ประสบการณ์สมัคร Qatar Airways อย่างละเอียด รอบ April 2014 (แนะนำ!)

ภารโรง: myoldeditor

ประสบการณ์สมัคร Qatar Airways อย่างละเอียด รอบ April 2014 (แนะนำ!)

โพสต์โดย ชูใจ » วันพุธ พ.ค. 14, 2014 3:15 pm

สมัครครั้งที่สองก็ได้เลย กาต้าร์แอร์เวย์ (1)
โดย Baby Sani (วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2557)

ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร สายการบินเบอร์กันดีที่รักของพวกเรานี้มาเปิดรับคนแทบทุกเดือนแถม process แต่ละเดือนก็มีเซอร์ไพรส์ตลอด รอบมีนาแยกเอื้อมแตะและข้อเขียนออกจากกัน รอบเมษาก็เพิ่ม Public speaking มา แถมรอบนี้เธอเพิ่ม pre-screen เป็นสองวันน่ากลัวสุดๆ กับความติสแตกของเธอ

ที่จริงๆแล้วอยากเขียนบล็อกอัพนู่นนี่นั่นไปเรื่อย แต่ก็ขอเจิมบล็อกแรกด้วยเรื่องล่าฝันเป็นแอร์ เพราะเห่อติดปีกไปอย่างสวยงามที่รอบ Apr'14 นี้

ถ้ายังไงก็ขอเล่าบรรยากาศ ขั้นตอน นู่นนี่นั่นหน่อยเลยละกันแบบละเอียดสุดๆ

คร่าวๆ process ส่วนใหญ่จะมีประมาณนี้
1. Pre-screening Day – Day 1 (ผู้สมัครมาจากการคัดเลือกผ่านจดหมาย invitation)
2. Arm reach+ Writing stage – Day 2 (ผู้รอดชีวิตจากวันที่ 1)
3. Group discussion – Day 2 (ผู้รอดชีวิตจาก Arm reach+test ภายหลังแยกออกจากกัน)
4. Final round – Day 3 (ผู้รอดชีวิตจากวันที่ 2)

"แต่…………….อย่างที่หลายๆคนทราบกันดีว่า process บางส่วนได้เปลี่ยนแปลง เพิ่มนั่น ลด นี่ จนบางที่ไม่สามารถคาดเดาได้ซึ่งโดยทั่วไปก็ยังคง process ข้างบนอยู่ – อ้างอิงจากรอบ
Mar'14 - Apr14"

เริ่มจาก จม Invitation
จดหมาย invitationคือบัตรผ่านให้เข้าไปโชว์ตัวกับกรรมการได้ ซึ่งเมื่อก่อนให้ walk-inได้ แต่คนเยอะเธอเหนื่อย เธอก็เลยเปลี่ยนเป็นส่งบัตรเชิญ ใคร walk-in มาเธอไล่กลับสถานเดียว แต่ก็นะ...เราได้ผ่านรอบนี้มาก็เพราะ walk-in ซึ่งสาเหตุที่ไม่ได้ invite อาจเป็นเพราะเราเปลี่ยนอีเมลล์ หรือเปลี่ยน essay เพราะนอกนั้นตอบคำถามเหมือนเดิมเลย ในขณะเพื่อนเราคนนึงที่ได้ invite ตลอด เค้าส่งเมล์เดิม essay เดิมทุกครั้งเลยนะ น่าคิด


ตัวอย่างของเราค่ะ
(จากรอบที่ไม่ได้อินไวท์นะคะ รอบที่ได้เราเซฟทับไปแล้ว)

As I was a shop assistant 2 years, an intern in international company ZALORA 3 months, a student for AFS intercultural program a year in Italy and now a Coffee World's staff. I always meet diverse people over the world being my customers and co-workers whom I've barely had trouble with them. I do shift work that is so tough but I love customer service so I always go for work with enthusiasm!

Being a cabin crew, especially for Qatar Airways, requires more work that need to be patient, open-minded, cooperative that I would say I have all those.


คืออันนี้มันเป็นอันที่ไม่ได้อ่ะ ยังไงอยากให้ดูเป็นแนวทางมากกว่า เพราะถ้าลองก๊อปไปก็ไม่ได้อยู่ดีอ่า ไม่รู้ว่ากรรมการเค้าวัดจากอะไร เพราะฉะนั้นลองดูว่าตัวเองมีอะไรดีบ้างก็ให้เขียนส่วนนั้นลงไป คำถามของเขาคือ “Please tell us in less than 100 words what qualities you have that will make you an outstanding 5-Star Cabin Crew member and how you have demonstrated them in the past. Characters Left:0 / 2000” เราก็ควรจะนึกว่าถ้าเราเป็นนายจ้าง เราอยากได้ลูกเรือแบบไหนบ้าง อย่างที่แน่ๆ คือเค้าคงไม่ชอบคนขี้เกียจเนอะ ควรจะอ่านคำสั่งให้ดี

รอบสามวิสุดโหด (เปลี่ยนเป็นรอบ small talk แล้วฟันธงว่ามากกว่า สามวิ แน่นอน)

ขั้นตอนคือเราต้องเข้าไปยื่น resume/CV กับเอกสารที่ต้องเตรียมไปให้ครบที่กรรมการ แล้วเธอก็จะถามคำถามทั่วไปเช่น How are you? What are you doing? หรือคำถามประหลาดๆ Where did you buy your suit? Did you make up yourself? เป็นต้น
ปล. คนที่ลืมหรือเอกสารหาย ก็เห็นว่านำมาให้ในวันต่อไปได้ ถ้าคุณผ่านเข้ารอบ

อย่าลืมว่าวันนี้มีผู้เข้ารอบจากอินไวท์เกือบพันคน ฉะนั้นการสัมภาษณ์คงไม่ได้เจาะลึกมาหรือนานมาก เพราะกรรมการคงไม่มีเวลามากเท่าไร ยกเว้นว่ากรรมการจะมาหลายคนแล้วมีเวลาทั้งวัน แต่เราคิดว่าคนละ 2-3 นาทีก็เพียงพอที่จะบอกได้ว่า ใครได้ไปต่อ บางคนก็แทบจะไม่โดนถามอะไรเลย ไม่แม้แต่จะมองหน้าเพราะฉะนั้นเราต้องดึงความสนใจจากรรมการมาที่ตัวเราให้ได้ อย่างของเราทุกครั้งที่ต้องเข้าไปสัมภาษณ์กับกรรมการก็จะเป็นคนเริ่มต้นทักก่อนทุกครั้งและชวนกรรมการคุยเองตลอด

(รูปภาพใน Blog)
ถ่ายอีกวันหลังจากผ่าน prescreen

**รอบนี้หลายคนบอกว่าอยู่ที่ดวง แต่เราขอค้านนะ เพราะหลายอย่างมันมาพร้อมบุคลิกหน้าตาท่าทาง ว่ามีเสน่ห์หรือเข้าถึงง่ายไหม ยิ้มหวานป่าว พูดจาไพเราะ และไม่ใช้ภาษาแบบห้วน ๆ(โดยไม่รู้ตัว) อ่ะ เช่น เบสิคๆ ควรใช้ประโยคที่แสดงความนอบน้อม (รวมถึงในชีวิตจริง) เช่น would you/I would like to say ไรเลยเงี๊ยะ อีกเคสคือการพูดแบบอ้ำๆอึ้งๆ รวมถึงบางคนที่พูดไปจบประโยคทุกครั้งด้วยการพูดด้วย yeah มันดูแล้วเสียบุคลิกอย่างแรงเหมือนคนพูดเองเออเอง
บุคลิกที่ดีช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดูดี อย่าเดินหลังค่อม ขาถ่าง และใครที่รู้ตัวว่ายังมีข้อด้อยก็คงต้องรีบปรับ คนที่ยังไม่รู้ตัวแนะนำว่าลองถามคนรอบตัวดูเอานะ อย่างเราก็ต้องกลับมาย้อนมองตัวเองเมื่อครั้งที่ตกรอบเหมือนกันว่า ทำไม ซึ่งบางทีก็มีหลายจุดนั่นแหละที่เรารู้ตัวเองอยู่แล้ว แต่ก็ละเลย เช่น ฟันหน้ามีฟันตายสีเปลี่ยน และเหลืองก็ไม่ยอมไปทำ ตรงนี้ไม่ต้องถึงขนาดสมัครแอร์มันก็ควรจะทำจริงไหม แบบนี้เป็นต้น
เพราะฉะนั้นดวงหรือโอกาสอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่มันจะไม่ช่วยให้เราไปถึงฝั่งถ้าเราไม่ทำตัวให้พร้อมสำหรับโอกาสที่กำลังจะเข้าตั้งแต่แรก

