ผมไปบินมานะ เจอสจ๊วตรุ่นพี่ที่คุ้นเคยกันดีเพราะเป็นเพื่อนของเพื่อนอีกต่อนึง แต่อายุอานามก็เท่ากันนี่แหละ จึงเรียกมึงเรียกกูกันได้อย่างสะดวกปาก สมมตินามตามท้องเรื่องว่าชื่อ “โจ้” ก็แล้วกัน

เวลาบินของเราวันนี้โคตรดี เครื่องออกบ่ายแก่ ๆ กลับมาถึงกรุงเทพก็สามทุ่มเศษ ๆ จะไปไหนต่อก็สบาย ๆ

………………………..

คนคุ้นเคยกันน่ะนะ เจอะหน้ากันผมก็ชวนก่อนเลย

ผม >> เฮ้ยโจ้ เดี๋ยวเครื่องลงแล้วไปต่อกัน
โจ้ >> (ทำท่าอึก ๆ อัก ๆ หน้าตาไม่ค่อยดี) เฮ้ยโทษทีว่ะต๋อม วันนี้เมียอยู่บ้าน

ผม >> แล้วไงวะ ลูกก็ไม่มี กินเบียร์คนละขวดสองขวดค่อยกลับก็ได้นี่ แถวลาดกระบังนี่แหละร้านดี ๆ เพียบ
โจ้ >> ขอโทษทีว่ะเพื่อน ถ้าเมียไปบินกูถึงไหนถึงกันอยู่แล้ว คืนนี้ขอเหอะวะ ถ้าเมียกูได้กลิ่นเหล้าล่ะกูตายเลย เค้าทนกลิ่นเหล้าไม่ได้ ดีไม่ดีมันให้กูนอนโซฟาเลยแหละ

เอาวะ… เข้าใจ ๆ เพื่อนเกรงใจเมียขนาดนี้ผมจะว่าอะไรได้

………………………..

จากเครื่องมาถึง OPC ขึ้นไปลานจอดรถ… บังเอิญที่ผมกับโจ้จอดบนดาดฟ้าชั้นเดียวกัน… ก็ลากกระเป๋าขึ้นลิฟท์มาด้วยกันนี่แหละ…

ลิฟท์ยังไม่ทันจะจอด โจ้มือสั่นล้วงบุหรี่ในถุงเสื้อขึ้นมาจุด… สูดควันสีเทาเข้าเต็มปอด…

ผมอึ้งแดกนะ… มึงจะรีบไปไหนโจ้.. ประตูลิฟท์แม่งยังไม่เปิดเลย

โจ้ >> เฮ่อ กูต้องรีบดูดว่ะ เดี๋ยวกูอัดอีก 2 ตัว เสร็จแล้วต้องไปแปรงฟันก่อนกลับบ้าน เมียกูเหม็นบุหรี่ ถ้ามันได้กลิ่นบุหรี่ มันให้กูนอนนอกบ้านเลยนะ…

………………………..

บอกแล้วว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไร นำมาเล่าให้ฟังเพราะผมรู้สึกสงสารโจ้จับใจแค่นั้นแหละ…