หน้า 1 จากทั้งหมด 3

ชีวิตลูกเรือไทย: Back to Narita กับสจ๊วตเฒ่าและน้องลูกจัน {ฉบับเต็มและมีรูป}

โพสต์โพสต์แล้ว: วันพฤหัสฯ. มี.ค. 27, 2008 11:42 pm
โดย กำแหงหาญ
รูปภาพ

Back to Narita กับสจ๊วตเฒ่าและน้องลูกจัน
เรื่องและภาพโดย กำแหงหาญ
เผยแพร่ครั้งแรก นิตยสาร Take Off มีนาคม 2551


.............................


บรรยากาศในห้องบรีฟน่าอึดอัดเหมือนมีหินกดทับบนหน้าอก เมื่อเพอร์เซอร์ฉายหนัง Emergency ไปแล้วเกือบครึ่งเรื่องแต่ไม่มีวี่แววว่า “สจ๊วตเฒ่า” จะโผล่เข้ามาในห้อง

ตามกฎ กติกา มารยาท เราจะเข้าห้องบรีฟก่อนเวลา 5 ถึง 10 นาที ถ้าเป็นน้องเทรนนีหรือเด็กใหม่อาจไม่มีใครถือสา แต่สำหรับ “สจ๊วตเฒ่า” ที่ทำงานมาเกือบสิบห้าปีแต่ดันทำซะเองแบบนี้ โทษอย่างต่ำที่สุดนอกจากโดน contact แล้วยังต้อง “ประณาม” กันให้จั๋งหนับ

หนังจบ.. “สจ๊วตเฒ่า” ยังไม่มา ให้ผมเดา... ถ้าเค้าไม่นั่งกระดิกตีนจิบกาแฟดำอยู่ในห้องพักผ่อนลูกเรือด้านล่าง ก็คงกำลังเหล่แอร์สาวๆ ที่เดินผ่านไปผ่านมาอยู่ในห้องโถง “ท่าทางคุณจะชะตาขาดซะแล้วไอ้เฒ่า” นี่เอ็งอวดดีถึงขนาดไม่เข้าห้องบรีฟเลยเชียวหรือ...

ความผิดฐาน Miss briefing ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย เมื่อลูกเรือถูกเรียกไป contact ก็มักแก้ตัวไปในทางเดียวกันจนเจ้าหน้าที่รับแจ้งเบื่อที่จะฟัง ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลสิ้นคิด รถติด รถเสีย ยางแตก หรือเอาลูกมาอ้างประเภทคลี่แตกไม่หยุด ร้องไห้จ้าไม่เลิก ฯลฯ อย่างไรก็ตาม หากยังขยันสะสมความผิดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ มันจะถูกบันทึกลงในบัญชีหนังหมาซึ่งอาจมีผลต่อการพิจารณาเงินเดือนหรือเลื่อนตำแหน่งในอนาคต ที่สำคัญมันจะเป็นประวัติติดตัวเรายันเกษียณ

.............................


บรีฟเสร็จ ลูกเรือกระจัดกระจายออกจากห้องเหมือนผึ้งแตกรัง ...และก็เป็นดังคาด ผมพบเค้ากำลังนั่งเมาท์กับแอร์เด็กอย่างออกรสออกชาติที่ม้านั่งยาวหน้าช่อง X-ray เพอร์เซอร์ขยับเข้าไปต่อว่า ผมเดินลากกระเป๋าตามเข้าไป และพอจะทันได้ยินบทสนทนาช่วงท้ายๆ

“ไอ้เฒ่าไมไม่เข้าห้องบรีฟ” ถ้าลองเพอร์เซอร์เรียกเค้าอย่างนี้ก็แสดงว่าคงคุ้นเคยกันอยู่บ้าง
“อ้าวพี่ไม่รู้เหรอ ผม direct to aircraft เพิ่งมาถึงเมื่อกี้เอง”
“อ้าวเหรอ เออ ไม่เห็นมีใครบอก รอดตัวไปไอ้เฒ่า วันนี้เอ็งเป็น 1R นะ ผู้โดยเต็ม ค๊อคพิทอีกสาม”