ตัวอย่างจากเคสเรา เราไม่ได้อินไวท์รอบ Apr"14 แต่ก่อนหน้านั้นมันมีประกาศของ Qatar facebook แว็บๆว่า ให้ walk-in ได้แต่เขาก็ลบโพสต์ออกไปไม่นาน ทำให้เรางงว่าจะเอายังไง สุดท้ายเราทำใจเลยว่าไม่ได้แน่ ก็แต่หน้าแต่งตัวออกไปลัลล๊าแบบจัดเต็ม ปรากฏว่าตอนบ่าย 3 เพื่อนไลน์มาบอกว่าเค้าวอคอินได้ เลยให้แฟนบึ่งรถกลับคอนโดทันที ซึ่งเค้าปิดรับสมัคร 5 โมงเย็น

โอเคเราอาจโชคดีที่แต่งหน้าอยู่แล้วเลยใช้เวลาเตรียมตัวไม่นาน บ้านใกล้โรงแรม และเป็นวันสงกรานต์รถไม่ติด เลยไปถึงทันเวลา แต่………….ถ้าเราเข้าไปอ่านในเว็บ Thaicabincrew หรือcabincrewwannabe แต่แรก เราคงรู้ข่าวตั้งแต่ก่อนเที่ยงแล้ว ไม่ต้องวิ่งกระเซอะกระเซิงไปหรอก

เพราะฉะนั้นเราแนะนำให้ทุกคนอย่าพึ่งโชคลางมาก ตะกุยดาวลงมือทำด้วยสองมือของเรามันจะไปเร็วกว่า เราจะไม่ย่อท้อ และเราจะภูมิใจกับมันมากกกกก



รีบมากจนกรูมมิ่งผมห่วยสุดๆ
(รูปภาพใน Blog)

เหตุการณ์ ณ ตอนสัมภาษณ์

อย่างที่บอกว่าเราวอคอิน Open Day 9.00-17.00 เราเข้าไปถึงตอน4 โมง คือ รร โล่งมาก ไม่มีใครเรารีบวิ่งตั้งแต่แฟนจอดรถหน้าโรงแรมแล้ววิ่งไปหน้าห้องสัมภาษณ์ซึ่งไม่มีใครเลยนอกจากผู้สมัครคนอื่นๆสองสามคนก็เลยรีบไปหากรรมการ

เรา(เคาะประตู) - May I come in?
กรรมการ - Yes, How r u?
เรา - Very fine a little bit exited, thanks. Here is my CV pls. (ยื่นให้ไปแต่ CV มือสั่นเพราะวิ่งมาและตื่นเต้นมากก)
กรรมการ - Oh and Do you have your passport with you?
เรา - Oh yes! here u r. (ยื่นให้แบบว่า ชิบหายละ555 พลาดเลย แต่ก็หน้ายิ้มตลอดนะ แต่คือใกล้จะยิ้มไม่ออกเพราะไม่มีinvitation นี่ล่ะ ด้วย แต่ The show must go on ง่ะ)
กรรมการ - And Do u have any invitation? (นั่นไง! มาจนได้คำถามนี้)
เรา(ยิ้มมมม) - Oh certainly not mam, I just try my luck today.(ยิ้ม)
กรรมการ - (หันหน้าไปมองกัน ยิ้ม) How do you get here?(กรรมการอีกคนหันมาถาม)
เรา - (ไม่แน่ใจว่าถามว่ามายังไงรึเปล่า แต่ไม่น่าจะใช่เลยตอบว่า) My friend came here without any invitation this morning and she got the invite for tomorrow so I just come here to try my luck as I say.
กรรมการ - ขำแบบอีนี่ช่างกล้าแต่ก็ให้ใบอินไวท์มา ชี้แจงให้มาพรุ่งนี้

***(ใช้เวลาทั้งหมดไม่ถึง 5 นาที นับตั้งแต่มาถึง รร.ฟลุคมากเพราะคิดว่าไว้ว่าจะโดนปฏิเสธกลับมาแน่ๆ เนื่องจากเราไม่มี invite แฟนเราจอดรถเสร็จเดินเข้ามาในพอดีกันกับที่เราสัมภาษณ์เสร็จแล้วเดินออกจากห้อง แฟนถามว่ารอคิวเหรอเราตอบว่าเสร็จแล้วและโชว์ใบอินไวท์ เธอแอบเงิบ 555555ต่างกับรอบ March14 มากกก เพราะกว่าจะผ่านแต่ละ Process ช่างยากเย็น)

