน สู่142เมืองทั่วโลกเชียว ไม่นึกเลยเนอะ ว่าวันหนึ่ง มันจะเป็นเช่นนี้
แนบไฟล์
1.jpg
1.jpg (41.95 KiB) เปิดดู 14665 ครั้ง
djsoloabs
Business Class
Business Class
 
จำนวนการตอบ: 231
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันจันทร์ ธ.ค. 11, 2006 10:13 pm
Reputation point: 14
djsoloabs โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โอสเตส ตอนที่5 เมื่อสุวรรณภูมิถูกปิด “บทความที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับโหวตจากกระทู้ในพันทิพ เขียนโดย เจ้านาย”

โพสต์โดย djsoloabs » วันอาทิตย์ ต.ค. 31, 2010 10:13 pm

และภาพที่สะเทือนใจที่สุดสำหรับเราก็คือ…….
(ดูเอาเองนะ คงเพราะเราไปสนามบินทีไรก็เจอเขายืนต้อนรับเราทุกที พอเห็นแบบนี้ ดูแล้วเลยหดหู่)
แนบไฟล์
2.jpg
2.jpg (32.07 KiB) เปิดดู 14644 ครั้ง
djsoloabs
Business Class
Business Class
 
จำนวนการตอบ: 231
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันจันทร์ ธ.ค. 11, 2006 10:13 pm
Reputation point: 14
djsoloabs โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โอสเตส ตอนที่5 เมื่อสุวรรณภูมิถูกปิด “บทความที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับโหวตจากกระทู้ในพันทิพ เขียนโดย เจ้านาย”

โพสต์โดย djsoloabs » วันอาทิตย์ ต.ค. 31, 2010 10:14 pm

สนามบินเราแม้ถูกปิด แต่ก็ยังได้ใช้ประโยชน์เป็นสนามกีฬาฝึกหัดในร่ม ให้เยาวชนของเราได้ประลองฝีมือตีลูกขนไก่อีกด้วยนะ ไม่ใช่ย่อยๆ เพื่อประชาชนจริงๆ
แนบไฟล์
3.jpg
3.jpg (25.32 KiB) เปิดดู 14624 ครั้ง
djsoloabs
Business Class
Business Class
 
จำนวนการตอบ: 231
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันจันทร์ ธ.ค. 11, 2006 10:13 pm
Reputation point: 14
djsoloabs โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โอสเตส ตอนที่5 เมื่อสุวรรณภูมิถูกปิด “บทความที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับโหวตจากกระทู้ในพันทิพ เขียนโดย เจ้านาย”

โพสต์โดย djsoloabs » วันอาทิตย์ ต.ค. 31, 2010 10:17 pm

(ขอบคุณรูปจากทางForward mailที่เพื่อนเราส่งมาให้นะ ขอบคุณตากล้องฝีมือดีที่ถ่ายเอามาลงด้วยนะคะ)

เราเองเป็นแอร์ ไม่นึกเหมือนกันว่าวันหนึ่งจะโดนผลกระทบจากการเมืองเข้าอย่างจัง ก็เห็นผู้ใหญ่เขาประท้วงกันที่สภาอยู่ดีๆ ไม่นึกเลยวันดีคืนดีเปลี่ยนใจย้ายมาสนามบินซะงั้น ไอ้เราเองก็ดีใจตอนแรกมีไฟล์ทต้องไปบราซิล มีคนบราซิลส่งไฟล์ทBKK-HKG มาขอแลกวันที่23-26 พฤศจิกายน 2551 รีบรับทันใด หึหึหึ ไม่นึกว่าไฟล์ทBKKคราวนี้จะกลายเป็นไฟล์ทที่จะต้องจดจำไปชั่วอายุแอร์ เอาละ เราจะยืดอกพกถุง(อ้วก)เล่าให้ฟัง ขณะที่นั่งพิมพ์ตอนนี้ยังป่วยอยู่เลย เอาละ ไม่ต้องถามแล้ว เตรียมตัวอ่านแล้วกัน
ตารางบินไปกรุงเทพของเราเป็นแบบนี้
Trip No. xxxx
Flight No. Date From To
xxxx 23 Nov 2008 BASE (03.15) BKK(12.05)
Lay over BKK 24.00 hrs.
xxxx 24 Nov 2008 BKK(13.20) HKG(17.10)
xxxx 24 Nov 2008 HKG(21.40) BKK(23.25)
Lay over BKK 24.25 hrs.
xxxx 26 Nov 2008 BKK(01.05) BASE(04.35)
กำหนดการจริงๆคือต้องถึงฐานทัพของเรา วันที่26 พฤศจิกายน ตอนตีสี่ ซึ่งก็เท่ากับว่าต้องออกจากไทยตอนตีหนึ่งคืนนั้น แต่ทว่า....
วันที่25 พฤศจิกายน ตอนบ่ายๆ เรายังนั่งอยู่บ้านดูดมะม่วงจ๊วบๆอยู่ดีๆเลยนะ นั่งดูทีวีไป กินไปอ้วนไปแล้วก็มีความสุขไปที่ได้อยู่บ้านกับยาย ตอนเช้ายังออกไปจ่ายตลาดซื้อของมาตุนกลับอาหรับเลย พ่อเราออกไปทำงานเพราะวันนั้นไม่ใช่วันหยุด ส่วนแม่ก็ออกไปดูงานกิจการหลักของบ้าน ตกลงกันว่าตอนเย็นทุกคนจะกลับมาเจอกัน กินข้าวด้วยกัน มองหน้าลูกสาวที่เป็นแอร์และจะต้องบินกลับในคืนนั้น เวลาปลุก(wake up call)ตามปกติคือเวลาประมาณสามทุ่มครึ่งและเวลารถออก(pick up)คือสี่ทุ่มครึ่ง โดยที่พ่อเราก็จะพาเราไปส่งให้ถึงที่โรงแรมประมาณสองทุ่มตามที่เคยๆทำ แต่วันนั้น ตอนบ่ายๆ อยู่ดีๆพ่อเราก็โทรมาน้ำเสียงตกใจ
พ่อ : เมื่อกี้สงสัยหัวหน้าเราเขาโทรมาหาพ่อ(คือเราให้เบอร์ติดต่อเป็นเบอร์มือถือพ่อเราไป คนที่กลับไปค้างบ้านต้องให้เบอร์ติดต่อกับหัวหน้า หรือที่แอร์เรียกกันว่าPurserไว้กรณีมีเหตุฉุกเฉิน) พูดภาษาอังกฤษ พ่อขับรถอยู่เลยบอกให้โทรกลับอีก10นาที สงสัยมีเรื่องด่วน ลูกโทรกลับเขาทีละกัน สงสัยต้องออกเร็วขึ้นแน่เลย ด่วนลูกด่วน
เรา : หา ทำไมละ แล้วนี่พ่ออยู่ไหน
พ่อ : พ่อขับรถกลับอยู่ เดี๋ยวอีกแป๊บคงถึงบ้าน โทรไปคุยกับหัวหน้าเราก่อนละกัน

ได้ยินเท่านั้นละเรารีบกดหาPurserเลย
เรา : ฮัลโหล เมื่อกี้คุณPurserโทรหาพ่อหนูเหรอคะ พอดีว่าท่านขับรถอยู่ ต้องขอโทษด้วยคะ
Purser : ไม่เป็นไรจ้ะ พี่แค่อยากให้หนูรีบมาโรงแรมให้เร็วที่สุด เพราะตอนนี้ลูกเรือไฟล์ทอื่นเขาเลื่อนเวลาบินให้เร็วขึ้นแล้วนะ ไม่รู้ว่าการประท้วงที่สนามบินจะส่งผลกระทบต่อไฟล์ทเราหรือเปล่า เลยอยากให้รีบมาเร็วๆไว้ก่อน เพราะเราอาจจะต้องเลื่อนเวลาบินให้เร็วขึ้นตามนะจ้ะ
เรา : (ตกใจอย่างยิ่งยวด) ได้คะ หนูจะรีบไปนะคะ
Purser : ตอนนี้พี่คงบอกอะไรไม่ได้แน่นอน แต่ก็อยากให้ลูกเรือไทยทุกคนรีบกลับมาที่โรงแรม เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ตลอด