“Direct to aircraft” คือคำสั่งจากหน่วยเรียกบินถึงลูกเรือที่สแตนบายอยู่บ้าน ปกติหากลูกเรือถูกเรียกสแตนบาย เมื่อมาถึงศูนย์ลูกเรือ ต้องขึ้นไปรูดการ์ดเช็คอินและเข้าห้องบรีฟตามปกติ แต่นี่เค้าคงถูกเรียกกระทันหันจึงถือวิสาสะไม่เข้าห้องบรีฟซะงั้น

“แล้วลุงหาญ?” เค้าถามเพอร์เซอร์ขณะชายตามาที่ผม ไอ้ชิบหาย ทำเป็นค้อนกู ผมแอบด่าเค้าในใจ
“อยู่ 2R ให้ไปช่วยดูเด็กๆ ข้างหลัง” เพอร์เซอร์ว่าก่อนจะเดินนำพวกเราไปยังรถรับส่งลูกเรือที่จอดรออยู่ด้านนอก

ดูเหมือนเค้าจะพยายามต่อรอง ตำแหน่ง 1R และ 2R ว่าไปมันก็ครือกัน แต่ถ้าเลือกได้ ใครๆ ก็อยากเป็น 2R เพราะ 1R ต้องรับผิดชอบผู้โดยสารชั้น Business และมีหน้าที่เสริฟข้าวปลาอาหารให้นักบิน ในขณะที่ 2R เป็นตำแหน่งลอยๆ แนวๆ คอยเสริมส่วนที่ขาด ที่สำคัญมีโอกาสใกล้ชิดกับแอร์เด็กๆ มากกว่าแอร์ด้านหน้าที่มักสูงทั้งวัยและประสบการณ์ ผมว่าเรื่องที่ทำให้เค้างอแงคงเป็นเพราะเหตุนี้แหละใช่อะไรอื่น

.............................


เข้าสู่หนึ่งนาฬิกาของวันใหม่ แต่ผู้โดยสารในชั้นธุรกิจยังเอ็นจอยไม่เลิกกับเหล้ายาปลาปิ้งที่เรามีให้ไม่อั้น ต่างจากการเสริฟในชั้นประหยัดที่ไม่มีอะไรมาก เมื่อเสริฟเครื่องดื่มเสร็จก็วางถาดอาหาร เสริฟชากาแฟแล้วเก็บถาดเป็นอันเสร็จพิธี แต่ชั้นธุรกิจมีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อนและต้องการความประณีตพิถีพิถันกว่าหลายเท่า ขณะที่ผมเก็บถาดอาหารเสร็จแล้ว “สจ๊วตเฒ่า” ยังก้มหน้าก้มตาเข็นรถชีสและผลไม้หน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่กลางเคบิน แว่บนึงที่เค้าเห็นผม ก็ผงกหัวขยิบตาเป็นสัญญาณให้เข้าไปหา

“ลุง ถ้าไม่ช่วยก็จัดแอร์มาช่วยผมหน่อย ขอลูกจันนะ” เออมีเจาะจงคนช่วยด้วยโว้ย ผมคิดในใจ
“ลูกจัน? คนไหนวะ” ผมถาม
“ขาวๆ หมวยๆ นั่นแหละครัวหลังมีคนเดียว” อืมม... ตรงตามโหงวเฮ้งที่มันว่าจริงๆ ลูกจันเป็นแอร์รุ่นกลางเก่ากลางใหม่แต่หน้าใสกิ๊กเหมือนเด็กเพิ่งจบ ในสายตาผม เธอไม่ใช่คนสวยบาดใจประเภทเห็นแล้ว “คลิก” แต่ถ้าพูดถึงสิเน่หามารยาหญิงแล้วรับรองไม่แพ้ใครในโลก นั่นรวมถึงอัธยาศัยน่ารักๆ สไตล์หมวยๆ ที่มัดใจใครต่อใครมานักต่อนัก

รูปภาพ

น้องลูกจันงงๆ ที่ถูกตามให้มาช่วยครัวหน้า ส่วนเค้ายิ้มหน้าบานแทบเก็บอาการไม่อยู่และทำงานเป็นผู้เป็นคนขึ้นเยอะเมื่อมีลูกจันมาจ๊ะๆ จ๋าๆ พี่คะพี่ขาอยู่ใกล้ๆ ช่วยกันหลายมือแบบนี้ไม่นานงานก็เสร็จ ลูกจันกลับไปอยู่เวรครัวหลัง และเมื่อเพอร์เซอร์ปิดไฟทุกดวงในห้องโดยสาร ไม่นานก็มีเสียงกรนคร่อกฟี้ดังแว่วมาจากมุมโน้นมุมนี้...