ข้อสังเกตเรื่อง Grooming

- เรื่องคอนแทคเลนส์ที่หลายคนอาจจะสงสัย วันที่เราทำกรุ๊ปกรรมการได้พูดชัดเจนที่หน้าห้องก่อนจะเข้าไฟนอลรอบเมษา ว่า “Whatever you do for your beauty for tomorrow. Pleaseeeeee don’t wear contact lens because I don’t want it to irritate you like someone I saw today” และคอนแทคเลนส์สีๆ ถ้าใส่ไปมักจะโดนถาม เช่นเพื่อนเรารอบ Apr14 เป็นลูกครึ่งแต่ยังไม่ออกฝรั่งมาก แล้วตาเค้าสีน้ำตาล ก็โดนถามว่าใส่คอนแทคเลนส์มาไหม พอเพื่อนเราตอบว่าไม่เค้าก็ขอดูใกล้ๆ เลยค่ะ ส่วนอีกคนใส่คอนแทคสีดำ กรรมการถามตั้งแต่วัน pre-screen ว่า ใส่คอนแทคเลนส์มาใช่ไหม พรุ่งนี้ถอดออกด้วยนะ (ทั้งสองคนนี้เข้าไฟนอลหมดค่ะ) **ในกรณีคอนแทคสายตาเราว่าใส่ได้นะเพราะเพื่อนๆเราที่ไปตรวจร่างกายด้วยกันก็มีทั้งคนที่สายตาปกติและไม่ปกติ ซึ่งเค้าก็ไม่ได้ใส่แว่นไปตอนสัมภาษณ์
- ส่วนถุงน่องใส่ได้ค่ะเพราะเราใส่ไปเพราะขาลายมากๆ ซึ่งรอบมีนาเราไม่ได้ใส่แต่อาศัยลงรองพื้นซึ่งก็กลบไม่ค่อยมิดเท่าไร แต่พอไปถึงมีแต่คนใส่ถุงน่องมา เราฟีลแบบ เซงมากกกก
- ทรงผมมีหลายทรงค่ะที่ไปสมัครกัน เรารวบเป็นหางม้าแล้วใส่เน็ตมวยต่ำปาดเจล ฉีดสเปรย์ค่ะ ใช้เวลาประมาณ 5 นาที เพื่อนๆก็เลือกที่ทำแล้วสวย จะทำที่ร้านหรือที่บ้าน ตามใจค่ะ แต่ดูแล้วที่นี่ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องกรูมมิ่งมากเท่าที่คิดเพราะมีคนมัดหางม้าแล้วผ่านด้วยน้า แต่....เราอยากให้ทำทรงที่เซฟที่สุดจะได้ไม่ต้องเซงทีหลังว่า “กุตกเพราะเรื่องนี้ป่าววะ”
- ต่างหูส่วนใหญ่จะใส่มาแบบเรียบๆ กันค่ะ
- ชุด วันที่สมัครก็เห็นแบบหลากหลายมากๆ เช่นสูทสมัครแอร์ เสื้อเบลาซ์อกฟูกับกระโปรงเอวสูงดินสอ ชุดเดรสเข้ารูป ซึ่งมีทุกสีค่ะ ชมพูเขียวเหลืองแสดแดง พี่คนนึงที่สมัครด้วยกันเค้าใส่สีเขียวอมฟ้าอ่อนๆ กรรมการก็ยังทักว่าเสื้อสวยด้วย you look bright มาก กับเพื่อนอีกคนโดนกรรมการถามว่า Why are so many people wear red suit? Does it mean good luck or something? กรรมการเค้าคงงงว่าทำไมต้องใส่สีแดงกันเต็มไปหมด ก็น่าจะพูดได้ว่าไม่จำเป็นต้องเป็นสีแดงนะคะ ที่ต้องพูดเรื่องสีแดงนี้เพราะทุกคนต้องเคยได้ยินมาแน่นอนว่า “ตะวันออกกลางต้องสีแดง”
- เล็บทาให้เหมาะกับการสมัครงานค่ะ เราต่อเล็บและทานู๊ดชมพู (รอบโอมานทาสีแดง) แต่…..มีคนเพ้นท์สีรุ้งค่ะ รอบ Mar14 พอกรรมการถาม เธอก็ตอบว่าชั้นมั่นใจและคิดว่าสวยในสีนี้ ก็เข้ารอบด้วยค่ะ อร๊ายย ร้ายได้อีก!!!!
- ขนตาปลอม เห็นคนติดและเข้ารอบค่ะ
- ผู้ชายคงไม่มีอะไรมากค่ะ เห็นใส่กันแต่สูทสามสี ดำ เทา กรมท่า ฮิตสุดๆ คือ ดำและเทาแบบน้อยมาก ๆ ง่ายที่สุดละค่ะ ชีวิตผู้ชาย
- เอกสารแนะนำให้ทำ copy สักสองอันค่ะเผื่อไว้ ของเรามีทั้งตัวจริงและ copy 3 ฉบับ


ตัวอย่างของเรา
(รูปภาพใน Blog)


เราใส่สีแดง เพราะเป็นสีนำโชค และเราคิดว่าเราใส่แล้วสวย 555555

- ชุดสูทซื้อจากร้านที่สยามชื่อ V-design ไม่ได้ม้านะ จขร น่ารักมากๆ แนะนำหมดว่าอะไรเหมาะหรือไม่เหมาะกับเรา เราใส่แดงเข้มค่ะข้างในเกาะอกเสริมนม และกกนก้นปลอม ทั้งหมดจากสยาม ลิโด้เย็น

- รองเท้า Naturalizer สีดำสูงสามนิ้ว (สูงกว่านี้ได้นะคะเห็นมีคนใส่ส้นเข็มสูงปรี้ดเข้ารอบด้วย)
- กระเป๋า ForeverXXI สีดำ ในกระเป๋าบรรจุเครื่องสำอางที่จำเป็นทั้งหมด วาสลีน(ทาฟันเพื่อไม่ให้ลิปติดโดยเฉพาะสีแดง ขนมปัง ของมีค่า โทรศัพท์ ทิชชู่)

แถมรูปที่สมัคร Oman Air (รอบนี้อกตู้มมากเพราะยัดเยอะ)
(รูปใน Blog)

ทิ้งท้ายไว้นิดหน่อยกับคุณสมบัติ 3 ข้อที่สายนี้ต้องการ ซึ่งมาจากข้อสังเกตเล็กๆ น้อย ๆ แต่จี๊ดด!! จาก Post facebook ของกาต้าร์ที่เคยพูดถึงนั่นคือ
Confidence Charisma and Amazing smile!!!!

(รูปใน Blog)

ขอให้ทุกคนโชคดีสำหรับรอบ Pre screen มีอะไรถามได้ตลอดนะคะ ขั้นตอนอื่นๆ อัพบล็อคต่อไปเพราะมันยาวค่ะ

ที่มา : http://babysani.blogspot.com/2014/05/1.html


สมัครครั้งที่สองก็ได้เลย กาต้าร์แอร์เวย์ (2)
โดย Baby Sani (วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2557)

ต่อจากเอนทรี่ที่แล้ว ที่พูดถึงวันพรีสกรีน ก็มีสาวๆ มาถามหลายคนเลย ขอแชร์ละกันค่ะ
- เรื่องความสวยงาม หน้าตาผิวพรรณ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบไทยนิยมค่ะที่เป็นแบบขาวสวยผอมสูง เพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นกังวลไป สำหรับใครที่โดนคนอื่นว่ามาตลอดชีวิต ว่า ไม่สวยบ้าง อย่างแกจะเป็นแอร์บ้างล่ะ ไม่ต้องไปสนใจค่ะ เค้าไม่ได้มาใช้ชีวิตกับเรา คนที่เข้ารอบมีทุกแบบเลย

- คุณค่าของคนมิได้อยู่ที่สีผิว อย่างเราดำมาตลอดชีวิต โดนกระแนะกระแหนตลอด สุดท้ายชั้นสะบัดบ๊อบใส่ ทิ่มด้วยปีก จุกค่ะ

- สูท ที่แนะนำไปจริงๆแล้วไม่ต้องใส่ก็ได้ เรื่องร้านที่แนะนำนั้นคือเราไปซื้อคืนก่อนวัน prescreen ซึ่งมันโชคดีที่พอดีตัวเราเลยไม่ต้องแก้ และเรื่องสีพี่ จขร เค้าแนะนำดี คุยสนุก เลยแนะนำร้านนี้มาค่ะ ซึ่งจริงๆ แล้วยังมีร้านอื่นๆ อีกมากก ที่เพื่อนเราไปตัดกัน เช่น Pratailor ร้าน long เป็นต้น
- หน้าสวย หน้าคม หน้าแขก มีโอกาสสูง ขอตอบว่าอาจจะค่ะ และเราก็ไม่ได้หน้าคมนะจริงๆแล้ว ถ้าล้างเครื่องสำอางออกหมด เพื่อนๆ จำไม่ได้เลยค่ะ เพราะงั้นแบบไหนที่เหมาะกับตัวเองต้องลองแต่งดูค่ะ ลองๆๆๆ เท่านั้น คือคำตอบ
- คิดว่าตัวเองสูงไม่ถึง เช่น 158 159 หรือต่ำกว่านั้น ก็เอื้อมแตะให้ถึง 212 เซนนะคะ
- เรื่องที่เราวอล์คอินได้บางคนอาจจะคิดว่ามันไม่แฟร์ อันนี้เราไม่อยากเถียงค่ะ เพราะมันขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกรรมการ อีกทั้งเราไม่ใช่คนแรกและคนเดียวของวันนั้นค่ะ