พอได้ยินเช่นนั้น ในใจเราก็เสียใจนะที่จะได้อยู่กับครอบครัวน้อยลง แล้วก็รีบตาหูแหกอาบน้ำแต่งตัว พ่อและแม่เราก็กลับมาพอดี มาช่วยกันจัดกระเป๋าให้เรา ข้าวก็รีบยัดๆใส่ปาก ยังจำได้เลยว่ายายทำไก่ทอดของโปรดให้ แต่ไม่มีเวลากินเสียแล้ว นอนก็ไม่ได้นอนเพราะตอนแรกกะว่าจะมานอนตอนเย็นเอาแรงสักสามชั่วโมง ที่ไหนได้ต้องรีบออกโดยด่วน รีบกอดแม่กอดยาย ตอนนั้นเรารู้สึกว่าอกยายอุ่นมากเลย อุ่นแบบอยากอยู่อย่างนั้นนานๆ ไม่นึกว่าคำพูดนั้นจะเป็นจริง

เราไปถึงสักประมาณทุ่มกว่าๆ ก็มีจดหมายส่งมาในห้องว่าเวลาwake upและpick upเลื่อนขึ้นหนึ่งชั่วโมงจากเดิม กลายเป็นว่าต้องออกจากโรงแรมสามทุ่มครึ่งเพราะกลัวรถติด พ่อเรายัดน้ำไว้ในกระเป๋าCabinเราเลยเพราะเดาว่าเราต้องหิวน้ำ เราเองก็จัดการเข้าห้องน้ำหลายสิบรอบชนิดว่าเอาหมดกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ พอสามทุ่มครึ่งถึงเวลา ทุกคนพร้อมในเครื่องแบบ แต่พี่คนไทยเราคนหนึ่งยังอยู่ในชุดช้อปปิ้ง ตะดึ่ง! พี่เขาเพิ่งกลับมาจากสยาม ไม่มีใครโทรบอกพี่เขา แต่พี่แกก็สปิริตสูงมากคะ เจ๊แกขอเวลาสิบนาที แต่งตัวอย่างเดียวไม่อาบน้ำไม่ทำผมไม่แต่งหน้า มาทำที่เหลือในรถเอา และก็ทันคะคู้นนน เท่านั้นไม่พอ พอกัปตันกำลังจะขึ้นรถบัส แอร์สาวอียิปต์ลูกเรือที่ทุกคนว่าเธอทำตัวงงๆกับชีวิตก็ปรากฏกายขึ้น เพิ่งกลับจากจ่ายตลาดเช่นกัน แถมกัปตันบอก ไม่รอแล้ว ต้องรีบไป เท่านั้นละ แอโรพัตรา(เป็นคำสมาสระหว่างคำว่า แอร์+คลีโอพัตรา)ของเราถึงกับหน้าเสียวิงวอนขอเวลาสิบนาที แล้วก็เข้าอีหรอบเดิมแบบเจ๊ฉัน ไม่อาบน้ำ เปลี่ยนแค่ชุด หน้าไม่แต่ง ผมไม่หวีเดินลงมาพร้อมกระเป๋า เพื่อนๆแอร์ถึงกับปรบมือให้กำลังใจ แปะๆ แต่พอขึ้นรถเท่านั้นแหละ กัปตันของเราก็ประกาศว่า...... “เอ้า ทุกคน ลงรถ” พี่แกบอกว่าตอนนี้สถานการณ์ที่สุวรรณภูมิกำลังแย่ กลุ่มพันธมิตรเดินทางไปสนามบินกันหมดแล้ว เลยไม่แน่ใจว่าเราจะไปกันได้หรือไม่ จึงต้องขอให้ทุกคนลงไปรอที่หน้าlobbyก่อน คุณหัวหน้าแอร์ชั้นผู้ดี (SFSหรือSenior Flight Stewardessชั้นPremium) พอได้ยินเท่านั้นละ “อ้าววว พวกเธอ ใครจะไปคลับกับฉันม่างยะ ” แม่คุณ คิดแต่จะเที่ยวลูกเดียว แต่ก็แอบฮาดีนะ เพราะเราว่าสถานการณ์แบบนั้น ดูฝรั่งเขาจะคิดว่ามันไม่ร้ายแรง อย่างว่า คนไทยอย่างเรายังไม่คิดเลย แถมได้อยู่กรุงเทพต่อต้องไปเที่ยวสินะถึงจะคุ้ม ระหว่างนั้นพ่อเราก็โทรมาบอกว่าเขาปิดสนามบินไปแล้ว และกัปตันก็ประกาศอย่างเป็นทางการว่า.....

“เอาละ ไทยแก๊งค์ ผมรู้นะว่าพวกคุณคิดอะไรอยู่ ยิ้มกันใหญ่เชียวนะ (ตอนนั้นเราทุกคนยิ้มแก้มปริเลย เพราะไม่รู้ว่าสถานการณ์มันเลวร้ายขนาดนี้ เลยหวังแค่จะได้อยู่บ้านต่ออีกวันเท่านั้น) ตอนนี้พวกเราคงต้องอยู่ที่โรงแรมอีกหนึ่งวัน หรือจนกว่าสนามบินจะเปิดนั่นละ อย่างไรก็ตามใครที่คิดจะกลับบ้าน ผมขอละ เอาแฟน เอาครอบครัวมาอยู่ที่นี่ดีกว่า เพราะกำหนดการเปลี่ยนแปลงได้ทุกนาที และหากมีการเปลี่ยนแปลงอะไร ผมจะแจ้งให้ทุกคนทราบอีกที คืนนี้กลับเข้าห้องเดิมไปก่อนละกันนะจ้ะ คิดว่าคงน่าจะเป็นพรุ่งนี้ละที่จะได้กลับ เออ แล้วมีใครกลัวต้องการให้ผมกอดปลอบใจไหม ...... (แอบฮาได้อีกคุณกัปตัน)”

จากนั้นเราก็เปิดเข้าห้อง1001ห้องเดิมของเรา รีบเปิดทีวีดูข่าว โอ้โห!พระเจ้าช่วย มันขนาดนี้เลยหรอวะ! (แอบตกใจถึงกับลืมเซ็นเซอร์) สภาพที่สนามบินสุวรรณภูมิดูน่ากลัวมาก ผู้คนเสื้อเหลืองมากมาย ผู้โดยสารก็เดินอย่างไร้ที่พึ่งเพราะทุกเคาน์เตอร์ปิดหมด และภาพที่ติดตาเราที่สุดคือ แอร์สายการบินประจำชาติเดินลงบันไดเลื่อนมาในขณะที่คนเสื้อเหลืองถือไม้หน้าสามวิ่งขึ้นบันไดเลื่อนสวนทางกับเหล่าแอร์ ถ้าเป็นเรา เราจะทำยังไงน้า สงสัยฉี่แตกแน่ๆเลยฉัน เราติดตามข่าวทั้งคืนเลย โชคดีนะเนี่ยที่มีเสื้อผ้าติดมาหนึ่งชุดพอจะใส่นอนได้ ส่วนกับข้าวที่ยายทำไว้ ผักบุ้งและเต้าหู้ที่ยัดใส่กระเป๋า ต้องรีบเอายัดตู้เย็นหมด พี่นพแอร์ไทยสุดขำขันของเราก็เลยชวนแอร์ไทยและเสี่ยวหุ้ยแอร์อาหมวยชาวสิงโตทะเลมากินกับข้าวถุงที่ป้าพี่เขาทำมา เพราะกลัวจะเน่า เรียกว่าอร่อยกันถ้วนหน้า