.............................


เครื่องบินของเราร่อนลงที่สนามบินนาริตะเมื่อฟ้ายังไม่สาง เค้าลากกระเป๋าตามลูกจันดั่งหมาตามประจบเจ้าของ เมื่ออยู่บนรถรับส่งลูกเรือ แทนที่จะมานั่งเมาท์กับผม ดันดอดไปนั่งเคียงข้างน้องลูกจันที่ด้านหน้า จนใกล้ถึงโรงแรมนั่นล่ะจึงเดินกลับมาเอาถุงเสื้อที่วางทิ้งไว้ท้ายรถ

“ไปวัดกันลุง ตามไปถ่ายรูปให้ผมหน่อยและกัน”
“ไปวัด? นาริตะซังเนี่ยนะ” ผมอุทานเสียงดังเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง ปกติแล้วเค้าห่างวัดเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งบินโต้รุ่งแบบนี้ เค้าอาจนอนพักผ่อนซักสามสี่ชั่วโมงหรือกว่านั้นให้วิญญาณกลับเข้าร่างซะก่อน ตีซะว่าตื่นบ่ายโมงกว่าๆ บ่ายสองค่อยนั่ง shuttle bus ไปอิออน หาราเมงกิน ช้อปปิ้งเล็กน้อย และไม่ลืมหอบเบียร์อาซาฮีครึ่งโหลกลับโรงแรม ถึงโรงแรมก็แช่ให้เย็นเจี๊ยบ ระหว่างรอก็ลงมากินบุฟเฟต์พบปะแอร์สาวๆ หนึ่งทุ่มบิลท์อารมณ์เสร็จก็ตั้งวง และเมาอย่างแน่นอนเมื่อเบียร์อึกสุดท้ายถูกกระดกลงไปนอนอืดในท้อง ถ้าจำไม่ผิด ชีวิตวันๆ ของเค้ามีเท่านี้ แต่นี่อารมณ์ไหนจะไปเที่ยววัด ...หรือความรักพาให้เค้าวิกลจริตไปเสียแล้ว

“พาน้องลูกจันไปดูซากูระน่ะ ผมไม่อยากไปหรอก” ไม่ต้องอ้างเลย... แต่ก็จริงของมัน ซากูระในสวนหน้าโรงแรมที่ว่าสวยนักสวยหนา ยังสวยไม่ถึงครึ่งของสวนหลังวัด เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยไปนั่งๆ นอนๆ ชมความงามของดอกซากูระที่สวนหลังวัดจนผลอยหลับ และต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อโดนแมงป่อง (หรือแมงมีพิษอะไรเทือกๆ นั้น ผมมองไม่ทันหรอก) ฝากเหล็กไนไว้ที่หัวแม่ตีน จำได้ว่าเดินตีนบวมกลับไปหายาทาที่โรงแรม ...เจ็บชิบหาย...

.............................

รูปภาพ

จะเขี้ยวยังไง แต่เรา... อันหมายถึงสจ๊วตเฒ่าและผมก็ดั่งคนตาบอด เราอาจเคยรู้จักนาริตะทุกตรอกซอกซอย แต่นั่นก็สิบปีมาแล้ว ที่อยู่ที่กินละแวกสถานีรถไฟนาริตะ (Narita JR station) เปลี่ยนไปจากเดิม ราเมงเจ้าอร่อยย้ายไปไหนแล้วไม่รู้ เรื่องจึงกลายเป็นว่าน้องลูกจันต้องกลายมาเป็นผู้นำทาง ส่วนเราได้แต่เดินตามเธอต้อยๆ ไม่มีสิทธิมีเสียง เค้ากระซิบบอกผมว่านี่ล่ะเค้าเรียกว่าจำเลยรัก ห้าห้าว่าไปโน่น