“ที่เขียนบล็อกเพราะได้แรงบันดาลใจจากคนรอบตัวที่อยากเป็นแอร์แต่นางคิดว่าตัวเองไม่สวย ไม่เก่ง ดูไม่ดี ดำไป ดั้งแบน ซึ่งจริงๆ แล้วทุกอย่างมันปรับได้ หรือถ้ามันปรับไม่ได้จริงๆ ก็เอาจุดเด่นอื่นๆ มากลบแทน เช่น เทอไม่สวยเลยอ่ะ แต่ภาษาเทอเริ่ดมาก อย่างอื่นก็พอถูๆ ไถๆ เป็นต้นค่ะ ซึ่งเราเองก็ไม่สวยค่ะ เป็นคนไม่สวย แค่อาศัยการแต่งหน้าก็พัฒนามาจนมันไปวัดไปวาได้ เพราะฉะนั้นอย่าให้ อคติคนอื่นมาบดบังกำลังใจของเรา เราเองอยากให้ทุกคนรู้ไว้ว่าไม่สวยก็เป็นแอร์ได้ โอเคนะคะ อย่าท้อ คนที่เข้ามาอ่านที่มีคนใกล้ชิดมาสมัครก็ขอให้อยู่ข้างๆคอยให้กำลังใจกันเยอะๆ มันกดดันนะคะ เสียน้ำตากันหลายหยดทีเดียว"
คนที่บอกว่า เธอสวย ดูรูปเธอสิ นั่นมันรูปค่ะ ล้างหน้าแล้วแฟนเรียก “เด็กหมู” อ่ะค่ะ เข้าใจกันนะ”


**เตือนก่อนอ่าน process เปลี่ยนได้ตลอดขึ้นกับดุลยพินิจกรรมการค่ะ

(ต่อ) เอนทรี่นี้คงพูดถึง process ของวันที่สอง คือขั้นตอน small talk/writing test/public speaking/group discussion
- สีแดงคือมันผุดมาให้แบบเซอร์ไพรส์สุดๆ
- ส่วนเอื้อมแตะหายไป โดยกรรมการจะให้ทำเฉพาะคนที่คิดว่าไม่น่าจะเอื้อมถึงบางคนโดนตั้งแต่พรีสกรีน บางคนโดนรอบ small talk

วันนี้เรามีนัดเจ็ดโมงตรง เลยตื่นมาแต่งหน้าตั้งแต่ตี 4 เพราะต้องแต่งหน้าทำผมเองเพราะรอบนี้ไม่มีตัง วิธีการอาศัย youtube บ้าง pinterest บ้าง เอาจริงเลยคือกลัวไปไม่ทันด้วยเพราะตื่นสาย และกรรมการกาต้าร์เข้มงวดเรื่องเวลามาก เพราะรอบที่แล้วมีคนไปไม่ทันเจ็ดครึ่ง เค้าก็ทำหน้าไม่ค่อยพอใจแล้วเชิญออกจากห้องเลยอ่ะ เพราะฉะนั้นกฎเหล็กคืออย่าสาย

ไปถึง 6.30 น. มีผู้สมัครอื่นๆ รออยู่บางส่วน รอบนี้ไม่รู้ว่าผ่านเข้ามากี่คน แต่บังเอิญเพื่อนเราได้เบอร์ท้ายสุด แต่เลขไม่ได้รันเลยไม่รู้ว่าขาดช่วงไปกี่คน เพราะฉะนั้นก็มีคนผ่านประมาณ 120 คน goshhhhh น้อยกว่ารอบมีนาอีกรอบนั้นเกือบ 200 รอสักพักกรรมการเค้าก็มาเรียกเข้าห้อง
เมื่อทุกคนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว กรรมการก็จะแนะนำตัวเอง จำได้ว่ากรรมการวันพรีสกรีนมีสี่คน แต่มาวันนี้มีสามคน เป็นผู้หญิงผอมๆ ตัวเล็กๆ สวย ยิ้มบ่อยมากก อีกคนตัวเล็กกว่าแต่นิ่งมากๆ คนสุดท้ายอวบๆสูงๆ เฮฮามากเหมือนกัน เราจำชื่อไม่ได้เลยเพราะเค้าพูดเร็ว หลังจากที่แนะนำตัวเองเสร็จเค้าก็ให้เราออกไปสัมภาษณ์อีกห้องนึงทีละ 20 เบอร์ จนถึงเบอร์สุดท้าย

ย้อนกลับไปเล่านิดนึง คือเราเคยตกมาก่อนแล้ว แล้วตอนนั้นเราตั้งความหวังไว้ที่สุด ด้วยความที่มันเป็นครั้งแรกและผ่านเข้ารอบ ดังนั้นใจมันไปแล้วอ่ะ ชั้นติดปีกแล้ว แล้วมันก็ตกรอบ......... ความรู้สึกนี่แบบว่า ไม่อยากเห็นโลโก้กาต้าร์อีกเลย เจ็บปวดรวดร้าวสุดๆ พยายามหาสาเหตุว่าทำไมเราต้องตกด้วย
1. คือฟัน ฟันหน้าเรามีทำรากฟันอยู่ซี่นึง แล้วฟันตายสีจะเปลี่ยนเนอะ ก็เห็นชัดเจนเลย แล้วฟันเหลืองมากกกกเพราะต้องเทสช้อตกาแฟทุกวัน
2. เราเกร็งมาก ตื่นเต้นที่สุดในชีวิต ทำให้ทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจ เดินสะดุดต่อหน้ากรรมการเลยตอนเข้าไปเอื้อมแตะ ก็ยืนเงียบๆ กรรมการถามเราถึงจะอ้าปากตอบ

แล้วเลวร้ายที่สุดคือเราเสียใจทีหลังว่า เพราะเราทำไม่ดีเองมันเลยจบแบบนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ทำอะไรแล้วจะเสียใจอีก คือต้องเต็มที่ที่สุด เพราะงั้นเลยจัดแจงนัดหมอฟันให้ครอบฟันหน้า และฟอกฟันให้สีมันปกติ


Small talk

ปุบปับก็เปิดรับรอบใหม่อีก มันเหมือนมีอะไรมาดามหัวใจ ว่าเรายังมีพลังและเราต้องสู้ เราก็ส่งอินไวท์เหมือนคนปกติแต่มันไม่ได้ เลยไปวอคอินแทน พอเราผ่านวันพรีสกรีนมาได้ สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือรอบ small talk นี่แหละ สิ่งที่เราทำคือ เรากลับไปนอนคิดทั้งคืนว่าเราควรจะทำยังไงให้ดูน่าสนใจดี ทำยังไงให้เป็นตัวของตัวเอง ทำให้เค้ารู้จักได้ในเสี้ยววินาที เหมือนที่กรรมการพูดว่า “just be yourself don’t pretend to be someone else that we will know”
ดังนั้นเราเลยลองสร้างบทสนทนาคร่าว ๆ เพื่อที่ว่ามันจะออกมาดีไหม ให้ดูเป็นคนหน้าสนใจนิด ที่เราทำคือเราผลักประตูเข้าไป เราก็ say hello ประหนึ่งอยู่บนเวทีคอนเสริตตัวเอง พอกันกรรมการทักกลับมาอย่างเป็นมิตร มันก็โป๊ะเช๊ะ

กลับมาหลังจากที่กรรมการเรียกเบอร์แรกๆ ไป ก็ใกล้จะถึงคิวเรา จากที่สังเกตคิวก่อนหน้าเราประมาณ ห้าคิวต้นๆ กรรมการสัมภาษณ์นานแต่ไม่มาก ซึ่งคนต่อๆมาจนถึงคนก่อนหน้าเรา เรียกว่าเดินเข้าแล้วเดินออกเลย เราก็เอ่ะใจว่าทำไมเร็วจัง หรือกรรมการจะเบื่อรึเปล่า คือในใจเราอยากอยู่ในห้องให้นานที่สุดเพราะเค้าจะได้รู้จักเรามากที่สุด เราก็พยายามคิดหาวิธีดึงเวลากรรมการ พอถึงคิวเราอย่างที่บอกคือ ทักทายกรรมการตั้งแต่หน้าประตู ทำเสียงร่าเริงที่สุดอ่ะ “Helloooooooooo” พวกเธอก็หันมายิ้มให้และทักกลับ จากนั้นก็นั่งลงหน้ากรรมการในห้องรับแสงธรรมชาติ 55555

แล้วถามพวกเธอว่า “สบายดีไหม เป็นยังไง”

แล้วกรรมการก็เริ่มด้วยคำถาม “What’s your name?”