แอร์บางคนเนื่องจากเสื้อผ้ามีจำกัดเพราะไม่นึกว่าจะต้องมาค้างที่นี่นานกว่ากำหนด เลยต้องใส่แล้วใส่อีก เน่าแล้วเน่าอีก จนทนไม่ไหวต้องออกไปซื้อเครื่องในที่ห้างในวันรุ่งขึ้น ส่วนพี่SFSคนไทยในชั้นEconomyเรา หรืออาจจะเรียกว่านางพญาชั้นประหยัดก็หรูไม่น้อย พี่แกรู้จักMIX and ไม่MATCH พี่เขาไม่มีเสื้อ มีแต่กางเกง แกก็ใส่เสื้อยูนิฟอร์มเรานี่แหละ แล้วเอาผ้าพันคอคลุมเอา แต่ออกมาดูได้นะจะบอกให้ ถ้าไม่บอกนี่ เรียวขาประหนึ่งพอลล่า บั้นท้ายให้เจโล เรียวแขนให้ยาวเรียวแบบอั้ม แต่พอดูเสื้อและผ้าคลุมไหล่…… แหมมม ก็ยังน่ารักอยู่ดีละ (ก็มันไม่มีเสื้อใส่นี่หว่า)

เช้าวันใหม่ บิดาเรามาเคาะประตูแต่เช้า เราเองก็ไปเปิดประตูอย่างสลึมสลือ แน่สิ เมื่อวานไม่ได้นอนกลางวัน แถมตอนกลางคืนก็นอนดึกเพราะมัวแต่ดูข่าวจนตีสอง เครียดนะเนี่ย พ่อเราเอาเสื้อผ้ามาให้ อาหาร น้ำ นม แบรนด์ (เหมือนมาเยี่ยมไข้) เอามาทุกอย่างยกเว้น เครื่องในเรา เลยต้องทนใส่ซ้ำๆไปอีกวัน เน่ากันพอดี สักพักพ่อเราก็ออกไปทำงาน เราก็อยู่ห้อง ลงไปเดินเล่นนอกโรงแรมบ้าง แต่ไม่กล้าออกไปไหนไกล กลัวเขาเรียกแล้วเราไม่อยู่ ก็ซวยสิ แต่แอร์คนอื่นๆก็มีไปสยาม ไปประตูน้ำกันนะ เฮฮาปาจิงโกะกันไปเลย จ่ายตลาดกันทั้งนั้นพวกแอร์สาวฝรั่ง ไฟล์ทกรุงเทพเป็นที่โปรดปรานของแอร์ฝรั่งเลยนะ เท่าที่ฟังมาเราไม่ค่อยได้ยินใครไม่อยากได้กรุงเทพ เพราะเขาอยากมาซื้อของ มันถูกไงละ เรียกได้ว่า ถูกเป็นอุนจิเลยในสายตาเขา เลยอยากจะมาช้อปปิ้งกัน ผ่านไปอีกหนึ่งวัน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีความคืบหน้า สนามบินยังปิดอยู่ เสื้อเหลืองไม่ยอมถอยถ้านายกไม่ลาออก ข่าวในทีวีต่างวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์กันใหญ่

ย่างเข้าวันที่สอง เราแอบกลับไปบ้านแว๊บนึง ไปเอาของและเชคคอมที่บ้าน เพื่อนๆในMSNเราก็ถามกันใหญ่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เราก็ตอบไปว่าสบายดี ซึ้งใจจรึงๆที่เพื่อนๆเป็นห่วง แต่มันดันตอกกลับว่า ไม่ใช่แก หมายถึงสนามบินต่างหาก เป็นไงบ้าง มันกลัวไม่ได้กลับบ้านเพราะมันมีไฟล์ทกรุงเทพ กรอดดดดดด ไม่ได้ห่วงตูเลย

พอกลับมาถึงโรงแรม ได้จดหมายสอดใต้ประตูบอกว่าวันนี้ขอประชุมทุกคนตอนหนึ่งทุ่มที่ห้องบอลรูม พอถึงเวลา เราก็ลงไป โอ้โห! แม่เจ้า มันไม่ใช่แค่ไฟล์ทเรา แต่ยังมีอีกสามไฟล์ทด้วยกันที่ไม่ได้กลับ แล้วนี่บริษัทจ่ายค่าเสียหายตายเลยสิ เพราะต้องให้ค่ากินค่าอยู่(Allowance)คนละ2,400กว่าบาททุกวัน ส่วนตัวเรานะชอบมาก(แอบนิสัยไม่ดี) สบายไม่ต้องทำงานแถมได้ตังไปใช้ คนอื่นก็ช้อบชอบเช่นกัน แหมนั่งๆนอนได้ตัง เป็นใครจะไม่ชอบละคะ เมื่อเริ่มประชุม กัปตันก็เริ่มแถลง เล่าถึงสถานการณ์ตอนนี้และมีความเป็นไปได้ว่า บริษัทจะส่งเครื่องบินมารับโดยที่พวกเราอาจจะต้องนั่งรถไปที่อู่ตะเภากัน แต่กำหนดการยังไม่แน่นอน จึงขอนัดประชุมอีกทีวันพรุ่งนี้ หนึ่งทุ่มที่เดิม พอพูดจบ ก็ถามต่อว่า “เอาละ ใครอยากไปดื่มเบียร์กับผมบ้าง?” ไม่พ้น ไม่พ้นเรื่องเดิม ฝรั่งมาไทยคือต้องเที่ยวจริงๆ แต่ก็ตลกดีนะ นับว่าเป็นการจบลงด้วยเรื่องดื่มๆกินๆอย่างเฮฮาคลายเครียด ก็มีลูกเรือไปด้วยเป็นโขยงเลย คุณหัวหน้าแอร์ชั้นผู้ดีไฟล์ทดิฉันก็เสนอที่เที่ยวอีกแล้วคะ ท่าทางเธอจะเชี่ยวเมืองไทยไปแล้ว รู้จักสถานที่มากกว่าคนไทยอย่างเราเสียอีกแหะ สงสารก็แต่ลูกเรือชายฉายเดี่ยวของไฟล์ทเรา ขอเรียกว่าพี่ออส่วน(นามสมมติ) เขาดูเบื่อมากๆเลย เราและอีกหลายๆคนเห็นเขาเดินที่หน้าlobbyทั้งวัน ไม่รู้จะทำอะไร แถมพอกัปตันถามว่าใครจะไปกินข้างนอกบ้าง พี่ออแกก็เพิ่งจะสั่งอาหารRoom Serviceก่อนที่จะลงมาเอง เลยต้องกลับไปเหงาบนห้องคนเดียวอีก เราก็เข้าใจเขานะ เป็นลูกเรือชายคนเดียวในไฟล์ท ผู้หญิงเขาก็ไปช้อปปิ้งซื้อเสื้อผ้ากัน เป็นผู้ชายคนเดียวเลยลำบาก

คืนนี้เราโทรไปหาจี๊ส(แว่นแรด) เพื่อสมัยวันขบเผาะเมื่อปฐมวัย พอดีมันไปจีนกลับวันที่25 ซึ่งก็คือคืนที่พันธมิตรไปยึดสนามบิน แถมกลับดึกๆสะด้วย เราเลยรีบโทรไปหามันเพื่อเชคความปลอดภัยว่ากลับมาได้รึเปล่า มันเล่าให้เราฟังว่ามันกลับมาตอนสามทุ่มพอดี คือสนามบินปิดขาออกแล้วแต่ยังปล่อยให้ขาเข้าลงจอดได้อยู่ มันลงมาก็เห็นคนเสื้อเหลืองเยอะแยะก็ตกใจ เอ๊! วันพ่อก็ไม่ใช่ วิ่งเฉลิมพระเกียรติก็ไม่เชิง พ่อมันก็ขับรถไปรับ วนอยู่นานมากกว่าจะเจอกัน แถมพันธมิตรใจดีนึกว่าเป็นรถมาร่วมประชุมเปิดให้เข้าแถมแจกขนมปังด้วย คุยกันสักพัก เมื่อรู้ว่าปลอดภัยกันดีก็วาง แล้วจึงออกไปกินข้าวต้มมื้อเย็นข้างนอกกับพ่อที่มาเฝ้าอยู่กับเราที่โรงแรม