รูปภาพ

นอกจากวัดนาริตะซังซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์คของเมือง ไฮไลท์อีกอย่างหนึ่งคือการเดินชมบ้านเมืองเก่า รวมไปถึงสินค้าพื้นเมืองบนถนนหลัก (Omote-sando) ถนนสายเล็กๆ ที่นำเราสู่วัดนาริตะซัง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าโอทอปจำพวกเจลลี่ที่ทำจากถั่วอาซูกิ (ก็ขนมหวานชิ้นเล็กๆ ทำนองวากาชิที่เราเสริฟเป็นของว่างบนเครื่องนั่นล่ะ) ผักดองแบบญี่ปุ่น (tsukemono) ที่นิยมกันคือแตงกวาดองยัดไส้พริก ปลาหมักในซอสถั่วเหลือง (tsukudani) ซึ่งใช้ปลาเล็กๆ มาต้ม และปรุงรสให้กลมกล่อมด้วยซอสถั่วเหลือง หรือขนมกรุบกรอบทำจากแป้งข้าวเจ้าหรือเทยากิเซนไบ ซึ่งดูแล้วหน้าตาละม้ายคล้ายข้าวเกรียบว่าวผสมพันธุ์กับข้าวแต๋น รวมไปถึงชมการแล่เนื้อปลาไหลเป็นๆ และปรุงกันสดๆ ตรงนั้น (ริมโต๊ะที่คุณนั่งรอกินนั่นแหละ) ใครขวัญอ่อนเห็นแล้วอาจเลิกกินข้าวหน้าปลาไหลไปเลย

รูปภาพ

นอกจากสินค้าประเภทของกิน สินค้าพวกหัตถกรรมแนวเดียวกับหมู่บ้านร่มบ่อสร้างก็น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นงานจักสาน ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้และไม้ไผ่ เช่น ตะกร้า โคมไฟ ตะเกียบ ถ้วยชามรามไห หรือตุ๊กตานำโชคที่เรียกว่า Daruma ก็มีให้ซื้อหากันมากขนาดหลายราคา

รูปภาพ

ถนนสายแคบๆ นี้ตั้งต้นจากสถานีรถไฟนาริตะถึงวัดด้วยความยาวราว 800 เมตร แม้จะเป็นถนนสายสั้นๆ แต่เดินแล้วเพลิดเพลินไม่รู้เบื่อ นอกจากจะมีสินค้าพื้นเมืองมากมายให้จับจ่ายซื้อหากันแล้ว ตัวร้านรวงเองก็มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นห้องแถวไม้เก่าๆ อายุกว่า 100 ปี ร้านขายยาจีนแบบโบราณหน้าตาคล้ายโกดัง รวมไปถึงโรงแรมไม้สไตล์ญี่ปุ่นที่หาดูไม่ได้ง่ายๆ

รูปภาพ

ลูกจันช้อปปิ้งไม่เลิกเดินเข้าร้านโน้นร้านนี้ โดยมีสจ๊วตเฒ่าเดินตามไม่ห่าง ในมือของเค้าพะรุงพะรังด้วยต้องช่วยเธอหิ้วของ แม้เค้าจะดูเหนื่อยล้าไปบ้าง (อาจเป็นเพราะหิวเหล้า-ได้เวลาแล้วนี่) แต่ผมมองลึกลงไปยังดวงตาของเขาก็พบว่ามันยังฉายแววแห่งความสุข ...หรือสจ๊วตเฒ่าของเราจะพบรักเข้าให้แล้ว?

.............................


รูปภาพ
ดื่มน้ำใสไหลเย็นคนละจอกเพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ถ้าเป็นไปได้อย่าดื่มเลยครับ เพราะหมามันก็หิวน้ำเป็นเหมือนกัน เห็นกะตา

แล้วเราก็มาถึงวัดนาริตะซังที่ยังคงความสวยงามอลังการไว้อย่างที่เคยเป็นมากว่าพันปี วัดนี้มีชื่อเต็มยศว่า Naritasan Shinshoji Temple หรืออีกชื่อหนึ่ง Ofudo-sama ซึ่งแปลว่าเทพเจ้าแห่งไฟ (ทำนองเดียวกับที่เราเรียกวัดพระศรีรัตนศาสดารามว่าวัดพระแก้ว) นับเป็นศาสนสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของศาสนาชินโต

รูปภาพ

รูปภาพ

ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวและผู้จาริกแสวงบุญมาที่วัดแห่งนี้มากกว่าสิบล้านคน โบราณสถานสำคัญในวัดที่ควรค่าแก่การชมคือศาลาการเปรียญ (Dai-hon-do) ซึ่งประดิษฐานเทพเจ้าแห่งไฟขนาดใหญ่ไว้ภายใน ซุ้มประตูด้านหน้าวัดที่โดดเด่นด้วยโคมสีแดงอันใหญ่ เก๋งหรือเจดีย์สามชั้นบนลานกว้างรวมไปถึงสวนญี่ปุ่นหลังวัดที่ได้กล่าวไปแล้ว

.............................