เราตอบ และกรรมการต่อด้วยคำถามว่า “Do you live in the city?” (ผู้สมัครหลายคนกลับบ้าน และบางคนเดินทางมา กทม ช่วงนี้เนื่องจากเป็นสงกรานต์) คำถามเค้าอัพเดทนะ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างรอบมีนา เค้าเปิดมาด้วยคำถาม in case of emergency how can you identify yourself? คือถามแผลเป็นก่อนเลยและจบ

เราตอบว่า “I live here (แต่เราจะไม่จบแค่นี้ สั้นไป เราเลยต่อว่า) Actually I from the North in little place you might not know in Uttaradit province” ทำตาเล็กตาน้อยไปด้วย สังเกตกรรมการตลอด

กรรมการ “Oh Im sorry I don’t know. So what are you doing right now?”

เราตอบไปว่า “เราเพิ่งจบมาสักพักซึ่งตอนนี้ทำงานพาร์ทไทม์เป็นบาริสต้าอยู่ หน้าที่ก็ต้องทำความสะอาดบาร์ ทำแคชเชียร์ ทำกาแฟ อาหาร เครื่องดื่ม จัดร้าน เติมของ”
กรมการก็พยักหน้ายิ้มแย้ม แล้วถามต่อว่า “อยู่คนเดียวเหรอ” เราก็ตอบว่า “ใช่ค่ะ แต่แม่มาหาเดือนละสามครั้ง

กรรมการถามต่อเรื่อง มี Birthmark ไหม เราก็เริ่มเล่ากำลังจะพูดอันอื่น (คือมันมีเยอะ) แต่ดูกรรมการเค้าไม่อยากฟังเค้าก็เลย บอกว่า .That’s all!”

กรรรมการก็บอกว่า โอเค แค่นี้ล่ะ ไอ้เราก็แบบว่าชั้นไม่อยากออก เธอถามชั้นอีกได้ไหม ถามอีกๆ พอใกล้จนมุมไม่รู้ว่าคุยอะไรต่อ เราก็ถามไปเสียงอ่อยๆ ว่า “อ้าวเสร็จแล้วเหรอคะ เร็วจังเลย เนี่ยพวกคุณรู้ไหมว่าบรรยากาศข้างในนี้มันดีกว่าข้างนอกอีก” (หาเรื่องคุย)
กรรมการทำหน้าตกใจ ถามว่า “มันร้อนเหรอ” ได้ทีเราก็ตอบว่า “เปล่าค่ะ ไม่ได้ร้อน หนูหมายถึง คนทั่งข้างนอกเค้าเครียดกันมาก พาหนูเครียดด้วย”

แล้วกรรมการก็ขำกัน แต่ไม่ถึงกับขี้แตกนะคะ พอเราล่ำลาเดินออกมา เราได้ยินเค้าพูดว่า She’s cute เท่านั้นแหละ น้ำตาจิไหล ชั้นทำได้ โดยตอนนั้นมั่นใจไป 80 % ละว่าได้แน่นอน


ทีนี้พอเดินออกมา ก็เป็นธรรมเนียมค่ะว่าต้องมาชี้แนะเพื่อนๆ ว่าคุยอะไรกัน เราก็นู่นนี่นั่น แล้วเพื่อนก็พูดมาคำนึงว่า “เข้าไปนานจัง” เราก็ Mission accomplished จ่ะ ฮี่ฮี่ฮี่

ทริคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนที่ตื่นเต้นสุดๆ วิธีแรกให้สูดหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกช้าๆ สักพัก จะทำให้ตื่นเต้นน้อยลง แต่เอาจริงมันไม่ค่อยประสบผลสำเร็จนะวิธีนี้เพราะพวกเรามักตื่นเต้นกันมากกกกกกกก เลยขอเสนอวิธีที่สองคือ ชวนทุกคนคุย คุยให้ลืมว่ากำลังทำอะไรเลยเพราะรอบไฟนอลตอนนั่งรอสัมภาษณ์เราก็ไปชวนเพื่อนๆ คุย กว่าจะรู้ตัวก็คิวเราพอดี เลยไม่ได้ตื่นเต้นเลยและอย่าลืมหมั่นสังเกตหน้าและท่าทางของกรรมการ รวมถึงผู้สมัครคนอื่นๆ ด้วยนะคะ จะได้รู้ว่าควรไปพบหน้ากรรมการอารมณ์ประมาณไหน

และแล้วเวลาตื่นเต้นก็มาถึง กรรมการก็ให้เราแบ่งเป็นสองกลุ่ม เธอบอกว่ามีกิจกรรมอื่นๆ โดยเลขที่ถูกเรียกให้ยืนขึ้นและตาม เพื่อนเธอไป เลขที่ไม่ได้เรียกให้นั่งลง เราถูกเรียกก็ตามไปอีกห้องนึง เพื่อนๆยืนล้อมลงจับมือ เงียบๆ แบบลุ้นมากว่าจะเอากุไหมเนี่ย กรรมการก็เล่นตัวมาก บอกให้รอเพื่อนฉันก่อนๆ สุดท้ายเพื่อนเธอไม่มา เธอคงไม่อยากรอ ก็ประกาศว่า พวกเราไปต่อ ทั้งห้องก็กรี๊ดดด กรรมการก็ขำ เสร็จแล้วพวกเราก็ย้ายกลับไปห้องเดิม เพื่อทำ writing


Writing test

ข้อสอบ writing มีสองส่วนคือ ช้อยส์กับข้อเขียนหนึ่งข้อ ส่วนช้อยส์ก็ทั่วๆไป ถามแกรมม่าไม่ค่อยยากนะ ถ้าใครผ่านโทอิคมาแล้ว ข้อสอบก็จะประมาณนั้น กับคำนวนบ้างง่ายๆ เช่น มีตังเท่านี้ ซื้อของเท่านี้ เหลือตังเท่าไร ง่ายมะ เสร็จแล้วก็ข้อเขียน 1 เอสี่ กรรมการบอกว่า เขียนมานิดเดียวพอไม่ต้องเยอะให้ได้ใจความ แต่เราใส่ไปหนึ่งหน้าเต็มๆ คือมันจบไม่ลงซะทีอ่ะ

คำถามคือ What is your lowest point in your life? How you learn with that experience? ประมาณนี้นะคะ จำไม่ได้เป๊ะ ทีนี้คำตอบเรามันไม่ lowest point จริงๆ แต่เราแถว่ามันเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่นที่เราอยากจะทำอะไรเพื่อใครสักคนจริงๆ แล้วมันทำไม่ได้โดยเราลองอยู่สองครั้ง คือการบริจาคเลือดเพราะครั้งแรก เราเจาะหูมา ซึ่งเงื่อนไขคือต้องเจาะมาเกิน 6 เดือนแต่เราไม่ ครั้งที่สองเราความดันต่ำ เราก็นอยว่าชาตินี้คงทำอะไรไม่ได้แล้วทั้งๆที่เป็นเรื่องที่ใครๆก็ทำกัน เราก็พร่ำเพ้อไปนู่นว่ามันลำบากอย่างนั้นอย่างนี้ คือกลัวเค้าจะไม่เชื่อว่า นี่ Lowest แล้วเหรอ จนสุดท้ายเราก็หาทางออกอื่นด้วยการบริจาคร่างกายแทน จบด้วยเราเรียนรู้อะไรได้บ้าง เราตอบว่า ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ไม่ว่ามันจะยากยังไง เราต้องมี another choice ไว้เสมอ