นานมากแล้วนะที่เราไม่ได้ไปไหนมาไหนกับพ่อข้างนอก เดินเที่ยวเล่น รู้สึกอบอุ่นใจและมีความสุขจังเลย เหมือนพ่อลูกนานๆทีจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน อยากให้แม่กับยายมาด้วยจัง
ขณะนั่งกินข้าวต้ม โต๊ะข้างๆหลังจากได้แมสเสจก็พูดขึ้นว่า “ปิ่นเกล้าปิดแล้ว” พ่อเราก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น คือพี่เขาบอกว่าเพื่อนพี่เขากลับไม่ได้เพราะตำรวจปิดสะพานปิ่นเกล้า เดาว่าคงจะกั้นพันธมิตรไม่ให้ไปที่อื่น พ่อเราก็เดาว่าคืนนี้ต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ ส่วนเราอาการหวัดเริ่มกำเริบ รู้สึกเจ็บคอ มีไข้ เลยวางแผนไว้ว่าพรุ่งนี้เช้าคงต้องไปโรงพยาบาลแล้วละ คืนนี้พ่อเรามานอนเป็นเพื่อน ส่วนพรุ่งนี้แม่จะมานอนเป็นเพื่อนสลับกัน มีความสุขจังเลย แฮะๆ กะอ๊อกกะแอ๊กๆๆ เริ่มป่วยแล้วเรา

วันที่สาม เราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเจ็บคอและมีไข้ เลยโทรบอกPurserว่าจะขอไปโรงพยาบาลตอนเช้าและจะกลับมาตอนเที่ยง

เมื่อไปถึง หมอก็ตรวจหูคอจมูกเร แ ล้ววินิจฉัยว่าเราเป็นทอมซิลเรื้อรังมาจากเดือนที่แล้ว ขากรรไกรขวาอักเสบเนื่องจากอ้าปากกว้างหรือหาวผิดจังหวะเลยทำให้ปวดร้าวไปถึงขมับข้างขวาเวลาบิน(ขำดี หาวผิดจังหวะ) หมอให้ยาอักเสบฆ่าแบคทีเรียชนิดแรงและยาเม็ดVoltarenเรามาพร้อมกำกับให้นอนพักเยอะๆดื่มน้ำมากๆ

พอหลังจากไปหาหมอมาช่วงเช้า เราก็กลับมานอนซมตั้งแต่บ่ายยันเย็น ออมเพื่อนสนิทที่มหาวิทยาลัยอีกคนโทรมาบอกว่าจะมาหาเย็นๆ แต่เรารู้สึกไม่ค่อยดีมีไข้ เลยบอกให้ออมมานั่งแทะฝรั่งดองเล่นบนห้องเราแทน ระหว่างนั่งแทะฝรั่ง ไอ้ออมมันก็วิจารณ์สถานการณ์อย่างเมามัน ส่วนเรานอนซมฟังมันรอเวลาหนึ่งทุ่มที่ต้องไปประชุมข้างล่าง นัดกับออมว่าประชุมไม่เกิน15นาที เสร็จไปกินร้านอาหารอีสานเจ้าเดิมกันต่อ ไม่ถึง15นาทีจริงๆคะ ต้องส่งแมสเสจหามันบอกว่าไปไม่ได้แล้วเพราะต้องไปอู่ตะเภา คืนนี้!

ใช่แล้ว คืนนี้ ห้าทุ่มต้องออกตัว แต่ทั้งนี้กัปตันบอกว่าทุกอย่างอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอด บริษัทจะส่งเครื่องบินจากสิงคโปร์มารับพวกเราที่อู่ตะเภา ทั้งลำก็จะรับพวกเราแอร์อาหรับทั้งหมดติดอยู่ที่นี่ร้อยกว่าชีวิต รวมทั้งจะมีผู้โดยสารอีกประมาณ50คนและแอร์ที่ลาพักร้อนกลับบ้านมาไทย บรรยากาศในห้องบอลรูมทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นการเข้าค่ายรับน้องยังไงไม่รู้ เราไม่เคยเห็นลูกเรือมากขนาดนี้มาก่อน ยิ่งเอาลูกเรือที่ค้างจากที่โนโวเทล สุวรรณภูมิมารวมที่นี่ด้วยแล้ว เยอะกันไปใหญ่ กัปตันบอกว่าเครื่องจะเป็นเครื่องเปล่าบินมารับเราโดยเฉพาะ ดังนั้นจะมีการสุ่มเลือกลูกเรือจากไฟล์ทหนึ่งมาปฏิบัติงานกลับ และแน่นอน แอร์สปิริตแรงกล้าอย่างพวกเรา ถูกอบรมสั่งสอนมาตามคติพจน์ลูกเสือ ขยัน อดทน ประหยัด มัธยัสถ์ และเสียสละ ต่างรีบยกมือขะ ขะ ขะ ขะ ขอ ทะ ทะ ทะ ทะ ทำตัวตามสบาย บิดขี้เกียจกันสักหน่อย เหอะๆ ไม่เอาละ เวลานั้นมันไม่มีใครอยากทำงานแล้ว เพราะไม่ได้นอนมาทั้งวัน อยู่ดีๆก็มาบอกไปคืนนี้ แล้วผลออกมาก็คือไฟล์ทที่เพิ่งมาจากฐานอาหรับที่เตรียมตัวจะไปซิดนีย์ต้องปฏิบัติงานกลับ หลังจากนั้นเรารีบโทรหาพ่อแม่บอกข่าวทันที เสียดายเหมือนกันนะที่ต้องอดนอนกับแม่

พ่อไม่ลืมที่จะหยิบข้าวฝีมือยายมาให้เรากิน เรารีบยัดสิ่งที่เรียกว่าอาหารเข้าปาก แม่เราก็นั่งมองแล้วก็ยิ้ม เรารู้สึก เหมือนว่า คงเป็นเพราะแม่กับเราไม่ค่อยได้เจอกัน เขาเลยอยากมองหน้าเราเอาไว้ให้นานที่สุด เพราะก่อนหน้านี้สมัยที่เรายังเรียนหนังสือ แม่เราไม่มองเราแบบนี้เพราะรู้อยู่ว่าได้เจอกันทุกวัน ตอนนี้เราไม่ได้อยู่บ้าน นานๆกลับที แม่เราเลยอยากมองหน้าเรานานๆมั้ง ไม่รู้สิ แต่เรารู้สึกแบบนั้น เราเองก็ไม่กล้าหันไปมองแม่เพราะเราอาย เราทำตัวไม่ถูก แต่เรารู้ว่าแม่มองเราด้วยความรัก เราไม่รู้จะตอบกลับไปยังไงว่าเราก็รักแม่เหมือนกัน เลยได้แต่ก้มหน้าก้มตากิน

พอถึงเวลาต้องลง เรารู้สึกหนาว แม่เราเลยถอดเสื้อแขนยาวที่ใส่อยู่ให้เราใส่แทน แต่กลับกลายเป็นว่า ไอ้เจ้าเสื้อนี่ละทำให้เราน้ำมูกไหลเพราะแม่เราดันหยิบมาจากตู้เสื้อผ้าเก่าที่ไม่ได้ใส่มานาน มันเลยมีฝุ่น ซวยซ้ำซวยซ้อนที่เราเป็นภูมิแพ้ บวกกับเป็นไข้อีก เลยน้ำมูกไหล จามตลอดเลย ก่อนขึ้นรถบัส เราก็วิ่งเข้าห้องน้ำเป็นสิบๆหน ฉี่แล้วฉี่อีกจนหมดกระเพาะปัสสาวะ กลัวปวดฉี่บนรถ เพราะกัปตันบอกจะไม่แวะห้องน้ำเด็ดขาด เราเลยอดน้ำอดอาหาร และเข้าห้องน้ำรีดน้ำจากตัวออกให้มากที่สุด