รูปภาพ

เราเดินชมวัดจนทั่ว สจ๊วตเฒ่าจึงออกปากชวนน้องลูกจันไปเดินเล่นต่อในสวนญี่ปุ่นหลังวัด ด้วยความหวังว่า landscape สูงๆ ต่ำๆ อาจทำให้ได้เกาะกุมมือกันบ้างพอให้หัวใจเต้นตึ๊กตั๊กๆ แต่คราวนี้น้องลูกจันอิดออดมองนาฬิกา ก็เป็นอันเข้าใจว่าถึงเวลาที่เราต้องกลับไปห้างอิออนกันแล้ว

ขึ้นรถได้สจ๊วตเฒ่าขยับจะเข้าไปนั่งคู่น้องลูกจันเหมือนขามา แต่เอ๊ะ คราวนี้เธอกลับวางถุงช้อปปิ้งมากมายลงบนที่นั่งว่างข้างตัว สจ๊วตเฒ่าหันรีหันขวางอย่างงงๆ ในที่สุดก็เดินเก้อๆ มานั่งคู่กับผมที่เบาะว่างด้านหลัง ไม่ถึงสิบนาทีเราก็มาถึงอิออน นาทีนั้นผมถึงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร มีผู้ชายหน้าใสยืนรออยู่ที่ป้าย ผมคุ้นๆ ว่าคงเป็นนักบินฟลีต 330 ของเรานี่แหละ เมื่อเขาและลูกจันพบหน้าก็จับมือจับไม้ทักทายยินดี ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นคู่รัก เขาดึงถุงในมือลูกจันไปหิ้ว แล้วก็คล้องแขนเดินควงคู่หายเข้าไปในห้าง

สจ๊วตเฒ่าก็เห็นทุกช๊อตอย่างที่ผมเห็น ผมตบไหล่เค้าอย่างเห็นใจ “ก็แค่น้องเค้าอัธยาศัยดี เรานั่นแหละที่ดันไปหลงผิดคิดเข้าข้างตัวเอง” ว่าแล้วผมก็เดินกอดคอเค้าเข้าไปนั่งในร้านอาหารไทยร้านเดียวตรงตีนบันไดเลื่อนนั่นล่ะ

.............................


หากเย็นวันนั้นลูกเรือคนใดบังเอิญผ่านเข้าไปในร้านแล้วเห็นชายไทยไม่ทราบชื่อ ตัวดำๆ หัวล้านๆ อายุสี่สิบนิดๆ นั่งเมาเหล้าน้ำลายฟูมปาก บนโต๊ะระเกะระกะไปด้วยขวดเบียร์ และมีอารมณ์คลุ้มคลั่งเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ขอให้เดาได้เลยว่าเขาคือสจ๊วตเฒ่าผู้พ่ายรัก และหากเค้าได้ระรานใครไปแล้วทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ก็อย่าได้ถือโทษโกรธเคือง และจงช่วยแผ่เมตตา สัพเพ สัพตา ให้เค้าด้วย ...เอาหลายๆ จบนะ เผื่อมันจะได้ไปผุดไปเกิดเสียที...

หมายเหตุ: ตัวละครในเรื่องทั้งหมดมีอยู่จริง แต่พฤติกรรมของตัวละครเกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่ง

.............................