ช่วงรอผลเราไม่มั่นใจเลยว่าผลจะออกมาเป็นยังไงเพราะ 1 ทำช้อยส์ผิดไปหนึ่งข้อจากการถามเพื่อน 2 เอสเสที่ไม่ค่อยตรงกับหัวข้อมากเท่าไร พอกรรมการเรียกทุกคนเข้ามา เค้าก็ให้ทำ Public speaking เลย ซึ่งเค้าบอกว่าจะมีเซอร์ไพรส์ตั้งแต่เช้าแล้ว ทุกคนช้อคคค


Public speaking

Public speaking รอบเมษา ทำต่อจะข้อเขียน (ที่ยังไม่ประกาศผล) กติกาคือ จักฉลากหัวข้อที่มีประมาณ 60 ข้อ เป็นกระดาษเล็กๆ บรรจุ คำศัพท์ไว้ แล้วให้พูดตามหัวข้อนั้น โดยจะมีเวลาเตรียมตัวระหว่างที่คนก่อนหน้าพูด 1 นาที และมีเวลาพูดอีก 1 นาที โดยให้คนต่อจากเรามาจับฉลากหัวข้อที่มี เช่น Go green, Favorite travel destination, 3 power you wish, grooming, initiative, teamwork, etc. ที่สำคัญเราไม่สามารถเดินกลับโต๊ะได้หากเวลายังไม่หมด ต้องยืนอยู่หน้าห้องจนกว่าจะหมดเวลา

To be honest!!!! ฉลากไม่ได้ม้วนไว้เลย คนที่เคยมาจับเค้าก็วางฉลากคืนไว้ทีเดิม ซึ่งเราก็เห็นหัวข้อที่เปิดๆ อยู่ เราก็เลือกเอา หยิบ Favorite travel destination ขึ้นมา แต่.........แนะนำว่าควรคิดบทพูดของเราคร่าวๆ ไว้ก่อน ทุกหัวข้อที่เพื่อนหยิบ และคิดเนื้อหาให้เกินหนึ่งนาทีไว้ด้วย

เช่น เพื่อนหยิบ Go green เราก็คิดว่า สิ่งที่จะพูด คือ 1. What’s Go green? 2. What we can do by your self? จบหนึ่งนาทีพอดี แล้วก็ good bye ทุกๆคน

Go green คือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ตอนที่เราเดินไปหยิบหัวข้อสำหรับพูดนั้นหัวใจมันแทบเต้นทะลุออกจากหน้าออกมา เครียดนิดหน่อย แต่ก็เดินยิ้มมาตลอดทางจนถึงโต๊ะที่ตัวเองนั่ง พยายามนึกหัวข้อที่จะพูด เนื้อหาบางส่วน การจบ ซึ่ง หัวข้อ Favorite travel destination สำหรับเรามันสามารถทำให้เราเป็นตัวของตัวเองที่สุดและถ่ายทอดเรื่องราวด้วยอารมณ์ความรู้สึกจริงๆ ในเมื่อเราเคยไปแลกเปลี่ยนที่อิตาลี เราเลยพูดถึงอิตาลี พูดถึงผู้คน พิซซ่า แต่ยังไม่ถึงไหน กรรมการก็บอกหมดเวลา เราก็ say thank you แล้วก็เดินกลับไปที่โต๊ะ

ทุก ๆ คนสามารถจับฉลากได้คำศัพท์ซ้ำกันได้ เพราะฉะนั้นเรื่องราวที่ถ่ายทอดมันอาจจะคล้าย ๆ กัน เราขอแนะนำว่าบางครั้งเราก็ไม่ต้องวิชาการมากเกินไปในการเล่าเรื่อง เปลี่ยนสไตล์การเล่าเรื่อง

พอทุกคนพูดจบกรรมการก็แยกเป็นสองกลุ่มเหมือนเดิม เรียกเลขให้ลุกขึ้นตามไป แต่รอบนี้เราไม่ถูกเรียก เราหันไปจับมือกับพี่ข้างๆที่รู้จักกันและพูดว่า “ตกอีกแล้วอ่ะพี่” ตอนนั้นน้ำตาคลอเลย แบบ อีกแล้วเหรอวะเนี่ย จากนั้นกรรมการก็มาพูดหน้าห้อง แล้วก็ชวนคุยประมาณว่า I didn’t come here to take 4 or 5 persons I would like to take you all! ………….Today someone is unsuccessful but it doesn’t mean you will not be successful. You can come next time and today we have a lot of activities to do and unfortunately you have to continue those activities today เท่านั้นแหละค่ะ ทุกคนก็กรี๊ดๆๆๆๆๆ น้ำตาไหลพรากกันเลยทีเดียว ใจร้ายนักกาต้าร์ชอบทำให้ใจเต้นเรื่อยเลย

ต่อเอนทรี่หน้านะคะ และขอบคุณสำหรับกำลังใจจากทุก ๆ คน มีแรงเขียนอีกเยอะเลยค่ะ

ที่มา : http://babysani.blogspot.com/2014/05/2.html


สมัครกาต้าร์แอร์เวย์ ครั้งที่สองก็ได้เลย (3)
โดย ฺBaby Sani (วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2557)

สวัสดีค่ะ เดินทางมาถึงเอนทรีสุดท้ายกันแล้วเนอะ (น่าจะ..ถ้าไม่เขียนเวิ่นมากกกก) ปกติแล้วจะจำกัดประมาณครั้งละสามสี่หน้า แต่มันเกินเป็นหกหน้าทุกทีเลย ขอโทษคนอ่านด้วยน้าที่ทำให้เสียเวลาไปนิสสส
มีผู้อ่านถามเรื่องที่ไปสมัครโอมานแอร์ คือมันมีเหตุผลที่ผลักดันเราไปสมัคร แน่นอนว่าเราไม่ได้อยากเป็นนางฟ้าสองสายอะไรงี๊หรอก จริงๆ คือ เราเคยได้ยินสาวๆกลุ่มนึงเม้าท์เรื่องเราโดยที่ไม่รู้ว่าเรานั่งข้างๆ (เราไม่ได้แต่งหน้า) ซึ่งประโยคที่จำได้ขึ้นใจคือ “แม่งโคตรโชคดีเลยว่ะ ติดกาต้าร์” เราอยากจะเดินกลับไปบอกสาวๆ กลุ่มนั้นว่า กว่าจะได้ถึงวันนี้เราพยายามขนาดไหน ตั้งใจปรับปรุงข้อเสีย อดทนกับความกดดันจากทุกด้าน จากครอบครัวเพราะอยากให้เราทำงานฝ่ายปกครองและเรียนโทต่อ จากงบประมาณที่ใช้ในการสมัครแอร์พวกค่าใช้จ่ายต่างๆ(เยอะมาก)ซึ่งบางครั้งเราก็ต้องให้แฟนเราออกไปก่อน จากอนาคตเพราะเรากำลังจะเรียนจบโดยที่เพื่อนๆ มีงานทำดีๆ เงินเดือนดีๆแล้ว อีกทั้งช่วงเวลาที่เราต้องไปสัมภาษณ์ทั้งหมดสามวัน เราต้องอ่านหนังสือและเตรียมตัวเยอะมากแถมยังต้องตื่นมาแต่งหน้าแต่งตัวก่อนสองสามชั่วโมง ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปแล้วเรามาไกลสุดๆ แล้วจนวันนึงเราทำสำเร็จมันควรจะมากกว่าคำว่า “เราโชคดี”
เพราะฉะนั้นเราไม่อยากให้เพื่อนๆ ทุกคนมองว่าเราโชคดีที่มีวันนี้ หรือเราเก่ง เราสวยมีทุนอยู่แล้ว เราพยายามสร้างทั้งนั้น ทุกคนต้องพยายามถึงจะไปถึงฝัน ให้เราเป็นแรงบันดาลใจเมื่อคุณท้อแท้ว่า อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีคนนึงตรงนี้ที่เคยตะเกียกตะกายมาจนถึงฝัน
ที่เราเขียนนี่เราไม่ได้อะไรตอบแทนเลยนอกจากความสุขที่ได้รับจากคนอ่าน ที่สละเวลามาอ่านประสบการณ์ของเรา บางคนอาจคิดว่า อ้าวก็ใช่สิเธอได้แล้วนี่ จะพูดจะทำอะไรก็สวยไปหมดอ่ะ ซึ่งมันก็จริงนั่นหละ เพราะถ้าเราเป็น no one เราก็ไม่รู้จะมีใครมาสนใจไหม ซ้ำแล้วคงมีคนคิดว่า นี่เธอเป็นใคร...เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นโอกาสที่ดีงามแล้วที่เราจะถ่ายถอด เราอยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนสร้างฝันของตัวเองให้เป็นจริง เช่นเราที่ไม่เคยฝันถึง เพราะคิดว่าเอื้อมไม่ถึง ก็ยังมาจุดๆ นี้ได้

หลักฐานว่าไม่สวยจริงๆ
(รูปใน Blog)


เอาล่ะ! หลังจากเรียกขวัญกำลังใจกันแล้ว ก็มาต่อเรื่องที่เราค้างไว้คือตอนต่อจาก public speaking คือ การทำ Group discussion และ Final interview

Group discussion
หลังจากที่กรรมการประกาศผลผู้เข้ารอบทั้งหมด 40 คน กรรมการก็แบ่งพวกเราเป็นสี่กลุ่ม กลุ่มละ 10 คนตามเลข เราหมายเลขท้ายๆ ได้อยู่กลุ่มที่สาม โดยกรรมการจะให้เข้าไปทีละ 2 กลุ่มเพื่อทำรอบกรุ๊ป พวกเราที่เหลือก็จัดการแบ่งกลุ่มกันเสร็จสรรพและล็อบบี้กันทันทีตามคำแนะนำของผู้สมัครท่านหนึ่ง ภายหลังก็ผ่านไฟนอลด้วย เนื่องจากเธอคนนี้เคยมีประสบการณ์กรุ๊ปที่เลวร้ายจากรอบ มีนา ที่ทุกคนไม่ให้ความช่วยเหลือกันเท่าไร ดังนั้นเราจึงจัดการแบ่งงาน โดยมอบหมายให้ผู้สมัครอีกท่านจับเวลา และกำชับทุกคนว่าให้ถามทันทีที่ไม่เข้าใจและอย่าบล็อกกันเด็ดขาด เพราะจุดประสงค์ของกลุ่มเราคือ ผ่านยกกลุ่ม เฮ้!!!
เมื่อถึงเวลาของพวกเรา กรรมการก็ให้เรานั่งเรียงตามลำดับ และบอกหัวข้อคือ Create your own airline that include base of your airline and What 5 qualities of cabin crew which you expect and unexpect? มีเวลา 8 นาที
เมื่อพวกเราเริ่มทำงาน ก็มีการทวนคำถาม และแบ่งงานกันทำโดยแบ่งงานเป็นคู่ ทำ expected qualities ทำ unexpected qualities บางคนคิดชื่อแอร์ไลน์กับเบส บางคนจับเวลา พร้อมช่วยคิดแอร์ไลน์ บางคนเขียนกระดานซึ่งสุดท้ายแล้วทุกคนก็เข้าไปช่วยเขียนเพราะข้อมูลเยอะมาก บางครั้งส่วนไหนที่ทำไม่ทันเพื่อนๆ ในกลุ่มก็จะยินดีช่วยเต็มที่ แถมเวลาเหลือนิดหน่อยเราก็คิดสโลแกน ท่าประจำแอร์ไลน์ เอาเป็นว่า ผลลัพท์คือกลุ่มเราทำงานกันได้ดีมากที่เราชอบที่สุดคือ เมื่อกรรมการขานหมดเวลา ผู้จับเวลาของเราก็ค้านกรรมการทันทีว่า เวลายังเหลืออีกสองนาทีค่ะพร้อมโชว์ข้อมือ นาทีนั้นรักเธอที่สุด 555555 ในขณะที่เราดิสคัสกันอย่างเมามันกรรมการเค้าก็เดินวนดูรอบๆ ตลอดเลย แถมจดยิกๆๆๆ แถมหันไปสบตากันหลายครั้งมากก็ต้องยิ้มให้เธอเลยจุดนั้น เมื่อเวลาหมดลงก็ถึงคิวพรีเซนต์ พวกเราก็พรีเซนต์ในหัวข้อที่ตัวเองได้รับมอบหมายจนจบค่ะ แล้วที่พวกเราที่เหลือก็เข้ามาในห้องเพื่อรอฟังผล

แท่ แท๊นนนนน!!!! กรรมการรับทุกคนเลยค่า ทุกคนนี่ยิ้มกันแก้มปริ หน้าบานกลับบ้านพร้อมอวยพรกันและกันให้โชคดีสำหรับวันพรุ่งนี้ พอเราอยู่คนเดียวปั้บ เราก็โทรรายงานผลทันทีค่ะอัดอั้นตันใจมาทั้งวันไม่ได้โทรหาใครเลย โทรหาพ่อพ่อก็บอกว่าดีใจด้วย ส่วนแม่กับพี่สาวกรี๊ดบ้านแตก แล้วก็โทรหาแฟน แฟนเราก็ดีใจด้วยเช่นกัน เรานี่เดินตัวเบาไปหาแฟนที่จอดรถรอหน้าโรงแรม นั่งดีใจเหมือนคนบ้าในรถจนแฟนเรานั่งขำ รอบนี้กรรมการไม่ได้ให้ฟอร์มมาด้วยนะคะ
ข้อสังเกตเวลาทำกรุ๊ป ในเมื่อเขากำหนดเวลามาให้ เราก็ต้องช่วยกันทำช่วยกันคิดเพื่อให้งานลุล่วงเร็วที่สุด ดีที่สุด ให้ความร่วมมือเพื่อนๆ เสมอ และควรจะตกลงกับเพื่อนๆไว้แต่แรกว่า ถ้าชั้นงง ไม่เข้าใจโจทย์ชั้นจะถามอ้อมๆ ให้เธอช่วยชั้นทันทีนะ 55555

Final interview
รอบไฟนอลคือรอบสุดท้ายด้วยการสัมภาษณ์เดี่ยว คล้ายๆกับช่วง small talk แต่นานกว่าหน่อย ซึ่งเราเองก็ดีใจได้ไม่นานเพราะเครียดว่าพรุ่งนี้จะทำยังไงให้บรรยากาศให้ห้องดูไม่เครียด อึมครึมหรือ จบการสนทนาลงไปแบบไม่เป็นที่น่าพอใจ เราก็กลับมานั่งคิดบทสนทนาอีกแล้วว่าจะจู่โจมกรรมการแบบไหนดี ที่กรรมการจะงงแล้วลืมคำถามยากๆ ที่จะถามเรา นอกจากนั้นก็ยังต้องให้เป็นตัวเราเองอีก หลับตาไปก็คิดไปเรื่อยๆ หลับไปฝันไป ถ้าผู้อ่านถามว่าทำไมต้องทำขนาดนี้ คำตอบคือ
1. เราไม่อยากให้กรรมการให้เราตก ทั้งๆที่ยังไม่รู้จักเราจริงๆ
2. เราไม่อยากเสียใจทีหลังว่าถ้าเราพลาดไปจริงๆ แล้วเราน่าจะวางแผนมาแต่แรก
(ดูเว่อมากเลยอ่ะ 5555 แต่เราไม่อยากพลาดแล้วไง)
ทุกอย่างลงตัวดีเราก็หลับลง และตื่นมาแต่งหน้าทำผมพร้อมไปโรงแรมโดยมีสารัตถีเจ้าเก่าขับไปส่ง เมื่อไปถึงแม่จ้าววววว ทุกคนกำลังนั่งเก็งคำถามรอบไฟนอลอยู่ซึ่งคำถามก็ไม่พ้นว่า ทำไมอยากเป็นแอร์ และทำไมต้องกาต้าร์ และอีกเยอะมากมายไปหมดจนเราต้องขอเวลานอกไปนั่งทำใจ ทำสมาธิห่าง ๆ คนเดียวในห้องน้ำ 555555 ไปทำอย่างอื่นด้วย จากนั้นเราก็รวบรวมพลังคิดถึงบทสนทนาในสมอง จำๆจะได้ไม่ลืมเวลาไปอยู่ต่อหน้ากรรมการ
เวลาเก้าโมงตรงกรรมการก็มาทักทายพร้อมให้พวกเราทีละ 20 ไปนั่งหน้าห้องรอเรียกสัมภาษณ์ คนแรกๆ ก็ตื่นเต้นสุดๆไปตามระเบียบและเพื่อนๆคนต่อมาก็ลดลงไป และพวกเราก็จับกลุ่มคุยกัน ว่าไฟนอลรอบนี้มาแปลกอีกแล้ว เพราะปกติเค้าจะให้ฟอร์มไปที่บ้านแล้วนำมาคืนวันไฟนอล ดังนั้นพวกเราก็คาดว่าจะได้กรอกวันนี้พร้อมดูพรีเซนเตชั่น แต่......อย่างที่บอก พวกเราได้สัมภาษณ์ก่อนทำอะไรทั้งหมด ก็เลยอดคิดไม่ได้ว่า วันนี้คงจะมีอะไรแปลกๆอีกเหมือนเดิม
เราซึ่งอยู่ในกลุ่ม 20 คนแรกก็ไปนั่งรอ เราเองก็คุยกับเพื่อนๆไปพลาง ย้ายที่นั่งไปเรื่อยๆ คุย ลุกไปเข้าห้องน้ำบ้าง ไปกินขนมบ้างจนลืมความตื่นเต้นไปเลย พอเพื่อนคนไหนเดินออกจากห้องสัมภาษณ์มาที สาวๆที่นั่งอยู่ก็สัมภาษณ์ต่อทันที คร่าวๆ คือ มีกรรมการหนึ่งคนถาม หนึ่งคนดู resume อีกคนดู Grooming เมื่อถึงคิวเราเราก็เข้าไปในห้อง ทักทายสไตล์เดิมๆที่เคยทำไป ทำตัวดูกระฉับกระเฉงนิดหน่อย และเริ่มต้นสัมภาษณ์ด้วยสไตล์การรุก เช่นเคย
หลังจากถามสารทุกข์สุขดิบเรียบร้อย เราก็เปิดบทสนทนาก่อน (แอบกลัวว่าจะเปิดไม่ทันกรรมการพูด)
เรา – Did you go somewhere to celebrate last night? (it was Songkarn)
กรรมการ – Oh, We just had a dinner and went back to the hotel.
เรา – That’s pity.
กรรมการกรูม – Just go to BKK is my celebration.
จากนั้นกรรมการก็ถามถึงเรื่องงาน เราเองก็อธิบายย้อนไปถึงงานเก่าด้วย พอพูดจบกรรมการที่ดูเรซูเม่เค้าก็ถามถึงเรื่องวิชาที่เราลงพื้นที่ช่วยชาวบ้าน เราก็อธิบายลักษณะการทำงานไป จากนั้นก็ประโยคคำถามเด็ดที่โดนกันทุกคนคือ พร้อมจะมาโดฮาเมื่อไร อันนี้แล้วแต่คนเลย เพื่อนเราหลายคนตอบว่า ทันที บางคน 1 เดือน เช่น เรา บางคน 2 เดือน เป็นต้น เราให้เหตุผลที่ต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนเพราะว่างานที่เราทำอยู่กำลังขาดคน ซึ่งถ้าเราออกทันทีร้านจะแย่ ซึ่งยังไงเราก็ต้องแจ้งบอสก่อน รวมถึงเพื่อนๆเค้าคงอยากปาร์ตี้กับเราก่อนจะจากกัน ก็ไม่มีอะไรค่ะชิวมากสำหรับคำถาม แต่ว่า....คำถามต่อมาซึ่งทำให้เราไปต่อไม่ถูกเลยคือ “เธอใช้เครื่องสำอางอะไร หน้าเธอดีจัง” 555555 ตลกมากค่ะไม่คิดว่าจะโดนแบบนี้ ตอนที่เราไปแชร์กับเพื่อน บางคนโดยให้ร้องเพลงให้ฟังด้วย แปลกดีค่ะ
เมื่อทุกคนสัมภาษณ์เสร็จ ทุกคนนั่งรอใจจดใจจ่อ กรรมการก็แยกเราเป็นสองกรุ้ปอีกค่ะ ทุกคนช้อคเลย ซึ่งก็ตามคาดค่ะ คัดคนออกรอบไฟนอลจริงๆ จากนั้นก็กรอกฟอร์ม ช่วงนี้กรรมการเร่งมากค่ะ เธอพูดว่า ทำเร็วๆสิไม่หิวข้าวกันเหรอ 55555น่ารักมากๆเลยค่ะ

จบแล้วค่ะสำหรับรีวิวยืดยาวขอให้คนที่ล่าฝันประสบความสำเร็จนะคะ

ที่มา : http://babysani.blogspot.com/2014/05/blog-post.html
แก้ไขล่าสุดโดย ชูใจ เมื่อ วันพฤหัสฯ. พ.ค. 15, 2014 6:41 am, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
ชูใจ
Royal First Class
Royal First Class
 
จำนวนการตอบ: 620
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันเสาร์ ธ.ค. 10, 2005 8:58 pm
Reputation point: 5
ชูใจ โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

Re: ประสบการณ์สมัคร Qatar Airways อย่างละเอียด รอบ April 2014 (แนะนำ!)

โพสต์โดย Bewvvi04 » วันพุธ พ.ค. 14, 2014 7:01 pm

บอกตรงๆว่าเรารออ่านรอบไฟนอลของคุนอยู่นะคะ เปนไปได้อัพคืนนี้เลยได้มั้ยค่ะ พรุ่งนี้เราต้องไปสัมภาษณ์ไฟนอล และตอนนี้ตื่นเต้นที่สุดในชีวิตแล้ว [smilie=bn24.gif] [smilie=bn24.gif]
Bewvvi04
 
จำนวนการตอบ: 4
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันอาทิตย์ เม.ย. 27, 2014 6:59 pm
Reputation point: 0
Bewvvi04 โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย

Re: ประสบการณ์สมัคร Qatar Airways อย่างละเอียด รอบ April 2014 (แนะนำ!)

โพสต์โดย Cybertron » วันพุธ พ.ค. 14, 2014 11:26 pm

ขอบคุนเจ้าของกระทู้มากนะครับที่มาแชร์ประสบการณ์และคำแนะนำที่มีประโยชน์แก่ทุกคนมากๆ
ผมก้อเปนคนนึงครับที่ไปวอคอินมาแต่ตกรอบแรกสองครั้งเลย เศร้าอ่ะ
Cybertron
 
จำนวนการตอบ: 10
เป็นสมาชิกเมื่อ: วันเสาร์ ต.ค. 12, 2013 12:25 pm
Reputation point: 0
Cybertron โถ คุณยังไม่มีใครโหวตให้เลย


ย้อนกลับไปยัง Oman, Qatar และสายการบินอื่นๆในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และขาจร 5 คน