พอขึ้นรถ เหล่าแอร์ไทยก็ไปนั่งด้านหลังรถกัน พวกกัปตันกับแอร์ฝรั่งนั่งข้างหน้า ตอนแรกก็ไม่คุยกันหรอกคะ เงียบกันหมด สักพัก ก็มันหิวนี่นา เริ่มหยิบนู่นหยิบนี่มากินกัน เจนนิเฟอร์คนฟิลิปปินส์ก็คว้าป๊อกกี้มาแบ่ง เฮฮากันใหญ่ พี่ๆเขาก็รู้แล้วว่าเราป่วย ก็ดูแลเราอย่างดี สักพักพี่นพก็เอาซองขาวมาเรี่ยไรเงินจากชาวคณะเป็นค่าทิปคนขับรถ พร้อมพูดเบาๆว่า Nop Foudation แล้วก็บ่นพึมพำว่าเดี๋ยวจะเอาเงินไปซื้อขนมที่ปั้มมาแบ่งนะทุกคน พี่นพเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วฮามากๆ เราว่าพี่นพเป็นคนน่ารักคนหนึ่งเลยละ ตอนที่แกเรี่ยไรเงินทิปคนขับรถแล้วกัปตันให้เงินใส่ซองมาร้อยนึง เจ๊แกก็ไหว้อย่างงาม ดูแล้วก็น่ารักดี

แต่ก็อย่างว่า นั่งรถไปตั้งพัทยา ต้องมีสักคนละที่ปวดฉิ้งฉ่อง คุณSFSผู้ชายจากอีกไฟล์ทนั่นเอง แต่สงสัยปวดคนเดียวคนขับไม่ยอมจอด เดินมาถามสาวไทยด้านหลังว่ามีใครอยากเข้าห้องน้ำรึเปล่า ซึ่งก็มีเสียงเรียกร้องมากมาย พี่คนขับก็เพิ่งขับผ่านปั้มใหญ่ๆมาสามสี่ปั้ม แต่พวกเราเพิ่งไปบอกเขาว่าจะแวะเมื่อผ่านมันไปแล้ว คราวนี้สิ เวลาเราต้องการอะไรเนี่ยมันก็ไม่มาเนอะ เวลาไม่ต้องการมาแล้วมาอีก พี่นพเธอก็วิงวอนภาวนาขอให้พี่คนขับรถเลือกปั้มที่มีมินิมาร์ทครบครันด้วยเถิด เจ๊แกอาสาเป็นคนรวบรวมเงินไปซื้อขนมมากิน ขับต่อไปเกือบครึ่งชั่วโมงได้กว่าจะเจอปั้มอีกที ทุกคนวิ่งหน้าตั้งลงไปเข้าห้องน้ำ และเรื่องที่เราคิดว่าคนไทยที่ได้อ่านเรื่องต่อไปนี้ จะต้องขำอยู่ในใจแน่ๆ ก็คือ

พอถึงห้องน้ำ ทุกคนนึกสภาพคอห่านแบบตักน้ำราดออกไหมคะ ฝรั่งมาถามว่านั่งยังไง พี่ๆแอร์ไทยก็บอกไปนั่งยองๆ เท่านั้นไม่พอคะ ออกมา ถามเรา “เอ๊ะ ทามม้ายมานม่ายฟลัชลาเนี่ยยูว์ สงสายจาเสียนะยูว์” ไอ้เราก็เดินไปดู โอ้โหเหลืองอ๋อยเชียว ขอโทษนะ อยากให้เห็นภาพตามเหมือนอยู่ในเหตุการณ์ ไอ้เราก็นึกว่าท่อเต็ม ที่ไหนได้ เขาไปถามพี่อีกคนว่าทำไมมันไม่มีที่กด แล้วน้ำในอ่างนี่เอาไว้ทำอะไร เขาไม่รู้ต่างหากว่าต้องราดน้ำ แอร์ไทยได้ยินเท่านั้นละ ยิ้มย่องแอบขำกันใหญ่ เราเองก็ไม่นึกไม่ฝันนะว่าวันหนึ่งจะมีลูกเรือฝรั่งต้องมาผจญชะตากรรมด้วยกันขนาดนี้ พอเสร็จธุระ พวกเราทุกคนก็เข้ามินิมาร์ทเหมือนแร้งลงทันที พี่นพกวาดทุกอย่างที่ขวางหน้าเพราะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการด้านสาธารณูปโภคบนรถ เอาเงินที่ทุกคนลงขันไปซื้อของกินขึ้นรถ ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนฉิ่งฉับทัวร์ เหมือนเราไปออกค่ายกันยังไงไม่รู้ สนุกสนานเฮฮามากๆ แต่แล้วความสนุกก็จบลงด้วยเสียงโทรศัพท์และข่าวด่วนว่าให้ทุกคนเปลี่ยนชุดเป็นชุดยูนิฟอร์มก่อนลงที่อู่ตะเภา เพราะทางนั้นเขาจะให้สิทธิลูกเรือได้เข้าก่อน เอาละสิ ทุกคนอยู่ในชุดบ้านๆกันทั้งนั้นเลย

โชคดีที่พวกเรายัดชุดยูนิฟอร์มใส่กระเป๋าCabinตามที่กัปตันสั่งไว้ในห้องบอลรูมแล้ว ก็มีกัปตันคนนึง คงขำๆแหละ ร้องมา “เย้ๆๆ ผมอยากดู เปลี่ยนเลยสาวๆ” แล้วพวกเราก็ต้องเปลี่ยนกันจริงๆนะ ตรงหลังรถนี่แหละ โชคดีที่มันมืด เลยไม่มีคนเห็น สภาพเหมือนสมัยอยู่โรงเรียนที่ต้องเปลี่ยนชุดพละยังไงยังงั้นเลย ได้ข่าวบางคนใส่บราดำมาก็เปลี่ยนบรากันบนรถ เป็นแอร์นี่ต้องพร้อมทุกสถานการณ์จริงๆเนอะ พอรถผ่านป้าย Welcome to Pattaya ก็เฮกันใหญ่ จะขอหยุดเที่ยวทะเลเล่นบานานาโบ๊ทบ้างละ อาบแดดบ้างละ และเมื่อถึงสนามบินอู่ตะเภาซึ่งเราเองก็ไม่เคยไปนะ แต่เราเดาว่ามันคงไม่ได้ดีอย่างสนามบินเพื่อการพาณิชย์หรอก แอร์ฝรั่งก็มาถามเราว่ามันจะมีร้านอาหารไหม เราก็บอกไปเลย ไม่มีแน่นอน มีแต่ยุงให้จับกิน และสภาพที่เห็น ภาพแรกที่ทำให้เราหดหู่มากๆ ก็คือ ภาพนี้
แนบไฟล์
4.jpg
4.jpg (37.58 KiB) เปิดดู 14631 ครั้ง
djsoloabs
Business Class
Business Class
 
จำนวนการตอบ: 231
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันจันทร์ ธ.ค. 11, 2006 10:13 pm
Reputation point: 14
djsoloabs โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โอสเตส ตอนที่5 เมื่อสุวรรณภูมิถูกปิด “บทความที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับโหวตจากกระทู้ในพันทิพ เขียนโดย เจ้านาย”

โพสต์โดย djsoloabs » วันอาทิตย์ ต.ค. 31, 2010 10:19 pm

เราถ่ายด้วยมือถือไอโฟนเรานะ มันเลยไม่ชัด แต่จากที่พอมองเห็นก็คือ คนออกมานอนข้างนอกอาคารเพราะที่ไม่พอ ต้องมานานรอตากยุงกันที่สนามหญ้า เห็นแล้วสงสารจริงๆ ภาพต่อไปที่เราเห็นแล้วอดอนาจใจสงสารนักท่องเที่ยวไม่ได้ก็คือ ภาพนี้
แนบไฟล์
5.jpg
5.jpg (37.5 KiB) เปิดดู 14604 ครั้ง
djsoloabs
Business Class
Business Class
 
จำนวนการตอบ: 231
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันจันทร์ ธ.ค. 11, 2006 10:13 pm
Reputation point: 14
djsoloabs โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โอสเตส ตอนที่5 เมื่อสุวรรณภูมิถูกปิด “บทความที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับโหวตจากกระทู้ในพันทิพ เขียนโดย เจ้านาย”

โพสต์โดย djsoloabs » วันอาทิตย์ ต.ค. 31, 2010 10:22 pm

เป็นภาพบรรยากาศทางเข้าของสนามบินอู่ตะเภาคืนนั้น ผู้คนรอเข้าแถวตรวจคนออกเมืองล้นมาถึงหน้าประตู ส่วนเคาน์เตอร์ตรวจคนก็มีอยู่แค่2เคาน์เตอร์ เราเห็นแล้วก็หดหู่ใจมาก เห็นในทีวีกับเห็นด้วยตาตัวเอง มันต่างกันจริงๆ เราแทบน้ำตาไหลเลยนะ ไม่นึกว่าเมืองไทยที่เป็นเมืองท่องเที่ยว เมืองที่ผู้คนยิ้มแย้มและมีน้ำใจต่อกัน เมืองที่ต้อนรับชาวต่างชาติด้วยมิตรไมตรี วันหนึ่งจะกลายเป็นนรกดีๆสำหรับนักท่องเที่ยวและคนไทยที่ต้องการไปธุระต่างประเทศ เราอยากจะขอโทษพวกเขาทุกคนแทนคนไทยทั้งประเทศจริงๆ ลองคิดถึงใจเขาใจเราดูนะ ถ้าเป็นเราที่ต้องไปติดอยู่ที่ประเทศอื่นโดยไม่มีใครรู้จักอยู่ที่นั่น ออกก็ไม่ได้ เข้าก็ไม่ปลอดภัย เราจะทรมานแค่ไหน ไหนจะคนที่บ้านเขาที่เป็นห่วงอีก เราเองพูดไม่ออกเลย แค่ขอโทษคงไม่พอ ส่วนกลุ่มชาวมุสลิมที่จะไปประกอบพิธีฮัจจ์ที่Jeddahก็ต้องรอคอยกันแบบนี้
แนบไฟล์
6.jpg
6.jpg (38.34 KiB) เปิดดู 14591 ครั้ง
djsoloabs
Business Class
Business Class
 
จำนวนการตอบ: 231
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันจันทร์ ธ.ค. 11, 2006 10:13 pm
Reputation point: 14
djsoloabs โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โอสเตส ตอนที่5 เมื่อสุวรรณภูมิถูกปิด “บทความที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับโหวตจากกระทู้ในพันทิพ เขียนโดย เจ้านาย”

โพสต์โดย djsoloabs » วันอาทิตย์ ต.ค. 31, 2010 10:24 pm

ที่น่าสงสารก็คือ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุแล้ว คุณตาคุณยายกันทั้งนั้น ครั้งหนึ่งในชีวิต พวกเขาอาจต้องกู้หนี้ยืมสินชาวบ้านเพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินไปทำพิธีฮัจจ์นี้ แต่กลับต้องมานั่งรออย่างหมดหวัง ไม่สิ นอนรอต่างหากอยู่ที่อู่ตะเภา

เฉพาะสายการบินเราก็กินเนื้อที่ไปมากแล้ว เราไม่เคยเห็นแอร์มารวมตัวกันที่สนามบินเยอะขนาดนี้มาก่อน สภาพห้องน้ำแม้จะแย่แต่เราก็เข้าใจว่ามันเป็นเหตุฉุกเฉินจริงๆ มีให้ปลดทุกข์ก็บุญแล้ว แต่ที่ยอมไม่ได้เห็นจะเป็นคนบางกลุ่มที่ฉวยโอกาส เราเดินไปซื้อของกินในสนามบินนั่นละ ก็เห็นร้านขายของจำเป็น เดาว่าปกติแล้วที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่สำหรับขายของ แต่ด้วยสถานการณ์จำเป็นเลยเอามาตั้งแผงขายของ เราหยิบขวดน้ำกับบะหมี่ถ้วยมา พอจะจ่ายตังเราก็ถามราคาพร้อมคิดว่าไม่น่าเกินยี่สิบบาท “ห้าสิบ” เรามองหน้าพี่คนขายแล้วถามเขาเพื่อความแน่ใจเพราะคิดว่าฟังผิด คิดว่าคงจะเป็นสิบห้าบาทหรือยี่สิบห้าบาท บอกอีกที “ห้าสิบ” เรากับพี่แอร์ไทยที่เดินไปด้วยกันถึงกับอ้าปากหวอหลุดปากไปว่า “จะขูดเลือดขูดเนื้อกันไปถึงไหน” เราเลยไม่เอาน้ำ เอาแต่บะหมี่ถ้วย พี่คนขายเขาก็ใช้มือตะหวัดหยิบน้ำไปอย่างไม่พอใจ เราไม่เข้าใจเลยนะ แค่นี้ทุกคนก็บอบช้ำมากพออยู่แล้ว ทำไมยังมีพวกที่ฉวยโอกาสมาซ้ำเติมกันอีก ตอนเราอยู่โรงแรมเราก็ได้ยินพี่ที่โรงแรมพูดว่าพวกรถตู้ขึ้นราคาเส้นทางกรุงเทพภูเก็ต ราคานี่เฉียดตั๋วเครื่องบินไปกลับจีนได้เลย ฟังแล้วก็เศร้าใจ ไม่ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้างเลยว่าถ้าเราไปติดอยู่เมืองอื่นในสภาพนี้ แล้วยังมีคนมาทำนาบนหลังเราอีก เราจะรู้สึกอย่างไร นี่หรือเมืองพุทธ?

สายการบินเราไปถึงที่อู่ตะเภาประมาณตีหนึ่ง เห็นเครื่องเราลงได้ตอนตีสาม แต่กว่าจะได้ขึ้นเครื่องจริงก็เจ็ดโมงเช้าคะ หมอบอกเราให้พักผ่อน แต่ดันมาอดหลับอดนอน อาการเลยทรุดลงไปอีก เพราะตอนแรกเรารู้สึกนะว่าตอนกลางวันที่ได้นอน อาการเราดีขึ้น แต่นี่ต้องมาอู่ตะเภา ตากลมหนาวเพราะมันอยู่ใกล้ชายทะเล ไข้เลยขึ้น จมูกเราแดงและลอกเพราะเราสั่งน้ำมูกจนแสบ ตาแดง คอเจ็บ สงสารตัวเองเหมือนกัน แต่ยังไงก็ต้องกลับ เพราะถ้าไม่กลับรอบนี้ รอบหน้าไม่รู้จะได้กลับอีกเมื่อไร สุวรรณภูมิจะเปิดอีกถึงเมื่อไรก็ไม่รู้ แอร์เมืองโสมกว่าจะได้ลงเครื่องต้องรอบันไดถึงสามชั่วโมง เพราะที่อู่ตะเภามีบันไดอยู่แค่2อัน ต้องใช้สลับกันไป

พอถึงเวลาขึ้นเครื่อง พวกเราก็ลากเอากระเป๋าไปวางให้พี่ๆกราวเขาแบกใส่ตู้ เป็นร้อยๆใบเชียวเพราะแอร์มาเป็นร้อยๆคน ตอนนั้นเราหนาวมากๆเลย ลมพัดแรงมาก พี่SFSเราก็มาช่วยยืนบังลมให้เพราะรู้ว่าเราเป็นไข้
แนบไฟล์
7.jpg
7.jpg (35.13 KiB) เปิดดู 15144 ครั้ง
djsoloabs
Business Class
Business Class
 
จำนวนการตอบ: 231
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันจันทร์ ธ.ค. 11, 2006 10:13 pm
Reputation point: 14
djsoloabs โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โอสเตส ตอนที่5 เมื่อสุวรรณภูมิถูกปิด “บทความที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับโหวตจากกระทู้ในพันทิพ เขียนโดย เจ้านาย”

โพสต์โดย djsoloabs » วันอาทิตย์ ต.ค. 31, 2010 10:26 pm

สักพักพวกเราก็ได้นั่งรถบัสขับไปส่งที่เครื่อง แต่ภาพที่เราเห็นต่อไปจะเป็นภาพที่เราไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิตแอร์เลย พี่ๆภาคพื้นดินรวมทั้งพี่คนขับรถจากกรุงเทพมาช่วยกันยกกระเป๋าขึ้นเครื่อง ยกด้วยแขนนะคะ คนละสองใบ แต่ละใบก็หนักๆเพราะพวกเราช้อปกันระเบิด เราเห็นพี่คนหนึ่งถึงกับเซ แล้วคิดดูเป็นร้อยๆใบ พวกเขาจะหิ้วไหวเหรอ มันคงต้องล้าบ้างแหละ พี่คนขับรถก็ถูกขอร้องให้มาช่วยยกกระเป๋าด้วย ซึ่งเท่ากับว่า เขาก็นั่งรอเวลาเครื่องมาพอๆกับเราเช่นกัน จนกัปตันและลูกเรือชายบางคนเห็นแล้วสงสารเลยลงจากรถมาช่วยขนขึ้น เวลานั้นเรารู้สึกว่าลูกเรือสายการบินเราหล๊อหล่อ แต่คุณกัปตันที่นั่งบนรถเรานี่สิ พวกเขาไม่กระดิกเลยคะ ดูแล้วไม่น่ารักเลย พี่ๆคนไทยเราก็แอบบ่นว่าทำไมกัปตันไม่มีสปิริตเลย ขนาดกัปตันที่จับฉลากให้ต้องขับเครื่องบินกลับอาหรับไฟล์ทนี้ เห็นแล้วยังลงมาช่วยขนกระเป๋าเลย เราเองถ้าไม่ป่วย เราจะวิ่งลงไปช่วยด้วย เห็นแล้วแอบโมโห เอาให้มันอายผู้หญิงกันซะบ้าง แต่เท่าที่ดูนะ ก็มีแอร์ผู้หญิงลงไปช่วยนะ แต่ช่วยยกไม่ไหวเลยช่วยได้แค่ลากกระเป๋าไปให้ผู้ชายยกแทน

แค่ขนกระเป๋าไม่พอนะ ขนหมดไปหนึ่งคันรถ ยังมีอีกสองคันรถคะ ลูกเรือผู้ชายก็ใช้มือนี่ละคะ ลากรถยกกระเป๋ามาใกล้ๆเครื่อง ผู้หญิงก็ช่วยเข็นด้านหลัง เห็นแล้วเราประทับใจสปิริตทุกคนมากๆเลย มันทำให้รู้ว่าเมื่อยามลำบาก ทุกคนไม่ทิ้งกัน อาจจะมีคนเห็นแก่ตัวบ้าง แต่ทุกองค์กรทุกหน่วยงานแหละ มีคนดีก็ย่อมมีคนเลวปะปนกันไป จริงไหมละ

เมื่อขนกระเป๋าเสร็จ เราทุกคนก็ได้ขึ้นเครื่อง สักพักพอเครื่องออก สิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตก็เกิดขึ้นอีกแล้ว เคยเห็นเครื่องบินต้องชะลอผ่านอีกเครื่องเพื่อไม่ให้ปีกไปชนกับจมูกเครื่องอื่นไหม มันเกิดขึ้นแล้วที่นี่ เรามองออกไปนอกหน้าต่าง ปลายปีกเครื่องเราผ่านจมูกเครื่องด้านซ้ายและขวาอย่างหวุดหวิด เราแอบเห็นลูกเรือสายการบินอื่นคว้ากล้องมาถ่ายรูปกันใหญ่ เขาเองก็คงไม่เคยเห็นเช่นกัน แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี ต้องขอบคุณฝีมือกัปตันเราจริงๆ
พอเครื่องขึ้น อาการป่วยของเราเริ่มกำเริบ เราปวดหู แต่ยังไม่มากเท่าไร พอเขาปิดสัญญาณรัดเข็มขัด เรารีบเดินไปหลังแกลี่ทันที พวกแอร์ก็ถามเราว่าเป็นอะไรรึเปล่า เท่านั้นละเราร้องไห้เลย มันปวดทรมาน ปวดหัวไปหมด SFSก็ดีมาก ถามเราเป็นอะไร ทำใจเย็นๆไว้นะ แต่เราไม่พูด เราไม่อยากพูด พูดไม่ออก ทุกคนมารุมเรากันใหญ่ มีลูกเรือชาวโอมานคนหนึ่ง เขาบอกว่าไม่ต้องกลัวนะ เขาก็เคยเป็น เดี่ยวสักพักมันจะดีขึ้น มันทำให้เรารู้สึกอุ่นใจขึ้นหน่อย แต่แล้วPurserไฟล์ทนั้นก็เดินมาว่าเรา “รู้ไหมว่าถ้าเป็นหวัดนะต้องลาป่วย เขาห้ามบิน” แล้วก็ทำหน้าไม่รู้สึกสงสารไม่แม้แต่จะถามว่าเป็นอย่างไร เดินมาถึงก็พูดอย่างที่เราบอกไป เราพูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองหน้าเขากลับไป น้ำตาก็ยังคลอๆอยู่ เราพูดอะไรไม่ค่อยออกเลยตอนนั้น แต่ในใจเราก็แค้นนะ จะให้เราโทรลาป่วยยังไงละ ในเมื่อทุกอย่างกะทันหัน เพิ่งมารู้ว่าจะไปอู่ตะเภาเมื่อตอนหนึ่งทุ่ม สองทุ่มทุกคนต้องจัดกระเป๋าให้พร้อมแล้ว ทุกคนก็ยุ่งหมด เราเข้าใจนะว่าถ้าป่วยก็ไม่ควรบินเป็นภาระใคร เวลาป่วยเราก็โทรลาตลอดเพราะเราเองก็ไม่อยากเป็นภาระใคร แต่เวลาแบบนี้ ถ้าใครมาอยู่ในสถานการณ์แบบเราก็คงตัดสินใจลำบากน่าดู ตัวเราเองก็ไม่เคยเจออาการเป็นหวัดแล้วเจ็บหูแบบนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เราเจ็บแก้วหูราวกับจะแตก บอกตรงๆ ถ้าเรารู้ว่ามันแย่ขนาดนี้ เราก็คงลาไปแล้วละ อาการเรามันทรุดก็เพราะมาตากลมและยืนรอเครื่องที่อู่ตะเภาทั้งคืนต่างหาก สรุปแล้วก็คืออาการป่วยมันมากำเริบหนักเมื่อเราหมดโอกาสโทรลาป่วยแล้วละ

พอเครื่องใกล้ถึงดูไบและเริ่มลดระดับลง คราวนี้ปวดกว่าเดิมอีก หูจะแตก เรานั่งร้องไห้อยู่คนเดียว ร้องไปจับหูไป ปวดไปถึงสมอง เราเห็นคนโอมานคนนั้นเขาหันมามองเราตลอดเลย ก็รู้สึกดีใจนะที่เขาเป็นห่วง เราเห็นหน้าเขาแล้วก็รู้ทันทีเลยว่าเขาเป็นห่วงเรา ไม่เหมือนPurserที่มาว่าเรา คนเรานะ เราว่าความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเลย ถ้าเราเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน เข้าใจว่าทำไมเขาจึงทำเช่นนี้ เข้าใจว่าถ้าเราเป็นเขาจะรู้สึกอย่างไร ก็เหมือนชาติไทยเราที่ทะเลาะกันเพราะไม่หันหน้าเข้าหากัน แต่เราก็ไม่รู้อีกแหละ เราเป็นเพียงประชาชน เรื่องการเมืองอาจจะมีอะไรที่ลึกซึ้งกว่าคำว่า “เข้าใจ” ก็ได้

พอลงเครื่อง แมเนเจอร์ก็มารอรับพวกเรา และหนึ่งในนั้นก็คือนิโคล พอนิโคลเจอเราก็ถามทันทีว่าเป็นอะไร ตาแดงเชียว เราก็ได้แต่ยิ้ม จนเขาไปรู้เองทีหลังว่าเราป่วย เลยบอกให้เราส่งอีเมล์ไปหาแมเนเจอร์เราและรีบไปหาหมอในวันรุ่งขึ้น

เรากลับมา เมทเราก็ออกมาถามว่าเป็นไงบ้าง เราต้องขอให้เมททำโจ๊กให้กิน สักพักก็ขอตัวไปนอน

วันรุ่งขึ้นไปคลินิก หมอตรวจดูหูข้างขวาปกติดี แต่ข้างซ้ายหมอถึงกับร้องโอ้ยโหย่ มันแดงและมีฟองอากาศ หมอเลยบอกให้เราพักการบินไปจนกว่าจะหาย อีกสามวันมาดูอาการใหม่ และสุดท้ายก็ต้องหยุดยาวรวมแปดวัน

คุณหมอให้ยาพ่นจมูกเวลาหายใจไม่ออก ยาทานเคลียไซนัส แล้วก็ยาคล้ายๆวิกส์ ส่วนยาแก้ไข้กับแก้ไอ เราต้องให้เภสัชโทรไปตามขอหมออีกแหนะ ผลสุดท้ายหมอบอกว่ายาแก้ไข้ให้ได้ แต่ยาแก้ไอไม่จำเป็น แต่ถ้าอยากได้ ก็ให้ซื้อเพิ่มเอง คิดดูละกัน เราก็ได้แต่คิดในใจถ้ามันไม่จำเป็นก็ไม่ต้องบอกสิว่าซื้อเพิ่มเองได้ นี่แสดงว่าถ้าเราซื้อกิน มันก็คงช่วย แต่ที่ไม่สั่งให้เพราะอะไรนะ บริษัทก็หักค่ารักษาจากเงินเดือนเราทุกเดือน เราไม่เข้าใจ ตอนนี้ได้แต่นอนซมพักผ่อน ตั้งแต่มาทำงานไม่เคยนอนได้นานขนาดนี้มาก่อนเลย

สุดท้าย เหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมินี้ คงเป็นประสบการณ์ที่เราจะไม่มีวันลืมเลยในชีวิตแอร์ การที่ได้มาเจอมาเห็นเอง มันต่างจากการดูในจอทีวีจริงๆ แล้วก็แปลกนะ ปกติเวลาเราทำไฟล์ทกลับกรุงเทพ พอถึงวันสุดท้ายที่ต้องกลับมาฐาน เราไม่อยากกลับเลย แต่คราวนี้ เรากลับรู้สึกว่าเมืองแขกนี้คือบ้าน และรู้สึกโล่งใจและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะเราป่วยด้วยมั้ง เลยอยากกลับห้องไปนอนพักผ่อน ตอนนี้เวลากลืนน้ำลายบางทียังได้ยินเสียงเหมือนแก้วหูขยับ เหมือนเวลาเราบีบแก้วพลาสติกยังงั้นเลย ขอให้หายไวๆเถอะ ไม่อยากหูหนวก ไฟล์ทนี้จำจนตาย
djsoloabs
Business Class
Business Class
 
จำนวนการตอบ: 231
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันจันทร์ ธ.ค. 11, 2006 10:13 pm
Reputation point: 14
djsoloabs โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โอสเตส ตอนที่5 เมื่อสุวรรณภูมิถูกปิด “บทความที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับโหวตจากกระทู้ในพันทิพ เขียนโดย เจ้านาย”

โพสต์โดย Por_mu » วันอังคาร พ.ย. 02, 2010 1:48 pm

พี่แอ๊บส์คะ สุดๆเลย อ่านแล้วขนลุกมากๆๆ
ตัวน้องเองก็อยู่ในเหตุการณ์นั้น ช่วงนั้น ฝึกงานอยู่กะกัลฟ์ แอร์ ทีแอร์พอร์ต
ทำไฟล์ทเสร็จเกือบกลับหอไม่ได้ เพื่อนๆอีกส่วนก็ต้องค้างที่โนโวเทลเพราะออกมาไม่ได้
นาทีนั้น กลัว อยากร้องไห้มาก

เศร้ากะเหตุการณ์นี้มาก และคงจำไม่มีวันลืมเหมือนกันค่ะ
สานฝันสู่คนบนฟ้า
ชัยชนะมีไว้สำหรับคนที่พร้อมเท่านั้น
ภาพประจำตัวสมาชิก
Por_mu
Premium Economy Class
Premium Economy Class
 
จำนวนการตอบ: 111
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันศุกร์ ก.ย. 08, 2006 8:15 pm
ที่อยู่: Chon buri
Reputation point: 0
Por_mu โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

Re: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โอสเตส ตอนที่5 เมื่อสุวรรณภูมิถูกปิด “บทความที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับโหวตจากกระทู้ในพันทิพ เขียนโดย เจ้านาย”

โพสต์โดย missthai_curb » วันศุกร์ พ.ย. 12, 2010 11:21 pm

สวัสดีค่ะ ถึงคุณเจ้าของเรื่องนะคะ
หลังจากอ่านบทความนี้แล้วมันบังเอิญมากๆๆที่วันก่อนเราทำไฟลท์กลับกรุงเทพแล้วพาลูกเรือออกไปทานข้าวเย็นเดินไปคุยไปเราก็บอกว่าเนี่ยถ้าเราวิ่งหนีตอนนี้พวกเธอจะต้องหลงกรุงเทพแน่เลยแต่มีลูกเรือคนนึงเค้าก็บอกว่าเนี่ยไม่เป็นไรเค้ารู้จักกรุงเทพดีเพราะตอนสนามบินปิดเค้าติดอยู่กรุงเทพเราก็บอกว่าฉันก็ติดเหมือนกันทำไมไม่มียูอยู่ด้วยล่ะ เค้าบอกว่าเค้าเป็น ex crew จาก ek ค่ะเราก็เลยลองถามว่าวันนั้นยูได้ออกจากอู่ตะเภา ป่าวเค้าก็บอกว่าใช่ เราก็เริ่มตื่นเต้นถามต่อว่าเนี่ยจำได้มั้ยวันนั้นมีลูกเรือที่เป็นคนโอมานอีกป่าวเค้าก็บอกว่ามีเค้าคนเดียว เราก็เลยพูดถึงเรื่องนี้ที่เราอ่านมาเค้าบอกว่าเค้าจำได้ แล้วก็ฝากสวัสดีถึงคุณเจ้าของเรื่องด้วยนะคะ อ้อ เค้าชื่อ fahad ตอนนี้ ทำโอมานแอร์แล้วค่ะ เพิ่งแต่งงานไปเมื่อไม่นานนี้ พวกเราก็ mabrook เค้าแล้วค่ะ อิอิอิ
missthai_curb
 
จำนวนการตอบ: 9
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันศุกร์ มี.ค. 17, 2006 4:59 pm
Reputation point: 0
missthai_curb โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย


ย้อนกลับไปยัง ท่องเที่ยวไปสไตล์ลูกเรือ, Survival's Kit, ฟ้องด้วยภาพ และชีวิตลูกเรือไทย around the world

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และขาจร 2 คน