Back to Narita กับสจ๊วตเฒ่าและน้องลูกจัน
เรื่องและภาพโดย กำแหงหาญ
เผยแพร่ครั้งแรก นิตยสาร Take Off มีนาคม 2551

โพสต์โพสต์แล้ว: วันศุกร์ มี.ค. 28, 2008 12:21 am
โดย minnie_mostwanted
[color=#40BF00]...[/color]

โพสต์โพสต์แล้ว: วันศุกร์ มี.ค. 28, 2008 3:56 am
โดย aOii_coOL
555555555555


55555555555555


คือนู๋ไม่ได้ตั้งใจจะหัวเราะนะคะ แต่ก็อดไม่ได้...ที่ว่า

"หากเย็นวันนั้นลูกเรือคนใดบังเอิญผ่านเข้าไปในร้านแล้วเห็นชายไทยไม่ทราบชื่อ ตัวดำๆ หัวล้านๆ อายุสี่สิบนิดๆ นั่งเมาเหล้าน้ำลายฟูมปาก บนโต๊ะระเกะระกะไปด้วยขวดเบียร์ และมีอารมณ์คลุ้มคลั่งเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ขอให้เดาได้เลยว่าเขาคือสจ๊วตเฒ่าผู้พ่ายรัก และหากเค้าได้ระรานใครไปแล้วทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ก็อย่าได้ถือโทษโกรธเคือง และจงช่วยแผ่เมตตา สัพเพ สัพตา ให้เค้าด้วย ...เอาหลายๆ จบนะ เผื่อมันจะได้ไปผุดไปเกิดเสียที... "



พอดีนู๋อ่านละก็จินตนาการตามไปด้วย....ห้าห้า

โพสต์โพสต์แล้ว: วันศุกร์ มี.ค. 28, 2008 9:05 am
โดย skycat
อ่านแรกๆ ก็แอบลุ้น&ขำขำ :lol:
สุดท้ายก็น่าสงสาร

โพสต์โพสต์แล้ว: วันศุกร์ มี.ค. 28, 2008 9:17 am
โดย af-romeo
ขำ มากมาย อิอิอิ



คุณแอร์ สวยจัง :D

โพสต์โพสต์แล้ว: วันศุกร์ มี.ค. 28, 2008 11:01 am
โดย N' Thung
กำแหงหาญ เขียน:หากเย็นวันนั้นลูกเรือคนใดบังเอิญผ่านเข้าไปในร้านแล้วเห็นชายไทยไม่ทราบชื่อ ตัวดำๆ หัวล้านๆ อายุสี่สิบนิดๆ นั่งเมาเหล้าน้ำลายฟูมปาก บนโต๊ะระเกะระกะไปด้วยขวดเบียร์ และมีอารมณ์คลุ้มคลั่งเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ขอให้เดาได้เลยว่าเขาคือสจ๊วตเฒ่าผู้พ่ายรัก และหากเค้าได้ระรานใครไปแล้วทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ก็อย่าได้ถือโทษโกรธเคือง และจงช่วยแผ่เมตตา สัพเพ สัพตา ให้เค้าด้วย ...เอาหลายๆ จบนะ เผื่อมันจะได้ไปผุดไปเกิดเสียที...


ฮา................

เห็นขนมญี่ปุ่นแล้วอยากกินจัง

โพสต์โพสต์แล้ว: วันศุกร์ มี.ค. 28, 2008 11:12 am
โดย under_scroll
เอิ๊กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ชอบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เอาอีกๆๆๆๆ

โพสต์โพสต์แล้ว: วันศุกร์ มี.ค. 28, 2008 11:56 am
โดย ekachai
กินอารายเล่าเธอ ถึงได้งามแสนงาม .......

โพสต์โพสต์แล้ว: วันศุกร์ มี.ค. 28, 2008 12:31 pm
โดย simplyhound
เนื้อเรื่องและเนื้อหา...น่ารักดีคับ

ถนนก็สะอาดมากมาย

เฮ้อ !!! เมื่อไรจะได้ไปเยือนกะเค้าซะทีนะเนี่ย

โพสต์โพสต์แล้ว: วันศุกร์ มี.ค. 28, 2008 1:04 pm
โดย emiratecer
:shock: :shock:

โพสต์โพสต์แล้ว: วันศุกร์ มี.ค. 28, 2008 6:38 pm
โดย inccycle
รูปสวย อยากไปจัง 8)

โพสต์โพสต์แล้ว: วันศุกร์ มี.ค. 28, 2008 10:55 pm
โดย beer_tg
สงสารลุงหาญจัง แห้วอีกแล้ว อิอิ :lol: